ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


เพื่อนตาย article
 

 

          1.....

 

ลุงประสม กับ ลุงวิเชียร เป็นเกลอกันนับได้สี่สิบปี

ประพนธ์กับวิทยา เป็นเพื่อนวิ่งเล่นกันมาตั้งแต่สามขวบ

            ในหมู่บ้านทางภาคเหนือตอนล่าง สองครอบครัวทั้งลุงประสมกับลุงวิเชียรรู้จักกัน เกินกว่าจะใช้คำว่าเพื่อนสนิท ไม่ใช่ญาติแต่ช่วยเหลือดูแลกันยิ่งกว่าญาติ มรดกทางความคิดของทั้งสองลุง ถูกถ่ายทอดมายังประพนธ์กับวิทยาอย่างฝังแน่น

            เมื่อตอนต้นปี ประพนธ์วิ่งมาขอให้ลุงประสมส่งไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ หลังจากจบชั้นมัธยมหก ครั้งแรกลุงประสมแกเห็นดีเห็นงามด้วยว่าประพนธ์ใผ่หาความก้าวหน้าให้กับตัวเอง แกรีบนำเรื่องนี้ไปปรึกษาลุงวิเชียรทันทีเผื่อว่าลุงวิเชียรแกจะส่งวิทยาที่เรียนจบปีเดียวกับประพนธ์ไปเป็นเพื่อนเรียนด้วยกัน

            “เฮ้ย คิดให้ดีนะอ้ายสม เราก็ต่างมีลูกชายเพียงคนเดียว ถ้ามันไปแล้วหลงกรุงเทพฯขึ้นมา ใครจะมาดูแลนาไร่ของเราว่ะ” ลุงวิเชียรแย้งทันทีที่ลุงประสมแกมาขอความเห็น

            ลุงประสมเงียบอยู่นาน แกทำสีหน้าเหมือนคิดได้

            “เออ จริงสิว่ะ แล้วข้าจะไปตอบมันอย่างไรดี ไม่ให้ไอ้พนมันเสียใจ”

            “เอาอย่างนี้ พอดีข้าจะส่งไอ้ยามันไปเรียนเกษตร ที่เชียงใหม่ อย่างไงมันยังใกล้บ้านหน่อย อ้ายสมลองไปคุยกับไอ้พนมันนะ”

            ลุงประสมพยักหน้ารับคำแนะนำของเพื่อนรัก

            ปีนี้แม้ลุงประสมจะมีอายุไม่ถึงห้าสิบห้า แต่แกยังนึกกังวลว่าภายภาคหน้าสิ่งที่แกได้เพียรพยายามหามาทั้งที่นา ที่สวน วัว ควาย จะมีใครมาดูแลยามที่แกแก่ชราลง ถึงแกจะมีลูกชาย แต่เจ้าประพนธ์มันดูจะสนใจแต่เรื่องซ่อมรถกับเครื่องเสียง ไม่เหมือนวิทยาลูกของลุงวิเชียรที่ดูสนอกสนใจงานในไร่ กับคอกเลี้ยงวัวเป็นประจำ

            ประพนธ์เมื่อรู้ถึงความต้องการของผู้เป็นพ่อแล้ว เขารู้สึกผิดหวังบ้าง แต่ไม่อยากจะขัดใจพ่อของเขา เขาตอบตกลงที่จะไปเรียนตามที่พ่อของเขาต้องการ แต่ต้องเป็นวิชาที่เขาเลือก

            ลุงประสมไม่ว่าอะไร คิดว่าก็ยังดีที่ลูกชายคนเดียวของแกรับฟัง

            -------------------------------

            “เฮ้ย ไอ้ยา มึงกับกู อีกสักยี่สิบปี จะเหมือนพ่อกูกับพ่อมึง มั้ยว่ะ” ประพนธ์พูดกับวิทยาในขณะที่เขาทั้งคู่เข้ามาเรียนที่เชียงใหม่แล้ว

            “คงไม่หรอกว่ะ อย่างน้อยมึงอนาคตเป็นวิศวะ ส่วนกูจะไปเป็นชาวไร่” วิทยาตอบเพื่อนรักด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจ

            “ไม่เห็นเป็นไรเลย กูก็จะไปเป็นช่างซ่อมเครื่องยนต์ในไร่ของเอ็งไง ไม่ต้องแข่งกันเลี้ยงวัวเหมือนพ่อข้ากับพ่อเอ็ง” ประพนธ์หัวเราะอย่างชอบใจกับคำพูดของตัวเอง ส่วนวิทยาพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของเพื่อน

            ------------------------------------

 

 

            2....

