ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


เรือของพ่อ article

 เสียงกบไฟฟ้าสำหรับไสไม้ดังก้องอยู่ข้างๆบ้าน กะทินอนพลิกไปมา เสียงดังทำให้นอนไม่หลับ หันไปมองข้างๆ  พี่มะพร้าวหลับไปแล้ว แม่กับย่าอยู่ในครัว กำลังทำกับข้าว เลี้ยงพวกทำเรือ ปู่กำลังทำเรือให้พ่อ เป็นเรือสำหรับติดเครื่องหางยาว ปู่เป็นช่างเก่งมาก งานช่างไม้ปู่ทำเป็นทุกอย่าง ปู่ไม่ได้ทำคนเดียวมีพ่อ ลุงสุและเจ้าชัย เป็นคนช่วย เรือนะเสร็จหลายวันแล้ว แต่ปู่กำลังทำที่ตั้งเครื่องเซ่นหัวเรือ เรือต้องปล่อยให้ไม้อยู่ตัวก่อนถึงจะเอาลงน้ำได้

"ธานี มาจับตรงนี้ให้ทีตะ"เสียงปู่บอกพ่อ

"พรรค์นั้นหาอยู่ไม่ พ่อ ต้องไสริมออกก่อน" เสียงลุงสุบอกปู่

"สงสัยต้องพรรค์นั้นแหละ ธานีไปแลซิพวกโน้นทำของเซ่นเสร็จยังจะได้ทำพิธี เซ่นก่อนเอาเรื่อลงน้ำ"เสียงปู่บอกพ่อ

"รักษาเวลาด้วยนะ พิธีต้องทำตอนเที่ยงคืนไม่อย่างนั้นจะทำกินไม่คล่อง" เสียงเจ้าชัยพูดขึ้น

"สุราษฎร์พวกเด็กมายัง" พ่อปู่ถามลุงสุ

"เดี๋ยวโทรตาม เดี๋ยวจิต" ลุงสุว่า

เสียงคนเดินมาตามถนน คุยกันดังมาก กะทิทนไม่ไหวหันไปปลุกมะพร้าว

"พี่พร้าว พี่พร้าว ตื่นๆ เร็วเขาจะเอาเรือไปลงน้ำไปมั้ย"

"ฮื้อ ไซไม่นอนเล่า ทิ ดึกแล้วนิ" มะพร้าวตอบงัวเงียแต่ผงกหัวฟังเสียง

"ไปข้างล่างมั้ย ไปดูว่าเขาทำอะไรกัน"กะทิเอ่ยถาม

"เออ กะทินะแหละไปขอพ่อไปซิพ่อตามใจตัวเอง"

"ลุกขึ้นไปเปิดไฟซิน้องมองไม่เห็น"

มะพร้าวเปิดไฟหัวเตียงแล้วลุกจากผ้าห่มหยิบเสื้อกันหนาวให้ตัวเอง และกะทิ เอากางเกงขายาวออกมาสวม แล้วเดินลงไปในครัว กะทิเดินตามมาติดๆ

"แม่ ลูกช่วยมั้ย" มะพร้าวบอกแม่

"เออดีเหมือน พร้าว เอาจานกับช้อนไปตั้งให้ย่าที"เสียงย่าดังตัดหน้าแม่มา

"ทำไมไม่นอนละลูก ดึกแล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ตื่นสาย"แม่หันมามองมะพร้าว

"ช่างเถอะเสียงมันคงดังนะ ทำกันอยู่หัวนอนนะ เลยนอนไม่หลับ"ย่าตอบแทน

"เออ แม่ตัวเล็กนี้เลยลงมาด้วย"แม่ดึงกะทิมากอด

"เอารีบยกเครื่องเซ่นออกไปก่อนเถอะ เดี๋ยวพ่อจะคอย"

กะทิหันมามองเครื่องเซ่นที่ย่าจัดลงถาดขนาดใหญ่ ทุกอย่างเป็นสีเหลืองทั้งหมด มีพวงมาลัยดอกดาวเรืองพวงใหญ่ ขนมเครื่องทอง ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง เม็ดขนุน จ่ามงกุฎ ถ้วยฟู ขนมน้ำดอกไม้ ถั่วกวน ข้าวหมกไก่ และมีเหล้าข้าว 1 ถ้วย

