ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


หุ่นยนต์สังกะสี article
 
 

    2 ทุ่มเศษของคืนวันศุกร์ ต้นเดือนธันวาคม จันทร์เสี้ยวเกี่ยวอยู่ริมขอบฟ้า มีแสงดาวระยิบตา บรรยากาศเย็นสบายกำลังดี ผมเดินทอดน่องไปตามซอยเล็กๆข้างวัดชนะสงคราม  ผ่านตึกเก่าๆ ที่จะทะลุไปยังร้านเหล้าริมถนนข้าวสาร  -สถานที่นัดพบกับลูกค้าที่มาว่าจ้างให้ออกแบบหนังสือ เรานัดพูดคุยรายละเอียดกันที่นั่น

    ชั่วอึดใจ  ผมจึงมาโผล่ร่างที่หน้าปากซอยอีกด้าน  มองเห็นแสงสีละลานตา ผับ บาร์  และร้านค้าเต็มแน่นริมถนนสายโบราณ ผู้คนทั้งไทยและเทศต่างพลุกพล่านอยู่ทั้งสองฝั่งถนน ตลอดแนวยาวริมฟุตบาทคลาคล่ำไปด้วยร้านอาหารรถเข็น จอดเรียงรายกันเป็นตับ  และในท่ามกลางรถเข็นเหล่านั้น ร่างสูงใหญ่กับใบหน้าเด๋อด๋าของพ่อค้าหนุ่มคนหนึ่ง ขณะกำลังยืนง่วนทอดไข่เจียวควันคลุ้งตรงหน้า   ก็ทำเอาผมต้องชะงักเท้า  หยุดกึกลงทันที

    แม้เวลาจะผ่านไปนาน แต่ผมยังจำชายผู้นี้ได้ดี  ภาพเก่าเก็บของเราทั้งสอง ค่อยๆ ไหลเรียงออกมาจากห้วงความทรงจำ...

 

1

 

     “โต้ง” คือเพื่อนสนิทของผม ณ โรงเรียนประถมย่านถนนตก ตั้งแต่วันแรกพบในชั้น    ป.1 เมื่อรู้จักกันปุ๊บ เราก็ถูกคอกันปั๊บ ตามประสาเด็กเล็ก ที่คบหากันด้วยหัวใจบริสุทธิ์และความรู้สึกอันไร้มายา

    โรงเรียนแสนสวยของเราซ่อนอยู่ในถนนซอยเล็กแคบ แยกมาจากถนนเจริญกรุง ทอดยาวไปสุดชายน้ำ ผิวถนนโรยด้วยกรวดหลากสีหลายขนาด สองฟากทางเดินร่มครึ้มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่   อาคารเรียนไม้ 2 ชั้น สีน้ำตาลเก่าเกือบซีด  มุงหลังคาสังกะสีสีเขียวแก่  ยืนโด่เด่คล้ายคนแก่ง่วงนอน เสาธงสูงปักบนสนามหญ้า ล้อมรอบด้วยพุ่มดอกมะลิต่างรั้วลวดหนาม     ในยามหลังฝนพรำ ...เสียงกบเขียดร้องระงม ฟังคล้ายพระสวด แว่วออกมาจากสุมทุมพุ่มพฤกษาเหล่านั้น

      หลังโรงเรียน มีวัดเก่าแก่ปลูกอยู่ริมแม่น้ำ ขนาบข้างด้วยบ้านเรือนยาวสุดลูกหูลูกตา แทรกด้วยร้านค้าเรือนแพเป็นระยะๆ ภาพสะพานกรุงเทพฯ โค้งตัวโอบกอดสายน้ำเจ้าพระยาในม่านหมอกยามเช้า มีรถราวิ่งกันขวักไขว่ไปมาอยู่บนนั้น เรือมากมายลอยลำบนผิวน้ำเบื้องล่าง ยังคงแจ่มชัดในความรู้สึกของผมตราบเท่าทุกวันนี้

 

2

 

