ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot




เยี่ยมบ้าน ประภัสสร เสวิกุล กับการพูดคุยถึงบทบาทของนักเขียน ... article

ประภัสสร เสวิกุล ด้วยบทบาทของนักเขียน และตำแหน่ง “นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย”

 

สกุลไทย  สัมภาษณ์โดย ศรัญยา

ฉบับที่ 2461 ปีที่ 48 ประจำวันอังคารที่ 18 ธันวาคม 2544

 

 

นาม “ประภัสสร เสวิกุล” ซึ่งเจ้าของนามจริงนี้ใช้เป็นนามปากกาด้วย เป็นทั้งนามและนามปากกาที่มีชื่อเสียงจากผลงานสร้างสรรค์งานวรรณกรรมหลายเรื่อง เช่น เรื่อง “ชี้ค” ที่ได้รับการประทับตราให้เป็นนวนิยายรางวัลดีเด่นของคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๑ และนอกจากนี้ ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่ได้รับรางวัลจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติฯ เช่นกัน ผลงานของนาม ประภัสสร เสวิกุล เป็นที่นิยมแพร่หลายไปสู่หมู่นักอ่านอย่างรวดเร็ว จนแต่ละเรื่องได้รับการแพร่ขยายกลายเป็นละครและภาพยนตร์ หรือมิเช่นนั้นก็ได้รับการพิมพ์ซ้ำหลายครั้งหลายหน

             “เวลาในขวดแก้ว” ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งพิมพ์หลายครั้งเช่นกัน เรื่องนี้ใครต่อใครหลายคนซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มนักอ่านวัยรุ่น แทบต้องหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความเศร้าสะเทือนอารมณ์ไปกับปัญหาชีวิตของตัวละคร

 “ผมมองว่าผมเหมือนนักแสดงละครเร่ ที่ต้องเรียนรู้ศิลปะใหม่ๆ สังเกตสิ่งรอบตัว เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง แต่ขณะเดียวกัน ผมมีบทของผมเฉพาะ มีแนวทางของตัวเอง ไม่ใช่ว่าผมจะไปเล่นตามแต่หมู่บ้านนั้นต้องการอะไร...” ประภัสสร เสวิกุล กล่าวในบทบาทของความเป็นนักเขียน

มุมหนังสือภายในบ้านซึ่งถือเป็นแหล่งข้อมูลในการทำงานและการเขียนหนังสือของ “ประภัสสร เสวิกุล”

            และหากทวนเวลากลับไปสักประมาณสิบปี ผู้อ่านอีกเรื่องหนึ่งก็คงยังจำภาพชายชรานั่งเก้าอี้โยกถือเหรียญบาทหมุนพลิกอยู่ในมือข้างหนึ่งอย่างช้าๆ ท่าทางครุ่นคิด รำลึกถึงวันวานแห่งอดีตที่เริ่มสร้างหนทางชีวิต จากปรัชญา “เสื่อผืน...หมอนใบ” นั่นคือภาพในเรื่อง “ลอดลายมังกร” (นวนิยายรางวัลชมเชยฯ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๓๓) ซึ่งยังคงตราตรึงอยู่ในมโนคติและความรู้สึกนึกคิดของผู้อ่านอย่างมิเว้นวาย นวนิยายเรื่องนี้ หากนับจากการพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกมาสู่ช่วงของการเป็นละครโทรทัศน์ ปรากฎว่ามียอดพิมพ์สูงถึง ๕๐,๐๐๐ เล่ม และถึงแม้ว่าละครจบลง ก็ยังมีการพิมพ์ซ้ำเรื่อยมา ถือว่าเป็นบทประพันธ์ที่ “ยอดนิยม” ที่สุดในช่วงนั้น

            และหากกล่าวถึง “สำเภาทอง” นวนิยายรางวัลชมเชยฯ ประจำปี ๒๕๔๒ ซึ่ง เป็นเรื่องราวการต่อสู้บนแกนชีวิตที่ต่างยุคสมัยกับ “ลอดลายมังกร” แม้ตัวละครเอกทั้งสองเรื่องถูกกำหนดขึ้นมาให้ต้องใช้ชีวิตฝ่าฟันอยู่ในเส้นทางธุรกิจการค้า หากทว่าอุปสรรคปัญหานานาที่รุมเร้าเข้ามาผิดแผกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ด้วยเงื่อนไขและกาลเวลาที่เปลี่ยนไป กล่าวคือ “สำเภาทอง” เกิดท่ามกลางภาวะการเงินในประเทศกำลังวิกฤติ พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างเฉียบพลัน เพราะฉะนั้น สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและชีวิตของนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ปรากฏอยู่ในเรื่อง “สำเภาทอง” จึงมีความสลับซับซ้อนมากกว่ารุ่นพ่อแม่บรรพบุรุษอย่างใน “ลอดลายมังกร”

            ปรากฏว่า ทั้ง “เวลาในขวดแก้ว” “ลอดลายมังกร” และ “สำเภาทอง” ล้วนได้รับการคัดเลือกจากสมาพันธ์เพื่อพัฒนาหนังสือและการอ่านประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๑ - ๒๕๔๒ ให้เป็นหนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชน รวมทั้งอีกสามเรื่องในนามปากกาเดียวกัน นั่นก็คือ “อำนาจ” (นวนิยายเรื่องแรกในชีวิตการเป็นนักเขียนของ “ประภัสสร เสวิกุล” ที่ได้รับรางวัลชมเชยของคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๒๖) “เด็กชายมะลิวัลย์” (หนังสือดีเด่นประเภทบันเทิงคดีสำหรับเด็กและวัยรุ่นฯ ในพ.ศ. ๒๕๓๐) และ “หิมาลายัน” (นวนิยายรางวัลชมเชยฯ ประจำปี ๒๕๓๘)

            หากจะรวมเวลาการสร้างสรรค์ผลงานภายใต้นามปากกา “ประภัสสร เสวิกุล” อันมีทั้งเรื่องสั้น นวนิยาย สารคดีท่องเที่ยว คงต้องไล่ย้อนขึ้นไปนับกันตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๗ จนถึงปีปัจจุบัน และเมื่อลำดับผลงานทั้งหมดของเขา...กล่าวได้ว่าบทประพันธ์ ๕๑ เรื่อง ทั้งเรื่องสั้นเรื่องยาวบนสายธารน้ำหมึกในนามปากกา “ประภัสสร เสวิกุล” ที่ไหลเรื่อยมิมีหยุดยั้งมาตลอด ๒๗ ปี ได้ผ่านชีวิตที่หล่อหลอมความคิดมายาวไกลกว่าครึ่งศตวรรษเลยทีเดียว