แม่ยกถาดใหญ่ออกไป กะทิเดินตามออกไปติดๆ

"คอยด้วย ทิ" มะพร้าวเรียกน้อง

"เร็วเข้า ต๊า ชักช้านิ" กะทิว่าพี่

"เอานั้นจะไปไหนกัน ไหนว่าจะช่วย เฮ้อ แลมัน" เสียงย่าลอยมาตามหลัง

กะทิกับมะพร้าวแยกตัวมานั่งเงียบๆข้างหลังพ่อที่กำลังพนมมือไหว ้พร้อม กับคนอื่น แม่เอาเครื่องเซ่น ส่งให้ลุงสุ เสียงสวดมนต์ดังกังวาน ของ ตา หวัด ก้องอยู่ในความมืด กะทิซุกตัวเข้าหาพี่ชาย

"ไรราว หาต้องกลัวไม่ แกไม่ทำไรนิ" มะพร้าวพูดกับน้อง

กะทิกลัวตาหวัด เพราะแกอายุมาก ผมขาว และไม่ชอบยุ่งกับพวกเด็ก แกเป็นบุคคลสำคัญของชุมชนแห่งนี้ ทุกคนรู้จักแกดี ทุกพิธีกรรมตั้งแต่เกิดยันตาย ตาหวัดทำได้หมดและเต็มใจที่จะทำแม้บ้างครั้งบ้างคราจะไม่ได้เงินก็ตาม แกก็ยินดีมาทำให้ ความที่แกแก่ เดินเหินไม่ค่อยถนัด ทำให้ กะทิกลัวและไม่กล้าเข้าใกล้แก อาจเป็นเพราะตั้งแต่เล็กจนโต เด็กในชุมชนนี้ได้ยินแต่เสียงเล่าบอกว่า

"หยุดร้องนะ ไม่งั้นเดี๋ยวจะเรียกตาหวัดให้มาจัดการ"

ย่ามักจะใช้ประโยคนี้บ่อยๆจนกะทิเองพอเห็นหน้า ตาหวัด ครั้งแรกก็ร้องไห้  ตาหวัดแกคงงงกับเหตุการณ์พอสมควร จนย่าชี้แจ้งแถลงไขนั้นแหละถึงได้เข้าใจ ตาหวัดเองก็ยินดีนะกับการบอกเล่ากิตติศัพท์ของแก คงเพราะทำให้แกดูขลังขึ้นในวิชาอาคม

"โอม พระศิวะ โอม............" เสียงตาหวัดดังก้องแหวกอากาศท่ามกลางความมืด

เสียงลมหวีดหวิวต้อง ยอดพร้าว แล้วลูกมะพร้าวก็หล่นตุ้บ

"อ้าวมาจากไหนนี้" เสียงลุงสุดังขึ้น

ตาหวัดแกยังไม่หยุดท่องมนต์ ยังบริกรรมคถาของแกไปเรื่อย

"อิติปิโส ภควาอรหังสัมมา.........ลมพัดแรงขึ้นแรงขึ้น มะพร้าวกับกะทิรีบหลบเข้าใต้ถุนคนอื่นๆวิ่งตามมา คนที่มีสติดีกว่าใครเห็นจะเป็นแม่กับพ่อ พ่อคว้ากบกับปลั๊กไฟ ส่วนแม่ยกถาดเครื่องเซ่นเข้ามาเก็บ คงกลัวจะต้องทำใหม่ เพราะถาดนี้ลงทุนไม่น้อย ตาหวัดเองก็ไวไม่แพ้ใคร หลบเข้ามาอยู่ใต้ถุน

"เฮ้อ พรือละนี้ บ่าวหวัด" ปู่เอ่ยขึ้น

"วันนี้ วันไร" ตาหวัดถาม

"วันศุกร์ " พ่อบอก

"ฮ้า แล้วๆๆๆ ผิดวัน โทษที่เว้ย ศุกร์ขึ้นเขา เสาร์ลงเล หาย แล้วเฟือนนิ เอางี้ใครเจ้าของเรือ บ่าวหรือว่าธานี"

"ธานี" ปู่บอก

"งั้น เดี๋ยวจิต ขอข้าคำนวณก่อน"

"ถ้างั้น ก็ตั้งวงพลาง หว่าง น้าหวัดรื้อฟื้นวิชา" ลุงสุว่า

"เอ็งก็ไปยกกับข้าวกับปลามาตะนุ้ย"ย่าหันมาทางแม่

"จ้ะ แม่ พร้าวกับกะทิมาช่วยแม่หน่อย"

มะพร้าวช่วยแม่ยกสำรับมาตั้ง พ่อตักข้าวแจกทุกคน รวมทั้งตาหวัด กะทิยกน้ำใส่น้ำแข็งยาอุทัยมาบริการ

"ตกลงไปไม่ไปละน้าหวัด" พ่อถาม

"ไม่แล้วธานี เอ๊ย คำนวณผิดไปนะ เฮ้อ เอาวันของบ่าวรุณมาคำนวณ เฮ้อ อย่าถือน้าเลยวะธานี"

