ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


พ่าย...แพ้ article

“ปากแดง ๆ จะไว้ใจได้กา.. แก้มใส ๆ จะไว้ใจได้กา...”    เพลงของนักร้องสาวที่กำลังโด่งดัง ดังมาจากวิทยุที่ตั้งอยู่ชิดข้างฝาหยุดเพียงเท่านั้น พัดลมและเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ ในบ้านที่กำลังทำงานอยู่ก็สะดุดกึก แล้วแน่นิ่งไปทุกชนิด ไม่เว้นแม้แต่คอมพิวเตอร์แก่ ๆ ที่เธอกำลังนั่งพิมพ์งานอยู่อย่างขะมักเขม้น มันไม่ได้ติดตั้งเครื่องสำรองไฟไว้ด้วย นรียกคีย์บอร์ดกระแทกลงบนโต๊ะอย่างขัดใจ

เธอลุกขึ้นเดินอย่างเซ็ง ๆ ไม่แปลกใจเลยสักนิด เมื่อเริ่มได้ยินเสียงคนคุยกันแว่ว ๆ มามันเหมือนเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ เมื่อไฟดับ คนในบ้านจะเดินไปหน้าบ้าน เมียง ๆ มอง ๆ บ้านข้าง ๆ ดูว่าไฟดับด้วยไหม หรือบางทีถ้าอัธยาศัยที่ดีต่อกันก็ ชวนกันคุยเรื่องสัพเพเหระ จนกว่าไฟจะมา แล้วก็กลับไปใช้ชีวิตปกติ สะสางงานที่คั่งค้าง ทั้งที่จริง ๆ แล้วบางบ้านก็ไม่ได้จำเป็นอะไรมากไปกว่าการใช้ไฟฟ้าในช่วงบ่ายสองโมง ที่แดดกำลังร้อนเปรี้ยง ๆ แบบนี้

 

 

เธอพักอยู่ทาวเฮ้าส์สองชั้น ในตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่ เพิ่งมาเช่าได้สองเดือน บริษัทฯ ส่งเธอมาทำงานเกี่ยวกับการวิจัยผลผลิตทางการเกษตรให้แก่บริษัท จึงออกค่าเช่าให้ ทีมของเธอมีสามคน เป็นหญิงสอง ชายหนึ่ง ตอนนี้สามคนนั้นออกนอกพื้นที่ เหลือเธอที่อยู่เคลียร์เอกสารอยู่ที่บ้านเช่า หรือจะเรียกว่าสำนักงานก็ไม่ผิด

เธอเดินขึ้นบันไดไปชั้นสองของบ้าน หวังจะนั่งรับลมที่ระเบียง เก้าอี้หวายตัวโปรดยังคงอยู่ที่เดิม แถมยังมีหนังสือเล่มหนึ่งวางคว่ำหน้าไว้ที่โต๊ะเล็ก ๆ ข้างเก้าอี้หวายรูปทรงกลม เธอมักจะเรียกมันว่าเก้าอี้รังนก

เสียงผู้คนจากบ้านข้าง ๆ ที่ออกมาสนทนากัน ดังชัดขึ้น เมื่อเธอออกมาสู่ที่โล่งจับใจความได้ว่ากำลังถามไถ่กันให้เซ็งแซ่ มันเริ่มต้นจากคำว่าไฟดับเหมือนกันไหม..แล้วก็เรื่อยไป จนคร้านที่จะใส่ใจเรื่องราวเหล่านั้น

หญิงสาวเดินไปหยิบหนังสือเล่มที่เห็น ก่อนจะหย่อนตัวลงไปนอนเขลงอ่านหนังสือต่อจากหน้าที่คั่นไว้ เป็นนวนิยายของนักเขียนชื่อดัง อ่านไปได้สองหน้าก็วางมันลงที่เดิม เหม่อมองไปที่ท้องฟ้า สีฟ้าใส

