ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


อ้อมกอดทะเล article

 ดวงตะวันยังอ้อยอิ่งอยู่บนยอดไม้ ทุกคนต่างมุ่งหน้ากลับบ้านหลังจากเหน็ดเหนื่อยกับภารกิจประจำวัน ลำดวนก้าวเท้าลงจากรถประจำทาง แวะซื้อกับข้าวติดมือกลับบ้าน พร้อมกับขนมลูกชุบของโปรดของลูก เนื่องจากอากาศในเดือนมกราคมค่อนข้างเย็นทุกคนต่างก็เร่งรีบกลับบ้านให้เร็วที่สุด ลำดวนกระชับผ้าคลุมไหล่ขณะก้าวเท้าเข้าประตูบ้าน

                “ชาติ อยู่ไหนลูก” ลำดวนส่งเสียงเรียก ชาติตระการ แล้วมองหาลีทูสาวใช้กะเหรี่ยง “ไปไหนกันหมดนะ ลีทูได้ยินไหม” เมื่อไม่มีเสียงตอบจึงทำเสียงจุ๊ ๆ เรียกเจ้าปุยเช่นเคย แต่ทุกอย่างยังคงเงียบ

วันนี้ที่บ้านเงียบเชียบผิดปกติจนกระทั่งได้ยินเสียงน้ำหยดจากก๊อกหลังบ้านกระทบกับผิวน้ำในตุ่มดังติ๋ง ๆ หน้าต่างเปิดแง้มไว้สองบานพอให้ลมพัดผ่านได้บ้าง เธอก้าวเท้าอย่างเร็วชะโงกดูทั่วบ้าน ไม่มีใครอยู่เลยจึงบ่นงึมงำอยู่คนเดียว มือก็หยิบจับข้าวของเก็บให้เรียบร้อย เสร็จแล้วออกไปดูที่ท่าน้ำหลังบ้าน

ภาพที่เธอเห็นเป็นภาพที่คุ้นตา ชาติตระการนั่งอยู่บนรถเข็น มีลีทูยืนชี้ไม้ชี้มืออยู่ข้าง ๆ เจ้าปุยนอนไม่รู้ไม่ชี้อย่างเคย มันยกหัวขึ้นมามองลำดวนและกระดิกหางเป็นการทักทายนิดหน่อยแล้วก็นอนต่ออย่างขี้เกียจ

“อากาศเย็นอย่างนี้ทำไมไม่ใส่เสื้อหนาวให้น้องก่อนลีทู บอกหลายหนแล้วเดี๋ยวน้องไม่สบาย” ลำดวนตำหนิลีทูที่ไม่จำในสิ่งที่เคยบอก

“หนูให้เล้ แต่โน้งเขาไม่ยอมน่ะ” ลีทูรีบแก้ตัวด้วยสำเนียงกะเหรี่ยงของเธอ

“แม่” หันมายิ้มให้แม่พร้อมกับเอ่ยทักทาย

ชาติตระการเป็นเด็กพิการอายุ ๑๑ ขวบ กล้ามเนื้อขาลีบทั้งสองข้างมาแต่กำเนิด ไม่สามารถเดินได้ แต่พัฒนาการทางด้านอื่นคงเป็นปกติเหมือนเด็กทั่วไป

“ชาติไม่หนาว พี่ทูก็บังคับอยู่นั่นแหละ” ชาติตระการฟ้องแม่

“เอาเถอะยังไงก็ควรระวังสุขภาพไว้บ้าง” พูดพลางก็ปลดผ้าคลุมไหล่ของเธอออกคลุมให้ลูก “ถ้าไม่ใส่เสื้อหนาวก็ห่มผ้าคลุมไหล่ก็ยังดี” แล้วเข็นรถกลับเข้าบ้าน

“ไปกินข้าวกันดีกว่านะ” ลำดวนพูดแล้วหันไปบอกลีทูให้เตรียมสำรับกับข้าว “ดูซิวันนี้แม่มีอะไรมาให้ชาติเป็นพิเศษ”

ชาติตระการทำตาโตอย่างถูกใจ เขากินข้าวได้เยอะเพราะมีปลาสลิดทอดของโปรด และมีลูกชุบเป็นของหวานที่ถูกใจที่สุด อิ่มแล้วลำดวนบอกให้ลีทูไปหากับข้าวกินในครัว และสำทับให้อุ่นแกงส้มก่อนเก็บในตู้กับข้าวเพื่อไว้กินพรุ่งนี้