    จากหน้าต่างหลังห้องเรียนบนชั้น 2 ของอาคารเรียน เมื่อเบื่อเวลาครูสอน ในช่วงเย็นใกล้เลิกเรียน ผมกับโต้งซึ่งนั่งโต๊ะเรียนติดกันมาตั้งแต่วันแรกจนถึงวันลา จะชอบสะกิดกัน ให้ดูเรือโยงไหลล่องอย่างเหงาๆ ไปตามแม่น้ำ คลื่นหยักๆ บนผิวน้ำทยอยซัดเข้าหาฝั่งใต้แสงตะวันสีทองอาบอุ่น มองดูเพลินๆ อยู่นั้น ชอล์กเอย แปรงลบกระดานเอย   จากน้ำมือครูประนอม-ครูประจำชั้น ป.1 หญิงสาวโสด เจ้าระเบียบ ในวัยต้น 20  ก็จะบินตรงจากหน้าห้องมาตกปุ๊ลงตรงหน้า ให้ได้ตกใจเล่นกันเป็นครั้งคราว  บางครั้ง ครูก็จะลงโทษให้เรายืนคาบไม้บรรทัดหน้าห้องจนกว่าเสียงระฆังเลิ กเรียนจะดังขึ้น

    แต่มีบ้างเหมือนกัน ที่เราทั้งชั้นจะพร้อมใจไม่กลัวการลงโทษใดๆ จากครู   ก็ต่อเมื่อเครื่องบิน หรือเฮลิคอปเตอร์ “เจ้าแมงปอยักษ์” -ซึ่งนับเป็นของแปลกยิ่งสำหรับเรา จะบังเอิญบินผ่านเหนือท้องฟ้าของโรงเรียน เสียงครางฮือๆ เหมือนคนร่ำไห้มาแต่ไกล ฉุดมือเราทั้งชั้นหรือจะพูดให้ถูก ก็ต้องบอกว่า ทั้งโรงเรียน  ให้ออกไปชะเง้อมองกันหน้าสลอนอยู่ตามช่องหน้าต่าง   พร้อมกับโบกมือไหวๆ ดุจใบไม้ไหวเต้นในสายลม ตะโกนส่งเสียง “บ๊าย บาย” กันเจี๊ยวจ๊าวให้กับเครื่องบิน ที่เป็นเพียงจุดเล็กๆ เท่าก้านไม้ขีด  ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้าสีสวย สุดปัญหาที่ครูประนอมจะทัดทานพวกเราที่มีอยู่เกือบ 30 คนได้ ในใจน้อยๆ นั้นต่างแเอบคิดหวังไปว่าคนบนฟ้าจะได้ยิน

    “โน่นแน่ะ เห็นไหม นักบินยักคิ้วให้ฉันด้วยแหละ”  เด็กนักเรียนหญิง ผมม้าเพ้อขึ้นเสียงดัง จนเด็กหญิงหน้าแป้น ฟันเหยิน ต้องเขย่าแขน ปลุกเธอออกมาจากภวังค์ฝันกลางวัน

 

3

 

     บ้านเช่าของโต้งเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวเก่าคร่ำอยู่ในซอยเล็กๆ ย่านถนนสาทร เรียกกันว่า “ซอยโรงน้ำแข็ง”  ใกล้ตลาดบางรัก ไกลจากโรงเรียนราว 6-7 ป้ายรถเมล์ โต้งต้องขึ้นรถเมล์มาเพียงลำพังไม่มีใครมาส่ง ต่างจากผมที่บ้านอยู่ริมถนนเจริญกรุง เพียงเดินเลยซุ้มเฟื่องฟ้าหน้าบ้านไป   ก็จะเห็นป้ายรถเมล์ปากทางเข้าโรงเรียนแล้ว   เมื่อแรกแม่ในวัย 40 กว่าๆ ก็จะเดินมาส่งผม แต่เพียงไม่นาน แม่ก็วางใจ ปล่อยให้ผมเดินมาโรงเรียนตามลำพังเองได้ 

    ในความคิดของผมตอนนั้น เป็นเรื่องเท่มากมายที่เด็กเล็กๆ คนหนึ่งจะนั่งรถเมล์มาโรงเรียนคนเดียว  มันคงเหมือนการผจญภัยอย่างหนึ่ง ได้เจอะเจอผู้คนแปลกๆ ผ่านพบกับความตื่นเต้น หวาดเสียวจากการขับขี่ของคนขับรถเมล์ในกรุงเทพฯ รวมทั้งกระเป๋ารถเมล์จอมดุ ผมจินตนาการเปรียบเทียบการขึ้นรถเมล์ของโต้งไปกับการผจญภัยของ โรบินสัน ครูโซ ชายที่ผจญภัยไปกับเรือ เมื่อเรืออับปาง เขาจึงไปติดเกาะแห่งหนึ่ง ต้องดำรงชีวิตท่ามกลาง ภยันตรายในเกาะเถื่อนที่ไม่มีใครรู้จักโน่นเลยทีเดียว