อกหัก..ใช่เธอกำลังอยู่ในอาการนั้นแหละ พอหัวหน้าบอกว่าออกพื้นที่ จึงแล่นไปขออาสาเป็นคนแรก ตอนนี้แผลนั้นมันก็จางไปเยอะแล้ว เพราะเธอกับเขาจากกันด้วยดี จะว่าไปก็ผิดที่เธอมากกว่าที่ไม่แสดงท่าทีให้เขารู้ยกความเป็นเพื่อนมาอ้าง จนในที่สุด เขาก็ได้พบใครอีกคน ที่คิดว่าใช่ เขาจะแต่งงานกันในไม่ช้านี้ และนรีก็ได้รับบัตรเชิญในฐานะเพื่อนเจ้าบ่าว เธอยิ้มขื่น ๆ กับท้องฟ้า ถอนหายใจ

ความรู้สึกของคนเรากับประสบการณ์ที่มันผ่านไปแล้ว มันคิดถึงแล้วใช่ว่าจะได้ความรู้สึกเดิมที่ไหนล่ะ ต่างเวลากัน คิดถึงเรื่องเดียวกัน บางทีจากหัวเราะขำ ๆ กลายเป็นร้องไห้ได้ง่าย ๆ เหมือนกันนะ เธอรู้จักคำว่า “แฟน” กันตั้งแต่เมื่อไหร่นะ

สายลมโชยเอื่อย ๆ ไฟฟ้ายังไม่มา เพราะเสียงคุยของคนข้างบ้านยังดัง สลับกับเสียงหัวเราะ ช่วงกลางวันอย่างนี้ไม่มีเสียงเด็ก คงเป็นเพราะเด็กในซอยนี้เป็นวัยศึกษากันหมด จึงไม่หนวกหูอะไรมากนัก

สมัยอนุบาล หรือปอหนึ่ง ไม่แน่ใจ เพื่อนมันเริ่มล้อว่าเราเป็นแฟนกับลูกชายเจ้าของร้านขายก๋วยเตี๋ยว อาจจะเป็นเพราะบ้านอยู่ใกล้กัน และมักจะแบ่งปันกันเรื่องการบ้านเสมอ ๆ ติดอยู่กลุ่มเรียนเก่งก็อย่างนี้แหละ เธอติดอยู่ในกลุ่มเรียนเก่งของห้อง แต่ก็ไม่เคยสอบได้ที่หนึ่งสักหน

สมัยเด็ก.. นรียิ้มเป็นยิ้มที่สดใสขึ้นดวงตาหรุบลง และปิดตา ไม่เคยนอนคิดอะไรเล่น ๆ แบบนี้นานแล้ว สมัยเด็กเคยเล่นไล่กอดกันไม่รู้ว่าถ้าเป็นสมัยนี้คงได้พ่อ-แม่ ผู้ปกครองไม่รู้จะวิ่งโร่ไปแจ้งความไหม ถ้าเวลาลูกสาวมาฟ้องมา เด็กชายคนนั้นมาเล่นวิ่งไล่กอด อยู่กลางสนามโรงเรียน

            ฤดูหนาว หนาวของจังหวัดเหนือสุดของประเทศไทย ก็ประมาณสิบกว่าองศา ครูมักจะพานักเรียนออกไปนั่งเรียนนอกห้อง เพื่อจะได้ผิงแดดอุ่น ๆ ยามเช้าประมาณแปด-เก้าโมง