"บ๊ะ แล้วตาหวัดนี้ เป๋อไปใหญ่ น่ากลัวตกปลดที" เสียงหนึ่งดังมา

"ผมว่าแล้ว ศุกร์ขึ้นเขาเสาร์ลงแล ไรตาหวัดให้ลงเรือตอนนี้" เจ้าชัยสำทับ

คนกลับไปกันหมดแล้วเหลือแต่ พ่อกับแม่ ปู่ย่านั่งคุยกันพี่มะพร้าวก็หลับแล้ว กะทิเงี่ยหูฟัง

"ตาหวัดคงหลงนะพี่" เสียงแม่พูดกับพ่อ

"ยังไงพรุ่งนี้คงต้องทำอาหารเลี้ยงคนยกเรืออีกรอบนะ"

"ต้องพรรค์นั้นแหละ" ปู่เสริม

"นุ้ยเอาของเก็บให้ดี แม่จะไปนอนที"เสียงย่าบอกแม่

ข้างล่างเงียบเสียงไปแล้วกะทิ หลับไปตื่นขึ้นมาอีกที เพราะมะพร้าวมาปลุก

"ทิตื่นที่ตะ เขาจะไปเอาเรือลงแล้ว"

กะทิรีบลุกเดินตามมะพร้าวลงไปข้างล่าง

"อ้าว ตื่นแล้วเหรอลูก แม่กำลังว่าจะไปปลุก ไปเลมั้ย"

"ไป"กะทิตอบ

"มาเลย พ่อจะไปแล้ว"

พ่อพาคนไปที่เรือที่ช่วยกันยกไปตั้งริมทะเลตั้งแต่เช้าเดี๋ยวอีกสักพักก็จะยกลงทะเล ตาหวัดมาคอยอยู่แล้ว แกเริ่มบทสวดใหม่อีกครั้ง บริกรรมคาถา ฤกษ์คือ วันเสาร์ 9.00 น.

"เอาเรือลงน้ำได้แล้ว" ตาหวัดหันมาสั่งทุกคน

พ่อ และคนอื่นๆ ช่วยกันยกเรือลงน้ำ เสียง เฮ ฮุยดังลั่น ชายหาด เรือลำใหญ่มากสำหรับกะทิ แล้วเรือก็ลงไปอยู่ในน้ำ พี่มะพร้าวกระโจนลงไปในน้ำ ว่ายไปหาเรือ กะทิคิดเหมือนพี่ชาย อยากเป็นคนแรกที่ได้นั่งเรือ

"เอา สองคนทำอะไร"

กะทิได้ยินเสียงคนตะโกนไล่หลังแต่ต้องทำเวลา ยังไงก็ไม่ทันมะพร้าว เป็นที่2 ก็ยังดีกว่าไม่ได้นั่ง

"มาเร็ว ทิ เดี๋ยวพ่อได้เอาเรือออก" มะพร้าวเร่งน้อง

"เฮ้อ ไม่บอกน้องเลยนะดีนะที่เค้าว่ายน้ำแข็ง"กะทิต่อว่า

พ่อว่ายตามมาถึงเรือพอดี

"แม่ย่านาง พ่อย่านางเอ๊ย ทีหลังจะทำไรนะบอกมั่ง พรรค์นี้เพื่อนใจหายเม็ด"

"พ่อลูกอยากไปไดหมึก"มะพร้าวบอกพ่อ

"หาไปได้ไม่ก่อน ยังเล็กนัก เจอคลื่นเจอลม เดี๋ยวไม่บาย"พ่อตอบ

"ไปลาหินก็ได้" มะพร้าวอ้อน

"นั้นซิพ่อจ๋า ลูกอยากออก เล"กะทิเสริม

"เอาก็เอา เดี๋ยวถามซิมีใครอยากไปมั้ย" พ่อรำพึง

"เออ พี่ไปด้วยก็ได้ธานีเอ๊ย" เสียงลุงสุบอก

ลุงสุกับพ่อช่วยกันเอาเครื่องเรือใส่ เสียงเครื่องติด คนบนฝั่งโห่ร้องดีใจ พ่อถือท้าย ลุงสุนั่งหัว มะพร้าวกับกะทินั่งกลาง เรือแล่นออกไปไกลฝั่งลุงทำมือให้พ่อเบาเรือ พ่อทำตามเรือลอยรำสักพัก ลุงสุเหวี่ยงแหออกไปอย่างชำนาญ

"ปลาไรนะ" มะพร้าวถาม

"ชุ ชุ เขาหาดังไม่ พร้าว ปลาไปเม็ด"