มืดแล้ว ลีทูล้างจาน เก็บกวาดครัวเสร็จแล้วโผล่หน้าออกมาถามลำดวนว่า พรุ่งนี้น้องต้องไปหาหมอหรือเปล่า

“ตายแล้วฉันลืมไปเลย” ยกมือทาบอก “ขอบใจนะ หมอนัดวันพรุ่งนี้”

ลีทูพยักหน้าหงึก ๆ ผลุบหายเข้าไปในครัว เพื่ออุ่นแกงส้ม ลำดวนพาลูกเข้านอนเรียบร้อยแล้วจึงกลับไปที่ห้องของเธอ

คืนนี้พระจันทร์ในวันข้างขึ้นสวยมาก ลำดวนยืนพิงหน้าต่างมองแสงสีนวลท่ามกลางความมืด ปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปไกลถึงใครคนหนึ่งด้วยหัวใจที่หงอยเหงา หยาดน้ำตาไหลรินอาบสองแก้มโดยไม่ตั้งใจ อากาศยามนี้ไม่หนาวนักแต่ในใจของเธอนั้นกลับรู้สึกหนาวเหน็บจนแทบทนไม่ไหว ลำดวนขยับกายเล็กน้อย ค่อย ๆ ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่แก้มทั้งสองข้างเหมือนจะพยายามลบภาพแห่งความทรงจำอันแสนทรมานให้สิ้นไปจากหัวใจเธอ แล้วผละจากหน้าต่างบานนั้นกลับไปล้มตัวลงนอน พยายามข่มใจให้หลับไปอย่างยากเย็น

                              ...........................................

เช้าวันนี้ชาติตระการแต่งตัวพร้อมจะนั่งรถไปหาหมอกับแม่ มีลีทูยืนอยู่หน้าบ้านตะโกนเรียกรถแท็กซี่โหวกเหวก สักครู่หนึ่งก็เดินหน้ามุ่ยเข้ามาหาลำดวนฟ้องเสียงดังว่า

“ไม่โยมไปสักคัน ไม่รู้มาขับทำไม”

“แล้วบอกเขาว่าไปไหนล่ะลีทู” ลำดวนถามพร้อมกับส่ายหน้าระอาสำเนียงของสาวใช้

“ก็หนูโบกว่าจะไปที่นี่ ที่ตรงนี้น่ะ” พูดพลางก็ชี้มือไปทางซ้ายมือ

“ก็เธอบอกเขาอย่างนี้ใครเขาจะไปถูกล่ะ” ลำดวนหัวเราะขันท่าทางของลีทู “แล้วก็ชอบอาสานักเชียว” พูดจบรีบก้าวเท้ายาว ๆ ไปหน้าบ้านโบกมือเรียกรถที่กำลังวิ่งผ่านมาพอดี

“ไปคลีนิกหมอประพันธ์ที่ปากซอย สุขุมวิท ๕๐ ค่ะ”

เป็นอันว่าทุกคนได้ขึ้นรถเรียบร้อย ครู่เดียวก็ถึงร้านหมอประพันธ์ เมื่อลงจากรถลำดวนเตือนให้ลีทูถือร่มและกระติกน้ำของน้อง พร้อมกับเข็นรถเข็นพาลูกไปนั่งรอหมอ

วันนี้หมอให้ยามาเพิ่มสามถุงและแนะนำว่าถ้ามีโอกาสให้พาชาติตระการไปพักผ่อนบ้างเพื่อให้จิตใจเบิกบานไม่เกิดความจำเจ ชาติตระการจะได้สดชื่นและมีกำลังใจดีขึ้น ลำดวนรับปากกับคุณหมอว่าจะทำตามที่แนะนำแล้วพาลูกกลับบ้าน

                                    ....................................

ย่างเข้าเดือนกุมภาพันธ์อากาศเริ่มอุ่นขึ้น ลำดวนนึกถึงคำแนะนำของคุณหมอ คิดในใจว่าจะพาลูกไปที่ไหนดี พอดีชาติตระการร้องทักขึ้นว่า

“แม่...คิดอะไรอยู่” ถามแล้วก็ใช้สองมือหมุนล้อรถเข้าไปหาลำดวน

“กำลังคิดว่าจะพาลูกไปพักผ่อนที่ไหนดี ก่อนเปิดเทอมไงจ้ะ” ลำดวนตอบและยิ้มให้ลูก

“ไปทะเลแม่ ชาติอยากไปทะเลมานานแล้ว นะแม่นะ” ชาติตระการออดอ้อน

“เอาอีกแล้วจะไปทะเลอีกแล้ว” ลำดวนบ่นเบาๆ

“คราวก่อนแม่บอกว่าจะไปก็ไม่ได้ไป ชุดว่ายน้ำก็ซื้อไว้แล้ว” เริ่มงอแง

“ก็คราวก่อนชาติไม่สบายนี่ลูก” ลำดวนอธิบายให้ลูกเข้าใจ “ขืนไปเที่ยวทะเลก็ยิ่งเป็นหนักสิ ต้องเชื่ออาหมอนะ”