สมัยอนุบาล ห้องเรียนของเธอเจ๋งมาก ถ้าไม่ใช่เล้าไก่ ก็เล้าหมูดี ๆ นี่เอง ภาพที่ปรากฏในมโนนึกทำเอามุมปากเธอเปิดกว้างโดยไม่รู้ตัว อาคารชั้นเดียว ครึ่งปูนครึ่งไม้ไผ่ หลังคามุงจาก ลาดพื้นด้วยซีเมนต์ ที่เป็นเพียงปูนปนทรายปูทับด้วยเสื่อน้ำมัน เสาเป็นไม้ เหมือนนำต้นไม้เล็ก ๆ มาวางปักไว้ 6-10 ต้น ถ้าจำไม่ผิด ก่ออิฐบล็อกล้อมรอบทุกทาง เวลานักเรียนจะเข้า-จะออก ผู้ปกครองก็อุ้มหย่อนลงไปทางประตู หรือไม่ก็ไต่บันไดปูน ปีนข้ามอิฐบล็อกที่ว่า ตีล้อมรอบทุกด้านด้วยไม้ไผ่เป็นซี่ ระแนง มีประตูปิด-เปิด แบบว่าเหมือนขังอยู่ในเล้าไก่จริง ๆ นะ เรียกเล้าไก่แล้วให้ความรู้สึกดีกว่าเรียกเล้าหมู เพราะมันรู้สึกใกล้ ๆ เคียง ๆ ความจริงตอนนี้ รอยยิ้มแต้มมุมปากเป็นระยะ

            ในห้องมีกระดานดำ นักเรียนนั่งเรียนกับพื้นที่ปูด้วยเสื่อน้ำมันนั่นแหละ ทั้งห้องมีโต๊ะอยู่สามตัว ตัวหนึ่งเป็นโต๊ะครูอยู่หน้าห้อง อีกสองตัวตั้งชิดข้างฝาไว้วางหนังสือ พักเที่ยงเสร็จ ครูก็ให้นอน ใครที่พกขวดนมไปก็ให้กินนมก่อน หรือใครไม่มีก็นอนเขลง แยกเป็นสองแถว หันเอาศีรษะเข้าหากัน เว้นช่องว่างตรงกลางไว้สำหรับครูเดินตรวจแถวนักเรียนนอน เออ แฮะ.. เท่าที่จำได้เธอเคยมีขวดนมไปกินที่โรงเรียนกับเขาด้วย

เออ..แล้วนี่อากาศมันร้อนหรือเราเสียสติหรือเปล่านะ นรีถามตัวเอง ลืมตามองท้องฟ้าใส ๆ สีฟ้ามีปุยเมฆบางเบาล่องลอยอยู่ ไฟยังไม่มา แต่เสียงคุยก็ยังดังมาเรื่อย ๆ ช่างมัน ถ้าจะคิดถึงความรักเมื่อสิบ-ยี่สิบกว่าปีก่อนแล้วเป็นบ้าก็ช่างมัน เธอถอนหายใจหลับตานอนต่อ อาจเป็นเพราะเมื่อคืนนอนดึก พอได้นอนเล่นอย่างนี้ก็เลยง่วง ๆ เธอขยับตัวเปลี่ยนอิริยาบถ นอนหลับตาไม่คิดถึงความหลังแล้วจะให้คิดอะไรล่ะ แฟนก็ไม่มีเหมือนคนอื่นเขานี่

            แต่แทนที่ภาพที่ปรากฏจะเป็นภาพสดใสของวัยเด็ก กลับกลายเป็นภาพของเขาคนนั้น ชายหนุ่มที่เธอพบครั้งแรกในงานประจำปีของบริษัทฯ   เขาเป็นเพื่อนของผู้จัดการแผนกบุคคล ที่ถูกเชิญมาร่วมงานด้วย

            คิดถึงครั้งแรกที่สบตา แววตาของเขาไม่ได้แสดงอาการหื่นกระหาย หรือหยาบคาย หากแต่เป็นแววหวาน ระยิบระยับ เขาสารภาพตอนหลังว่าเธอเป็นรักแรกพบของเขา หลังจากที่มัวทำแต่งาน ต่อจากนั้นมาคุณสมเกียรติมักจะมาเป็นแขกประจำของบริษัทฯ ที่บางทีไม่เฉียดไปหาเพื่อนที่เป็นผู้จัดการแผนกบุคคลเลย

            นรีเองก็มีใจชอบเขาตั้งแต่แรก แล้วคืนนั้นที่อพาร์ทเม้นท์ของเธอ ขณะที่มาส่งเธอกลับบ้านหลังจากไปดูหนังด้วยกันมา วันที่สิบสามกุมภาพันธ์ตอนเที่ยงคืน