            อีกเรื่องหนึ่งซึ่งมีชื่อแปลก และ โดยส่วนตัวของคนสัมภาษณ์เองก็ยังจำไม่เคยลืมเลือนว่านวนิยายชื่อยาวเล่มหนาเรื่อง “ขอหมอนใบนั้น...ที่เธอฝันยามหนุน” (ได้รับรางวัลชมเชยของคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๔) สะท้อนเรื่องราวชีวิตการต่อสู้ของเด็กหนุ่มชื่อ “ล่องจุ๊น” ที่เติบโตขึ้นมาภายใต้สภาพปัญหาครอบครัวที่แตกร้าว ต้องผจญชะตากรรมต่างๆ มากมาย หากก็จบลงด้วยดีมีความสุข มีสำนวนหนึ่งจากในเรื่องนี้ที่ผู้เขียนทิ้งไว้ให้เป็นพลังใจสำหรับการดำเนินชีวิตจริงที่อาจจะไม่มีวันจบลงได้ง่ายเหมือนอย่างในนวนิยาย...สำนวนนั้นคือ “ไม่มีใครได้ทุกอย่างดังใจหวัง และไม่มีใครพลาดหวังทุกครั้งไป” เป็นประโยคที่สร้างความหวังและปลอบประโลมใจแก่นักอ่านด้วยภาษาที่ไพเราะ กระจ่างชัดเจน

            แน่นอนว่าการกลั่นกรองทางความคิดมาจนถึงการเรียงร้อยถ้อยคำออกมาเป็นผลงานสู่ชีวิต สู่สังคม สู่นักอ่าน ได้อย่างมีสาระและมีรส งดงามด้วยวรรณศิลป์ที่ควรค่าแก่การจำหลักไว้ในทำเนียบวรรณกรรมนั้น ย่อมเริ่มต้นจากความศรัทธาแห่งการเขียน อันเสมือนดั่งแรงขับดันที่ทำให้นาม “ประภัสสร เสวิกุล” ก้าวลำดับขั้น ขึ้นมาเป็นคนเขียนหนังสือชั้นอาชีพ

            วันนี้เราจึงชวนกันมาค้นหาคำตอบว่า “ประภัสสร เสวิกุล” ในบทบาทของนักเขียนผู้ประสบความสำเร็จ เขามีแบบฉบับของการสร้างสรรค์งานวรรณกรรมอย่างไร เราจะได้รับทราบไปพร้อมกัน รวมทั้งแรงบันดาลใจที่มีต่อนวนิยายเรื่องใหม่ล่าสุดของเขา ในชื่อเรื่องว่า “วันแห่งความรัก” ซึ่งจะลงตีพิมพ์ในสกุล ฉบับหน้านี้

 

บทบาทแห่งความเป็นนักเขียน

รากแห่งความคิด ความศรัทธา

อันเป็นที่มาแห่งการเขียน

 

            บ่ายวันหนึ่ง ทีมงานสกุลไทยมีโอกาสเดินทางผ่านไปยังถนนเพชรเกษม จากปากซอยเพชรเกษม๑๐๐ รถวิ่งตรงเข้าไปชั่วครู่ แล้วจอดที่หน้ารั้วบ้านหลังใหญ่ซึ่งเห็นมีแผ่นโลหะสีเงินสลักลายเซ็นสีน้ำเงินเข้มไว้ที่เสาปูนต้นใหญ่ริมประตูรั้วเหล็กว่า “ประภัสสร เสวิกุล”

            ผู้เป็นเจ้าของบ้านรับรองคณะสกุลไทยที่มุมสบายแห่งหนึ่งของบ้าน เป็นระเบียงตอนหน้าที่มองออกไปได้เห็นแมกไม้และทิวทัศน์พอควร

            ระหว่างการสนทนา เราได้ยินเสียงร้องจิบๆ ของนกตัวเล็กๆ ซึ่งมาอาศัยเกาะอยู่ตามกิ่งไม้ยืนต้นรอบๆ บ้าน บางทีก็มีเจ้าตัวกระรอกไต่กิ่งมะม่วงโผล่หน้าออกมาให้ยลโฉม แล้วโชว์การแทะผลไม้ให้ผู้มาเยือนชม ขณะนั้นสายลมแห่งปลายฝนต้นหนาวเริ่มโชยมาแผ่วๆ ...

             คุณ “ประภัสสร เสวิกุล” ได้เล่าถึงแรงบันดาลใจที่ผลักดันให้อยากเป็นนักเขียนว่า

             “เกิดจากการอ่าน การปลูกฝังจากครอบครัวตั้งแต่วัยเยาว์ สอนให้เรารู้จักท่องจำวรรณคดี รู้จักวรรณกรรมที่ดีๆ ทำให้ซึมซาบเข้าไปในใจ”

            ในบ้านใครคือนักอ่านคะ

             “คุณพ่อครับ จริงๆ แล้วตอนเด็กๆ บ้านเราไม่มีหนังสือหรอก แต่เนื่องจากคุณพ่อเป็นคนที่อ่านหนังสือเยอะมาก่อน คุณพ่อจะสอนให้ท่องจำโคลงโลกนิติ ลิลิตตะเลงพ่าย ท่องก่อนที่จะเข้าโรงเรียนด้วยซ้ำ คิดว่าอายุสัก ๒ - ๓ ขวบ คุณพ่อก็สอนให้ท่องจำแล้ว เมื่อโตขึ้น เราก็อ่านมากขึ้น หันมาอ่าน โคลงโลกนิติ ราชาธิราช สามก๊ก”

            ตอนนั้นรู้สึกอย่างไรกับโลกของการอ่าน

             “น่าสนใจมากครับ คล้ายๆ ว่าเป็นโลกมหัศจรรย์อันหนึ่ง เราสามารถไขกุญแจเข้าไปได้ เพียงแค่เราเปิดหนังสือ...การอ่านหนังสือทำให้เราอยู่ในโลกของความคิด ผมชอบเล่นกับความคิดชอบอ่านความคิดของนักเขียนที่เขียน ชอบอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับความคิด การใช้สติปัญญา เช่น โคลงโลกนิติ ราชาธิราช สามก๊ก หรือว่าเรื่องเวตาล เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องความคิดของคนโบราณ เรื่องของปราชญ์เอเชีย เมื่อเขาคิดอะไรขึ้นมาแล้วมันมีความสนุก”

            หนังสือเล่มไหนที่ยังอยู่ในความประทับใจ

             “หนังสือชื่อ ‘ตุ๊กตา’ คนเขียนคือ ‘พิมล กาฬสีห์’ เขาเขียนเป็นเรื่องๆ มีภาพประกอบด้วย เช่นเรื่อง ห้องสีชมพู เด็กดำพเนจร จากรั้วมัลลิกา คือตอนนั้นเรายังเด็ก เรียนอยู่ชั้น ป.๒ - ป.๓ ก็จะอ่านและดูภาพไปพร้อมๆ กัน ภาพช่วยในเรื่องความคิดและการจินตนาการของเรา”