 

เมื่อต้นเดือนตุลาคม....ปีเดียวกัน ที่ฟ้าฝนยังไม่คิดอำลาฤดูกาล

ลุงวิเชียรชักชวนลุงประสมกันไปซื้อลูกวัวพันธุ์ฝรั่ง ที่สหกรณ์เลี้ยงโคอีกจังหวัดหนึ่ง สองเกลออยากจะลองเลี้ยงโคนมบ้าง เพราะวิทยาลูกชายของลุงวิเชียรมาเล่าถึงฟาร์มโคนมที่อยู่ในสถานที่เรียนของเขาว่าได้ผลดีอย่างไร

ลุงวิเชียรเห็นดีด้วย เพราะอย่างน้อยวิทยาจะได้นำความรู้จากที่เรียนมาใช้จริงที่บ้านเกิด แต่ลุงประสมยังไม่มั่นใจว่าจะทำได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ เพราะแกไม่มีผู้ช่วยเหมือนกับลุงวิเชียร

“อ้ายสม ไม่ต้องกลัวหรอก ข้ากับไอ้ยาจะช่วยดูให้อีกแรง”

เมื่อลุงประสมได้ฟังอย่างนั้น รู้สึกเบาใจขึ้น

ลุงประสมขับรถกระบะคันเก่งมารับลุงวิเชียรในเช้ามืดของอีกวัน เมียของลุงวิเชียรกำชับให้รักษาเงินร่วมสองแสนให้ดี ลุงวิเชียรแกมีนิสัยขี้รำคาญ ไม่อยากให้ใครมาจับจี้จับไช่ แกเลยฝากเงินไว้กับลุงประสมที่พกมาไม่น้อยกว่าลุงวิเชียรเลย

ลุงประสมเอาเงินที่รับฝากยัดใส่กระเป๋าหนังผูกเอวที่แกใช้อยู่เป็นประจำ เมียของลุงวิเชียรดูท่าจะพอใจให้เงินนั้นอยู่กับลุงประสมมากกว่าอยู่กับผัวของแกเอง

 

 

3......

นับเป็นอาทิตย์แล้วที่สองเกลอหายไปจากหมู่บ้าน พร้อมเงินกว่าสามแสนบาท เมียๆของทั้งสองลุงต่างมาปรึกษากันด้วยความร้อนใจและเป็นห่วงคู่ทุกข์คู่ยากของคนทั้งสอง

พอดีเป็นช่วงปิดเทอมทั้งวิทยากับประพนธ์ได้กลับมาอยู่บ้าน ทั้งสองคนถูกใช้ให้ไปตามผู้เป็นพ่อยังจุดหมายปลายทางที่จะไป รวมถึงบ้านญาติ บ้านเพื่อนที่เขารู้จัก แต่ทุกที่ไม่มีข่าวของสองลุงเลย

“เฮ้ย พ่อมึงกับพ่อกู หนีเมียไปหากิ๊กแน่นอน” ประพนธ์พูดอย่างสนุกปากตามนิสัย

“แต่กูว่า มันน่าสงสัยนะว่ะ เจออันตรายหรือเปล่าก็ไม่รู้” วิทยาไม่สนุกตามคำพูดของเพื่อนรัก สีหน้าของเขาเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด จนอีกฝ่ายต้องเอามือตบไหล่อีกฝ่ายอย่างปลอบใจ

“เอาอย่างนี้ เราบอกให้แม่ๆ ของเราไปแจ้งคนหายกับตำรวจดีกว่า เผื่อเขาจะช่วยเราตามหาได้”

 

อีกสามวันต่อมาหลังจากที่ทั้งสองครอบครัวไปแจ้งความคนหายที่โรงพักประจำอำเภอ ตำรวจได้มาที่บ้านของวิทยา แจ้งว่าพบลุงวิเชียรแล้ว แกเสียชีวิตอยู่ในรถกระบะ ที่ตกลงไปในเหวระหว่างเขตรอยต่อจังหวัด แต่ไม่พบลุงประสม

ความเศร้าโศกเสียใจมันเอ่อล้นในหัวใจของวิทยากับแม่ของเขาเป็นอย่างมาก

ส่วนครอบครัวของประพนธ์นั้นยิ่งสับสนมากขึ้น ลุงประสมหายไปไหนจะอยู่หรือตาย

ข่าวการตายของลุงวิเชียร กับการหายตัวของลุงประสมพร้อมเงินสามแสนบาท มันสะพัดไปทั่วทั้งหมู่บ้าน งานสวดศพของลุงวิเชียรมีญาติๆ คนในหมู่บ้าน เพื่อนสนิท มาร่วมงานกันอย่างมากมาย ทุกคนลงความเห็นต่างๆกันไป กับประโยคที่กินใจของประพนธ์เมื่อได้ยินขณะที่ไปร่วมงานสวดศพพ่อของวิทยา มันทำให้เขาต้องเจ็บปวดอย่างมาก