            “นะครับ นรี.. นะ”    ชายหนุ่มร่างสูง สวมสูทสีน้ำเงินเข้มเต็มยศ เพราะเขามารับเธอหลังเลิกงานโดยไม่ได้แวะเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เขาดูดีจริง ๆ

            “...............”  เธอได้แต่ก้มหลบตา เขาเชยคางมนขึ้นมา สายตาคมปลาบของเขาบาดลึกไปถึงหัวใจ

            “นะครับ.. นะ”   เขาออดอ้อน เขาสูงกว่าและนรีก็เพิ่งรู้สึกตัวว่ากำลังตกอยู่ในอ้อมกอดของเขาทั้งตัว ตอนที่เขาค่อย ๆ ก้มหน้าลงมา ริมฝีปากแตะกันเบา ๆ  แล้วเขาก็ถอนออกไป รอฟังคำอนุญาตจากเธอ

            “แต่นรีไม่เคย....”

            “เชื่อใจผมนะครับ แล้วเราจะแต่งงานกันทันทีเมื่อพร้อม”  เธอหลบตาซุกหน้ากับอกเขา

 

            สมเกียรติเป็นคนอ่อนหวาน อบอุ่นที่สุด เท่าที่นรีเคยรู้จักมา เขามารับ-ส่งเธอจนถึงที่ทำงานเสมอนับตั้งแต่รู้จักกัน หากว่างก็จะไปช้อปปิ้งด้วยกันบ้าง ดูหนังบ้าง ถ้าหากจะมอบชีวิตให้ใครสักคนดูแล นรีหวังว่าเธอคงดูคนไม่ผิด            แล้วคืนนั้นเธอกับเขาก็เป็นของกันและกันตลอดคืน .. นรีไม่เสียใจสักนิดเพราะด้วยความรักที่เธอมอบให้เขา

            แต่ทำไมหนอ.. ความสุขถึงได้อยู่กับคนเราไม่นาน  เริ่มมีข่าวซุบซิบในหน้าสังคมเรื่องลูกสาวนักการเมืองท่านหนึ่ง เพิ่งเรียนจบมาจากต่างประเทศและคบหาหนุ่มนักธุรกิจที่กำลังไฟแรง สมเกียรติ  หัตถกรรม.

            ทำไมหนอ.. ความรักถึงได้กลายเป็นแค่ความใคร่ ไร้เสน่หาและสิ่งผูกมัดอีกแล้ว เธอไม่ใช่สาวน้อยที่น่าสนใจสำหรับเขาอีกแล้ว เธอยังจำวันนั้นได้ดี สมเกียรติกับเธอมีนัดกันว่าคืนนี้เขาจะพาเธอไปดูหนัง หากทุ่มหนึ่งเขายังไม่มารับให้นรีไปรอที่คอนโดมิเนียมของเขาก่อน เขาจะกลับมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วพาเธอไปดูหนังพร้อมกัน

            นรีไขกุญแจลูกบิด จากกุญแจสำรองที่เขาเคยให้ไว้ ก้าวเท้าผ่านประตูเข้าไปช้า ๆ เสื้อผ้าของเขาตกเรี่ยราดไปตามรายทางจากห้องโถง จนถึงประตูห้องนอน แต่ประตูห้องไม่ได้ปิดสนิท เสียงที่ดังแว่วมา เป็นเสียงของชาย-หญิงที่กำลังทำกิจกรรมร่วมกันบนเตียง ..