            คุณประภัสสรบอกยิ้มๆ ว่า

 “ ‘ตุ๊กตา’ เป็นการ์ตูนเล่มเดียวที่ครอบครัวอนุญาตให้อ่านครับ ด้วยเหตุว่าเป็นหนังสือการ์ตูนที่สุภาพ”

            ตอนนี้ล่ะคะ ชอบหรือศรัทธาผลงานของนักเขียนท่านใด

             “อาจารย์ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ครับ เพราะว่าท่านเป็นนักเขียนที่ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย อ่านแล้วสนุก มีอารมณ์ขัน มีความเมตตาสอดแทรกอยู่ในงานเขียน ผมชอบเรื่อง หลายชีวิต ห้วงมหรรณพ ยิว ฝรั่งศักดินา พม่าเสียเมือง ซึ่งเป็นงานประเภทสารคดี ท่านทำได้ดี ท่านเขียนให้เราเห็นภาพได้ในมุมกว้าง มีการสอดแทรกความคิดเชิงเปรียบเทียบ พอเราอ่านเองมากๆ ก็เหมือนกับเราสะสมพลังงานไว้เยอะ แล้วเราก็อยากแสดงพลังงานออกมา”

 

เข้าสู่งานเขียนของตนเอง

 

ประภัสสร เสวิกุล ผู้จัดรายการกับแขกรับเชิญ แถมสิน รัตนพันธุ์ (ผู้เขียนคอลัมน์ ลึก - ไม่ลับ กับ “ลัดดา”) ในรายการ “วงวรรณกรรม” ณ สถานีวิทยุสราญรมย์ กองกระจายเสียง กระทรวงการต่างประเทศ

ห้องทานข้าวสำหรับสมาชิกในครอบครัว “เสวิกุล”

            หลังจากนั้น เมื่อผ่านการบ่มเพาะพลังงาน (จนสุกงอม) รวมเรื่องสั้นเล่มแรก “กลีบนั้นและกลีบนี้ บนแดงดอกงิ้ว” จึงได้ถือกำเนิดขึ้นในมุมเล็กๆ ของโลกหนังสือ ตามด้วยเรื่อง หยาดฝน คืนที่ฉันเหงา บันทึกหลังฟองสบู่ คืนนี้ไม่มีแสงดาว อีกวันหนึ่งของตรัน คนบนยอดตึก ซิ้มใบ้ ฯลฯ แล้วในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ “ประภัสสร เสวิกุล” ได้รับรางวัลชมเชยรางวัลแรกจากผลงานรวมเรื่องสั้นในชื่อปกว่า “ครีบหัก” โดยผ่านการพิจารณาเห็นชอบของคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ ต่อมาอีก ๒ ปี จึงมีเรื่อง “แม่น้ำสายนั้นชื่อฝันสลาย” ออกมาสู่สายตาผู้อ่าน และนับเป็นผลงานเขียนเรื่องสั้นเรื่องสุดท้ายของเขาในเวลานี้ เนื่องเพราะมุ่งทำงานเขียนนวนิยายเป็นหลัก ควบคู่กับการรับราชการในกระทรวงการต่างประเทศ โดยปัจจุบันเป็น เจ้าหน้าที่การทูต ๗ ที่ปรึกษากรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ” พร้อมกับจัดรายการ “วงวรรณกรรม” และ “เล่าสู่กันฟัง” ทางสถานี “วิทยุสราญรมย์” (ออกอากาศทุกวันพุธ เวลา ๐๕.๓๐- ๐๖.๐๐ น. และทุกวันอังคาร เวลา ๐๖.๓๐ -๐๗.๐๐ น. คลื่น AM 1575 KHZ ) ซึ่งมีกำลังส่ง ๑,๐๐๐ กิโลวัตต์ มากที่สุดในประเทศไทย ครอบคลุมทั้งน่านน้ำ ตลอดทะเลอ่าวไทย เลยไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน จีน ฮ่องกง และยังเป็น บรรณาธิการ “หนังสือวิทยุสราญรมย์” รายสามเดือน ของกองวิทยุกระจายเสียง กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศอีกด้วย

            ทุกวันนี้ใช้เวลาช่วงไหนในการเขียนหนังสือ

             “จะเขียนตอนกลางคืน หรือไม่ก็ตอนเช้า เวลาในการเขียนนี่ไม่แน่นอน บางวันเช้ามืด ตี ๔ - ตี ๕ ก็ลุกขึ้นมาเขียนหนังสือ”

            ยึดหลักอะไรในการแต่งเรื่อง...

             “ยึดหลักก็คือว่าเราจะไม่อยู่ที่เดิม เราจะไปเรื่อยๆ เหมือนกองคาราวาน ไม่หยุดอยู่กับที่ แต่ในบางครั้ง เมื่อเราเดินทางไปถึงจุดหนึ่ง จุดนั้นอาจจะมีคนชอบสินค้าที่เราบรรทุกมาขาย หรืออีกจุดหนึ่งคนอาจจะไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องเดินทางต่อไปเรื่อยๆ แต่เราจะไม่เปลี่ยนจุดหมายในการทำงานของเรา ผมค่อนข้างถือใจตัวเองเป็นหลัก อยากทำในสิ่งที่อยากทำและเมื่อถึงเวลาที่จะทำ อนาคตผมอาจจะทำงานในเรื่องของปรัชญามากขึ้น ซึ่งยังไม่ใช่ตอนนี้ อยากจะบอกอะไรแก่คนอ่านอย่างที่ อาจารย์ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ท่านเคยทำ คือเอาสิ่งที่ยากมาถ่ายทอดให้แก่คนรุ่นใหม่ ให้เป็นเรื่องที่อ่านง่ายและสนุก”

            จุดยืนในการเขียนนวนิยายล่ะคะ...

             “ผมเชื่อในอำนาจของความถูกต้อง และอำนาจของสิ่งที่เรียกกันว่าศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรม เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมนำเสนออยู่ในเนื้อเรื่อง ก็คือต้องการให้คนอ่านได้รับแต่สิ่งที่สบายใจ มีกำลังใจ มีความคิดในทางที่ดีที่ถูกต้อง ทั้งนี้ในแนวลึกของตัวเรื่องก็อาจจะต้องเปลี่ยนปรับไปตามความเหมาะสม และผมต้องการเป็นนักเขียนที่ไร้รูปแบบ ไร้รูปลักษณ์ร่องรอย ไม่อยากให้คนอ่านติดกับชื่อนามปากกา อยากให้คนอ่าน อ่านเพราะชอบเรื่องนั้น ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงชื่อผู้เขียนเลยก็ได้ ส่วนตัวผู้เขียนเองก็ไม่ควรเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในหนังสือนั้นด้วย”

            แต่ถ้าใครที่ติดตามอ่านงานเขียนของคุณประภัสสรมาโดยตลอดตั้งแต่ต้น จะสังเกตได้ว่าหลายๆ เรื่องสามารถแบ่งได้ตามยุคสมัย...