"ปลามันเข้าใจที่เราคุยกันด้วยเหรอจ้ะ พ่อ"กะทิถาม

"มันหาเข้าใจไม่แค่ได้ยินเสียงมันก็ไป"

"เฮ้ย ได้ปลาสากเว้ย ตัวใหญ่ด้วยนั้น"ลุงสุตะโกน

"ดีดี เดี๋ยวต้มเลยนิ"พ่อบอก

โชคดีจริงยังไม่ถึงลาหิน ก็ได้ปลาแล้ว มะพร้าวนึกในใจ

ที่ลาหินมะพร้าวกับกะทิตื่นเต้นมาก เพราะสามารถเดินจากฝากหนึ่งของเกาะไปยังอีกฝากหนึ่งชั่วพริบตา เกาะเล็กนิดเดียว พ่อเริ่มขุดหอยที่เรียกว่าหอยเจาะ พ่อใช้ค้อนเหล็กกับเหล็กแหลมเจาะเอาเนื้อหอยตามโขดหิน กะทิตามดูพ่อ ส่วนมะพร้าวตามดูลุงสุ

"เนื้อนิดเดียวกว่าจะได้ถัง" มะพร้าวบอกลุงสุ

"นั้นแหละเวลากินอย่าทิ้งขวางของหายากทำยาก" ลุงสอนมะพร้าว

"ผมไม่ชอบอยู่แล้ว ทิและชอบกินนัก"มะพร้าวบอกลุง

"พอได้แล้วธานี เดี๋ยวน้ำลงแล้วออกยาก"ลุงสุตะโกนบอกพ่อ

"ครับ"พอรับคำ

"อะไรอยู่ใต้น้ำ ดำๆ"

"อย่าเหยียบนะดุกเล เดี๋ยวมันยักเอา"พ่อบอก

พ่ออุ้มกะทิลงเรือ ลุงสุออกเรือจากลาหินมากะทิหลับมาในเรือ พ่ออุ้มขึ้นฝั่ง มะพร้าวกลับถึงบ้านอาบน้ำ แล้วลงมาหาของกิน แม่กำลังยำหอยเจาะอยู่ ยำสดๆกับลูก มุงมัง ซอยหอมแดงใส่หน่อยพริกขี้หนูด้วย ร้อยจังฮู้ ใครจะดองก็ได้ถ้าอยากดอง

"แม่ครับ คราวหน้าถ้าพ่อออกเล ลูกขอไปด้วยนะครับ"

"ต้องถามพ่อ เห็นบ่นว่าเกรงพวกลูกไม่สบาย"