            น้ำตาปริ่มดวงตาคู่สวย เธอสาวเท้าต่อไปประหนึ่งหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมให้เดิน

 

โอ..พระเจ้า เขา.. เขา....    ร่างเปลือยเปล่าของหญิงชายคู่หนึ่ง ที่ใช่เขาแน่แล้ว .. น้ำตากลบดวงตาจนพร่า  นรีถอยหลังออกมาปาดน้ำตาทิ้ง แล้วออกวิ่งจากตรงจุดนั้นทันที

 

 

เสียงคนคุยกันเงียบไปแล้ว นรีตื่นจากภวังค์ ค่อย ๆ ขยับตัว หยีตารับแสงเจิดจ้าของแดดบ่าย กี่โมงแล้วก็ไม่รู้ คงจะสักสี่-ห้าโมงเย็นแล้วกระมัง เพราะไอแดดที่ได้รับตอนนี้ร้อนจัด เธอยกมือขึ้นลูบใบหน้า

ไม่แน่ใจว่าเมื่อกี้ตัวเองหลับฝันไปไหม .. ภาพมันชัดเจนเหมือนเพิ่งเกิดขึ้น ที่หางตาเปียกชื้นไปหมด นานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้กับการนอนอยู่ตรงนี้ เธอใช้นิ้วไล้ไล่เช็ดหยาดน้ำที่ออกจาดวงตา  

ลุกขึ้นมาเดินโผเผลงมาชั้นล่าง ไฟฟ้ามาแล้ว มิน่าล่ะเสียงผู้คนถึงได้เงียบไป  ความที่ยังมึน ๆ ปวดศีรษะตุบ ๆ เหมือนคนเป็นไข้ นรีไปค้นในกระเป๋าสะพายของตัวเอง เพราะมักจะติดยาแก้ปวดไว้ในกระเป๋าเสมอ เผื่อออกพื้นที่ไปเจอคนป่วยบ้าง หรือเผื่อตัวเองเวลาปวดศีรษะบ้าง เธอค้นกระเป๋าถือของตัวเองหยิบซองสีขาว ๆ ที่มีตราร้านขายยา มีลายมือยุกยิกเขียนกำกับไว้ จึงหยิบออกมาสองเม็ดใส่อุ้งมือ เดินไปหยิบแก้วในห้องครัว กดน้ำตากระติกน้ำร้อนที่ถอดปลั๊กไปตั้งแต่เมื่อเช้า ส่งยาเข้าปาก ตามด้วยน้ำจนหมดแก้ว ล้างแก้วด้วยน้ำเปล่าตรงอ่างล้างจาน เอามาคว่ำไว้ที่เดิม

คร้านที่จะทำงานต่อเสียแล้ว จึงเดินกลับไปบนชั้นสอง เปิดประตูห้องนอนแล้วปล่อยให้มันปิดเองอัตโนมัติ เปิดพัดลมเบา ๆ กดให้มันส่ายไปมา แล้วล้มตัวลงนอนต่อด้วยความง่วงงุน อย่างบอกไม่ถูก เพดานขาว ๆ เรียบ ๆ ไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกมึน ๆ เบลอ ๆ ดีขึ้น นรีก็เลยปิดตา.. นอนรับลมจากพัดลม ปล่อยความคิดต่อไปโดยไม่คิดห้ามปราม

 

 "นรี..นรี" แตงส่งเสียงเรียกแต่ไม่มีคำขานรับ ผลักประตูมุ้งลวดเข้าบ้าน ควานหา

สวิทซ์ไฟเจอ ในบ้านก็สว่างพรึ่บ

เธอกับเอเพิ่งกลับมาจากการไปสำรวจข้อมูลภาคสนาม  แตงกวาดสายตาไปรอบ ๆ เห็นกระเป๋าถือของนรีวางอยู่บนโต๊ะทำงาน มีรอยถูกรื้อค้น มีซองยาจากร้านขายยาแห่งหนึ่งวางอยู่ เหลือยาอยู่ในนั้นสาม-สี่เม็ด เธอกึ่งเดินกึ่งวิ่งขึ้นไปชั้นสอง พลางส่งเสียงเรียก

"นรี..นรี" ชายหนุ่มเดินไปยังตู้เย็นในห้องครัว หมายจะรินน้ำมาดื่มให้ชื่นใจ เอเพิ่งจะได้เปิดประตูตู้เย็นยังไม่ทันจะหยิบขวดน้ำ ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของเพื่อนดังมาจากชั้นสองของบ้าน มือผลักประตูตู้เย็นไปข้างหน้าโดยอัตโนมัติ วิ่งขึ้นบันไดทีละสองขั้น ตรงไปยังต้นเสียงเห็นแตงกำลังเขย่าตัวเพื่อนสาว แล้วร้องไห้ เขาอึ้งทำอะไรไม่ถูก

"นรี .. ฮือ ๆ ..." เสียงของแตงคร่ำครวญ เรียกแต่ชื่อของเพื่อน แล้วก็เขย่าแต่ร่างอวบอิ่มนั้นไม่ไหวติง เอได้สติรีบวิ่งเข้าหาและช้อนตัวนรีขึ้นมาอุ้มลงบันได พลางสั่งให้แตงตามมา

 

เสียงโหวกเหวกทำให้เพื่อนบ้านออกมาชะแง้มองพอเห็นชายหนุ่มอุ้มร่างไร้สติของหญิงสาวก็หลายคนกรูกันเข้ามาช่วยเปิดประตูรถเก๋งคันที่จอดอยู่หน้าบ้าน เสร็จสรรพแล้วทุกคนก็ยืนมองรถเก๋งสีดำคันนั้นพุ่งออกจากหมู่บ้านไปอย่างรวดเร็ว

 

----

สมเกียรติ หัตถกรรม นักธุรกิจหนุ่ม รุ่นใหม่ ที่กำลังจะแต่งงานในอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้า เดินลงมาจากชั้นสองของตัวบ้าน และเลยไปยังห้องอาหารเข้าประจำหัวโต๊ะ สาวใช้นำกาแฟมาเสิร์ฟก่อนจะถอยออกไป เขาเลือกหยิบหนังสือพิมพ์ที่วางอยู่บนโต๊ะหลายฉบับ โดยเลือกดูจากพาดหัวข่าว วันนี้หนังสือพิมพ์ หัวสีเขียวยักษ์ใหญ่ของประเทศพาดหัวข่าวหรา

"ดร.สาวสวย น้อยใจแฟนหนีไปแต่งงาน กินยาตายประชดรัก" เขารีบเปิดเข้าไปดูรายละเอียดหน้าใน

"นรี" ชายหนุ่มยอกแสยง เจ็บแปลบในอก

 

------

แตงกับเอนำยาที่เหลืออยู่ในซองไปให้หมอตรวจดู ทั้งการตรวจจากร่างกายของนรีและจากประวัติผู้ป่วยที่แจ้งไว้กับทางโรงพยาบาลที่เคยเข้ารับการรักษา นรีมีอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง จึงเป็นเหตุให้เธอช็อคหมดสติไปนาน เมื่อร่างกายขาดออกซิเจน หัวใจก็หยุดเต้น และเสียชีวิตเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่รับประทานยาเข้าไป

 

ครอบครัวของนรีนับถือศาสนาคริสต์ จึงทำพิธีฝัง ศาสนพิธีได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ทุกคนทยอยกลับกัน เหลือก็แต่แตงกับเอ ที่ยังคงยืนสงบนิ่งอยู่หน้าหลุมฝังศพของเพื่อนสาว

"เอ..เราขออยู่กับนรีเพียงลำพังได้ไหม"     แตงหันไปบอกเพื่อนร่วมงาน เขาพยักหน้าเดินออกจากบริเวณ

'นรี แตงขอโทษ แตงไม่น่าจะใส่เจ้ายาบ้า ๆ นั่นในกระเป๋าของนรี’    เธอร้องไห้คร่ำครวญ

‘นรีไม่โกรธแตงใช่ไหม’        เธอรำพึงกับเพื่อนร่วมงานในใจ

'นรี ไม่โกรธแตงใช่ไหม'       สายลมพัดกรูมาวูบหนึ่ง น้ำตาไหลที่เหือดแห้งไปแล้ว พร่างพรูอาบเต็มสองแก้ม แตงสะอื้นฮัก ๆ