            ตรงนี้เกิดจากแนวความคิดอะไรอย่างไร

             “เหมือนเราเป็นนักแสดงละครเร่ ซึ่งก็แล้วแต่ภูมิภาคที่เราเดินทางเข้าไปแสดง เพราะฉะนั้น เรื่องที่เราแสดงออกมา ย่อมต้องสอดคล้องกับจุดตรงนั้น ส่วนในระหว่างการเดินทาง คือการเรียนรู้ของผู้แสดงละครเร่

            ผมมองว่าผมเหมือนนักแสดงละครเร่ ที่ต้องเรียนรู้ศิลปะใหม่ๆ สังเกตสิ่งรอบตัว เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง แต่ขณะเดียวกัน ผมมีบทของผมเฉพาะ มีแนวทางของตัวเอง ไม่ใช่ว่าผมจะไปเล่นตามแต่หมู่บ้านนั้นต้องการอะไร ผมจะคิดว่าเขาชอบหรือไม่ชอบมากกว่า”

            หวั่นไหวบ้างไหมคะ หากมีใครมาบอกว่าไม่ชอบเรื่องนั้นเรื่องนี้...

             “ไม่นะ เฉยๆ อย่างเคยฟังนักอ่านบางคน เขาบอกว่าเขาไม่ชอบเรื่อง ‘มงกุฎดาริกา’ เขาชอบเรื่อง ‘ชี้ค’ มากกว่า ซึ่งสองเรื่องนี้มันคนละแนวกันเลย แต่คนอ่านผู้นั้นยังฝังใจกับเรื่อง ‘ชี้ค’ มาก ผมคิดว่าผมเข้าใจ คนอ่านเขาอ่านด้วยรสนิยมของเขา ด้วยความชอบของเขา ด้วยอารมณ์ ด้วยภูมิหลังของเขา แต่นักเขียนจะไม่ทำอะไรที่ซ้ำกันสองครั้ง ยังไงก็ตาม นักเขียนต้องฟังนักอ่านด้วย เพราะผู้อ่านก็อาจจะมีข้อมูลที่น่าสนใจที่เราอาจจะพลาดไป”

            ในการเริ่มเรื่องแต่ละครั้ง มีการวางรากฐานอย่างไรก่อน

             “ส่วนมากระหว่างที่ทำงานอยู่ จะคิดไปเรื่อยๆ บางทีเห็นอะไรสักอย่างหนึ่ง แล้วรู้สึกว่าน่าสนใจ ก็จะต้องไปหาอะไรมาต่อให้ครบ ให้เต็ม คือไม่ใช่นั่งเค้นออกมา...ส่วนเหตุการณ์หรือสถานที่ในเรื่อง บางครั้งต้องไปค้นคว้า อย่างเช่น ถ้าเราจะเขียนถึงเวียดนาม แต่เรายังไม่เคยไป เราควรต้องค้นคว้าอย่างละเอียดพอสมควร เพราะว่าถ้าเขียนพลาดออกไปแล้ว เราไม่มีโอกาสแก้ตัว การพลาดก็อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่เราต้องทำพลาดให้น้อยที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ และเราต้องคิดให้จบเรื่อง แต่อาจจะไม่ใช่ภาพที่ลงรายละเอียดมาก แต่เราต้องรู้โดยคร่าวๆ ต้องเห็นภาพโดยรวมก่อนว่าเรื่องที่กำลังจะเขียนเป็นยังไงมายังไง ขณะที่เขียน ก็อาจเป็นไปได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงบ้าง เพื่อให้มันเป็นไปตามท้องเรื่อง แต่สิ่งสำคัญก็คือ อารมณ์และแก่นของเรื่อง เพราะเราต้องรักษาแนวของเรื่องไปตลอดจนจบ ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ค่อนข้างยาก แต่ว่าถ้าทำจนชำนาญแล้ว มันไม่ยาก การเขียนนวนิยายก็เหมือนการเขียนกลอน โดยรวมแล้วต้องมีสำเนียง มีโทนเสียง มีความกลมกลืน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”

            พล็อตเรื่องละคะ...

             “พล็อตแต่ละเรื่องมายังไงก็ตอบไม่ได้ เพราะมันอยู่ในอากาศ แต่กระบวนการที่เราจะทำได้ ก็คือการวางคอนเซ็ปต์ของเรื่อง และการใช้ภาษา ผมยกให้ภาษาเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นตัวสื่อความคิดของผู้เขียนออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเขียนนวนิยาย ภาษาหรือวรรณศิลป์มีส่วนสำคัญ การใช้ชั้นเชิงของวรรณศิลป์เป็นสิ่งจำเป็นมาก ไม่อย่างนั้นแล้วเรื่องจะขาดรสชาติ และภาษาถือเป็นสิ่งที่แสดงชั้นเชิงของผู้ใช้ด้วย”

            ชั้นเชิงวรรณศิลป์ของนักเขียนคนใดที่คุณประภัสสรรู้สึกประทับใจเป็นพิเศษ...

             “วรรณศิลป์จะนำไปสู่ความสะเทือนใจ ถ้าใครที่เขียนเรื่องได้สะเทือนใจ ถือว่าคนนั้นมีวรรณศิลป์ที่ดี สำหรับผม รู้สึกว่างานเขียนของหม่อมเจ้าอากาศดำเกิง รพีพัฒน์ สามารถสร้างความสะเทือนใจให้แก่คนอ่านได้ด้วยเชิงของวรรณศิลป์”

            รู้สึกเครียดกับการเขียนบ้างไหม

             “อย่าไปเครียดสิ เครียดแล้ว จะเขียนไม่ได้ ถ้าเห็นการทำงานของผม จะรู้ว่าผมเป็นคนทำงานที่ไม่เครียดเลย พิมพ์ขึ้นมาหน้าหนึ่ง ไม่เอาละ ขี้เกียจ อยากนอนพัก ก็จะไปนอน เพราะผมถือว่าการทำงานเขียนหนังสือ ร่างกายเราต้องสดเสมอ สมองต้องสดชื่น จะไม่ไปนั่งจ่อมอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ ถ้าทำไม่ได้ ก็คือไม่ทำ อาจจะออกไปทำอย่างอื่น ไปดูหนัง ฟังเพลง ช็อปปิ้ง ให้สมองโล่ง แล้วถึงกลับมานั่งทำงานต่อ”

            ถ้าอย่างนั้น ความสุขในการเขียนนวนิยายคือ...