"ลูกนะไม่เป็นไร หรอกแต่กะทินะไม่แน่ เพราะยังเล็กนัก" มะพร้าวพึมพำ

"ถึงลูกก็เถอะยังไม่ใหญ่ที่จะตากแดด"แม่บอก

"ถ้าพี่พร้าวได้ไปลูกก็ต้องได้ไป"กะทิเดินเข้ามาในครัว พร้อมกล่าวเสียงหนักแน่น

"นั้นปะไร เห็นไหม"แม่หันมามองมะพร้าว

มะพร้าวมองหน้ากะทิแบบไม่พอใจ มารความสุขจริงๆ

"แม่จ๋าลูกขอกินหอยเจาะได้ไหม" กะทิถามแม่

"อื้อ ไม่ดี เดี๋ยวท้องจะเสียเอา" แม่บอก

"ของสดท้องจะเสียได้ไงแม่" มะพร้าวถาม

"ไม่รู้ซิ เขาว่าของสดของคาวเสาะท้องเด็ก" แม่ตอบ

พ่อเดินเข้ามาในครัวพอดีแม่เหลือบไปเห็น

"พี่ที่หลังนะล้างเท้าก่อนก็ได้นะ ไม่มีใครว่าหรอก"แม่กล่าวประชด

พ่อเหลือบมองเท้าตัวเองมีทั้งโคลนทั้งทรายเปื้อนเต็มไปหมด

"ตั้งข้าวเลยตะน้องเนือย (หิว) แล้ว"พ่อบอกแม่

มะพร้าวกับกะทินั่งเล่นอยู่ที่ศาลาหน้าบ้าน

"เฮ้อ ธานี ธานี อยู่ มั้ย" เสียงน้าเอ เพื่อนพ่อดังมาจากถนน

"พ่อไม่อยู่หรอกน้าเอ" มะพร้าววิ่งออกไปรับหน้า

"พรือมั่ง(เป็นอย่างไรบ้าง) ตาเอ" ย่าเดินมาจากหลังบ้าน

"เรือฟัดหาดอยู่โน้น คลื่นใหญ่ลมแรง ไปเอาขึ้นตะ"น้าเอบอกแล้วเดินจากไป

"พ่อไปไหน ละมะพร้าว"ย่าถาม

"ไปส่งแม่แค่ หลาด (ตลาด)โน้น" มะพร้าวบอกย่า

"กว่าจะกลับมาพอดีเรือจม" กะทิว่า

"หาจมก่อนไม่" ย่าบอก

พ่อกับแม่ไปตลาดก็จริงแต่ไปงานแต่งของลูกสาวผู้ใหญ่ คืนนั้นกว่าจะกลับมาก็เกือบ 3 ทุ่มแล้ว ปู่ไม่อยู่วันพระใหญ่ ปู่ไปวัดตั้งแต่เช้า พอพ่อมาถึงก็รีบไปดูเรือ เรือถูกคลื่นซัดไปเกยตื้นอยู่ที่โขดหิน ข้างเรือเป็นรูใหญ่ ต้องซ่อม

"เพิ่งทำเสร็จ ต้องซ่อมราว" พ่อบ่น

"เรือก็พรรค์นี้แหละมีแล้วต้องแล ต้องรักษาให้ดี"ลุงสุว่า

"นี้ต้องเลาะเอาโครงเก่าออกก่อนใช่ไม่"พ่อถาม

"เลาะซิ"ลุงสุตอบ

"พ่อด่าตาย" พ่อบอก

"แกหาว่าไม่ ใครจะคิดว่าลมจะมาพรรค์นี้"ลุงสุพึมพำ

"แกบอกผมตั้งแต่วา (เมื่อวาน) แล้วว่าให้เอาเรือขึ้น แต่ผมว่าไม่เป็นไร"พ่อบอก

"ไม่พรือ(ไม่เป็นไร) เดี๋ยวพี่ช่วย แต่คืนนี้คงไม่ได้แล้วดึกแล้วใครจะมา"ลุงสุบอก

"ถ้าอ่างนั้นต้องผูกให้แน่น แล้วเอาเกยหาดไว้ลึกๆถึงน้ำขึ้นก็ ไม่พรือ"ลุงสุเสริม

เช้าวันต่อมาลมก็ยังแรงเหมือนเดิม พ่อพาปู่ไปดูเรือ ปู่ว่าต้องเอาไม้ออกทั้งแผ่น แล้วซ่อมใหม่แต่ต้องรอให้ไม้แห้งก่อน เลยหาคนมาช่วยยกขึ้นคว่ำไว้ริมหาด อีก 2-3 ค่อยซ่อม

พ่อซ่อมเรือเสร็จแล้ว พี่แนต พี่มะพร้าว พี่ติ่ง กะทิ แล้ว ก็น้องโฟล์ค ชวนกันไปเล่นน้ำทะเล เล่นไปได้สักพัก

"เอาเรือออกไหม ไปให้ถึงเกาะส้มเลย"กะทิเสนอ

"เออ จริงด้วย น้องโฟล์ค ยังไม่เคยออกเลที ลุงไม่ยอมพาไป"

"ไม่เอาด้วยหรอก ถูกตีตายแน่"พี่ติ่งว่า

มะพร้าวกับพี่แนตมองหน้ากัน เอาไงดี

"ถ้าจะไปต้องเตรียมน้ำมัน" พี่แนตว่า

"อื้อ กะทิมีตังค์"พร้อมโชว์แบงค์ ยี่สิบให้ดู

"ไหนใครมีเท่าไหร่ เอาออกมาเร็ว"พี่แนตว่า

น้องๆเอาเงินมาวางรวมแล้วได้เกือบร้อย

"ติ่งว่าไง จะไปไหม"พี่แนตว่า

"หาไปไม่เกิดฝนมาเล่า เกาะส้มไม่ใช่ใกล้นิ"พี่ติ่งว่า

"ดีแล้วอย่ามาร้องนะ เวลาเพื่อนกลับมา"พี่มะพร้าวสำทับ

"อื้อ ไปเหอะ จิฟ้อง อาธานี คอยแลตะ"พี่ติ่งขู่

"ขี้ฟ้อง ไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป แต่อย่าขัดเพื่อน"พี่มะพร้าวพูด

"ตามใจ"ติ่งนั่งหน้าบึ้ง

มะพร้าวรับหน้าที่ไปซื้อน้ำมัน พี่แนตไปหาของกินพร้อมน้ำดื่ม อีก 10 นาทีต่อมา ก็พร้อมออกเดินทาง พี่แนตนะขับเรือเป็นเพราะเคยออกทะเลกับลุงแล้วก็อาบ่อยๆ ออกทะเล มาได้สักพัก น้องโฟล์คก็เริ่มออกอาการเวียนหัว

