ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


คิดถึงพ่อ article


                                                                28 กุมภาพันธ์ 49

ถึงเก๋.. น้องรัก


นานมากแล้วที่เราไม่ได้คุยกันจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามในความรู้สึกของพี่เก๋ยังคงเป็นน้องที่พี่รักและห่วงใยเหมือนเดิม
   วันเวลาจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น  การนั่งนิ่งๆนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา
นึกถึงเหตุและผล
..ปล่อยวาง..และรู้จักเป็นผู้ให้แล้วความสุขความปิติจะเกิดขึ้น
ที่พี่เขียนจดหมายฉบับนี้ถึงเก๋เพียงเพื่อไม่ต้องการให้น้องมีความรู้สึกอย่างพี่ที่ผ่านพ้นมา
 ....ความรู้สึกที่เรียกกลับคืนมาไม่ได้ชั่วนิรันด์...
       อีกไม่กี่วันก็จะครบรอบวันตายของพ่อพี่ 1 ปีพอดีกับ
1ปีที่ผ่านมาพี่คิดถึงพ่อตลอด ภาพทรงจำเก่าๆถึงแม้จะน้อยนิดเต็มที
แต่มันแจ่มชัดฝังแน่นอยู่ในความรู้สึกยากที่จะลืมเลือน
        เด็กหญิงตัวเล็กๆ แกร็นๆเสื้อผ้านักเรียนยับๆ ถูกพ่ออุ้มพาไปซื้อสมุด
ดินสอและอะไรอีกหลายๆอย่างตามที่ใจต้องการพ่ออุ้มไปส่งที่ห้องเรียน
เด็กหญิงกอดพ่อแน่น วันนี้ไม่อยากเรียนหนังสือเลยอยากอยู่กับพ่อนานๆ
พ่อบอกว่าถ้าลูกขยันเรียนหนังสือแล้วพ่อจะมาหาลูกบ่อยๆ
นั่นคือคำมั่นสัญญาที่พ่อให้ไว้ เด็กหญิงยึดมั่นคำสัญญาคำนั้นเสมอ
..ตั้งใจเรียนตลอดมา
        เรามีกัน 5 คนพี่น้อง ชาย4 หญิง1 เราเกิดมาในครอบครัวชาวนาจนๆ มีตากับยาย
และแม่ที่คอยอบรมเลี้ยงดูเรา
ตอนเย็นหลังจากเลิกเรียนเราจะพากันมาเล่นทีกลางทุ่งนาพี่ชายจะเล่นเตะฟุตบอลกัน
ส่วนพี่จะนั่งบนคันนาที่มีหญ้าเขียวขจีหนานุ่ม  กลิ่นฟางข้าวที่เก็บเกี่ยวใหม่ๆ
หอมจางๆ เวลาลมพัดมาโชยมาเข้าจมูก
       วันนี้พวกเราร่าเริงกันเป็นพิเศษ  พ่อบอกว่าจะมาหาเราในวันสิ้นเด ือน
พี่คนโตบอกว่าวันนี้พวกเราจะได้กินไก่ย่างเจ๊ฟ้าเจ้าอร่อยเพราะพี่เคยบอกพ่อว่าถ้าพ่อกลับบ้านให้พ่อซื้อมาฝาก
 พี่คนกลางบอกว่าพี่ก็จะได้กินแตงโมพ่อบอกว่าจะซื้อมาฝากเหมือนกันเรา 5
พี่น้องมองหน้ากันแล้วยิ้มให้กันอย่างมีความสุข
        นั่นไง๊! พ่อมาแล้วพี่ชายคนกลางตะโกนร้อง ไม่ต้องบอกก็รู้ เรา 5
พี่น้องใส่เกียร์หมาวิ่งเรียงหน้ากระดาน
ทำยังไงก็ได้ให้ถึงพ่อให้เร็วที่สุดใครถึงก่อนชนะ เฮ้!
เก๋...พี่ไม่รู้หรอกว่าใครจะถึงก่อน
แต่ที่รู้ๆพี่อยู่บนเอวพ่อแล้วแหละกอดพ่อเอาไว้แน่น
ไม่มีที่ว่างสำหรับใครอีกต่อไป
เย็นวันนั้นเราล้อมวงกินข้าวที่นอกชานพร้อมหน้าพ่อ แม่ ลูก
จำได้ว่าเป็นมื้อที่อร่อยที่สุด ตกกลางคืนพี่นอนตรงกลางพ่อและแม่นอนขนาบข้างพี่
ๆนอนเรียงกันไป
วันนี้นอนไม่ต้องห่มผ้าก็ได้เพราะมันอบอุ่นเหลือเกินในความรู้สึก
       เก๋น้องรัก..ถ้าพี่รู้สักนิดว่าวันนั้นเป็นวันสุดท้ายที่พี่จะได้เจอพ่อ
พี่ว่าพี่น่าจะมีคำพูดอะไรดีๆที่จะเหนี่ยวรั้งพ่อไว้ พวกเรา 5
คนยังต้องเติบโตและเรียนหนังสือไปเรื่อยๆ
ณ.ตอนนั้นพี่ไม่ได้ฉงนใจเลยสักนิดว่าทำไมแม่นั่งเหม่อๆ
บางวันแม่มานั่งที่หัวคันนา ดูพวกเราเล่นกัน บางวันแม่กลับบ้านมืดมากๆ
ยายบอกว่าพวกเอ็งต้องหยุดเล่นกันได้แล้ว ต้องช่วยกันทำนา
เอ็งเป็นลูกผู้หญิงต้องหัดหุงข้าวทำกับข้าวไว้คอยท่าแม่เอ็ง
แม่เอ็งกลับมาเหนื่อยๆจะได้สบาย

