คุยเบา ๆ ก่อนบิน กับ ประภัสสร เสวิกุล

เมื่อเอ่ยชื่อ ประภัสสร เสวิกุล ก็คงไม่มีอะไรต้องแนะนำกันอีก อย่างน้อยด้วยผลงานตลอด 40 ปีที่ผ่านมาก็น่าจะพอการันตีได้ถึงความเป็นนักเขียนคุณภาพ นอกเหนือจากนี้ ในด้านหนึ่งเขารับราชการอยู่ที่กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งก็ในอีกไม่กี่วันนี้แล้วที่ประภัสสรจะบินลัดฟ้าไปดำรงตำแหน่งอัครราชทูตที่ปรึกษาประจำสถานทูตไทยในอีกซีกโลก ณ กรุงซานติเอโก ประเทศชิลี เป็นเวลาถึง 4 ปี หากย้อนไปดูผลงานที่ผ่านมาของ ประภัสสร เสวิกุล จะเห็นว่าสร้างผลงานไว้หลากแนว นวนิยายหลายเรื่องเป็นที่ชื่นชอบและรู้จักกันดีในหมู่นักอ่าน และมีบางเรื่องที่ถูกนำไปสร้างเป็นละคร ไม่ว่าจะเป็น "อำนาจ" , "ชี้ค" , "ลอดลายมังกร" , "เวลาในขวดแก้ว" , "ขอหมอนใบนั้น...ที่เธอฝันยามหนุน" ฯลฯ ซึ่งแม้ถึงตอนนี้แรงไฟแห่งการสร้างสรรค์ของเขาก็ยังดูคุโชนอย่างไม่มีท่าว่าจะดับง่าย ๆ นวนิยายที่ได้รับการตีพิมพ์ต่อเนื่องเป็นตอน ๆ อยู่ตอนนี้ก็มีเรื่อง "กุหลาบจีน" ลงในนิตยสารสกุลไทย เรื่อง "เปลวแดดประกายดาว" ลงในนิตยสารกุลสตรี และเรื่อง "บทเพลงแห่งกาลเวลา" ตีพิมพ์ในนิตยสารดิฉัน "ผมเอาเวลาตอนกลางคืนมาเขียนหนังสือ เป็นมนุษย์ค้างคาว กลางวันก็ทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศ" ประภัสสรเล่าให้ฟังอย่างเป็นกันเองซึ่งหลายคนก็คงเห็นตามนั้น ด้วยว่าชื่อของประภัสสรแล้ว ถือว่าเขาเป็นนักเขียนที่มีงานยุ่งมากที่สุดคนหนึ่ง ประภัสสรเคยแนะไว้สำหรับคนที่อยากจะเป็นนักเขียนว่า สำหรับเขามีหลักง่าย ๆ อยู่ 3 ประการ คือต้องอ่านให้มาก เขียนให้มาก และวิจารณ์ให้เป็น หากตกหล่นข้อหนึ่งข้อใดไปก็ยากที่ใครจะประสบความสำเร็จในอาชีพนักเขียน นอกจากนี้เขายังเสริมถึงแนวทางการเขียนของตนเองว่า "ผมให้ความสำคัญต่อข้อมูลมาก ซึ่งผมจะแบ่งว่างานเขียนที่ดีมีอยู่ 3 องค์ประกอบ หนึ่งคือ จินตนาการ ถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นนวนิยายแล้วจินตนาการเป็นสิ่งสำคัญ อันที่สองคือเรื่องของวิชาการ รวมทั้งข้อมูลข่าวสาร อันที่สามคือศิลปะการประพันธ์ ถ้าประกอบกันได้ครบเป็น 3 องค์ประกอบที่ดีเมื่อไร งานนั้นจะเป็นงานที่ดี" "เหมือนกับเราได้เนื้อสดมาชิ้นหนึ่ง ถ้าจะเสิร์ฟก็คงไม่เอาไปเสิร์ฟทั้งเนื้อสดอย่างนั้น เราต้องมาปรุงแต่งก่อน ซึ่งมันจะดีหรือไม่ดีอยู่ที่เรารู้จักปรุง จะปรุงให้เป็นสเตกก็ได้ ปรุงให้เป็นเนื้อผัดกะเพรา หรือปรุงให้เป็นลาบก็ได้" ซึ่งการจะปรุงให้มีรสชาติและรูปลักษณ์เช่นไร ประภัสสรบอกอันนั้นก็ขึ้นอยู่กับทั้งพ่อครัวและผู้บริโภคแล้วว่าอยากทานอาหารแบบไหน ประการหนึ่งที่ลืมไม่ได้เลยคือ เขาเพิ่งก้าวลงจากตำแหน่งนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมานี้เอง หลังจากดำรงตำแหน่ง 2 วาระ รวมเวลา 4 ปีเต็ม ประภัสสรเผยความรู้สึกว่า... "เหนื่อย ขอบอกตรง ๆ ว่าเหนื่อย แต่ว่าภูมิใจและพอใจในสิ่งที่ได้ทำ และก็ได้รับความร่วมมือด้วยดีทั้งจากสมาชิกในสมาคมเอง ทั้งจากประชาคมภายในนอก" ประภัสสรตั้งปณิธานไว้แต่แรกเข้ารับตำแหน่งนายกสมาคมฯ ว่า เขาตั้งใจจะเชิดชูและดูแลนักเขียน และนำนักเขียนออกสู่ประชาคมภายนอก ดังนั้นแล้ว ภาพการทำงานอย่างแข็งขันในฐานะหัวเรือใหญ่ของสมาคมฯ จึงปรากฏให้เห็นอย่างชินตา เมื่อถึงวันที่ก้าวลงจากตำแหน่งเขาก็รู้สึกพอใจกับผลงานที่ได้ทำ "พูดถึงข้อจำกัดแล้ว จริง ๆ มันก็มีเยอะเหมือนกัน เพราะสมาคมเราเป็นสมาคมเล็ก ไม่มีบุคลากรที่ทำงาน ไม่มีพนักงาน มีแต่กรรมการบริหาร ซึ่งเราทำงานกันเองส่วนใหญ่ ที่ทำการสมาคมฯ ก็ยังไม่มี เรากำลังสร้างอยู่ สรุปก็เป็นข้อจำกัดของบุคลากร สถานที่ และเงินทุน" สำหรับรายรับเพื่อเป็นทุนในการดำเนินงานต่าง ๆ ของสมาคมฯ จะมีรายได้หลักมาจากสองส่วนคือเงินค่าสมาชิกจากสมาชิกสมาคมฯ และเงินจากการบริจาค นอกนั้นจะมีเสริมเข้ามาบ้างจากการจัดกิจกรรมต่าง ๆ "ตอนเข้ารับงานเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา สมาคมฯ มีเงินประมาณ 300,000 บาท ตอนนี้เรามีเกือบ 3,000,000 บาทน่าจะได้ เราพยายามจะสะสมทุนในช่วงที่ผ่านมาเพราะต้องการนำเงินไปสร้างที่ทำการสมาคม" ส่วนคนที่ได้รับความไว้วางใจจากมวลสมาชิกให้รับตำแหน่งนายกสมาคมฯ คนต่อไปก็ไม่ใช่ใครที่ไหน หากเป็นนักเขียนรุ่นใหญ่ไล่เลี่ยกันที่ชื่อ ไมตรี ลิมปิชาติ ผู้ที่ร่วมทำงานให้กับสมาคมฯ ด้วยกันมากับประภัสสรนั่นเอง "คงไม่มีอะไรต้องฝากฝัง เพราะคุณไมตรีนี่ทำงานด้วยกันมาตลอด 4 ปี และรู้จักกันมาเป็นระยะเวลายาวนานมาก คิดว่าคุณไมตรีได้สัมผัส เข้าใจ และรู้ปัญหาทั้งหมดดีอยู่แล้ว และคงทำงานสานต่อไปได้อย่างเป็นเนื้อเดียวกัน" ...และกลางดึกของวันที่ 27 นี้แล้วที่นักเขียนวัย 56 ปีคนนี้ต้องเดินทางไกลอีกครั้งในชีวิต ไปเป็นอัครราชทูตที่ปรึกษาประจำสถานทูตไทย ณ กรุงซานติเอโก ประเทศชิลี ประภัสสรบอกว่าตำแหน่งที่จะไปรับผิดชอบนี้รองลงมาจากท่านเอกอัครราชทูต โดยจะต้องไปช่วยดูแลงานในหลายส่วน และอาจจะต้องรับหน้าที่ประจำอยู่ที่นั่นเต็มกำหนดเวลาคือ 4 ปีทีเดียว อย่างไรก็ตาม การได้ไปใช้ชีวิต ณ ดินแดนที่แตกต่างและห่างไกลกันมากทั้งทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมประเพณีนับเป็นโอกาสดีที่ช่วยเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น ประภัสสรบอกว่าที่ผ่านมารู้จักเรื่องราวของประเทศนี้ผ่านตัวหนังสือ โอกาสนี้เมื่อได้ไปสัมผัสด้วยตัวเองคงได้ศึกษาและซึมซับประสบการณ์ตรงได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อทุกอย่างลงตัว นักอ่านชาวไทยคงได้อ่านนวนิยายดี ๆ ที่มีวัตถุดิบในการปรุงแปลกใหม่ ด้วยฝีมือพ่อครัวฝีมือดีคนนี้ "ก็ยังคงเขียนหนังสือต่อ อาจส่งเป็นแฟกซ์มาหรือส่งเป็นอีเมล์ก็แล้วแต่ เขียนหนังสือก็ทำมาเกือบทั้งชีวิตแล้ว"
ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 23 กุมภาพันธ์ 2548
|
บทสัมภาษณ์ ประภัสสร เสวิกุล
|