    “เวลาคนขับรถเมล์เหลือบมองกระจกมองหลังทีไร  แล้วเราเผลอไปสบตาด้วย เรานี่นะจะขนลุกซู่ขึ้นมาทันที  ก็เพราะดันไปนึกถึงท่านเคาท์ แดร็กคูล่าเข้าให้นะสิ”  ในตอนนั้น  ผมอดหัวร่อร่าไปกับสีหน้าท่าทีตื่นเต้นของโต้ง ขณะเล่าให้ผมฟังไม่ได้  

 

4

 

      โต้งเป็นลูกคนเดียวของพ่อที่เปิดบ้านเป็นร้านขายอาหารตามสั่ง เมื่อว่างเว้นจากเรียนหนังสือ  โต้งจะมาเป็นลูกมือ หยิบโน่นฉวยนี่ไปตามเรื่องตามราว ส่วนแม่นั้น โต้งบอกว่า จากเขาไปเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ตั้งแต่ที่โต้งลืมตาดูโลกได้เพียงไม ่กี่วัน

    ถึงจะเป็นลูกคนเดียว แถมยังกำพร้า แต่โต้งก็ไม่ได้ถูกประคบประหงม อย่างที่ควรจะเป็น ฐานะทางบ้านที่ไม่สู้ดี  ไม่เอื้ออำนวยให้พ่อของโต้งได้ทำเช่นนั้น แม้พ่อจะรักโต้งมากก็ตาม ชีวิตของด.ช.โต้งจึงดูหม่นหมองและเศร้าคล้ายท้องฟ้ายามครึ้มฝน และสมบุกสมบันดุจท้องฟ้ายามแดดจัดจ้าไปพร้อมกัน

    ในตอนกลางคืน พ่อมักจะทิ้งโต้งออกไปหารายได้พิเศษเพื่อมาจุนเจือครอบครัวเสมอ  ความว้าเหว่จะเข้าครอบงำบ้านเช่าหลังนั้น ในขณะรอพ่อ โต้งจะไปนั่งที่ริมหน้าต่าง  พระจันทร์จะโผล่มาทักทายตรงหน้าต่างบ้านอยู่บ่อยๆ กระทั่งกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน โต้งจะเล่าเรื่องต่างๆ  ทั้งเรื่องโรงเรียน เพื่อน และพ่อ ให้พระจันทร์ฟัง บางครั้งเขาก็ถามไถ่ข่าวคราวของแม่ เพราะแม่เขาเป็นนางฟ้า พระจันทร์ก็อยู่บนฟ้าเหมือนกัน จึงน่าจะรู้ข่าวคราวของแม่บ้าง แต่พระจันทร์ไม่เคยตอบเขาเลย

    “นายว่าแม่ของเราจะอยู่ตรงไหนของท้องฟ้าน้า ...”

    โต้งเคยถามผม   พลางแหงนหน้าขึ้นมองฟ้ามืดที่พราวไปด้วยแสงจันทร์สุกสกาว ระยิบไปด้วยแสงดาว  ในคืนวันวิสาขบูชา  เมื่อครูพานักเรียน ป.1 ทั้งชั้น มาเดินเวียนเทียนรอบโบสถ์วัดหลังโรงเรียน ผมเองก็ไม่ต่างกับพระจันทร์  ไม่มีคำตอบให้กับโต้ง ได้แต่เหม่อมองเงาสะท้อนของพระจันทร์ดวงกลมโตบนคลองหน้าวัดอย่า งเลื่อนลอย   พร้อมกับรู้สึกว่าหัวใจได้ปลิวหายจากร่างไปทั้งดวง...  