       วันนี้เป็นวันสิ้นเดือนแม่บอกว่าไม่ต้องออกไปคอยพ่อกันหรอก  พ่อไม่ว่างมา
 ด้วยปัญญาอันน้อยนิดไม่คอยก็ไม่คอย  จาก 1เดือนเป็น 2 เดือน
และหลายๆเดือนพ่อก็ไม่กลับมา ก็ยังไม่คิดอะไร  จนวันนี้แหละเก๋
เป็นวันที่ทำให้ความรู้สึกของพี่ที่มีต่อพ่อมันติดลบดิ่งลงก้นเหวและฝังแน่นในความรู้สึกเป็นจุดดำฝังแน่นในหัวใจ
ไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่สามารถลบล้างมันออกได้
แม่ชวนพี่ไปกรุงเทพฯแม่สีหน้าดูไม่ดีเลยวันนี้ พี่ถามว่าแม่จะไปไหน
แม่บอกว่าแม่จะพาไปหาพ่อ  เก๋..
พี่ดีใจจนบอกไม่ถูกนานมากแล้วที ่พี่ไม่ได้เจอพ่อ   6 ปีแล้วสินะ
แม่...พ่อมีบ้านที่กรุงเทพฯด้วยเหรอ?  เงียบ ..เงียบและเงียบ แม่เงียบมาตลอดทาง
นานๆ แม่จะหันมาถามซักทีหนึ่ง หิวไหมลูก... เวียนหัวเปล่า?
ถามเสร็จแม่ก็มองออกไปนอกหน้าต่าง เหม่ออีกแล้ว พี่ก็จนใจที่จะพูดกับแม่
ก็นั่งรถไปเรื่อยๆ แม่พาพี่ขึ้นรถต่อไปซัก 2
ทอดเห็นจะได้แล้วก็พาพี่ลัดเลาะมาทางแคบๆเป็นสะพานไม้ที่ต่อๆกัน
ข้างล่างเป็นน้ำครำ บ้านปลูกติดๆกัน เก๋พี่รู้จักคำว่าสลัมก็วันนี้แหละ
เหมือนพ่อกับแม่นัดกันไว้ พ่อมายืนคอยแม่อยู่หน้าบ้าน พี่เดินตามแม่ไปเงียบๆ
พี่อาจจะโตขึ้น
ความรู้สึกที่อยากกระโดดเข้าไปกอดพ่อเหมือนที่เคยทำไม่รู้ว่ามันหดหายไปไหน
จำได้ว่าพี่ยกมือไหว้พ่อแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรกับพ่ออีกเลย
ไม่ได้พูดเลย...ซักคำเดียวตั้งแต่ย่างก้าวเข้ามาในสลัมของพ่อ
พ่อพูดกับแม่เงียบๆได้ไม่กี่คำเสียงก็เริ่มดังขึ้น ดังขึ้น