"พรือราว เมาเรือ โฟล์ค" กะทิถามน้อง

"หาไรไม่ น้องโฟล์คหลับตาเดี๋ยวก็หาย"

พี่แนตหยุดเรือตกปลากับพี่มะพร้าว น้องโฟล์คนอน กะทินั่งเอามือราน้ำเล่น ลมเริ่มแรง พี่แนตหยุดตกปลา ฟ้าเริ่มมืด เอาไงดีไปเกาะส้มคงไม่ทัน เข้าฝั่งก็ไม่ได้ พี่แนตตัดสินใจพุ่งเข้าหา เกาะลาหิน ที่อยู่ข้างๆ ถึงไม่มีต้นไม้ก็ไม่เป็นไร ดีกว่าลอยเรือกลางทะเล ฝนตกลงมาซู่ใหญ่เรือเริ่มโคลงเคลง เพราะแรงคลื่นลม แต่พี่แนตก็พาน้องเข้าฝั่งจนได้ มะพร้าวช่วยเอาทุนทิ้งลากสายผูกกับโขดหินใกล้ๆ ทั้งหมดนั่งตากฝนอยู่พักใหญ่ น้องโฟล์คเริ่มสั่นเพราะความหนาว กะทิกอดน้องไว้แล้วเริ่มร้องไห้

"น้องไม่บายนิพี่แนต"กะทิบอก

"เดี๋ยวฝนก็หยุดแล้วพี่พากลับบ้าน"แนตมองน้องอย่างสงสาร

"หยุดร้องทีตะกะทิ เองเป็นคนเสนอความคิด"พี่มะพร้าวเริ่มขู่

"ไม่ต้องเลาะกัน มาด้วยกันแล้วหาไรไม่ เดี๋ยวเอาปลาไปให้อาดูก็โอเคแหละ"

"ไซลมมาพรรค์นี้ละพี่แนต"พี่มะพร้าวถาม

"ไม่รู้เหมือนพี่ไม่ทันเห็นเลยนั้นเพลินไปหน่อย"พี่แนตพูดแบบสำ นึกผิด

"อย่างไรก็หนุกนิ"พี่มะพร้าวหัวเราะ กะทิเลยพลอยหัวเราะไปด้วย น้องโฟล์คได้แต่ยิ้ม

พี่ติ่งนั่งชะเง้อ อยู่ริมทะเล บนฝั่งฝนไม่ตก แต่กลางทะเลมืดครึ้ม สงสัยพวกนั้นเจอฝนแล้ว เอาไงดี ติ่งรีบขี่รถเครื่องไปบ้าน

"อานี อานี อยู่มั้ยนั้น"ติ่งตะโกน

"ไร นุ้ย อาไม่อยู่หรอกขึ้นสวนโน้น" ย่าว่า

"พวกนั้นมันเอาเรือออกนุ้ยห้ามก็ไม่ฟัง"ติ่งพูด

"พวกไหน"ย่าถาม

พวกพี่แนต มะพร้าว กะทิ แล้วก็โฟล์ค

"หา ไรนะ ตายๆๆๆ พี่รุณ เอ่อ หลานเตินอยู่กลางเลทั้งก๊กแล้วโน้น เอาเรือใครไปละนั้น"ย่าถาม

"เรืออานี"ติ่งบอก

 ฝนซาลมสงบ พี่แนตอุ้มน้องโฟล์คมาขึ้นเรือ น้องสั่นไปทั้งตัว กะทิช่วยพี่มะพร้าวเอาเรือออก แล้วโดดขึ้นเรือ เรือแล่นมา กลางทะเล เสียงเรือลุงสุแล่นเข้ามาใกล้ ปู่มาด้วย พี่แนตเบาเครื่องเรือ

"ใครต้นคิดนิช่วยบอกหน่อย"ลุงสุถาม

"เอ่อ คือผมเองครับผมนึกสนุก ก็เลยพาน้องออกมาเที่ยว"พี่แนตยอมรับผิดแต่ผู้เดียว แล้วก็ถูกทำโทษไม่ให้ออกไปไหน 3 วันส่วนน้องโฟล์ค ต้องเขาโรงพยาบาลหมอบอกว่าปอดบวม นอนอยู่โรงพยาบาล 3 วันเหมือนกัน เหลือแต่พี่ติ่ง พี่มะพร้าว แล้วก็กะทิ