 

5

 

    ทุกๆ เช้าตรู่  ท้องฟ้าสลัวราง ยินเสียงไก่ขัน  นกการ้อง แลเห็นพระเดินเรียงกันเป็นเส้นสายสีทองมาแต่ไกล ผมในชุดนักเรียนเผื่อโต หลวมโพลกทั้งเสื้อและกางเกง  ในมือมีกระเป๋านักเรียนและกล่องข้าว จะมายืนดักรอโต้งที่ป้ายรถเมล์หน้าปากซอยโรงเรียน เพื่อเดินไปโรงเรียนด้วยกัน  ขณะรอคอย  ผมฆ่าเวลาด้วยการยืน “ดู” ข่าวหนังสือพิมพ์หน้า 1 ที่ตกห้อยลงมาจากแผงหนังสือที่ป้ายรถเมล์ แต่เมื่อขึ้นชั้น ป. ผมเริ่มอ่านหนังสือได้บ้างแล้ว จึงเปลี่ยนจาก ”ดู” มา ”อ่าน” ข่าวหน้า 1 แทน

    หลายครั้ง หากเป็น “ข่าวต่อ” ที่ต้องอ่านเนื้อข่าวข้างใน ผมก็จะแอบใช้มือเล็กๆ แง้มเนื้อในของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นเพื่ออ่านดู จนหนังสือพิมพ์แหลกยับคามือมาแล้วหลายฉบับ หากเนื้อข่าวต่อเกิดไปอยู่ที่หน้าหลังสุด ผมก็จะมุดคลานลงไปอ่านใต้แผงหนังสืออย่างทุลักทุเล ท่ามกลางรอยยิ้มเอ็นดูของชาวบ้านร้านถิ่นที่เดินผ่านไปมา แต่ ”อับดุลเล๊าะ”  อาบังชาวอินเดียจอมขี้ตืด –เจ้าของร้านหนังสือ กลับเฝ้ามองออกมาจากในร้าน ใบหน้าหงิกงอพิกล

      ยืนอ่านอยู่อย่างนั้นทุกวัน จนอับดุลเล๊าะทนไม่ไหว ต้องวิ่งโร่มาบอกแม่ว่า ผมเป็นเด็กที่รักการอ่านหนังสือพิมพ์มาก.ก.ก   สมควรที่แม่จะรับหนังสือพิมพ์ไว้ที่บ้านให้ผมอ่านเสียเลยดีกว่า แล้วอาบังแกจะช่วยคิดราคาพิเศษให้  ด้วยสงสารผมซึ่งยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ แต่ต้องมายืนก้มๆ เงยๆ (บางครั้งก็มุด) อ่านหนังสือพิมพ์บนแผงของแกด้วยท่าทีพิสดารราวกับนักกายกรรมเปี ยงยางอยู่เช่นนั้นทุกวัน

    บอกตามตรงครับว่า ผมไม่ค่อยแน่ใจเลยว่า อาบังผู้นี้แกสงสารผมจริงๆ หรือแกกลัวว่าหนังสือพิมพ์จะยับเยินจนขายไม่ออกกันแน่

    “โอ๊ย! ไอ้เปี๊ยกของฉันนะหรือ มันตัวเท่าลูกหมาแค่เนี้ยนะ แหม แต่มันชอบอ่านหนังสือพิมพ์ยังกับผู้ใหญ่แน่ะ” แม่ผู้ชอบกินหมากปากแดงอยู่เสมอ และในมือข้างหนึ่งจะคีบบุหรี่”สายฝน” อยู่ไม่ขาด มักเที่ยวบอกใครต่อใครอย่างนี้เสมอ สีหน้าภูมิอกภูมิใจในตัวผม ก่อนยกบุหรี่ขึ้นดูดควันปุ้ย  

    แต่จริงๆ แล้ว ทั้งแม่และอับดุลเล๊าะต่างเข้าใจผิดถนัด เวลานั้น ผมไม่ได้ชอบอ่านหนังสือพิมพ์อะไรหนักหนาหรอก  ผมมารอโต้งต่างหาก จนถึงทุกวันนี้  ผมเองก็ไม่เคยบอกความจริงข้อนี้กับแม่เลย

    ที่สุด แม่ก็ตัดสินใจบอกรับหนังสือพิมพ์ให้มาส่งที่บ้านเรา แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผมเลิกอ่านหนังสือพิมพ์บนแผงที่ป้ายรถเมล์แต่อ ย่างใด   การได้มายืนรอคอยโต้ง และฆ่าเวลาด้วยการอ่านหนังสือพิมพ์ นอกจากจะเป็นความสุขในชีวิตวัยเยาว์ของผมอย่างหนึ่งแล้ว มันยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมกลายเป็นคนรักการอ่าน และคลุกคลีอยู่กับวงการหนังสือและหนังสือพิมพ์มาจนกระทั่งบัดนี ้