“แต่ตอนนี้ชาติสบายดี ก็ไปทะเลได้ อาหมอไม่ห้ามแล้ว” ชาติตระการยังต่อรองอีก

ลำดวนไม่อยากนึกถึงทะเล แต่ทนคำอ้อนวอนของลูกไม่ได้จึงรับปากเพราะสงสารลูก ชาติตระการดูจะตื่นเต้นกว่าใครเมื่อรู้ว่าจะได้ไปเที่ยวชายทะเล เขาชอบทะเลมากและใฝ่ฝันอยากจะไปทะเลมานาน เคยเห็นแต่ในภาพถ่ายหรือในหนังเท่านั้นแต่ไม่เคยเห็นจริงๆเลย แม่เคยบอกว่าจะพาไปเที่ยวแต่ก็ไม่เห็นพาไปจริงๆสักที ครั้งนี้แม่สัญญาแล้วคงไม่มีการยกเลิกอีก ลำดวนนำเจ้าปุยไปฝากตามีที่อยู่บ้านติดกัน แกชอบมาเล่นกับเจ้าปุยบ่อย ๆ จึงไม่เป็นปัญหา เวลาที่บ้านลำดวนต้องไปไหนเกินหนึ่งวันแกจะรับหน้าที่ดูแลเจ้าปุยแทนเสมอ ชาติตระการเลือกเสื้อผ้าที่จะใส่เวลาไปเที่ยวทะเลด้วยตัวเอง มีลีทูช่วยอยู่ข้างๆ

“โตไหนก็ไม่ถูกใจสักที แล้วจะใส่อะไร” ลีทูบ่นมองกองผ้าที่วางสุม ๆ อยู่เต็มเตียง

“จะเอาชุดที่แม่ซื้อให้เมื่อปีก่อนไง ที่ว่าจะไปแล้วไม่ได้ไป พี่ทูจำได้ไหม” ชาติตระการบอกลีทู

“ไม่รู้แม่เก็บไปไว้ไหน เดี๋ยวพี่ทูจะไปถามแม่ดูนะ” ลีทูลุกออกไปหาลำดวน

พักใหญ่ ๆ ลำดวนเดินถือถุงกระดาษสีน้ำตาลเข้ามา ที่ขอบตาแดงก่ำ เหมือนเพิ่งผ่านการร้องไห้มาก่อน เธอยิ้มให้ลูก

“ชุดนี้ใช่รึเปล่าเอ่ย” พูดพร้อมกับดึงเสื้อผ้าออกมาจากถุงกระดาษ พยายามทำสีหน้าให้แช่มชื่น

“ใช่ๆ ชุดนี้แหละแม่ มีสีฟ้า และนั่นด้วยสีน้ำเงินอ่อนกับสีน้ำทะเลเข้ม สามชุดนี่แหละ” เด็กน้อยชี้มือและรับเสื้อผ้าจากแม่มากอดไว้ด้วยความดีใจ

“ถ้าอย่างงั้น เดี๋ยวแม่จะให้พี่ทูจัดลงกระเป๋าให้เรียบร้อย พร้อมกระป๋องน้ำและพลั่วตักทรายด้วย ทีนี้ไม่ต้องห่วงแล้ว นอนได้แล้วนะ เดี๋ยวแม่ต้องเก็บผ้ากองนี้ก่อน ดูซิรื้อออกมาหมดตู้เลย”

พูดจบก็เก็บเสื้อผ้าเรียงเข้าในตู้ให้เหมือนเดิม จากนั้นก็ประคองให้ลูกนอนลงบนเตียง ดึงผ้าแพรเพลาะห่มให้เรียบร้อย จูบหน้าผากลูกด้วยความรักอีกครั้งพร้อมกับกล่าวราตรีสวัสดิ์ ปิดไฟเรียบร้อยแล้วจึงหิ้วถุงเสื้อผ้าสามชุดนั้นออกไปด้วย ลำดวนค่อยๆปิดประตูห้องนอนของลูก เดินเลยไปหาลีทูสั่งให้จัดกระเป๋าและเตรียมของต่างๆให้ชาติตระการ ก่อนจะเดินอย่างเหนื่อยอ่อนไปที่ห้องนอนของเธอ ลำดวนล้มตัวลงนอนบนเตียงยกมือก่ายหน้าผากไม่อาจข่มตาให้หลับได้ ในที่สุดเลยนอนลืมตามองเพดานปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปไกล

                                      ...................................

