ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


ปริศนาบนเกาะอีสเตอร์ article

ปริศนาบนเกาะอีสเตอร์

 

          ในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกประมาณ 4,000 คนจะมุ่งหน้าไปยังเกาะอีสเตอร์ เพื่อร่วมงานเทศกาลทาปาติ (Tapati) ทางเหนือของเกาะ ในเทศกาลนี้ นักท่องเที่ยวจะสนุกสนานกับการละเล่นต่าง ๆ เพลิดเพลินกับระบำและอาหารพื้นเมือง การแข่งขันกีฬา และปิดท้ายรายการด้วยพิธีเฉลิมฉลองราชินีแห่งเกาะ และการชมพลุ

          จำนวนของนักท่องเที่ยวในช่วงนี้ จะทำให้จำนวนประชากรของเกาะอีสเตอร์เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัว และนอกเหนือจากรายได้ที่สะพัดจากการท่องเที่ยวแล้ว ในปีนี้สิ่งที่ชาวเกาะมุ่งหวังก็คือการสร้างความประทับใจอย่างสูงแก่ผู้มาเยือนทั้งหลาย อันจะเป็นแรงผลักดันให้เกาะอีสเตอร์ได้รับการลงคะแนนเสียงให้เป็น “1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่” ซึ่งขณะนี้ เกาะแห่งนี้

อยู่ใน 21 รายชื่อที่เข้ารอบสุดท้าย ร่วมกับสถานที่อื่น ๆ เช่น ทัชมาฮัล ในอินเดีย  โคลีเซียมในกรุงโรม  ปิรามิดแห่งกิซา  กำแพงเมืองจีน  เมืองเพทรา (Petra)ในจอร์แดน  รวมทั้ง มาชู ปิชชู (Machu Picchu) เมืองโบราณของอาณาจักรอินคา ในเปรู  ฯ โดยจะประกาศผลที่มีการลงคะแนนผ่านเว็บไซต์ www.7newwonders.com ให้ทราบ ในวันที่ 7 กรกฏาคม 2007 หรือ 07.07.07 แต่ไม่ว่าเกาะอีสเตอร์ จะได้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่หรือไม่ สิ่งที่น่ามหัศจรรย์ยิ่งกว่า ก็คือปริศนาบนตัวเกาะอีสเตอร์เอง

          เกาะอีสเตอร์ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนซึ่งมีมนุษย์อาศัยอยู่ที่โดดเดี่ยวที่สุดในโลก โดยตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ระหว่างตาฮิติกับเขตน่านน้ำของชิลี ห่างจากแผ่นดินใหญ่คือชายฝั่งประเทศชิลี ประมาณ 4,000 กิโลเมตร  และเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ที่สุดก็อยู่ห่างออกไป 1,900 กิโลเมตร ตัวเกาะมีพื้นที่ 171 ตารางกิโลเมตร โดยมีกำเนิดจากการระเบิดของภูเขาไฟใต้มหาสมุทรเมื่อ 5 ล้านปีก่อน ชาวพื้นเมืองเรียกเกาะของพวกเขาว่า Rapa Nui และเรียกตัวเองว่า Rapanui ขณะที่ชิลีซึ่งเป็นเจ้าของเกาะแห่งนี้ในปัจจุบัน เรียกชื่อเกาะด้วยภาษาสเปนว่า

Pascua หรือ Isle Pascua

          เกาะอีสเตอร์ถูกค้นพบ ในวันที่ 5 เมษายน ค.ศ.1722 ซึ่งตรงกับวันอีสเตอร์ โดยนักสำรวจชาวฮอลันดา ชื่อ จาคอป รอกกาวีน (Jacob Roggaveen) บนเกาะในขณะนั้นมีชาวเกาะอยู่ราว 2,000 คน พวกเขาไม่เคยรู้จักโลกภายนอก ไม่มีเรือหรือพาหนะใด ๆ ที่จะใช้ในการเดินทางข้ามทะเล สภาพบนเกาะแห้งแล้ง ไม่มีป่า และไม่มีสัตว์อื่น แต่สิ่งที่ทำความอัศจรรย์ใจให้แก่รอกกาวีนและลูกเรือ ก็คือก้อนหินที่สลักเป็นรูปศีรษะคน จำนวน 200 ชิ้น ที่ตั้งเรียงรายอยู่ชายฝั่ง แต่ละรูปมีขนาดมหึมา หินบางก้อนสูงถึง 33 ฟุต และมีน้ำหนักกว่า 80 ตัน และเมื่อสำรวจลึกเข้าไปบนเกาะ ก็ได้พบรูปสลักทำนองเดียวกันอีก 700 ชิ้น บางก้อนมีความสูงถึง 65 ฟุต และหนัก 270 ตัน รอกกาวีนตั้งข้อสังเกตด้วยความฉงนฉงายว่า ชาวเกาะจำนวนแค่นี้จะ

 

2.