             “เหมือนกับว่าเรานั่งคุยอยู่กับเพื่อนที่เรารู้จักมักคุ้น รู้ถึงจิตใจของเขา บางเหตุการณ์ในเรื่องก็ทำให้เรารู้สึกเหมือนตกอยู่ในสถานการณ์นั้นเองด้วย แต่ไม่ได้เข้าไปร่วมอยู่ในเหตุการณ์นะ จะรู้สึกสนุกกับการดูว่าตัวละครเขามีวิธีแก้ไขปัญหาอย่างไรมากกว่า”

 

ตัวละครมีชีวิต

 

            เคยได้ยินว่าคุณประภัสสรกล่าวกับเพื่อนนักเขียนในวงการว่าเราอาจจะสามารถให้กำเนิดตัวละครได้ แต่เราไม่สามารถไปกำหนดชีวิตของเขาได้ หมายความอย่างไร...

             “คือถ้าเราสร้างตัวละครขึ้นมา ให้มีภูมิหลังที่แน่นเพียงพอ...สมมติว่าเราสร้างนาย ก. เราต้องบอกว่านาย ก.เป็นลูกใคร นาย ก. จบการศึกษาจากไหน นาย ก.มีแนวคิดทางสังคม ศาสนา วัฒนธรรม การเมือง อย่างไร นี่คือความเป็นนาย ก.ที่ถาวร เพราะฉะนั้น หากเกิดอะไรขึ้นก็แล้วแต่ ตัวละคร นาย ก.ย่อมจะแก้ปัญหาด้วยวิธีการของเขา

            เป็นวิธีการสร้างตัวละครด้วยการสร้างภูมิหลังให้แน่น แล้วตัวละครจะเดินได้เอง อย่างที่เคยบอกว่าบางครั้งตัวละครอาจจะดื้อ...สมมุตินาย ก.มีนิสัยใจร้อน เมื่อเราให้นาย ก.ไปเจรจา ก็ต้องจบลงด้วยการมีเรื่อง เมื่อนาย ก.เจรจาไม่ได้ จึงต้องให้ตัวละครคนอื่นเข้ามาช่วย”

            เคยเกิดขึ้นบ้างไหมคะ ที่ในขณะที่เขียนแล้วเอาตัวเองไปผูกพันกับตัวละคร

             “ไม่นะ เป็นคนที่จบแล้วจบเลย แต่ในขณะที่เขียน สิ่งที่ทำอยู่คือความว่างของจิตใจ เพราะฉะนั้น เวลาที่เราเขียนพร้อมกันหลายเรื่อง ใจจะต้องว่างเสมอ เมื่อไปนั่งที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ สักพักจึงจะสร้างอารมณ์ขึ้นมาเพื่อให้เข้ากับเรื่องที่กำลังเขียนอยู่”

            อย่างเรื่อง “เหลื่อมไหม ลายเหมย” ที่เพิ่งจบไป จำได้ว่ามีตัวละครผู้หญิงคนหนึ่ง สุดท้ายตาบอด แล้วตัวผู้เขียนเอง มีบางมุมอารมณ์ที่แวบรู้สึกสงสารเธอหรือเปล่า

             “อันนี้ต้องมีนะ สิ่งเหล่านี้ถ้าผู้เขียนมี ผู้อ่านก็จะรับได้ ผู้เขียนต้องสะเทือนใจก่อน บางทีอาจจะถึงกับร้องไห้เองก็มี รู้สึกตื้นตันใจก็มี ในบางตอนรู้สึกตื้อขึ้นมาก็มี ถ้าทำถึงจุดนั้นได้ ถือว่าผู้อ่านสามารถที่จะรับได้เช่นเดียวกัน”

 

มาถึง “วันแห่งความรัก” เรื่องใหม่ล่าสุด

           

             “ประภัสสร เสวิกุล” แย้มพรายเป็นประโยคแรกว่า...

             “เป็นเรื่องของคนที่รู้ค่าของความรัก จึงสมควรได้รับความรัก”

            เนื้อหาเป็นอย่างไรคะ

             “ในเนื้อเรื่องมีตัวละครชายตัวนำสองคน คนแรกที่นางเอกชอบเป็นคนที่...ไม่ถึงกับเห็นแก่ตัว แต่เขาไม่ค่อยจะแสดงความรักออกมา ไม่มีความรักให้ใคร มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงมาก มีวิถีชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ เป็นคนทันสมัย เขาทำทุกอย่างด้วยความเชื่อมั่นของเขา ไม่แคร์ต่อคนอื่น แม้แต่ผู้หญิงที่เขารัก เขาก็จะไม่แคร์ เพราะฉะนั้น ในที่สุดเขากับนางเอกก็ต้องแยกจากกัน ส่วนผู้ชายอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นคนธรรมดา แต่เขามีความรักให้แก่นางเอก และแสดงออกมาเพื่อความรัก”

            เรื่องนี้ต้องการจะบอกอะไรแก่คนอ่านคะ

             “ผมต้องการเขียนให้เห็นคุณค่าของความรัก เพราะผมมองว่าทุกคนมักจะเรียกร้องความรัก แต่ไม่เคยเป็นฝ่ายให้ คนที่จะได้ต้องเป็นฝ่ายให้เสียก่อน และที่เขียนเรื่องนี้ก็ไม่อยากให้คนรู้สึกว่าตัวเองขาดความรัก หรือสูญเสียความรักอะไร เพียงแต่อยากจะบอกว่าความรักนั้นมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง สุดแท้ว่าเรารู้จักที่จะรักมั้ย”

            นั่นสิคะ...ความรักมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง โดยเฉพาะความรักที่เกิดในหัวใจของเรา น่าจะค้นให้พบ ก่อนที่จะไปเรียกร้องเอาจากคนนอกหัวใจ แต่ “วันแห่งความรัก” มีให้ผู้อ่านติดตามทุกสัปดาห์ในสกุลไทย

 

บทบาทแห่งความเป็นนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย

ริเริ่ม “รางวัลนราธิป”

 

             “ประภัสสร เสวิกุล” ได้รับการเลือกตั้งให้เข้ามาดำรงตำแหน่ง “นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย” ประจำปีพุทธศักราช 2544-2546 ด้วยเกียรติยศศักดิ์ศรีแห่งการยอมรับและไว้วางใจจากเพื่อนสมาชิกในวงการ

            หลังจากเมื่อเข้ารับตำแหน่งแล้ว เขาริเริ่มโครงการต่างๆ ไว้มากมาย เจตนารมณ์หนึ่งซึ่งปรากฏอยู่อย่างเด่นชัด คือการจัดให้มี “รางวัลนราธิป” เกิดขึ้น เพื่อยกย่องเชิดชูนักเขียนเก่ารุ่นลายครามที่สร้างคุณานุประโยชน์อันดีงามให้ตกทอดแก่วงการเสมอมา

             “ประภัสสร เสวิกุล” เผยว่า...