"นี้ถ้าพี่ แนต ไม่รับนะมีหวังกะทิกับมะพร้าวถูกเฆี่ยนตาย เพราะเป็นคนต้นคิด"พี่ติ่งบอก

ใช่ซิ เพราะลุงเณรกับป้าสาไม่ตีลูก การกักบริเวณเป็นโทษหนักสุดที่พี่แนตเคยได้รับ นี้ ถ้าเป็นพ่อหรือแม่ของมะพร้าวกับกะทิละก็มีหวังโดนตีตายแน่ พ่อเชื่อว่าไม้เรียวสร้างคน

"พ่อจ๋า ถ้าเป็นลูก พ่อจะตีไหม"กะทิถามพ่อ ตอนที่พ่อพามานั่งนับดาวที่หน้าบ้าน

"ตีเรื่องอะไร"พ่อถาม

"เรื่องที่พากันไปเที่ยวลาหินนะ"กะทิตอบ

"แล้วลูกว่าลูกสมควรถูกตีหรือเปล่า"พ่อถามกะทิ

"ลูกมีเรื่องจะบอกพ่อ"กะทิพูด

"เรื่องอะไร"

"อันที่จริงคนชวนนะลูกเองแหละ กะไปถึงเกาะส้ม แต่มีเรื่องเสียก่อน"กะทิบอก

พ่อมองกะทิแบบทึ่งในความกล้า ตัวแค่นี้คิดออกไปถึงเกาะส้ม เห็นทีต้องระวังให้จงหนัก ลูกคนนี้ แต่ยังดีที่กล้ารับผิดแม้จะสายไปหน่อย

"แล้วคิดจะทำอีกไหม"พ่อถาม

"ไม่หรอก สงสารน้องโฟล์ค ลูกไม่ได้ตั้งใจทำให้น้องโฟล์ค ป่วย แล้วก็พี่แนตถูกขัง"กะทิ บอกแบบสำนึกผิด

พ่อยื่นมือมาลูบหัวลูกสาว พร้อมกับพูดว่า

"ดีแล้วหละ ที่คิดได้จะได้ไม่คิดผิดทำผิดจนตัวเองเดือดร้อน"

พ่อนับดาวกับกะทิจนดึกแล้วอุ้มเขานอน พ่อจ้องมองดูลูกสาวพร้อมกับนึกในใจว่า"ลูกรู้ไหมว่า เวลาที่พ่อตีลูกนะเหมือนเอามีดเชือดเนื้อตัวเอง แต่ถ้าลูก ไม่ฟังบางที ไม้เรียวอาจช่วยให้ลูกหยุดทำในสิ่งที่ไม่สมควรได้เพราะกลัวการลงโทษที่เจ็บ พ่อสัญญาว่าจะไม่ตีลูก หากไม่จำเป็น เป็นเด็กดีนะกะทิ สาวน้อยของพ่อ"

 

จบบริบูรณ์

                                                                                                                 มุงม้ง

 

คลีนิกเรื่องสั้น 3

 “เรือของพ่อ” ของคุณมุงม้ง

เสน่ห์ของเรื่องสั้นเรื่องนี้ อยู่ที่สีสันท้องถิ่น (Local Color) ซึ่งโดยทั่วไปมักจะเป็นเรื่องที่สะท้อนภาพชีวิตความเป็นอยู่ ความเชื่อ จารีต ขนบธรรมนียมประเพณี วัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งภูมิภาพ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัว และมีความแตกต่างไปจากถิ่นอื่น ให้ความบริสุทธิ์งดงามตามธรรมชาติ

ตามปกติแล้วการใช้ภาษาท้องถิ่นก็ช่วยในการสร้างบรรยากาศและความสมจริงแก่เรื่องประเภทนี้ แต่สำหรับ “เรือของพ่อ” การให้ตัวละครพูดกันทั้งเรื่อง กลับเป็นสิ่งที่บั่นทอนความงามของเรื่องไป

เพราะนอกจากจะเกิดความสับสนว่าใครกำลังพูดกับใครในบางช่วงแล้ว คนอ่านก็ยังมองไม่เห็นภาพหรือสถานะของผู้พูดอย่างชัดเจน และสิ่งที่ผมเสียดายมากก็คือไม่มีโอกาสได้เห็นภาพของเรือซึ่งเป็น “พระเอก” ตัวจริงของเรื่องนี้เลย ทั้งๆ ที่ผู้เขียนสามารถใช้คำบรรยายแต่งแต้มภาพเรือให้โดดเด่นและมีสีสันจนลอยแล่นอยู่จินตนาการของผู้อ่านได้โดยยาก

 

