คนรุ่นใหม่สนใจวรรณกรรมน้อยลง 

"คนรุ่นใหม่สนใจวรรณกรรมน้อยลง" ประภัสสร เสวิกุล
ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มูลนิธิอมตะจัดงานเลี้ยงส่ง "ประภัสสร เสวิกุล" อัครราชทูตที่ปรึกษา อดีตนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ที่กำลังจะไปรับตำแหน่งอัครราชทูตที่ปรึกษาประจำสถานทูตไทย ณ กรุงซานติอาโก ประเทศชิลี ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ ทำให้บรรยากาศที่บ้านเรือนไทยบนชั้นที่ 6 อาคารกรมดิษฐ์ เต็มไปด้วยความอบอุ่น เพราะมีบรรดาเพื่อนพ้องในวงการน้ำหมึกมาร่วมสังสรรค์พร้อมหน้าพร้อมตา
"ประภัสสร" สนทนาถึงเรื่องการศึกษากับวรรณกรรมในบ้านเราว่า "วรรณกรรมกับการศึกษาเป็นสิ่งที่ไปด้วยกัน คือ ระลึกไว้อย่างหนึ่งว่าการศึกษาเริ่มจากหนังสือ และหนังสือส่วนหนึ่งมาจากวรรณกรรม เราเรียนหนังสือด้วยวรรณกรรมมาตั้งแต่เด็ก สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเด็กไม่อ่านหนังสือ ทั้งๆ ที่การอ่านหนังสือทำให้เราได้ความคิด วิธีการเขียน และสำนานโวหารเมื่อคนไม่อ่านหนังสือจะเขียนหนังสือไม่ถูกและภาษาไทยก็พลอยหายไปด้วยอย่างน่าเสียดาย ภาษาไทยเป็นสิ่งที่มีค่า มีการสืบทอดต่อกันมาเป็นเวลานาน การศึกษาต่อไปต้องเน้นเรื่องการอ่านให้มากขึ้น ให้เด็กได้มีโอกาสอ่านและเลือกหนังสืออ่านมากขึ้น อุทยานการเรียนรู้ที่ทำขึ้นเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กมีโอกาสเลือกอ่านตามอัธยาศัย หนังสือควรมีความหลากหลายเพื่อให้เด็กรู้ว่าตนต้องการ สันทัดหรือประสงค์จะอ่านหนังสือประเภทไหน และการอ่านหนังสือไม่ควรจำกัดแค่หนังสือเรียนหรือหนังสือนอกเวลา"
นักเขียนชื่อดังมากความสามารถผู้นี้ พูดถึงการเรียนการสอนวรรณกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยว่า "มหาวิทยาลัยจะเน้นการสอนทฤษฎีเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งไม่แน่ว่าจะทำให้ผู้เรียนเป็นนักเขียนทุกคน แต่อาจเป็นนักวิจารณ์และนักอ่านที่ดีได้ ปัจจุบันคนรุ่นใหม่สนใจวรรณกรรมน้อยลง ดังจะเห็นจากชมรมวรรณศิลป์ในมหาวิทยาลัย ที่เคยมีการโต้วาที โต้กลอนสด และการทำหนังสือด้วยมือแทบจะไม่มีแล้ว เพราะหันไปอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์หรือเที่ยวเตร่กันหมด ภาษาไทยอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง ซึ่งถ้าเด็กรักภาษาไทยตั้งแต่เด็กมัธยมและมหาวิทยาลัยแล้ว เมื่อโตขึ้นนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ต่อตนเองและสังคมต่อไป"
สำหรับแนวทางการส่งเสริมวรรณกรรมในมหาวิทยาลัย "ประภัสสร" เสนอว่า "ต้องส่งเสริมโดยให้มหาวิทยาลัยเป็นแกนสำคัญอาจมีการส่งเสริมนักเขียนระดับมหาวิทยาลัยโดยให้รางวัล "พลับพลามาลี" ดังเช่นสมัยก่อนซึ่งน่าจะรื้อฟื้นกลับมาอีกครั้งในสมัยนี้ เพราะนอกจากจะช่วยสร้างนักเขียนระดับมหาวิทยาลัยและนักศึกษา ตลอดจนเมื่อโตขึ้นทำให้เป็นคนรู้จักใช้ภาษาไทยเป็นและถูกต้อง นอกจากนี้ต้องปลุกเร้าทางใดทางหนึ่ง โดย สถาบันการศึกษา หรือชมรมวรรณศิลป์ องค์กรภายนอกเพื่อกระตุ้นให้เกิดกระแสการสนใจ รัก และสร้างสรรค์วรรณกรรมขึ้น"
ในช่วงนี้รับตำแหน่งนายกสมาคมนักเขียน "ประภัสสร" แจกแจงว่า ได้ร่วมมือกับทางเซเว่น-อีเลฟเว่น และมหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ (มศว) ประสานมิตร จัดโครงการ "กล้าวรรณกรรม" โดยนำนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายที่สนใจการเขียนภาษาไทยเข้าค่ายอบรม และดึงวิทยากรที่มีความรู้และประสบการณ์ในการเขียนถ่ายทอดวิชาการให้นักเรียนในค่าย เพื่อให้เด็กซึมซับวัฒนธรรม บรรยากาศความเป็นไทย ทั้งนี้ไม่ได้มุ่งหวังให้นักเรียนละทิ้งแนวเขียนของตนเองแล้วหันมาจับแนวเขียนตามผู้ใหญ่ แต่ต้องการความเป็นตัวเองของเด็กมากที่สุด สิ่งที่เราทำเป็นเพียงนำประสบการณ์การเขียนไปยื่นให้เท่านั้น นอกจากนั้นเรายังได้รับเชิญจากสถาบันต่างๆ ให้ไปถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์นักเรียน นักศึกษาเป็นประจำ สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นอย่างได้ผล ดังจะเห็นจากเด็กหลายคนสนใจเขียน มีแววนักเขียนมากขึ้น"
สำหรับแฟนๆ ของนักเขียนผู้นี้คงอยากรู้เมื่อไปอยู่ชิลีแล้ว จะมีเวลาผลิตนวนิยายดีๆ มาให้อ่านอีกหรือเปล่า เจ้าตัวรับปากแข็งขันว่า "อยู่นั่นจะได้เจอบรรยากาศใหม่ๆ สิ่งแวดล้อมแปลกๆ คงต้องเขียนแต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเขียนอะไร เพราะยังไม่เห็นภาพ ได้แค่การศึกษาในตำรา"
คงต้องติดตามกันต่อไปว่า "ประภัสสร เสวิกุล" จะใช้ฉากในประเทศซิลีแต่งนิยายดีๆ อะไรมากำนัลหนอนหนังสือในบ้านเรา
ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 หน้า 31
|
บทสัมภาษณ์ ประภัสสร เสวิกุล
|