                                          

6

 

    ระหว่างเดินไปบนถนนสายเล็กๆ ที่จะพาเราไปยังโรงเรียน   แว่วยินเสียงจิ้งหรีดร้องระงม ดังออกมาจากสองฝั่งฟากทางเดินที่เป็นป่ารกชัฏ และบริเวณหลังต้นไม้หนาทึบด้านหนึ่ง จะมีลำธารเล็กๆ ใสสะอาดไหลเรียบอยู่ หลังจากเหนื่อยหรือเบื่อจากการเล่นไล่ปล้ำ เตะต่อย เป็นพระเอกผู้ร้ายกันไปตามทางเดิน เราก็จะวิ่งไล่จับผีเสื้อ แมลงปอไปตามพุ่มดอกไม้ที่ขึ้นแซมอยู่ระหว่างต้นไม้ใหญ่ บางครั้ง ผมกับโต้งจะชวนกันไปเก็บเม็ดต้อยติ่งริมทาง เราเรียกมันด้วยศัพท์แสง ฟังแล้วน่าขนพองสยองเกล้าว่า “ระเบิดทำลายบนผิวน้ำ”   ลักษณะของมันจะเป็นเม็ดยาวๆ เรียวๆ สีดำ เราจะโยนมันลงไปในลำธารสายนั้น ยืนมองเม็ดต้อยติ่งแตกปะทุ และส่งเสียงดัง “เป๊าะแป๊ะ เป๊าะแป๊ะ” สนุกสนาน  หรือบางที เราก็จะไปช่วยกันเขย่าต้นไม้ใหญ่ ให้ใบแก่ของมันร่วงกรูกราวลงสู่พื้นดิน  ทำเอานกกางเขนที่ร้องเพลงอยู่บนต้นไม้ต่างตกใจ บินหนีไปบนเวิ้งฟ้า   จากนั้น เราจะเก็บเอาใบไม้แห้งกรอบนั้น มาปล่อยให้แล่นฉิวไปบนผิวน้ำคล้ายกับเรือใบ แข่งกัน พลางวิ่งไล่ตาม ส่งเสียงเชียร์เคล้าไปกับเสียงหัวเราะสดใส

    ในตอนพักกลางวันของทุกวัน หลังกินข้าวกล่องจากบ้านเสร็จ   ผมกับโต้งจะวิ่งมายังเสียงกรุ๋งกริ๋งของกระดิ่งจักรยานคร่ำคร่า แย่งกันซื้อไอติมแท่งในลังไม้บนท้ายรถของพ่อค้าชาวจีน ไอติมของแป๊ะแก่ เจ้าของรอยยิ้มในดวงหน้าเป็นนิจ จะพิเศษกว่าใครๆ ก็ตรงที่ว่า เมื่อกินหมดแล้ว หากที่ปลายไม้ไอติม มีสีแดงทาอยู่ เราจะได้กินฟรีอีกแท่งหนึ่ง มันเป็นความสุขเล็กๆ ที่จะได้หัวใจตุ๋มๆ ต๋อมๆ ในทุกครั้งที่กินไอติมหมดแท่งแล้ว

     “บางครั้งก็ไม่ได้อยากกินไอติมหร๊อก แต่เราอยากลุ้นไม้ไอติมมากกว่า” ผมเคยอมยิ้มบอกกับโต้งไปอย่างนั้น ขณะกัดกินโลกใบหวานสีสวยในมือ

     และก่อนระฆังบอกหมดเวลาพักกลางวันจะดังขึ้น  ผมกับโต้งจะวิ่งตื๋อไปซื้อทอฟฟี่ พวก ฮอลล์ โอเล่ ในขวดโหลที่ชั้นภายในร้านชำหน้าโรงเรียน วันไหนเบื่อทอฟฟี่ ก็ซื้อถั่วลิสงทอดเคลือบน้ำตาลสีขาวกับแขกอินเดียโพกผ้า ที่จะทูนกระบะไม้มาวางขายใกล้ๆ กับรถจักรยานขายไอติมแทน  เราจะเอาทอฟฟี่หรือถั่วที่ว่ามาใส่กระเป๋ากางเกงจนตุง แอบเอาไปกินกันในห้องเรียน การแอบกินทอฟฟี่ กินถั่ว ในห้องเรียนนั้น   เป็นประสบการณ์ที่สนุกตื่นเต้นอย่าบอกใคร และไม่มีทอฟฟี่หรือถั่วไหนๆ จะอร่อยกว่านี้อีกแล้ว