       ก็ฉันบอกแล้วไง
ว่าวันนี้ฉันจะมาเอาเงินค่าเทอมลูกๆพ่อสัญญาว่าจะเตรียมไว้ให้ แล้วไหนล่ะสัญญา
ลูก 5 คน กับเวลา 6 ปีที่พี่ทิ้งพวกเรามา
พ่อไม่เคยส่งเสียพวกเราเลยฉันเลี้ยงของฉันคนเดียว
ฉันขอแค่ค่าเทอมเทอมนี้เทอมเดียว  ปีนี้นามันแล้ง ฉันหาไม่ทันจริงๆ
       “ ก็กูไม่มี มึงจะเอาอะไรอีก”
เก๋พี่ไม่อยากจะเชื่อว่าพ่อพี่จะพูดแบบนี้เป็นเพราะว่าไม่เคยเจอแบบนี้ไง
ภาพของพ่อที่ใจดี มันหายปไหน
       เก๋พี่ว่าพี่ช็อกนะในตอนนั้นจำไม่ได้ว่าพ่อกับแม่เถียงกันว่าอะไรอีก
แต่เห็นภาพลางๆว่าแม่พี่หยิบมีดฟาดลงไปที่ขาพ่ออย่างแรงแล้วโยนมีดทิ้งแล้วก็วิ่งคว้าข้อมือพี่
แล้วก็เดินๆๆๆ ออกจากสลัมอย่างเร็วที่สุด พี่จำได้ว่าพ่อวิ่งตามมาแล้วด่าว่า
“อีชาติชั่ว “ ถ้ามึงกลับมาหากูอีกมึงเป็นหมา
       ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
ไม่มีคำว่าพ่อสำหรับพี่อีกต่อไปทุกความรู้สึกของแม่พี่รับรู้ได้
ไม่มีการรอคอยใครอีกต่อไป ไม่มีไก่ย่าง ไม่มีแตงโม แล้วก็จะไม่มีพ่อแม่เลิกทำนา
ออกไปรับจ้างที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง เรา 5 พี่น้อง แค่มองตาก็เข้าใจกัน
ไม่มีใครเรียกร้องเอาสิ่งใด ตั้งหน้าตั้งตาทำนา พร้อมกับเรียนหนังสือไปด้วย
เราอิ่มและอดมาด้วยกัน
       คนเราหากรักใครมากก็แค้นมาก
ทุกคำพูดของพ่อมันวนเวียนในหัวพี่ตลอดเวลาแม่บอกพวกเราทีหลังว่าพ่อมีเมียใหม่นานแล้วตั้งแต่พี่ยังไม่เกิดด้วยซ้ำ
พ่อไม่อยากทำนา พ่อขอแม่มาทำงานในกรุงเทพฯบอกว่ามาทำงานในกรุงเทพฯ
จะได้เงินเยอะกว่าทำนา ลูกๆ จะได้สบาย ทำไมแม่ช่างอดทนเหลือเกิน

       ความแค้นของพี่  ความอยากเอาชนะพี่สอบพยาบาลได้แม่และพี่ๆ ดีใจหนักหนา
พี่สัญญาเดี๋ยวนั้นเลยว่าจะไม่ทำให้แม่และพี่ๆ ผิดหวัง
พี่ตั้งใจเรียนเสมอจนรับปริญญา พี่ปิดทุกความรู้สึกที่เกี่ยวกับพ่อ ไม่พูดถึง
ไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น “ไม่มีพ่อเราก็อยู่กันได้” พี่รับแม่มาอยู่บ้าน
แม่ไม่ต้องรับจ้างอีกต่อไป อะไรที่แม่ปรารถนาพี่รีบหาให้ทันที
พียงแค่เห็นรอยยิ้มของแม่ก็รู้สึกดีใจแล้ว เรา 5 คนไม่เคยพูดถึงพ่อกันเลย
ทุกคนกลืนความรู้สึกได้เก่งและเก็บซ่อนกันอย่างมิดชิด จนวันหนึ่ง ก็มาถึงจนได้
พี่ชายคนโตมาบอกว่า
มีคนมาบอกว่าพ่อเป็นมะเร็งที่โคนลิ้นระยะสุดท้ายอยากเจอพวกเราก่อนตาย