สามารถสะกัดและสลักหินจำนวนมากมายได้อย่างไร ทั้งบนเกาะนี้ก็ไม่มีไม้ซุงที่จะทำเป็นตะเฆ้ และเถาวัลย์หรือพืชที่จะใช้ทำเชือกเพื่อเคลื่อนย้ายก้อนหินขนาดใหญ่ได้

          ความน่าอัศจรรย์ใจของรูปสลักศิลาบนเกาะอีสเตอร์ กลายเป็นปริศนาและนำไปสู่จินตนาการของผู้คนในยุคต่อมา อีริก ฟอน ดานิเกน (Eric von Daniken) นักเขียนชาวสวิส

ผู้สร้างตำนานความเชื่อเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวว่าเป็นผู้ลงมาสร้างสรรค์ปิรามิดแห่งกีซ่า และ

สิ่งมหัศจรรย์อื่น ๆ บนโลก ไม่รีรอที่จะเสนอแนวคิดของตนว่าหินบนเกาะอีสเตอร์ก็เป็นฝีมือของคันตุกะจากนอกโลกด้วยเช่นกัน ขณะที่นักโบราณคดีก็ทำการวิเคราะห์ลึกลงไปใต้พื้นผิวของเกาะเพื่อหาร่องรอยของพืชพันธุ์ที่สาบสูญ และได้ข้อสันนิษฐานว่าเกาะแห่งนี้น่าจะถูกยึดครองโดยชาวโพลินีเซียนเมื่อ ค.ศ 400 ถึง 700 ปี ด้วยภูมิอากาศที่ใกล้เคียงกับป่าเมืองร้อน คงทำให้ภูเขาบนเกาะปกคลุมไปด้วยดงปาล์ม และเถาไม้เลื้อย ทั้งอุดมไปด้วยสัตว์นานาชนิด โดยเฉพาะฝูงนกที่มีทั้งทีเข้ามาตั้งหลักแหล่งอย่างถาวรและอาศัยเกาะเป็นที่วางไข่ ส่วนอาหารหลักของชาวโพลินีเซียนในสมัยนั้นก็คือปลาโลมาซึ่งมีอย่างชุกชุม สามารถเอาเรือแคนูออกไปจับได้โดยไม่ยากเย็น นอกจากนั้นก็คงเป็นพวกนกทะเลเหล่านั้น ซึ่งความเป็นเกาะสวรรค์กลางมหาสมุทรน่าจะทำให้จำนวนชาวเกาะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

          ปริศนาที่ติดตามมาก็คือ แล้วป่า ฝูงนก ฝูงสัตว์ แม้กระทั่งมนุษย์ และความอุดมสมบูรณ์

บนเกาะอันตรธานไปไหนหมด เมื่อกัปตันรอกกาวีนไปถึงที่นั่น จึงพบเพียงผู้คนที่อดอยาก สัตว์อื่นบนเกาะนอกจากไก่บ้านเพียงไม่กี่ตัวแล้ว ก็มีเพียงแมลงไม่กี่ชนิด ขณะที่ถัดไปที่ชายฝั่งมีรูปสลักศิลาขนาดใหญ่ที่ประกาศถึงอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ และความเจริญรุ่งเรืองในอดีต ตั้งเรียงรายอย่างโดดเด่น ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าชาวโพลินีเซียนในอดีตสร้างรูปหินเหล่านี้ขึ้นมาเพื่ออะไร และเคลื่อนย้ายมันไปได้อย่างไร