“ป่านนี้ อ้ายสมคงจะใช้เงินสามแสนอย่างสบายแล้วนะ เป็นเพื่อนรักกับอ้ายเชียรแท้ๆ ยังทำกันได้”

“ป้าพูดได้ไง พูดอย่างกับพ่อผมเอาเงินไป”

 ประพนธ์หันไปถามอย่างเอาเรื่องกับผู้หญิงรุ่นแม่ของเขาที่นั่งฟังพระสวดอยู่ข้างหน้า สีหน้าบวกกับน้ำเสียงที่จริงจังของเขา มันทำให้ทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นต้องหันมามอง

“แล้วจะให้คิดอย่างไงล่ะ หาพบแต่อ้ายเชียร แต่พ่อของเอ็งกลับหายไปพร้อมเงินสามแสน ใครๆ เขาก็คิดกันทั้งนั้นว่า พ่อเอ็งเอาเงินไป” ป้าคนนั้นยังลอยลอยตาพูดอย่างมั่นอกมั่นใจ ประพนธ์ลุกขึ้นยืนอย่างเอาเรื่อง วิทยาต้องรีบเข้ามารั้งตัวของเพื่อนออกไปจากตรงนั้น

เมื่ออารมณ์ที่พลุ่งพล่านของประพนธ์สงบลง หลังจากที่ออกมายืนรับลมอยู่หน้าวัดกับวิทยา ประพนธ์หันมาถามวิทยาด้วยน้ำเสียงแหบต่ำ

“มึงคิดว่า พ่อกูเอาเงินของพ่อมึงหรือเปล่าวะ”

วิทยาถึงกับอึ้งเมื่อเจอคำถามนี้ เขาไม่อยากจะพูดอะไรในตอนนี้ ที่ทุกอย่างมันอาจเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ ความเป็นเพื่อนที่มีต่อกัน มันทำให้เขาต้องพูดออกไป

“เวลาเท่านั้น จะเป็นเครื่องพิสูจน์ ไอ้พนมึงอย่าคิดอะไรมากเลย เราต้องเพื่อนกันอีกต่อไปใช่มั้ย”

“เออ กูเข้าใจ มึงก็อดคิดตามคนอื่นไม่ได้” ประพนธ์ตัดพ้อเพื่อนรักด้วยความน้อยใจ

 

 

4......

 

เวลาผ่านไปอีกร่วมสามวัน ถึงแม้มันจะไม่นาน แต่ความรู้สึกที่ทุกข์ทรมานใจของประพนธ์มันช่างมากมายเกินจักบรรยาย

ไหน...จะห่วงพ่อของเขาว่าจะเป็นตายร้ายดีเพียงใด

ไหน...จะต้องทนกับคำคน และสายตาของคนอื่นที่มองมาอย่างเคลือบแคลงสงสัยตลอดเวลา

และที่สำคัญ เขาไม่อยากจะไปพบหน้าเพื่อนรักอย่างวิทยาอีกเลย

 

ในช่วงบ่ายๆ ของวันหนึ่งที่ประพนธ์คงต้องจดจำไปจนวันตาย

ตำรวจได้มาที่บ้านของเขา และแจ้งข่าวว่าพบลุงประสมแล้ว เขารู้สึกดีใจกับข่าวนี้ แม้มันจะต้องตามมาด้วยประโยคต่อไปว่า พ่อของเขาตายแล้ว

ประพนธ์ตามตำรวจไปตรงจุดที่พบลุงประสม มันอยู่ไม่ห่างจากจุดที่พบร่างลุงวิเชียรกับรถกระบะ แต่ที่ตำรวจหาพ่อเขาไม่เจอตั้งแต่ครั้งแรกคงเป็นเพราะบริเวณนั้นเป็นป่าที่มีต้นไม้อยู่เต็มไปหมด จนเมื่อมีคนเข้าไปหาของป่าจึงพบร่างพ่อของเขานอนตายอยู่

ถ้าไม่มีเสื้อผ้าที่คุ้นตากับนาฬิกาเรือนเก่งสวมใส่อยู่เขาอาจไม่เชื่อว่านี่คือพ่อของเขา