             “บางครั้งคนรุ่นหลังมักจะลืมเลือนนักเขียนผู้อาวุโสว่าท่านได้ทำอะไรมาบ้างในอดีต เราจึงถือเกณฑ์อายุว่านักเขียนผู้ได้รับ ‘รางวัลนราธิป’ ต้องมีอายุ ๘๐ ปีขึ้นไป ทำงานเป็นบรรณาธิการหรือทำงานเขียนมายาวนาน และงานที่ทำนั้นได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ประจวบกับปีนี้เป็นปีที่ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ มีชันษาครบ ๑๑๐ ชันษา แต่ท่านสิ้นพระชนม์แล้ว และเป็นปีที่ครบรอบ ๑๐ ปี ที่ท่านได้รับการยกย่องจากองค์กรยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญระดับโลก กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ท่านเป็นทั้งนักเขียน บรรณาธิการ นักปราชญ์ นักการทูต เป็นหลายๆ อย่างที่สังคมยอมรับและศรัทธา เราก็เลยถือโอกาสนี้ไปหารือกับธิดาของท่าน คือ หม่อมราชวงศ์วิวรรณ เศรษฐบุตร เพื่อขอประทานพระนามของท่านมาตั้งเป็นชื่อรางวัล

             ‘รางวัลนราธิป’ จะทำให้ทั้งวงการได้ทราบว่านักเขียน ๑๔ ท่านแรกที่ได้รับรางวัลนี้ เป็นปูชนียบุคคลที่ทำงานมานาน ท่านมีชื่อเสียง และได้ทำอะไรให้แก่วงวรรณกรรมมาบ้าง และเพื่อให้ท่านได้รู้สึกว่าคนรุ่นลูกรุ่นหลานนั้นยังเห็นคุณค่าของท่านอยู่ ท่านมีความหมาย มีความสำคัญต่อสังคมวงวรรณกรรม เรามิได้ปล่อยท่านไว้ตามลำพัง เพราะฉะนั้น เราจะถือเอาวันนักเขียนของทุกปี เป็นวันมอบโล่รางวัลนี้แก่นักเขียนผู้เป็นปูชนียบุคคลของวงการ “

            นักเขียนอาวุโสทั้ง ๑๔ ท่านที่ได้รับโล่ “รางวัลนราธิป” จากในนาม สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ในปีแรกนี้ มีดังนี้ ๑.กรุณา กุศลาศัย ๒.จิตต์ ไตรปิ่น (จ.ไตรปิ่น) ๓.ชนิด สายประดิษฐ์ (จูเลียต) ๔.ชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ ๕.พญ.โชติศรี ท่าราบ (จิ๋ว บางซื่อ,เนือง) ๖.คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง ๗.ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา (อุชเชนี,นิด นรารักษ์) ๘.ประหยัด ศ.นาคะนาท (นายรำคาญ) ๙.เรืองอุไร กุศลาศัย ๑๐.ศักดิชัย บำรุงพงศ์ (เสนีย์ เสาวพงศ์) ๑๑.ศรี ชัยพฤกษ์ (อรชร) ๑๒.สลวย โรจนสโรช (ส.คุปตาภา) ๑๓.ม.จ.สวาสดิ์วัฒโรดม ประวิตร (ดวงดาว) ๑๔.เสาว์ บุญเสนอ (ส.บุญเสนอ)

 

เสนอชื่อ “ลาวคำหอม”

รับรางวัลโนเบล

 

            เป็นที่ทราบกันดีว่า “ลาวคำหอม” หรือ “คำสิงห์ ศรีนอก” ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ เจ้าของผลงานนวนิยายอันโด่งดังเรื่อง “ฟ้าบ่กั้น” ซึ่งได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศหลายภาษา จนมีเสียงร่ำลือในหมู่นักอ่านนักเขียนด้วยกันว่า “ถ้าอยากจะอยู่กับชนบท อยากรู้จักคน ก็ต้องอ่านวรรณกรรมเรื่อง ‘ฟ้าบ่กั้น’” (จาก “หนังสือวิทยุสราญรมย์” ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๖ มกราคม -มีนาคม ๒๕๔๓)

            หากจะพิจารณาถึงผลงานและความคิดของ “สิงหราชแห่งวรรณวนา” ผู้นี้ ดูเหมือนว่าคำประกาศเกียรติคุณในการยกย่อง “ลาวคำหอม” ให้เป็นศิลปินแห่งชาติเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๕ นั้น คือเครื่องพิสูจน์ถึงการยอมรับว่า “ ‘คำสิงห์ ศรีนอก’ หรือ ‘ลาวคำหอม’ เป็นนักเขียนเชิงวิจารณ์สังคม มีผลงานทั้งเรื่องสั้น นวนิยาย บทความ สารคดีที่มีชั้นเชิง และความสามารถทางวรรณศิลป์ในการถ่ายทอด สามารถเสนอภาพชีวิตชนบทด้วยกลวิธีทางวรรณศิลป์ที่แยบคาย งดงาม และเฉียบคม” (จากหนังสือ “วิทยุสราญรมย์” ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๖ มกราคม - มีนาคม ๒๕๔๓)

             “ประภัสสร เสวิกุล” ในนาม นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ผู้กำลังดำเนินการประสานติดต่อกับองค์กรระดับโลกแห่งประเทศสวีเดนที่ดูแลตัดสินเกี่ยวกับผลงานอันหลากสาขาของรางวัลโนเบล เพื่อเสนอชื่อ “ลาวคำหอม” เข้ารับรางวัลดังกล่าวในสาขาวรรณกรรม

            เขาแถลงถึงเหตุผลในการเสนอชื่อนักเขียนผู้ยิ่งยงท่านนี้ขึ้นสู่เวที “โนเบล ไพร้ซ์” ไว้อย่างกระจ่างแจ้งและจริงใจแก่ทีมงานสกุลไทยว่า...

             “ประการที่หนึ่ง คุณลุง ‘ลาวคำหอม’ ท่านเป็นนักเขียนอาวุโสที่มีผลงานและมีระยะเวลาการทำงานยั่งยืนยาวนานกว่า ๔๐ ปี ประการที่สอง...งานเขียนของท่านเป็นงานสากล สะท้อนถึงเรื่องมนุษยชาติ ความผูกพันระหว่างคน แฝงความเป็นธรรม มีความยุติธรรม...”