    “นั่นสองคนนั้น เคี้ยวอะไรแม่บๆ อยู่ในปากน่ะ” หลังพักกลางวันวันหนึ่งของปลายฤดูฝน  เสียงของครูประนอมตะโกนขึ้น แข่งกับเสียงฝนที่กำลังตกหนักอยู่นอกห้องเรียน

    “เปล่า คับ”  ผมกับโต้งตอบขึ้นเกือบจะพร้อมกัน สุ้มเสียงฟังไม่ถนัดนัก เพราะมีทอฟฟี่อยู่คับปาก โชคร้าย ทอฟฟี่เม็ดหนึ่งกระเด็นออกมาจากปากโต้ง  กลิ้งหลุนๆ ไปตามพื้นห้องเรียน และไปหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าครูพอดี...

    หลังเลิกเรียนวันนั้น ฝนหยุดตกแล้ว  เพื่อนๆ ทุกคนกลับบ้านกันหมด แต่เราสองคน ยังคงต้องเดินท่อมๆ กวาดห้องเรียน ทิ้งถังขยะ ลบกระดานดำ ด้วยท่าทีหงอยๆ ใบหน้าละห้อย 

    ทั้งหมดนี่คือราคาที่เราทั้งสองต้องจ่ายไปสำหรับทอฟฟี่แสนอร่อย ของเราในวันนั้น

 

7

 

     เมื่อหน้าหนาวเยื้องกรายมา ฤดูหนาวในบ้านเก่าเหน็บหนาวเหลือเกินในความรู้สึกของผม เสียงกรุ๋งกริ๋ง-กระดิ่งจักรยานของแป๊ะแก่จางหายไปกับการมาเยือ นของสายลมหนาว ก็อากาศยะเยือกเย็นออกอย่างนั้น ใครเล่าจะกินไอติมลง คนเฒ่าได้แต่นั่งสัปหงกอยู่บนรถจักรยานอย่างไร้ชีวิตชีวา ช่างน่าสงสารเสียจริงๆ –ผมคิด  แม้ฤดูหนาวจะทำให้เราห่างหายไปจากโลกใบหวานสีสวย แต่มันก็นำเอาความรื่นเริงบางอย่างมาทดแทนให้แก่เรา ลมหนาวก่อนปีใหม่ได้หอบเอา “งานวัด” มาด้วย

    เย็นวันนั้น  หลังเลิกเรียนเป็นต้นมา ใต้ร่มเงาต้นหางนกยูงหลังโรงเรียน  ผมกับโต้ง ในมือ มีหนังสือพิมพ์เก่าๆ เตรียมไว้รองนั่งดูหนังกลางแปลง  ได้แต่นั่งเฝ้ามองโบสถ์วัดตรงหน้า  สลับกับการเหม่อมองชิงช้าสวรรค์สีส้มสดใส ตั้งตระหง่านอยู่เคียงข้าง หูคอยเงี่ยฟังว่า เมื่อไหร่หนอ เสียงประกาศเปิดงานของหลวงพ่อจะเริ่มต้นดังขึ้นเสียที และทันทีที่ความมืดเริ่มโรยตัว เสียงเนิบนาบของเจ้าอาวาสผ่านเครื่องขยายเสียงก็ดังขึ้น

    “ฮัลโล ฮัลโล ขอเรียนเชิญท่านพุทธศาสนิกชนทุกท่าน ได้เข้ามาร่วมทำบุญกับทางวัดได้แล้ว ซึ่งในปีนี้ วัดของเราจัดให้มีมหรสพต่างๆ ....”