และที่สำคัญกระเป๋าหนังที่ลุงประสมชอบคาดเอวยังอยู่

ตำรวจชันสูตรศพของลุงประสม และสรุปได้ว่าลุงประสมประสบอุบัติเหตุรถตกเขา เพราะไม่ชำนาญทางแถวนี้ดีพอ ตอนนั้นผู้ตายคงยังไม่หมดลม แกจึงออกจากรถและพยายามเดินออกมาหาคนช่วย แต่ไปได้ไม่ไกลผู้ตายคงทนพิษบาดแผลไม่ไหวขาดใจตายไปเสียก่อน

วิทยาตามประพนธ์มาอย่างติดๆ หลังจากได้ข่าว เขาทันเห็นภาพของลุงประสมอย่างเต็มตา อดที่จะน้ำตาซึมตามประพนธ์ไม่ได้ คิดได้ว่าพ่อของเขากับพ่อของประพนธ์ต่างเป็นเพื่อนกันอย่างแท้จริง

ก่อนที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยที่มาพร้อมกับตำรวจจะใช้ผ้าขาวห่อร่างของลุงประสม ประพนธ์เดินไปขอดูอะไรบางอย่างที่คาดอยู่ที่เอวของพ่อ

เมื่อเปิดกระเป๋าหนังนั้นออกมาดู สิ่งที่ทุกคนคลางแครงใจมาโดยตลอด บัดนี้เป็นเหลือเพียงซากกระดาษซากเล็กซากน้อยที่โดนปลวกกัดกิน

เงินสามแสนเป็นได้แค่เพียงอาหารของปลวกตัวเล็กๆเท่านั้นเอง

ประพนธ์หันมายิ้มกับวิทยา ทั้งที่คราบน้ำตายังไม่เหือดแห้ง

“ที่นี้มึงคงไม่ลังเลให้อะไรมาเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วนะ พ่อกูไม่ได้เอาเงินไป พ่อกูเป็นเพื่อนตายของพ่อมึง”

 

 

 

 

คลีนิกเรื่องสั้น 10

 

เพื่อนตาย

ของ คุณรินรดี

 

            เรื่องสั้นเรื่องนี้มีการเล่าเรื่องแบบเรียบง่าย แต่ในความเรียบและง่ายนั้น ก็แฝงไว้ด้วยความเจ็บปวดหน่วงลึก ทั้งจากความคิดของชาวบ้านที่มองคนในแง่ร้าย และความคลางแคลงใจในระหว่างเพื่อนรุ่นลูก ผมไม่ทราบว่าเพื่อนสมาชิกมีความรู้สึกเหมือนผมหรือไม่ว่า คนไทยในทุกวันนี้ เป็นคนที่มองโลกในแง่ร้าย หวาดระแวง และขาดความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับสังคมไทยในสมัยก่อนที่มักจะมองโลกมองคนในด้านดี มีความรักความปรารถนาดีต่อกัน และไว้วางใจกัน ยิ่งในระหว่างเพื่อนต่อเพื่อนด้วยแล้ว ความรู้สึกเหล่านี้ยิ่งแนบแน่น ถึงขนาดที่เรียกว่าตายแทนกันได้ จนกลายมาเป็นคำว่า “เพื่อนตาย”

            คุณรินรดีมีวิธีการเริ่มเรื่องที่เรียกความสนใจด้วยการพุ่งตรงเข้าสู่เป้าหมายตั้งแต่บันทัดแรก ที่ว่า “ลุงประสม กับลุงวิเชียร เป็นเกลอกันนับได้สี่สิบปี” วิธีการเริ่มเรื่องแบบนี้ ผมอยากจะใช้คำว่าเป็นการเริ่มแบบนิทานอีสป ลองนึกถึงนิทานเรื่องราชสีห์กับหนู นะครับ อีสปเริ่มว่า “ราชสีห์ตัวหนึ่งนอนหลับอยู่ใต้ต้นไม้...” คนอ่านจะรับรู้ว่ามีราชสีห์ตัวหนึ่งกำลังนอนหลับ โดยไม่จำเป็นต้องรู้รายละเอียดที่มากไปกว่านี้ว่าราชสีห์มาจากไหน ทำไมถึงต้องมานอนอยู่ใต้ต้นไม้ แต่อยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับราชสีห์ต่อไป