เสียชาติตระการเรียกลีทูให้มาช่วยแต่งตัวแต่เช้า เขาเลือกชุดสีน้ำทะเลใส่เป็นชุดแรก ตื่นเต้นจะได้เห็นน้ำทะเล

“พี่ทูเป็นอะไรนะวันนี้ ทำอะไรก็ช้าไปหมด ไม่ทันใจชาติเลย” ชาติตระการบ่น

“โฮ้ยพี่ทูเร่งจนจะหายใจไม่โอกอยู่แล้ว โน้งชาติยังโบกว่าช้า” ลีทูเถียงทั้งๆที่มือก็พยายามใส่ถุงเท้าให้อย่างรีบเร่ง

“ก็ชาติกลัวไม่ทันรถน่ะสิ” เด็กชายอ้างเหตุผล

“นี่มันเพ่อจะตีห้านะ โระโอกตั้งเจะโมงเช้าแน่ะ โน้งชาติละเมอแน่ๆ” ลีทู อธิบายไม่ลดละ

“น่า เตรียมไว้ก่อนให้มันสบายใจ เดี๋ยวพี่ทูก็ทำโน่นทำนี่อีก ช้าอีกตามเคย” ชาติตระการยังไม่ยอมแพ้

“เสร็จละเรียบโร้ยละ ขี้เกียจเถียง เดี๋ยวพี่ทูจัดโขงให้แม่ไม่เสร็จ แม่โน้งชาติก็จะดุพี่ทูอีก” ลีทูบ่นก่อนลุกออกจากห้องไป

                                    ....................................

รถบัสคันใหญ่แล่นฉิวไปตามถนนมุ่งตรงสู่ชายหาดบางแสน เช้า ๆ แดดยังไม่จัด รถติดแอร์เย็นฉ่ำ ชาติตระการตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศสองข้างทางที่รถแล่นผ่าน ลำดวนมองดูลูกและยิ้มอย่างมีความสุข ลีทูนั่งถัดไปอีกฟากหนึ่งนั่งสัปหงกเพราะความง่วงที่ถูกชาติตระการปลุกให้ตื่นตั้งแต่ตีสาม

รถวิ่งเข้าสู่บริเวณชายหาดบางแสน ช่วงนี้ผู้คนไม่ค่อยมากเท่าไร เพราะเพิ่งจะพ้นหนาว ยังไม่ถึงหน้าร้อนจริง ๆ ซึ่งเป็นฤดูท่องเที่ยว ชายหาดจึงยังคงอวดความสวยงามของผืนทรายได้เต็มที่ น้ำทะเลสีครามตัดกับหาดทรายสีน้ำตาลอ่อน ระบายด้วยระลอกคลื่นสีขาวที่ซัดสาดเข้าสู่หาดทรายเป็นระยะ ๆ

ชาติตระการมองดูสีครามของน้ำทะเลที่ตัดกับสีฟ้าอ่อนอันสดใสของท้องฟ้าสลับกับก้อนเมฆสีขาว มีเกาะต่าง ๆ และหมู่นกทะเลที่โผผินไปมา เป็นสิ่งเติมแต่งให้ภาพที่เห็นนั้นงดงามยิ่งนัก

ทั้งสามคนลงจากรถเรียบร้อยก็ตรงไปที่บังกาโลที่จองไว้ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก เป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูงมีสองห้องนอน ห้องครัว ห้องน้ำ และระเบียงหน้าบ้านเพื่อนั่งรับลม สามารถมองเห็นทะเลได้จากหน้าต่างห้องนอน ด้านล่างเป็นพื้นโล่ง มีห้องเก็บของและโต๊ะนั่งเล่น

“แม่...ชาติขอนอนเตียงนี้นะ” เด็กชายรีบบอกขณะที่หมุนล้อรถเข็นไปที่หน้าต่าง “มองเห็นทะเลด้วย” นึกถึงความงามของท้องทะเลในตอนเช้า เขายิ้มให้กับตัวเองอย่างมีความสุข

“ตามใจลูก อยู่ตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวแม่กับพี่ทูไปจัดของให้เรียบร้อยก่อน แล้วเราค่อยลงไปที่ชายหาด”