    ในลมหนาวที่โชยพัดผ่านมา ชาวบ้านต่างพกพาเอาใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม แววตาเต็มไปด้วยความเบิกบาน หลั่งไหลเบียดเสียดกันจนแน่นลานวัด ลานวัดที่ปกติจะเงียบเหงา กลับมามีสีสันจากหน้ามือเป็นหลังมือ  กลิ่นธูปเปลวเทียนปลิวลอยออกมาจากในโบสถ์ ผสมไปกับกลิ่นหอมของ ขนมถังแตก  ขนมกะลอจี๊ เต้าหู้ถอด มันปิ้ง กล้วยปิ้ง  จากบรรดาร้านค้าเพิงพักตรงมุมหนึ่งของลานวัด

     มีงานวัดครั้งใด อันดับแรกสุด ผมกับโต้งจะเร่เข้าไปซื้อข้าวเกรียบว่าวกับแม่ค้าคนสวยที่ยืนพล ิกตะแกรงกลับไปมาเหนือเตาไฟถ่านลุกโชน   มีหนุ่มๆ เฝ้าห้อมล้อมอยู่เนืองแน่น จนเมื่อถึงตอนโต เข้าเรียนมหา’ลัยแล้ว เวลาเห็นอาจารย์ยืนฉายแผ่นใสที่หน้าห้องเลคเชอร์ทีไร ผมอดคิดถึงข้าวเกรียบว่าวในงานวัดที่บ้านเก่าไม่ได้สักที

       ในตอนนั้น นอกจากเสียงของมัคนายกที่ชักชวนให้คนมาร่วมงานต่อจากหลวงพ่อแล้ ว ยังมีเสียงลิเก “ออกแขก”    เสียงนกหวีดเป่า “ปี๊ด” เริ่มรอบรำวง เสียงเพลงลูกทุ่ง และเสียงชวนให้คนซื้อสินค้าจากพ่อค้าเร่   ดังระงมฟังไม่ได้ศัพท์ แสบแก้วหู

     ส่วนที่คลองหน้าวัด เรือขายของจะมาจอดกันเต็มพรืดไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรือขายก๋วยเตี๋ยวหมู  เรือขายหวานเย็น เรือขายไอติม   และอีกสารพัดเรือ ลอยลำขายของให้แก่ผู้ที่มาเที่ยวชมงานวัด ในบรรดาเรือขายของเหล่านี้ เรือขายขนมหวานของแม่ค้าสาวสวยสองพี่น้องที่บ้านติดกันกับผม ดูจะขายดีที่สุด ขนมหวานที่ทั้งสองขายเป็นพวกทองหยิบ ทองหยอด  มะพร้าวสังขยา เปลือกส้มโอเชื่อม และขนมสายบัว

    เราทั้งสองกับลูกโป่งสีสวยๆ ลอยอยู่เหนือหัว โดยมีเส้นด้ายสีขาวผูกไว้ที่ข้อมือ จะลัดเลาะเที่ยวชมงานแสดงต่างๆ ภายในวัด  เช่น  มอเตอร์ไซด์ไต่ถัง สาวน้อยตกน้ำ ยิงปืน ม้าหมุน ตักปลา รวมทั้งอะไรต่อมิอะไร  จะยกเว้นก็เฉพาะจ้ำบ๊ะที่มีผู้หญิงสาวๆ มาเต้นวับๆ แวมๆ แม่สั่งหนักสั่งหนาว่าห้ามเข้าไปดู

    “ถ้าเข้าไปดูนะ แม่รู้จะตีให้หลังลายเลยจริงๆ” แม่จะกำชับผมอย่างนี้เสมอ

    “อ้าว! แล้วทำไมผู้ใหญ่ถึงดูได้ล่ะ ยังเคยเห็นพ่อเข้าไปดูเลย” ผมเอียงคอเถียง ย่นจมูกดวงตาทอประกายสงสัย ภาพทั้งคนหนุ่มคนแก่พากันแย่งซื้อตั๋วเพื่อเข้าไปในโรงระบำจำบ๊ ะนอกรั้ววัดผุดวาบขึ้นกลางใจ

    แม่ไม่ตอบ แต่โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ทำท่าจะคว้าอะไรใกล้มือ ถ้าไม่เป็นกระโถนใส่น้ำหมาก  ก็จะเป็นที่เขี่ยบุหรี่ข้างกาย มาเขวี้ยงใส่ผม แต่ก็ช้าเกินไป เพราะผมได้เผ่นแน่บไปไกลเกินกว่าที่อาวุธของแม่ จะมีอานุภาพทำลายล้างได้แล้ว