            เรื่อง “เพื่อนตาย” มีการเดินเรื่องเหมือนเพื่อนเก่าที่คุ้นเคยมานั่งจับเข่าคุยอะไรให้ฟัง น้ำเสียงของเรื่องจึงเป็นกันเอง ตรงไปตรงมา ไม่มีพิธีรีตอง บทสนทนาแม้จะมีไม่มากแต่ก็เป็นสัดส่วนที่พอเหมาะกับเนื้อเรื่องและเหมาะสมกับสถานภาพของตัวละคร

            อย่างที่เคยเรียนให้ทราบว่า ในระยะแรกนี้ผมจะให้ความสำคัญกับโครงสร้างของเรื่องมากกว่าจุดอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงการสะกดผิดด้วย (ซึ่งต้องขอขอบคุณคุณอภิญญา ที่ช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้สมาชิกรุ่นน้อง ๆ ในเรื่องนี้) แต่ในเรื่อง “เพื่อนตาย” มีคำผิดอยู่คำหนึ่งซึ่งผมคงผ่านเลยไปไม่ได้ นั่นคือคำว่า “จับจี้จับไช่” ในตอนที่ว่า “ลุงวิเชียรแกมีนิสัยขี้รำคาญ ไม่อยากให้ใครมาจับจี้จับไช่” จริง ๆ แล้ว คำที่ถูกต้องคือ “จำจี้จ้ำไช” ครับ

            “เพื่อนตาย” เป็นเรื่องที่มีลักษณะเฉพาะตัวบางอย่างที่น่าสนใจ และคำพูดของคุณรินรดี

ที่ว่า “เงินสามแสนเป็นได้แค่เพียงอาหารของปลวกตัวเล็ก ๆ เท่านั้นเอง” ก็ให้อาหารทางความคิดแก่คนอ่านอย่างมากทีเดียวครับ

 

ประภัสสร เสวิกุล

ซันติอาโก ชิลี  15 กุมภาพันธ์ 2550

 

 




คลีนิกเรื่องสั้น

รายการชีวิต
โจรปริญญา(ตี)
มือศิลป์ article
Love is....
อกแกก็อกฉัน...อกฉันก็อกแก article
ร่วมกินโต๊ะ
ภาพของฉัน article
คืนข้ามปี article
เหรียญบาทกับโบสถ์กลางน้ำ article
ใส...ซื่อ...บริสุทธิ์ (ใจ) article
นิยายรัก ฉบับป้าหมู article
สายน้ำที่ขาดหาย article
อรุณรุ่ง article
บ้านนั้นเขามีงานศพ article
หีบเชี่ยนหมากของอ้ายแก้ว article
การผ่านพ้นแห่งยุคสมัย article
แม่น้ำเจ้าพระยา article
เธอสุขได้อย่างไรเมื่อผองชนทุกข์ยากลำเค็ญ article
เมื่อโลกนี้ไร้สีสัน... article
ลั่น article
เสมือนรังดักแด้ที่เฝ้าฟูมฟักผีเสื้อให้โบยบิน article
แหว่ง article
รุ้งกินน้ำของปานวาด article
กล่องความทรงจำเก่า...และเงารัก article
จอมโจรหนอนหนังสือ article
มาลัยวรรณกรรม article
ห้องแห่งมิติอนันต์ article
ครูจันทร์ผ่อง ของแม่ article
จุกน้ำปลา...พาโชค article
เวลาของพ่อ article
การค้นพบตัวเองที่ไม่ใช่ตัวเอง article
เพียงภาพในวัยเยาว์ article
น้ำตาลทราย article
การเดินทางของชายชรา article
พันธะพรหมลิขิต article
บทเรียนน้ำตา article
กลางเมืองหลวง article
ประตูที่ถูกเลือก article
ร้องเรือ: ลำนำที่ผันแปร article
ดาวน์ความสำเร็จ article
ไอ้หมา article
คุณย่ากับคุณป้าข้างบ้าน article
ข้างหลังภาพนั้น article
วัฏพินาศแห่งสยามประเทศ article
คลีนิกเรื่องสั้น 16 article
หรือฉันเองที่แตกต่าง article
เด็กชายวิสรุจณ์...ซุกซน article
ใบไม้เปลี่ยนสี article
มรดกพ่อ article
ก้าวแรกของนักล่าดวงจันทร์ article
หุ่นยนต์สังกะสี article
คิดถึงพ่อ article
สาวหน้าใสกับหัวใจน้องเหมียว article
แดร๊กคิวล่ากระหายเลือด...ของคุณ article
ก็เพราะว่า...เรารักนาย article
อ้อมกอดทะเล article
เรือของพ่อ article
ไม่โกรธใช่ไหม article
ในความทรงจำ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