ลำดวนเดินเข้าไปโอบไหล่ลูก แล้วกลับออกไปนอกห้องเพื่อจัดเตรียมของว่างและของเล่นของลูก มีลีทูเป็นลูกมืออยู่ข้าง ๆ ขณะที่ลำดวนกำลังจัดอาหารใส่ตะกร้า เธอมีความรู้สึกเหมือนสะดุดอะไรบางอย่างในใจ ทำให้ต้องหยุดชะงัก แต่แล้วก็พยายามทำใจให้เป็นปกติ หยิบอาหารเรียงใส่ตะกร้าให้เรียบร้อย บอกลีทูให้มาถือตะกร้าอาหาร ถังน้ำกับพลั่ว ตามไปที่ชายหาด

ลำดวนพาลูกมานั่งที่หาดทราย ปล่อยให้ลีทูนำรถเข็นไปเก็บไว้ใกล้กับเตียงผ้าใบ

“ทะเลสวยจริง ๆ นะแม่” ชาติตระการนั่งลงบนชายหาดเมื่อผิวกายสัมผัสกับผืนทรายเขารู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในอ้อมกอดของใครบางคน เขาค่อยๆใช้สองมือกอบดินทรายขึ้นมามองด้วยความดีใจ

“แม่จะสอนให้ชาติก่อปราสาททรายสวย ๆ นะ”

พูดพลางก็หยิบกระป๋องมาวาง ค่อย ๆ ใช้พลั่วอันเล็ก ๆ ตักทรายเทใส่กระป๋องให้เต็ม ใช้มือกดทรายให้แน่นแล้วคว่ำลงทำเป็นฐานปราสาท

“ขอให้ชาติทำเองบ้าง นี่...นี่ อย่างนี้ใช่ไหมแม่” ชาติตระการหัวเราะ แย่งกระป๋องไปทำตามบ้าง “พี่ทู...มาช่วยดูหน่อยสิ ของชาติใช้ได้มั้ย” ยิ้มรอคำชม

“โอย สวยจะตายเล้น้องชาติ มา...พี่ทูจะช่วยทำกำแพงให้อีกแรง” สองคนช่วยกันคนละไม้คนละมือปากก็คอยติชมกันไป

ชาติตระการเพลิดเพลินกับการก่อปราสาททราย มีเสียงหัวเราะผสมผสานกับเสียงคลื่นที่ซัดสาดเข้ามาเป็นระยะๆ ในที่สุดก็ได้ปราสาทพร้อมกำแพงล้อมรอบสวยงาม ลำดวนปล่อยให้ทั้งสองเล่นทรายกันต่อไป เธอกลับไปที่เก้าอี้ผ้าใบเอนตัวลงนอนพัก สูดหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์ของทะเลเข้าไปเต็มปอด ทอดสายตามองดูความสุขของลูกที่เล่นอยู่ไม่ห่าง สักครู่ตาก็ค่อยๆปรือลงและหลับไปอย่างไม่รู้ตัว

                                               ................................................

ลำดวนนั่งเหยียดขาอย่างสบายอารมณ์ที่หาดทราย ทอดสายตามองไปที่ชายหนุ่มรูปร่างสมส่วนกำลังว่ายน้ำอยู่กลางทะเล ต่างโบกมือให้กัน วันนี้อากาศไม่ร้อนนักเพราะเป็นช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์  เธอยิ้มให้เขาอย่างมีความสุข สักครู่จึงละสายตาจากภาพนั้นมาที่ตะกร้า หยิบอาหารออกมาจัดวางให้เรียบร้อย แล้วกวาดสายตามองหาประณตอีกครั้งเพื่อเรียกให้หยุดพักกินอาหารกลางวัน แต่ทะเลว่างเปล่า ไม่มีประณต...

“เอ เมื่อตะกี้นี้ยังเห็นอยู่ตรงนี้เลย เพลินไปถึงไหนกันนี่” บ่นกับตัวเอง

ทันใดนั้น เสียงผู้คนตะโกนโหวกเหวก ลำดวนหันไปมองทางที่มาของเสียง เห็นคนวิ่งกันขวักไขว่ เกิดอะไรขี้นที่ริมทะเล เธอพยายามเขม้นมองแต่ไม่เห็นอะไรนอกจากคนมากมายยืนออกันเต็มไปหมด

“คนจมน้ำตาย ป้าสาย”