            และที่สำคัญ บันไดขั้นนี้น่าจะนำไปสู่การเติบโตที่แข็งแกร่งของวงการวรรณกรรมบ้านเรา...

 “ผมอยากให้สังคมในประเทศไทยมองเห็นนักเขียนหรือสมาคมนักเขียนฯเป็นบุคคลที่มีศักดิ์ศรี มีบทบาทสำคัญต่อประเทศชาติ อยากให้คนในประเทศได้มองเห็นว่านักเขียนเป็นบุคคลที่มีคุณภาพและมีความสามารถ”

            นี่คือคำกล่าวของ “ประภัสสร เสวิกุล” นักเขียน นักการทูต นักสื่อสารมวลชน และ นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย (คนล่าสุด)

 

โครงการ

สร้างที่ทำการถาวรของสมาคมนักเขียนฯ

 

             “เราควรจะทำอะไร เพื่อให้สังคมของเราบ้าง เมื่อมาถึงจุดหนึ่งซึ่งเราคิดว่าเราทำได้ เราก็ควรจะทำ”

            เป็นคำพูดที่ ออกมาจากใจของนักเขียนคนหนึ่ง ซึ่งมีจิตสำนึกที่อยากจะตอบแทนสังคมส่วนรวมของนักเขียน เขาคือ “ประภัสสร เสวิกุล” ผู้ยินดีรับหน้าที่เป็นหัวหอกนำคณะนักเขียนทุกเพศทุกวัย ผู้มีน้ำจิตน้ำใจทำงานอุทิศตนให้แก่สมาคมนักเขียนฯในสมัยปัจจุบัน ด้วยเหตุผลดังที่เขาเอ่ยมาข้างต้น

            คุณประภัสสรเล่าว่า นับแต่การริเริ่มมีการรวมตัวกันของนักเขียน จนกระทั่งก่อกำเนิดเกิดเป็นสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยขึ้นจนปัจจุบัน เป็นเวลา ๓๐ ปีแล้ว แต่สมาคมฯก็ยังไม่มีที่ทำการของตัวเอง ขณะนี้ยังต้องอาศัยอยู่กับสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

            คุณประภัสสร เสวิกุล เล่าถึงความหวังที่สมาคมนักเขียนจะได้มีที่ทำการของตนว่า

             “คุณเสาว์ บุญเสนอ (ส.บุญเสนอ) นักเขียนผู้อาวุโสท่านบอกผ่านมาทางบุคคลที่ใกล้ชิดกับท่านว่าท่านยินดีที่จะยกบ้านของท่าน ประมาณ ๑๕๐ ตาราวา ซึ่งตั้งอยู่ที่สี่แยกวงศ์สว่าง ให้เป็นที่ตั้งของสมาคมฯ เพื่อทางสมาคมฯจะได้ใช้ทำกิจกรรมได้ เนื่องจากว่าท่านไม่มีทายาท ภรรยาของท่านก็เสียชีวิตไปแล้ว ขณะนี้ท่านอยู่คนเดียว ท่านบอกว่าท่านไม่ต้องการอะไรมาก ถ้าสมาคมฯจะสร้างที่ทำการบนผืนที่ดินนี้ ก็ขอให้สร้างบ้านให้ท่านอยู่ด้วย จนกว่าท่านจะสิ้นไป และเมื่อท่านสิ้นแล้ว ขอให้บ้านหลังนี้เป็น พิพิธภัณฑ์ เสาว์-สุดา บุญเสนอ...สิ่งนี้เราก็น้อมรับด้วยความสัตย์ซื่อ เพราะถ้าเราได้ที่ตรงนี้มา จะทำให้ภาพอาคารถาวรของสมาคมนักเขียนฯเป็นจริงขึ้น”

            และนี่เองคือที่มาของความคิดที่คุณประภัสสรตั้งใจว่าควรจะจัดกิจกรรมเร่งหาทุนสักก้อนหนึ่งเพื่อใช้ในการปลูกสร้างอาคารที่ทำการถาวรของสมาคมฯ เขากล่าวว่า

             “เราจะจัดให้มีการแข่งขันโบว์ลิ่งในวันที่ ๒๓ ธันวาคม ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมถ้วยรางวัลเกียรติยศของ พลอากาศตรี กำธน สินธวานนท์ องคมนตรี พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี และ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อหาเงินก้อนแรกมาสร้างที่ทำการถาวรของสมาคมฯ กิจกรรมนี้เรามอบหมายให้ คุณไมตรี ลิมปิชาติ เป็นประธานจัดงาน คุณบูรพา อารัมภีร เป็นเลขานุการ แต่การหาทุนเป็นเรื่องใหญ่ อาจจะไม่จบสิ้นในสมัยของผมก็ได้ เพียงแต่ว่าในสมัยของผมจะวางเงินทุนก้อนแรกไว้ให้ ประกอบกับมีที่ดินของ คุณเสาว์ บุญเสนอ กรุณามอบไว้ให้ด้วย คงทำให้เรามองเห็นภาพนี้ได้ชัดและเป็นจริงเป็นจังขึ้นได้ในไม่ช้า”

            นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นของกิจกรรมแรก

 

ส่งเสริมนักเขียนรุ่นใหม่

 

            ภารกิจหลักอีกประการหนึ่งซึ่ง คุณประภัสสร เสวิกุล ได้มองไกลไปถึงอนาคตว่า สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยหรือวงการวรรณกรรมจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร ถ้าเราไม่สร้างคนรุ่นใหม่หรือนักเขียนใหม่ขึ้นมาแทน

             “ภายในสองปีนี้ เราได้วางแผนงานกันว่าสมาคมนักเขียนฯจะมีการจัดประกวดใหญ่ระดับชาติเกิดขึ้น เรียกว่าเป็นการประกวดผลงานของนักเขียนหน้าใหม่ทั่วประเทศ เป้าหมายการประกวดนั้นก็คือเพื่อสร้างนักเขียนรุ่นใหม่ให้เกิดในยุคนี้ เพราะฉะนั้น เราจึงอยากมอบรางวัลใหญ่รางวัลหนึ่งให้สำหรับนักเขียนรุ่นใหม่” คุณประภัสสรกล่าวอย่างมุ่งมั่น

            ส่วนรายละเอียดการประกวดผลงานชิงรางวัลดังกล่าวนั้น เขาบอกว่า

             “ขณะนี้ยังเปิดเผยรายละเอียดไม่ได้มากนัก แต่ก็เป็นความร่วมมือของสมาคมนักเขียนฯกับองค์กรเอกชนในการจัดทำรางวัลนี้ขึ้น แล้วเราจะทำให้ครบกระบวนการเลยก็คือว่าเมื่อจัดประกวดเสร็จแล้ว เราจะจัดพิมพ์ผลงานด้วยโดยพิมพ์ในนามของสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย และจะมีการแปลเป็นภาษาต่างประเทศ เพื่อเผยแพร่ไปตามสถาบันการศึกษา ห้องสมุดต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ เป็นการสร้างหรือผลักดันผลงานของนักเขียนไทยรุ่นใหม่ให้ออกไปสู่สังคมโลกภายนอก”