 

'แตงขอโทษนะนรี.. แตงไม่ได้ตั้งใจ'

 

'แตง ไม่ได้ตั้งใจ'

 

…

 

 

 

 
 

ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น 2

 

พ่าย...แพ้ ของคุณสีน้ำฟ้า

 

            เรื่องสั้นเรื่องนี้คุณสีน้ำฟ้า เดิมชื่อ “ไม่โกรธใช่ไหม” แต่ได้เปลี่ยนใหม่ให้มีความหนักแน่นขึ้น และตัดทอนในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องความรักความหลังครั้งเก่าของนรีออกไปบ้าง ซึ่งการตัดทอนนี้ช่วยทำให้เนื้อเรื่องมีความกระชับ และมุ่งตรงสู่ประเด็นขึ้น แต่ถ้าเพิ่มเติมอะไรอีกสักหน่อยเพื่อแสดงว่านรีไม่แคร์สมเกียรติแล้ว ก็จะทำให้มีความชัดเจนในประเด็นที่เธอถูกเข้าใจว่ากินยาตายเพราะอกหักขึ้นมาก

            ข้อสำคัญอย่างหนึ่งในเรื่องสั้นหรือนิยาย ก็คือต้องคำนึงถึงความรับรู้ของตัวละคร กับความรับรู้ของผู้อ่าน เหตุการณ์บางเหตุการณ์หรือเรื่องบางเรื่อง ผู้เขียนได้บอกให้ผู้อ่านทราบ แต่ตัวละครไม่ทราบ ยกตัวอย่างที่เห็นกันบ่อย ๆ ก็คือตัวละครหญิงที่ปลอมเป็นชาย ซึ่งแน่นอนว่าตัวละครหลายตัว (โดยเฉพาะพระเอก) ย่อมไม่ทราบ  แต่คนอ่านทราบ และสนุกกับการลุ้นระทึก ดังนั้นเวลาที่เขียนจะต้องคอยตรวจสอบด้วยว่า ตัวละครรู้เรื่องต่าง ๆ ที่คุณกำลังเขียนอยู่หรือไม่ ไม่เช่นนั้นผู้เขียนก็อาจจะเกิดความสับสนเองได้

            ในระหว่างการเริ่มเหตุการณ์ใหม่ นอกจากเว้นระยะแล้ว เพื่อความชัดเจน คุณก็อาจใส่จุดไข่ปลาคั่น และเริ่มตัวแรกหรือคำแรกของบันทัดใหม่ด้วยตัวโตหรือตัวหนา เช่น

 

            ใช้ไฟฟ้าในช่วงบ่ายสองโมง ที่แดดกำลังร้อนเปรี้ยง ๆ แบบนี้

 

                                           ......................... (คั่นด้วยจุดไข่ปลา)

 

                        เธอพักอยู่ทาวเฮาส์สองชั้น  ฯลฯ  หรือ   (ตัวโต)

                        เธอพักอยู่ทาวเฮาส์สองชั้น   ฯลฯ หรือ   (ตัวหนา)

                        เธอพักอยู่ทาวเฮาส์สองชั้น   ฯลฯ         (ตัวโตหนา)

 

            ความจริง“พ่าย... แพ้” อยู่ในขั้นที่ดีขึ้นมาก แต่ผมยังอยากให้คุณสีน้ำฟ้าหาโอกาสอ่านงานชิ้นนี้ของตัวเองอีกสักรอบ และลองขัดเกลาอย่างเบามือดูอีกสักเที่ยว.... ผมจะรออ่านนะครับ

 

ประภัสสร เสวิกุล

ซันติอาโก ชิลี  11 กุมภาพันธ์ 2550

 




ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

เพียงภาพในวัยเยาว์ article
ใบไม้เปลี่ยนสี article
แดร๊กคิวล่ากระหายเลือด...ของคุณ article
อ้อมกอดทะเล article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