             เก๋...พี่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ณ.
ตอนนั้นทำไมพี่ถึงดื้อด้านหนักหนา ทิฐิแรงเกินกว่าเหตุ
จากสิ่งที่พี่เก็บไว้ในใจตลอดมา มันผุดขึ้นในความรู้สึก ความโกรธ  ความเกลียด
แค้น ชิงชัง เจ็บใจ มันขึ้นมาเป็นริ้วๆ ทำไม?  ใกล้ตายแล้วละซิถึงนึกถึงลูก
ทีเวลาสบายไม่นึกถึง   พี่ทำเป็นไม่ได้ยินที่พี่ชายพูด
จนครั้งสุดท้ายที่พี่ชายพูดคือประมาณ ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 48
พี่บอกว่าพ่อนอนรพ.ศิริราชพ่อมีอะไรจะพูดกับพี่
มันสายไปแล้วพ่อ ที่อยากจะพูดอะไรกับลูกสาวคนนี้ พูดไปก็เท่านั้นแหละ
จากกันไปเฉยๆดีกว่า  ใครนะพูดว่าเวลาไม่เคยคอยใคร
มะเร็งก็ไม่เคยคอยใครเหมือนกัน
มีแต่ใจพ่อเท่านั้นที่รอคอยการให้อภัยจากลูกเสมอมา


       เก๋จำได้ไหม...วันนั้นเวรบ่ายมีคนไข้เป็นลุงแก่ๆคนหนึ่งมาตรวจที่ห้องฉุกเฉิน
แพทย์ลงความเห็นว่า สงสัยจะเป็นมะเร็ง
ให้ส่งตัวไปรักษาต่อที่รพ.ศิริราชในวันนั้นเราหาพยาบาลนำส่งผู้ป่วยไม่ได้เลย
พี่ยอมรับว่าพอหมอพูดกับพวกเราว่าสงสัยลุงจะเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายใจพี่กระตุกๆยังไงไม่รู้
 พี่เหลือบไปเห็นแววตาลุง
พี่ตัดสินใจเดี๋ยวนั้นเลยว่าพี่ต้องไปส่งลุงคนนี้ให้ได้
ระยะทางจากรพ.เราถึงกรุงเทพฯไกลพอสมควร
ภาพของลุงแก่ๆ
ผอมเซียวนอนหลับตาเกือบตลอดทางเหมือนกับจะรู้ว่าเวลาเหลืออีกไม่นานแต่สิ่งที่จะอยู่กับลุงไปอีกนานแสนนานคงเป็นความรู้สึกห่วงใยจากลูกสาวที่นั่งจับมือลุงตลอดเวลา
 ไม่มีคำพูดใดๆออกจากปากพยาบาลนำส่งมีแต่เพียงสายตาที่ยากจะเดาความรู้สึก
พี่มาถึงรพ.ศิริราชในตอนเช้ามืด ลุงถึงมือหมออย่างปลอดภัย
พี่ต้องกลับแล้วแต่ใจเหมือนอยากจะเดินไปไหนซักแห่ง
พ่อเราก็อยู่รพ.นี้เหมือนกันนี่นาเดินไปอีกนิดก็เห็นพ่อแล้ว
พ่อจะเป็นยังไงแล้วหนอ คงผอมเหมือนลุงคนตะกี้  พ่อคงกินอะไรไม่ได้
อยากป้อนข้าวให้พ่อ อยากเช็ดตัวให้พ่อ
อยากกอดคอพ่อเหมือนที่เคยกอดใช่สินะนานมากแล้วความรู้สึกที่แขน 2 ข้างกอดคอไว้
ช่างอบอุ่น ซึมซับ นึกถึงทีไรก็รู้สึกทุกครั้ง
แล้วความรู้สึกอย่างหนึ่งก็ตามมาติดๆ   น้าพจน์! กลับได้แล้วค่ะ
เหยียบเต็มที่เลยนะ ต้องขึ้นเวรต่อ