ผมขอสรุปสิ่งที่เป็นปัญหาและแนวทางแก้ไขเรื่อง “เรือของพ่อ” ดังนี้ครับ

1.  ในปัญหาเรื่องมีแต่บทพูด คุณต้องเติมคำบรรยายเข้าไปให้มากขึ้น และบางครั้งอาจใช้การบรรยายแทนคำพูดได้

2.   ปัญหาเรื่องภาพของตัวละครที่คลุมเคลือ คุณต้องสร้างตัวละครแต่ละตัวขึ้นมาจนคุณรู้จักพวกเขาเป็นอย่างดี และ   สามารถบรรยายรูปร่างหน้าตา บุคคลิกลักษณะ อากัปกริยา ออกมาเป็นตัวหนังสือได้  (แม้ว่าคุณจะไม่จำเป็นต้องเขียนถึงพวกเขาทุกอย่างก็ตาม)

3.   ปัญหาสำคัญอีกอย่างในเรื่องสั้นเรื่องนี้ ก็คือการแบ่งวรรคตอน และการแบ่งระยะของแต่ละช่วงตอน  วิธีที่ใช้กันทั่วไปก็คือ ถ้าเริ่มเหตุการณ์ใหม่หรือเปลี่ยนเวลา สถานที่ ตัวละคร ผู้เขียนจะเว้นบรรทัด สัก 2-3 เคาะ และอาจจะเริ่มต้นบรรทัดใหม่ด้วยการย่อหน้าและประโยคแรกที่โตกว่าปกติ หรือเน้นตัวเข้ม

 

เรื่องสั้นเรื่องนี้ ถ้าเป็นเรือก็เป็นเรือที่มีโครงเรือดีอยู่แล้ว ถ้าคุณไสกบ ขัดกระดาษทราย และลงสีอีกสักหน่อย ก็จะเป็นเรือที่แล่นฉิวเลยครับ.

ประภัสสร เสวิกุล  ชิลี 20 มกราคม 2550




คลีนิกเรื่องสั้น

รายการชีวิต
โจรปริญญา(ตี)
มือศิลป์ article
Love is....
อกแกก็อกฉัน...อกฉันก็อกแก article
ร่วมกินโต๊ะ
ภาพของฉัน article
คืนข้ามปี article
เหรียญบาทกับโบสถ์กลางน้ำ article
ใส...ซื่อ...บริสุทธิ์ (ใจ) article
นิยายรัก ฉบับป้าหมู article
สายน้ำที่ขาดหาย article
อรุณรุ่ง article
บ้านนั้นเขามีงานศพ article
หีบเชี่ยนหมากของอ้ายแก้ว article
การผ่านพ้นแห่งยุคสมัย article
แม่น้ำเจ้าพระยา article
เธอสุขได้อย่างไรเมื่อผองชนทุกข์ยากลำเค็ญ article
เมื่อโลกนี้ไร้สีสัน... article
ลั่น article
เสมือนรังดักแด้ที่เฝ้าฟูมฟักผีเสื้อให้โบยบิน article
แหว่ง article
รุ้งกินน้ำของปานวาด article
กล่องความทรงจำเก่า...และเงารัก article
จอมโจรหนอนหนังสือ article
มาลัยวรรณกรรม article
ห้องแห่งมิติอนันต์ article
ครูจันทร์ผ่อง ของแม่ article
จุกน้ำปลา...พาโชค article
เวลาของพ่อ article
การค้นพบตัวเองที่ไม่ใช่ตัวเอง article
เพียงภาพในวัยเยาว์ article
น้ำตาลทราย article
การเดินทางของชายชรา article
พันธะพรหมลิขิต article
บทเรียนน้ำตา article
กลางเมืองหลวง article
ประตูที่ถูกเลือก article
ร้องเรือ: ลำนำที่ผันแปร article
ดาวน์ความสำเร็จ article
ไอ้หมา article
คุณย่ากับคุณป้าข้างบ้าน article
ข้างหลังภาพนั้น article
วัฏพินาศแห่งสยามประเทศ article
คลีนิกเรื่องสั้น 16 article
หรือฉันเองที่แตกต่าง article
เด็กชายวิสรุจณ์...ซุกซน article
ใบไม้เปลี่ยนสี article
มรดกพ่อ article
ก้าวแรกของนักล่าดวงจันทร์ article
เพื่อนตาย article
หุ่นยนต์สังกะสี article
คิดถึงพ่อ article
สาวหน้าใสกับหัวใจน้องเหมียว article
แดร๊กคิวล่ากระหายเลือด...ของคุณ article
ก็เพราะว่า...เรารักนาย article
อ้อมกอดทะเล article
ไม่โกรธใช่ไหม article
ในความทรงจำ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