เสียงเด็กวิ่งมาบอกแม่ค้าส้มตำ ได้ยินเท่านั้นลำดวนก็ลุกพรวดพราดไปที่ชายหาดอย่างรีบร้อน แหวกฝูงคนเข้าไปให้ใกล้ที่สุดเพื่อดูว่าใครจมน้ำตาย ร่างที่นอนเหยียดยาวอยู่บนผืนทรายนั้นทำให้ลำดวนตกใจสุดขีด เธอผวาเข้าไปใกล้เขย่าสุดแรง

“ประณต ประณต ตื่น...ตื่นสิ...ตื่น...เธอยังไปไหนไม่ได้ อยู่ฟังฉันพูดก่อน ฉันมีอะไรจะบอกเธอ”

 ลำดวนกรีดเสียงเรียกสามีเหมือนคนเสียสติ แล้วทุกอย่างก็ดับวูบลง มารู้สึกตัวอีกครั้งที่โรงพยาบาลชลบุรี เมื่อได้สติก็จำได้ว่าประณตจมน้ำตาย

“ไม่จริง ๆ ประณต...เธออย่าเพิ่งตาย ยังตายไม่ได้ เธอต้องอยู่ฟังเรื่องสำคัญของเราก่อน...ฮือ ๆ”

ลำดวนร้องไห้ไม่หยุดจนแทบไม่มีน้ำตาจะไหล เธอเฝ้าแต่คร่ำครวญ มันเป็นไปได้อย่างไร ประณตเป็นนักว่ายน้ำทีมชาติ จะจมน้ำตายได้อย่างไร คำถามนี้วนเวียนอยู่ในหัว แต่ก็หาคำตอบไม่ได้

“คุณเป็นภรรยาคุณประณต ผู้ตายใช่ไหมครับ”

คุณหมอเดินเข้ามาตั้งแต่เมื่อใดลำดวนไม่ทันสังเกต จนกระทั่งได้ยินเสียงคุณหมอถาม

“ค่ะคุณหมอ” ตอบไปแบบลอยๆ

“หมอต้องขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ ผลการตรวจสอบเบื้องต้นถึงสาเหตุการเสียชีวิตของสามีคุณ คือเขาเป็นตะคริวชนิดเฉียบพลันที่กระบังลมและน่องทำให้ช่วยตัวเองไม่ได้ กว่าจะมีคนไปช่วยก็เสียชีวิตแล้ว เสียใจด้วย หมอไม่อาจช่วยอะไรได้”

หมอหนุ่มพูดพลางบีบมือเธอเบาๆ เป็นการให้กำลังใจ หันไปพูดกับพยาบาลสองสามคำ จากนั้นก็เดินออกไป

ลำดวนนอนน้ำตาไหลพรากยกมือลูบคลำที่ท้องเบาๆเพื่อสื่อถึงความทุกข์โศกของเธอให้ลูกได้รับรู้ วันนี้เธอตั้งใจจะบอกข่าวดีให้ประณตรู้ แต่เธอไม่มีโอกาสอีกแล้วเพราะทะเลพรากเขาไปจากเธออย่างไม่มีวันกลับ...

“ลูกรักของแม่ ช่างอาภัพเสียจริง ยังไม่ทันได้เกิดมาเห็นหน้าพ่อเลย ลูกก็เป็นกำพร้าเสียแล้ว”

                                      .....................................

ชาติตระการเพลิดเพลินกับกองทราย ยิ่งสายมากน้ำทะเลก็ยิ่งขึ้นสูงจนถึงกำแพงทรายที่ลีทูทำไว้ให้ น้ำพัดระลอกคลื่นเข้ามาปะทะกับขาของเด็กชายทำให้เขาตื่นเต้น น้ำทะเลสวยมากแต่ในความสวยนั้นเขาอยากรู้ว่าภายใต้น้ำทะเลสีครามนั้นเป็นอย่างไร แม่เคยพาไปฝึกออกกำลังกายในสระเพื่อให้ขาแข็งแรงแต่ในน้ำทะเลนั้นยังไม่เคยรู้และสัมผัสเลย รสชาติของน้ำทะเลจะเป็นอย่างไรบ้าง คงไม่เหม็นกลิ่นคลอรีนเหมือนน้ำในสระแน่ ๆ ด้วยความอยากรู้ ชาติตระการค่อย ๆ กระเถิบเข้าใกล้น้ำทะเลไปทุกขณะ เกลียวคลื่นโถมเข้ามาที่ลำตัวสัมผัสได้ถึงความเย็นฉ่ำ เด็กน้อยหัวเราะดีใจ น้ำทะเลที่กระเซ็นเข้าปากนั้นมีรสเค็มจนเขาต้องหลับตาทำคอย่น

“น้ำอะไรเค็มจริง ๆ” บ่นกับตัวเอง มองไปที่ถนน พี่ทูไปห้องน้ำยังไม่กลับ แม่ก็ยังหลับอยู่ที่เก้าอี้ผ้าใบ....