      อีกเพียงไม่กี่วันข่าวที่เคยคิดว่าเดี๋ยวก็มาถึงแน่ๆ ก็มาจริงๆ
แค่ปลายเดือนกพ. 48 พี่บอกว่า”พ่อตายแล้ว”
รู้สึกว่าความเงียบจะเป็นเงาพี่ตลอดเวลา พี่ชายถามย้ำว่าจำไปเผาพ่อหรือเปล่า?
เขาเผาพรุ่งนี้นะ
ไม่มีคำตอบจากพี่อย่างเคยพี่อธิบายไม่ถูกว่าเป็นความรู้สึกประเภทไหน
มารู้อีกทีเมื่องานศพพ่อเสร็จสิ้น พี่ไปในฐานะแขกคนหนึ่ง ไม่ได้ยถือกระถางธูป
ไม่ได้เดินถือรูปพ่อ ไม่ได้ยืนต้อนรับแขก หรือแจกของชำร่วย ไม่มีใครรู้จักพี่
แต่มีคนมองแล้วซุบซิบกัน พ่อได้ยินว่าผู้หญิงคนนี้หน้าเหมือนคนตายจังเลย

       พี่ยืนนิ่งๆมองปล่องควันที่พวยพุ่งสู่ท้องฟ้าแล้วจางหายไปเหมือนทำเป็นหน้าที่
ไม่สนใจว่าได้เผาไหม้ความรู้สึกของใครต่อใครไปแล้วนับไม่ถ้วน
แขกกลับกันหมดแล้วแต่พี่ยังไม ่กลับ รู้ตัวอีกครั้งเมื่อพี่ชายเอาซองสีขาวๆ
ยัดใส่มือพี่กลับบ้านกันเถอะ...อย่าคิดอะไรมากชีวิตก็มีเท่านี้   วันเวลาผ่านไป
กับผู้หญิงที่ไม่เผยความรู้สึกอย่างพี่
การทำงานมีปัญหามากมายที่มันกระทบใจพี่อย่างจังหลียวหาใครก็ไม่มี
พี่กลับบ้านไปนั่งนิ่งๆ
ทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาด้วยความที่ไม่ได้ตั้งใจมืออยู่ว่างๆก็เปิดปิดลิ้นชักเล่น
ตาเหลือบไปเห็นซองอะไรขาวๆ  ซองอะไร? แกะออกดู  ตัวอักษรเข้มหนา  “ใบมรณะบัตร”
ใจแกว่งๆ ค่อยๆคลี่กระดาษออกช้าๆเริ่มอ่านตั้งแต่ตัวแรก ค่อยๆอ่าน ช้าๆ
น้ำตาไม่รู้มาจากไหนไหลรื้นขึ้นมากลบตา 2ข้างมองไม่เห็นอักษรใดๆอีกต่อไป
ก้อนแข็งๆ จุกอยู่ที่คอ อัดอั้นที่สุดเหมือนหายใจไม่ออก
อะไรที่อยู่ในใจมันเหมือนจะเก็บไว้ไม่ไหวแล้วเหมือนน้ำป่าที่ไหลพังทลายบ้านเรือนให้พังพินาศ
พี่ร้องโฮ..สุดเสียง ไม่อายใครอีกแล้ว หนูไม่มีใครเลยพ่อ พ่อคะกลับมาก่อนได้ไหม
มากอดหนูก่อนได้ไหม พี่ร้องไห้เหมือนคนเสียสติได้แต่กอดใบมรณะบัตรพ่อไว้ พ่อคะ
หนูคิดถึงพ่อค่ะ คิดถึงที่สุดได้ยินไหมคะว่าลูกคิดถึง
       พี่มารู้ตัวอีกครั้งก็เช้าแล้ว ตา 2 ข้างบวมปูด ตาแดงก่ำ
ไม่บอกก็รู้ว่าตาคงผ่านศึกหนักมาเมื่อคืน
วันนี้พี่ต้องทำงานต่อไม่รู้ว่าจะได้พบได้เจออะไรอีกในวันนี้
แต่สิ่งหนึ่งที่พี่รู้คือ “การให้อภัย” พี่จะให้อภัยกับทุกๆสิ่ง
ทุกๆอย่างและทุกๆคน พี่จะเอาความดีเป็นที่ตั้ง การให้อภัย
การเต็มใจให้บริการกับผู้ป่วยผลบุญจะส่งให้ดวงวิญญาณของพ่อสงบสุข
แต่สิ่งหนึ่งที่พี่ได้รับและรู้สึกได้จริงๆคือ ความรู้สึกสงบ อิ่มเอม ปิติ
และเป็นสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
       เก๋น้องรัก
ที่พี่เขียนจดหมายมาบอกเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิตเสียยืดยาวเพราะชีวิตเรา 2
คนคล้ายๆกันแต่ที่ต่างกันคือ พ่อเก๋ยังมีชีวิตอยู่
ที่ผ่านมาพ่ออาจมีเหตุผลมากมาย ความจำเป็นหลายๆสิ่งที่ต้องทิ้งเราไป ไปเถอะเก๋
ไปหาพ่อ ไปกราบพ่อ ไปกอดพ่อ
ก่อนที่จะไม่ได้ทำอะไรให้ท่านแล้วมานั่งเสียใจเหมือนเช่นพี่