      สิ่งที่จะขาดเสียมิได้สำหรับงานวัดในโลกอันแสนสุขของเราก็คือ การได้ขึ้นไปนั่งโต้ลมหนาวอยู่บนชิงช้าสวรรค์ที่ประดับประดาไปด ้วยแสงไฟวับแวม และเมื่อลงจากชิงช้าสวรรค์แล้ว เราจะแวะซื้อปลาหมึกย่างกับน้ำจิ้มหวานๆ เปรี้ยวๆ ในกระทงใบตองแห้ง และสายไหมก้อนกลมใหญ่ คล้ายก้อนเมฆหลากสี มีไม้จับที่ด้านล่าง แล้วจึงไปนั่งปูหนังสือพิมพ์ดูหนังกลางแปลงใต้แสงดาวกัน

    ดึกมากแล้ว ...ดวงจันทร์คล้อยต่ำตรงขอบฟ้าด้านหนึ่ง เราชักชวนกันกลับบ้าน ผมไม่ลืมแวะซื้อขนมถังแตกเจ้า ประจำตรงประตูวัด กลับไปฝากแม่ด้วยขณะเดินหนาวผ่านต้นลำพูหน้าวัด แลเห็นหมู่หิ่งห้อยนับร้อยนับพันส่งแสงวูบวาบอยู่ ห้วงเวลานั้น ความสุข ความอบอุ่นได้มาลอยวนเวียนอยู่รอบกายของผมเช่นกัน

 

(อ่านต่อ พร้อมคำแนะนำจากคุณประภัสสร)




คลีนิกเรื่องสั้น

รายการชีวิต
โจรปริญญา(ตี)
มือศิลป์ article
Love is....
อกแกก็อกฉัน...อกฉันก็อกแก article
ร่วมกินโต๊ะ
ภาพของฉัน article
คืนข้ามปี article
เหรียญบาทกับโบสถ์กลางน้ำ article
ใส...ซื่อ...บริสุทธิ์ (ใจ) article
นิยายรัก ฉบับป้าหมู article
สายน้ำที่ขาดหาย article
อรุณรุ่ง article
บ้านนั้นเขามีงานศพ article
หีบเชี่ยนหมากของอ้ายแก้ว article
การผ่านพ้นแห่งยุคสมัย article
แม่น้ำเจ้าพระยา article
เธอสุขได้อย่างไรเมื่อผองชนทุกข์ยากลำเค็ญ article
เมื่อโลกนี้ไร้สีสัน... article
ลั่น article
เสมือนรังดักแด้ที่เฝ้าฟูมฟักผีเสื้อให้โบยบิน article
แหว่ง article
รุ้งกินน้ำของปานวาด article
กล่องความทรงจำเก่า...และเงารัก article
จอมโจรหนอนหนังสือ article
มาลัยวรรณกรรม article
ห้องแห่งมิติอนันต์ article
ครูจันทร์ผ่อง ของแม่ article
จุกน้ำปลา...พาโชค article
เวลาของพ่อ article
การค้นพบตัวเองที่ไม่ใช่ตัวเอง article
เพียงภาพในวัยเยาว์ article
น้ำตาลทราย article
การเดินทางของชายชรา article
พันธะพรหมลิขิต article
บทเรียนน้ำตา article
กลางเมืองหลวง article
ประตูที่ถูกเลือก article
ร้องเรือ: ลำนำที่ผันแปร article
ดาวน์ความสำเร็จ article
ไอ้หมา article
คุณย่ากับคุณป้าข้างบ้าน article
ข้างหลังภาพนั้น article
วัฏพินาศแห่งสยามประเทศ article
คลีนิกเรื่องสั้น 16 article
หรือฉันเองที่แตกต่าง article
เด็กชายวิสรุจณ์...ซุกซน article
ใบไม้เปลี่ยนสี article
มรดกพ่อ article
ก้าวแรกของนักล่าดวงจันทร์ article
เพื่อนตาย article
คิดถึงพ่อ article
สาวหน้าใสกับหัวใจน้องเหมียว article
แดร๊กคิวล่ากระหายเลือด...ของคุณ article
ก็เพราะว่า...เรารักนาย article
อ้อมกอดทะเล article
เรือของพ่อ article
ไม่โกรธใช่ไหม article
ในความทรงจำ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