เด็กน้อยมองไปที่น้ำทะเล เสียงลมพัดอู้ ๆ เหมือนจะชักชวนให้เขาลงไปแหวกว่ายในทะเลที่ใสสะอาด เขามองดูผืนทรายใต้ทะเลสะท้อนกับแสงแดดที่ส่องผ่านผืนน้ำเป็นลวดลายกระเพื่อมงดงาม ทำให้ลืมไปว่าตัวเองไม่เหมือนคนอื่น ๆ  ชาติตระการคลานโผลงไปในท้องทะเลอย่างลืมตัว ในขณะนั้นเองน้ำทะเลที่เค็มจัดพัดเข้าปากและจมูกจนสำลักน้ำแทบหายใจไม่ออก เด็กน้อยพยายามตะเกียกตะกายด้วยสองมืออย่างเต็มที่เพื่อยันตัวเองขึ้นเหนือน้ำให้ได้แต่ก็ไม่สำเร็จ รู้สึกว่าอากาศในปอดเริ่มน้อยลงทุกที มือทั้งสองเริ่มเชื่องช้าลง สมองของเขาคิดถึงแม่ อยากจะตะโกนเรียกแม่สุดเสียง แต่ไม่สามารถเปล่งเสียงได้

                                        ............................................

ในภวังค์อันเงียบสงบนั้นเอง “ลำดวน ไปช่วยลูกของเราด้วย” เธอได้ยินเสียงประณตร้องเรียกอยู่ใกล้ ๆ หู ทำให้สะดุ้งตื่น สิ่งแรกคือมองหาลูก หาดทรายที่มีปราสาทล้อมรอบด้วยกำแพงหายไปเกือบครึ่ง ที่ริมทะเลเธอมองเห็นหัวคนผลุบๆโผล่ๆ แต่ลำดวนจำเสื้อยืดสีน้ำทะเลปกกะลาสีได้ เธอใจหายวาบ ร้องตะโกนให้คนช่วย

“ใครก็ได้ ช่วยลูกฉันด้วยค่ะ ลูกกำลังจมน้ำ” วิ่งไปหาลูกด้วยความเร็วสุดชีวิต

ที่ชายหาดชายหนุ่มรูปร่างทะมัดทะแมงผิวคล้ำ กระโจนลงไปคว้าชาติตระการขึ้นมาได้ทันและรีบให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้น “ถอยไปครับ อย่าเข้ามารุมล้อมครับ” ชายหนุ่มพูดพร้อมกับผายปอดให้ชาติตระการ ระหว่างนั้นลำดวนเฝ้าแต่ร้องไห้คร่ำครวญ โกรธตัวเองที่ไม่คอยระมัดระวังลูก

ทะเลพรากคนที่เธอรักไปอย่างไม่มีวันกลับครั้งหนึ่งแล้ว ยังจะใจร้ายมาพรากลูกอันเป็นที่รักของเธอไปอีกเช่นนั้นหรือ ทำไมทะเลจึงโหดร้ายถึงเพียงนี้ เธอได้แต่ภาวนาให้ทะเลคืนลูกให้เธอ..

 “หนูโบกน้องชาติแล้วว่าอย่าไปไหน จะไปเข้าโห้งน้ำเดี๋ยวเดียวเท่านั้น” ลีทูยืนตัวสั่นด้วยความตกใจอยู่ข้าง ๆ พยายามอธิบาย แต่ขณะนี้เธอไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น ได้แต่คร่ำครวญเหมือนคนเสียสติ แต่...เหมือนทะเลจะเมตตายอมคืนลูกให้ลำดวน สักครู่น้ำทะเลก็ไหลทะลักออกมาจากปากของชาติตระการ เด็กน้อยขยับตัวลืมตาขึ้นช้า ๆ แล้วสติก็ค่อย ๆ กลับคืนมา

“แม่...” เขาร้องหาแม่เป็นคำแรก ลำดวนหัวเราะอย่างดีใจ โผเข้ากอดลูกไว้แน่น เสียงชาติตระการพูดเบา ๆ ที่ข้างหูว่า

“ทะเลช่างสวยจริง ๆ แม่ต้องพาชาติมาอีกนะ” ไม่มีเสียงตอบจากลำดวน คงมีเพียงน้ำตาที่ไหลรินไม่ขาดสาย แต่มันเป็นน้ำตาแห่งความดีใจ ปากก็พร่ำพูดซ้ำ ๆ อยู่ประโยคเดียวว่า “ขอบคุณ... ขอบคุณที่ทะเลยังเมตตา... ขอบคุณ....”