                                                                รักน้อง

แม่คะ... ทำอะไรอยู่ พ่อให้มาตามไปทำบุญให้ตาได้แล้ว
เก๋..พี่ต้องไปแล้วล่ะเจ้าลูกสาวตัวดีเร่งใหญ่แล้ว
น้องขิม..เดินเองได้แล้ว พ่อเมื่อยออกตัวก็อ้วนให้พ่ออุ้มอยู่ได้
ก็หนูรักพ่อนี่คะ..หนูจะให้พ่ออุ้มอยู่อย่างนี้แหละ

 

 

คลีนิกเรื่องสั้น 8

 

คิดถึงพ่อ

ของ คุณ Chutima Maleepet

 

            เรื่องสั้นของคุณชุติมาทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึก 2-3 อย่าง ความรู้สึกแรกคือชีวิตคนเราแสนสั้นนัก  และประการที่สองก็คือความขุ่นข้องหมองใจหรือโกรธเคืองกัน มีแต่ทำให้ชิวิตที่เหลือของเราเป็นทุกข์เป็นร้อนโดยใช่เหตุ ดังนั้นจึงไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการให้อภัยกัน และการให้อภัยกันและกันในขณะที่แต่ละฝ่ายยังมีชีวิตอยู่ ย่อมจะดีกว่าเมื่อคนใดคนหนึ่งไม่มีลมหายใจ 

หรือไม่มีโอกาสได้รับรู้

            ชีวิตเป็นเรื่องที่ยากและมักจะไม่ค่อยลงตัว การเขียนถึงชีวิตหรือเขียนเรื่องที่เกี่ยวกับ

ชิวิตยิ่งยากขึ้นไปอีกหลายเท่า มีคนเคยกล่าวว่าชีวิตจริงอาจจะอยู่เหนือเหตุผลและความสมจริงได้ แต่ชีวิตในนิยายหรือเรื่องสั้นที่ดีจะต้องมีเหตุผลหรือความสมจริงมารองรับเสมอ

            ปัญหาสำคัญของ “คิดถึงพ่อ” อยู่ที่การนำเสนอภาพรวมทั้งบรรยากาศของฉากและชีวิตในเรื่องทั้งท้องนาและสลัม ซึ่งผู้อ่านยังไม่สามารถสัมผัสกลิ่นอายและความเป็นจริงได้เต็มที่ ถัดไปก็คือการลำดับเวลาที่พ่อจะกลับมาบ้านทุกสิ้นเดือน ในย่อหน้าที่ว่า “ถ้าพี่รู้สักนิดว่าวันนั้น

เป็นวันสุดท้ายที่พี่จะได้เจอพ่อ พี่น่าจะมีคำพูดอะไรดี ๆ ที่จะเหนี่ยวรั้งพ่อไว้” กับการที่พ่อหายไป 6 ปี ในย่อหน้าต่อมา “วันนี้เป็นวันสิ้นเดือน แม่บอกว่าไม่ต้องออกไปคอยพ่อกันหรอก พ่อไม่ว่างมา...ฯลฯ.....นานมากแล้วที่พีไม่ได้เจอพ่อ 6 ปีแล้วสินะ” ซึ่งรอยต่อของช่วงเวลาทั้งสองช่วงนี้ไม่น่าจะนานถึงขนาดนั้น