          ตามตำนานของชาว Papanui กล่าวว่า ผู้ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานบนเกาะอีสเตอร์คนแรกคือกษัตริย์ Machaa ซึ่งเป็นผู้นำของพวก “หูยาว” เนื่องจากมีใบหูที่ค่อนข้างยาว และชนกลุ่มนี้เป็นผู้สลักหินซึ่งเรียกว่า moai เพื่อรำลึกถึงบรรพบุรุษคนแรกของพวกตน โดยใช้เวลายาวนานถึง50 ปี ต่อมาก็มีพวก “หูสั้น” เดินทางเข้ามาสมทบ ในตอนแรกทั้งสองกลุ่มต่างก็ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน แต่ในที่สุดก็เกิดความขัดแย้งเนื่องจากขาดแคลนอาหาร จนขยายผลไปสู่สงครามที่พวกหูยาวถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่จากการขุดค้นบริเวณที่เชื่อว่าเป็นยุทธภูมิของคนทั้งสองกลุ่มบนเกาะของนักโบราณคดี ก็ไม่พบหลักฐานที่แสดงว่าเคยมีผู้ถูกสังหารเป็นจำนวนมากที่นี่แต่อย่างใด

          อย่างไรก็ตาม ปริศนาที่คนในยุคปัจจุบันให้ความสนใจ กลับไม่ใช่ศิลาสลักรูปศีรษะมนุษย์อีกต่อไป หากเป็นการค้นคว้าหาสาเหตุที่ทำให้ดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ จนได้ชื่อว่า “เกาะสวรรค์” แปรสภาพเป็น “เกาะนรก” ที่แห้งแล้ง แทบจะไร้สิ่งที่มีชีวิต นักวิทยาการสมัยใหม่เชื่อว่า ตัวการสำคัญที่ทำลายเกาะอีสเตอร์ ก็คือชาวอีสเตอร์นั่นเอง โดยเฉพาะชาว

         

   3.

โพลินีเซียนที่อพยพเข้ามาอยู่บนเกาะนี้ในยุคแรก ๆ ซึ่งใช้ทรัพยากรที่มีอยู่บนเกาะนี้อย่างสิ้นเปลืองและสูญเปล่า ทั้งหินจากภูเขา ปาไม้ พืชพันธุ์ สรรพสัตว์ แม้กระทั่งแรงงานของมนุษย์

นอกจากนี้ก็มาจากการรุกรานของสิ่งแปลกปลอมภายนอก ไม่ว่าจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บจากกลาสี หรือการกัดกินและทำลายต้นอ่อนและเมล็ดพืชของหนู ที่มากับเรือซึ่งแวะเวียนมาที่เกาะอีสเตอร์หลังจากที่รอกกาวีนค้นพบเกาะนี้ในปี ค.ศ.1722 เป็นต้นมา

          แม้ว่าปริศนาต่าง ๆ ของเกาะอีสเตอร์จะยังไม่ได้รับการเฉลยอย่างชัดเจน แต่ข้อสันนิษฐานใหม่ ๆ เหล่านี้ ก็น่าสนใจและน่าศึกษากว่าข้อสันนิษฐานในยุคก่อนเป็นอย่างมากทีเดียวครับ

 

ประภัสสร เสวิกุล

ซันติอาโก, 2 กุมภาพันธ์ 2550

 

ต้องการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้

หรือมีคำถามต้องการสอบถามคุณประภัสสร เพิ่มเติม

ส่งอีเมล์มาได้ตามแบบฟอร์มติดต่อด้านล่างนี้เลยค่ะ หรือ อีเมล์มาที่ lantombythesea@gmail.com

 



ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์
อีเมล
หัวข้อ
รายละเอียด



เล่าสู่กันฟัง

เรื่องของคติพจน์ประจำชาติ article
เมื่อวาน/วันนี้/และพรุ่งนี้ ของฟิเดล คาสโตร article
ราชันสองโลก (2) เช เกวารา article
ราชันสองโลก(1) article
โศลกชีวิตของฟรีด้า คาห์โล article
ซันติอาโก:จากอดีตสู่ปัจจุบัน article
ที่นี่ชิลี article
บ้านกวี พาโบล เนรูด้า article
พาโบล เนรูด้า กวีผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล article
กาเบรียล กราเซีย มาร์เกซ 80 ปี แห่งความ (ไม่) โดดเดี่ยว article
เอวิต้า เปรอน สตรีที่โลกไม่ลืม article
มิลตัน ฟรายด์แมน บิดาแห่งการปฏิรูปเศรษฐกิจของชิลี article
เหรียญสองด้าน article
กาเบรียล่า มิสทรัล กวีหญิงรางวัลโนเบลแห่งชิลี article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