                                                         จบบริบูรณ์


 

ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น 1

“อ้อมกอดทะเล” ของคุณอภิญญา

เรื่องสั้นเรื่องแรกที่เข้าห้องพักฟื้น คือเรื่อง “อ้อมกอดทะเล”ของคุณอรัญญา ซึ่งผ่านคลีนิกเรื่องสั้นมาแล้ว รวมทั้งมีการแลกเปลี่ยนทัศนะและความเห็นจากเพื่อน ๆ สมาชิกพอสมควร หลังจากที่อ่าน “อ้อมกอดทะเล”ฉบับปรับปรุงใหม่จบลง ผู้อ่านจะรู้สึกได้ถึงการอ่านที่รื่นและลื่นขึ้น โดยเฉพาะการย่อหน้า ในตอนที่เปลี่ยนเหตุการณ์ แต่อยากให้เติมจุดไข่ปลาคั่น ในตอนที่คุณหมอมาแจ้งเรื่องสาเหตุการเสียชีวิตของประณต ดังนี้ครับ

 

          ลำดวนร้องไห้ไม่หยุดจนแทบจนแทบไม่มีน้ำตาจะไหล เธอเฝ้าแต่คร่ำครวญมันเป็นไปได้อย่างไร ประณตเป็นนักว่ายน้ำทีมชาติจะจมน้ำตายได้อย่างไร คำถามนี้วนเวียนอยู่ในหัว แต่ก็หาคำตอบไม่ได้

          .................  (ประมาณ 15-20 จุด)

          “คุณเป็นภรรยาของคุณประณต ผู้ตายใช่ไหมครับ”

          คุณหมอเดินเข้ามาตั้งแต่เมื่อใด ลำดวนไม่ทันสังเกต จนกระทั่งได้ยินเสียงคุณหมอถาม

 

          การใส่จุดไข่ปลา จะคั่นเวลาของเหตุการณ์ที่ชายหาดตอนประณตจมน้ำ กับที่โรงพยาบาล

ให้ห่างจากกัน ทำให้ผู้อ่านรับรู้ว่าเป็นคนละช่วงเวลากัน ผมมักจะใส่จุดไข่ปลาคั่น ในเวลาที่เล่าถึงเหตุการณ์สองเหตุการณ์เกิดขึ้นในเวลาห่างกันไม่มากนัก และเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องกัน

          การเขียนเรื่องสั้นหรือนิยายนั้น ผู้เขียนควรจะต้องถามตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าคุณต้องการที่จะบอกอะไรกับคนอ่าน การใส่เหตุการณ์หรือคำพูดเข้าไปในบางตอนนั้นด้วยเหตุผลอะไร ถ้าคุณสามารถตอบคำถามสองข้อนี้ได้ คนอ่านก็จะเข้าใจในสิ่งที่คุณนำเสนอ แต่ถ้าตอบไม่ได้ คนอ่านก็อาจจะรู้สึกว่าคุณไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องนี้ก็ได้ หรือทำให้เกิดความเข้าใจไปคนละทาง อย่างในตอนต้นของเรื่องนี้ที่พูดถึงสภาพอากาศในเดือนมกราคม แต่ถัดมาอีกสองย่อหน้าคุณมาพูดถึงอากาศในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งในเรื่องสั้นเรื่องนี้ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่ต้องระบุเดือน และเหตุการณ์จะเกิดในเดือนมกราคมหรือกุมภาพันธ์ก็มิได้มีข้อแตกต่างที่สำคัญแต่ประการใด ตรงกันข้ามหากเกิดขึ้นภายในเดือนเดียว ก็จะทำให้รู้สึกว่าเรื่องมีความกระชับขึ้น

          โดยภาพรวม “อ้อมกอดทะเล” ฉบับปรับปรุงใหม่นี้ ไม่จำเป็นต้องพักฟื้นนาน และหวังว่าเพื่อนสมาชิกคงจะชอบชื่อ “ชาติตระการ” มากกว่า “ชาติ” คำเดียวนะครับ

 

ประภัสสร เสวิกุล

ซันติอาโก ชิลี  10 กุมภาพันธ์ 2550





ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

เพียงภาพในวัยเยาว์ article
ใบไม้เปลี่ยนสี article
แดร๊กคิวล่ากระหายเลือด...ของคุณ article
พ่าย...แพ้ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