            คุณชุติมา สร้างความสะเทือนใจได้ดีในการบรรยายรู้สึกของตัวละครได้ดีในตอนที่บรรยายถึงการนำคนเจ็บโรคมะเร็งจากโรงพยาบาลในต่างจังหวัดไปส่งที่โรงพยาบาลศิริราช และปฏิเสธตัวเองที่จะไปเยี่ยมพ่อซึ่งนอนป่วยด้วยโรคมะเร็งอยู่ในโรงพยาบาลแห่งนั้น  และภาพที่ตัวละครเปิดลิ้นชักหยิบใบมรณบัตรของพ่อออกมาดู

            แม้ชีวิตจริงของคนเรามักเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจะลงตัว แต่ชีวิตในนิยายหรือเรื่องสั้นสามารถทำให้ลงตัวได้ ด้วยการค่อยดูและค่อยปรับแปลงแก้ไขไปเรื่อย ๆ เรื่องสั้นเรื่องนี้มีแนวทางที่ดีแล้ว คุณชุติมาลองปรับดูอีกนิดนะครับ

 

ประภัสสร เสวิกุล

ซันติอาโก, ชิลี 7 กุมภาพันธ์ 2550  

           

 

 



คลีนิกเรื่องสั้น

รายการชีวิต
โจรปริญญา(ตี)
มือศิลป์ article
Love is....
อกแกก็อกฉัน...อกฉันก็อกแก article
ร่วมกินโต๊ะ
ภาพของฉัน article
คืนข้ามปี article
เหรียญบาทกับโบสถ์กลางน้ำ article
ใส...ซื่อ...บริสุทธิ์ (ใจ) article
นิยายรัก ฉบับป้าหมู article
สายน้ำที่ขาดหาย article
อรุณรุ่ง article
บ้านนั้นเขามีงานศพ article
หีบเชี่ยนหมากของอ้ายแก้ว article
การผ่านพ้นแห่งยุคสมัย article
แม่น้ำเจ้าพระยา article
เธอสุขได้อย่างไรเมื่อผองชนทุกข์ยากลำเค็ญ article
เมื่อโลกนี้ไร้สีสัน... article
ลั่น article
เสมือนรังดักแด้ที่เฝ้าฟูมฟักผีเสื้อให้โบยบิน article
แหว่ง article
รุ้งกินน้ำของปานวาด article
กล่องความทรงจำเก่า...และเงารัก article
จอมโจรหนอนหนังสือ article
มาลัยวรรณกรรม article
ห้องแห่งมิติอนันต์ article
ครูจันทร์ผ่อง ของแม่ article
จุกน้ำปลา...พาโชค article
เวลาของพ่อ article
การค้นพบตัวเองที่ไม่ใช่ตัวเอง article
เพียงภาพในวัยเยาว์ article
น้ำตาลทราย article
การเดินทางของชายชรา article
พันธะพรหมลิขิต article
บทเรียนน้ำตา article
กลางเมืองหลวง article
ประตูที่ถูกเลือก article
ร้องเรือ: ลำนำที่ผันแปร article
ดาวน์ความสำเร็จ article
ไอ้หมา article
คุณย่ากับคุณป้าข้างบ้าน article
ข้างหลังภาพนั้น article
วัฏพินาศแห่งสยามประเทศ article
คลีนิกเรื่องสั้น 16 article
หรือฉันเองที่แตกต่าง article
เด็กชายวิสรุจณ์...ซุกซน article
ใบไม้เปลี่ยนสี article
มรดกพ่อ article
ก้าวแรกของนักล่าดวงจันทร์ article
เพื่อนตาย article
หุ่นยนต์สังกะสี article
สาวหน้าใสกับหัวใจน้องเหมียว article
แดร๊กคิวล่ากระหายเลือด...ของคุณ article
ก็เพราะว่า...เรารักนาย article
อ้อมกอดทะเล article
เรือของพ่อ article
ไม่โกรธใช่ไหม article
ในความทรงจำ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