 

โครงการ

กองทุนกลางเพื่อสวัสดิการนักเขียน

 

            โครงการนี้หมายถึงคุณภาพชีวิตของนักเขียน คุณประภัสสร เสวิกุล นายกสมาคมฯ ชี้แจงว่า

             “เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านสวัสดิการ ด้านการรักษาพยาบาลแก่นักเขียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแก่นักเขียนอาวุโส ซึ่งขาดผู้ดูแลสงเคราะห์ และนักเขียนทุพพลภาพ ที่ไม่มีรายได้ประจำ ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านสวัสดิการตามข้อกำหนดของสมาคมฯ ทั้งยังเป็นการให้ความสำคัญแก่นักเขียนผู้สร้างสรรค์งานวรรณกรรม ซึ่งเป็นบุคลากรที่ทรงคุณค่าและเป็นทรัพยากรทางปัญญาของชาติ

            แหล่งที่มาของกองทุนนั้นก็มาจากนักเขียน และสมาชิกของสมาคมฯ ที่มีจิตศรัทธา จากภาครัฐ จากบุคคล องค์กร และหน่วยงานอื่นๆ ที่มีจิตศรัทธา และปลอดภาระผูกพัน”

            ส่วนในเรื่องของการบริหารกองทุน คุณประภัสสรบอกว่านายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย จะแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาคณะหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่บริหารกองทุนกลางเพื่อสวัสดิการนักเขียน ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของกองทุนฯ และของผู้มีจิตศรัทธาบริจาค ซึ่งขณะนี้มีผู้มีจิตศรัทธามอบเงินสมทบทุนแล้วหนึ่งแสนบาท

            นอกจากนั้น คุณประภัสสรยังริเริ่มจัดทำวารสาร “นักเขียน” ราย ๓ เดือน เพื่อเป็นสื่อกลางระหว่างสมาคมกับสมาชิก และนักเขียนกับนักอ่าน ซึ่งขณะนี้วารสารดังกล่าวมีวางจำหน่ายแล้วตามร้านหนังสือทั่วประเทศ

 

ความวาดหวัง

 

            ครั้นเมื่อได้รับคำถามเกี่ยวกับเรื่องความหวังหรือความฝันของงานในหน้าที่นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย คุณประภัสสรมีคำตอบว่า

             “อยากจะให้เห็นว่าสมาคมฯไม่ใช่เรื่องของนายกฯ หรือไม่ใช่เรื่องของคณะกรรมการบริหาร แต่เป็นของทุกๆ คน อยากให้คิดว่าสมาคมฯนี้เป็นของนักเขียน โดยนักเขียน เพื่อนักเขียน และอยากให้มาร่วมกันคิด ร่วมกันทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อสมาคมนักเขียนฯของเรา”

            ครั้งหนึ่ง เมื่อ ๑๕ ปีที่แล้ว ก่อนที่โลกหนังสืออันกว้างใหญ่ไพศาลใบนี้ จะมีเรื่อง “ชี้ค” ให้นักอ่านร่ำหาถึง เพื่อนคนหนึ่ง ถือหนังสือนวนิยายเล่มบางๆ เล่มหนึ่ง ติดมืออยู่วันเต็มๆ ก้มหน้าก้มตาอ่านด้วยอารมณ์ที่ซาบซึ้ง ผนึกใจแน่นไปกับความมีชีวิตชีวาของตัวอักษร บางห้วงตอนก็ยกมือซับน้ำใสๆ ที่ขอบตา สงสัยเหลือเกิน จึงถามออกไปว่า “เธออ่านอะไร” เพื่อนตอบกลับมา แต่สายตายังไม่ละจากหน้ากระดาษว่า “นวนิยายของประภัสสร เสวิกุล”

            แม้เวลาจะล่วงเลยมานานมาก ทว่าภาพของเพื่อน ชื่อของคนเขียนหนังสือที่เพื่อนบอกยังไม่เคยลบเลือนจากความทรงจำ

            ครั้งนี้ จึงอยากเป็นฝ่ายบอกแก่เพื่อนว่า นักเขียนคนนั้นเขาอาจจะเขียนหนังสือให้คนอ่านร้องไห้ แต่อีกด้านหนึ่งเขาก็เป็นอีกคนหนึ่งซึ่งมีหัวใจเสียสละ พร้อมจะอุทิศกำลังกาย กำลังใจ สติปัญญา แบ่งเวลาอันมีค่าในชีวิตมาทำงานเพื่อสังคม เพื่อนักอ่าน เพื่อนักเขียน และเพื่อน้องใหม่อีกหลายๆ คนที่กำลังย่ำเดินอยู่บนถนนลายอักษรา

            ด้วยอุดมการณ์ ด้วยจิตวิญญาณ ที่มอบแด่วงวรรณกรรม นาม “ประภัสสร เสวิกุล” ผู้นี้ กำลังเจริญรอยตาม สืบความคิด สานความฝัน ต่อจากนักเขียนรุ่นพี่ๆ ที่ใช้ความเหนื่อยยากอุตสาหะในการก่อตั้ง ประคับประคอง ทุ่มเทปฏิบัติงานอันแสนหนักให้แก่เพื่อนพ้องนักเขียน...เพราะเขาหวังอยากให้สมาคมนักเขียนฯ เป็นของนักเขียน โดยนักเขียน และเพื่อนักเขียน ต่อไป

 

ที่มา  http://www.sakulthai.com/DSakulcolumndetail.asp?stcolumnid=1081&stissueid=2461&stcolcatid=1&stauthorid=25



ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์
อีเมล
หัวข้อ
รายละเอียด
รหัสป้องกันสแปม CAPTCHA Image



 *


บทสัมภาษณ์ ประภัสสร เสวิกุล

Famous Thai Writer ...
ประภัสสร เสวิกุล นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ จาก Mrthaijob.com article
บทสัมภาษณ์จาก Hi class magazine article
ประภัสสร เสวิกุล-ถนนแห่งความหลากสี article
คุยเบา ๆ ก่อนบิน กับ ประภัสสร เสวิกุล article
คนรุ่นใหม่สนใจวรรณกรรมน้อยลง article
คุยนอกรอบ - ประภัสสรกับแนวคิดในการสร้างนักอ่าน+นักเขียนให้ก้าวไปพร้อม ๆ กัน article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