ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


ก้าวแรกของนักล่าดวงจันทร์ article
 

            Shoot for the moon.

            Even if you miss it,

            You will land among the stars!

           

Les Brown กล่าวไว้เช่นนั้น ...ช่างไพเราะนัก  เขา (หรือเธอ?) บอกให้หมายจันทร์ โดยเหตุที่ว่าหากพลาด ก็ยังหล่นปุลงไปกลางหมู่ดาว

            โดนใจมาก ขนาดแต่งตั้งตัวเองเป็นนักล่าดวงจันทร์นับแต่วันที่ประครอง..เพื่อนคนหนึ่งหยิบยื่นหนังสือเล่มเล็ก ๆ (เล็กจริง ๆ ขนาด 3 คูณ 4 นิ้ว) ให้

ชื่อปกว่า When you wish upon a star.

            ข้างในมีวลี และบทกวีอันไพเราะมากมาย

            ที่โดนใจที่สุดก็คือวลีของ Les Brown ที่ยกมาข้างต้น

            แต่ฉันจะ

            Shoot for the moon-only the moon.

            Even if the stars are refulgent around,

            I insist to shoot for merely the moon.

            มีดวงจันทร์อันเฉิดฉายในสายตา

            ไม่ปรารถนาดาราอื่นแม้นหมื่นแสน

           

            จะว่าไป ก็ไม่ต่างจากกระต่ายน้อยที่คอยชะแง้มองจันทร์ซะเท่าไร เพราะอะไรล่ะหรือ? ก็เพราะความงดงามของจันทร์ได้ขโมยหัวใจของฉัน และกระต่ายไปหมดแล้วน่ะสิ

            Benjamin Mays กล่าวไว้ว่า

 

            It isn’t a calamity to die with dream unfulfilled,

            But it is a calamity not to dream.

            มันไม่เลวร้ายนักหรอกที่จะตายไปทั้ง ๆ ความฝันนั้นยังเป็นแค่ความฝัน

            แต่มันเลวร้ายแน่ ถ้าคุณไม่เคยฝัน

           

ถูกของ Benjamin Mays นะ ก็ถ้าไม่มีความฝัน โลกเราก็คงไม่หมุนไปอย่างทุกวันนี้ คงไม่มีไฟฟ้า ไม่มีเครื่องบิน ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีคอมพิวเตอร์

และไม่มีบทประพันธ์ต่าง ๆ ให้เราอ่าน

ฉันฝันมาตั้งแต่เด็ก ฝันถึงดวงจันทร์..

จะว่าชมตัวเองก็ได้นะ แต่ฉันเป็นคนมั่นคง อาจจะว่อกแว่กไปบ้าง แต่ท้ายสุดก็กลับมาที่จุดเดิม

มันช่วยไม่ได้ที่จะหลงรักดวงจันทร์ แม้ว่าเหล่าดวงดาวจะเฉิดฉันท์หาน้อยไม่ มันก็ยังห่างไกลจากความโสภาเพียงหนึ่งเดียวของดวงจันทร์

ฉันจึงได้หมายจันทร์ตลอดมา จะด้วยความยากลำบากหรืออะไรก็แล้วแต่ ฉันได้ปล่อยให้มันเป็นเพียงความฝัน โดยไม่ได้คิดจะครอบครองอย่างแท้จริง

วันนี้ ณ ครึ่งชีวิต..อาจจะค่อนก็ได้ เพราะเดี๋ยวนี้คนอายุยืนนั้นหายาก และฉันก็ไม่คิดว่าตัวเองจะอายุยืนนักหรอก.. วันนี้ ฉันมาคิดถึงว่าเราน่าจะลองออกล่าดวงจันทร์ดูสักที

ได้หรือไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร แต่ให้ชื่อว่า..ครั้งหนึ่ง เราได้ทำเต็มที่แล้ว..ก็พอ

คิดได้อย่างนี้ ฉันก็ตัดสินใจลงจากเวทีธุรกิจ..และความเป็นมนุษย์เงินเดือน ที่อาจจะมั่นคงในฐานเศรษฐกิจ แต่มันเป็นเพียงหมู่ดาวเท่านั้นเอง

ฉันไม่อยากตายไปโดยที่ไม่เคยแม้แต่เฉียดใกล้ดวงจันทร์

ใช่..ขอเพียงได้เหยียบมันอย่างนิวอาร์มสตรอง..ที่แม้ไม่กี่ก้าว แต่ก็ยิ่งใหญ่..และน้อยคน(มาก ๆ)ที่จะทำได้

บางที ทั้งชีวิตอาจจะไม่โชคดีอย่างนั้น แต่อย่างน้อย ก็ขอให้ได้ชื่อว่าครั้งหนึ่ง..เคยเป็นนักล่าดวงจันทร์..ก็ยังดี

เขียนหนังสือไม่ใช่เรื่องยากสำหรับฉัน แต่เขียนเพื่อขายนี่..ยากหน่อย เพราะหากล้วยมาปอกเข้าปากนั้น ง่ายกว่าหาบรรณาธิการที่โดนใจงานของเรานัก

แต่ฉันหลงรักโลกของการเขียนไปซะแล้ว

ถึงจะรู้อยู่แก่ใจว่ายังไม่สามารถดำรงชีพได้ด้วยการเขียนหนังสือ แต่ฉันก็พร้อมที่จะผันตัวเองไปเป็นนักล่าดวงจันทร์

ก่อนออกล่า ฉันก็เก็บออมเงินไว้พอสมควร ไม่มาก..แต่ก็อยู่ได้หลายเดือน ยิ่งถ้าอยู่อย่างปู่เย็นคนดังเมืองเพชร ก็น่าจะอยู่ได้เป็นปี ๆ

แต่เผอิญฉันเป็นผู้หญิง โสหุ้ยส่วนตัวทั้งที่จำเป็น และไม่สู้จำเป็น..ก็เลยมากกว่าปู่เย็น

ไงก็เถอะ ฉันเชื่อคำพูดของปู่เย็นที่ว่า คนเราไม่มีหรอกที่จะอดตาย โดยเฉพาะในเมืองไทย เพราะอย่างน้อยฉันก็ไม่มีวันยอมแพ้หอยหรอกน่า

ถ้าชาตินี้อดตาย ชาติหน้าก็ขอเกิดเป็นหอยซะเลยรู้แล้วรู้รอด

หลายคนถามว่าทำไมฉันไม่ทำงาน แล้วเขียนหนังสือในยามว่างแทน? อย่างน้อย ๆ ก็ไม่สุ่มเสี่ยงเท่าไร

ปัญหาคือ เขียนหนังสือ ไม่เหมือนกับการทำบัญชี หรืองานอื่น ๆ ที่เมื่อถึงเวลาทำก็ทำได้เลย ขอให้มีข้อมูล หรือมีเนื้อหาของงาน

แต่การเขียนหนังสือ คล้าย ๆ กับการวาดภาพ นอกจากเค้าโครงเรื่องแล้ว ยังต้องอาศัยปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่สุด..คืออารมณ์

บางคนเก่ง สามารถสร้างปุ่มปิดเปิดได้ดังใจ แต่ฉันยังไม่เชี่ยวขนาดนั้น

ที่แย่ไปกว่านั้น ฉันยังจับแนวทางของตัวเองไม่ถูกว่าควรจะมุ่งไปทางไหน? จะวาดภาพ abstract หรือ วิจิตรศิลป์ประมาณจิตรกรรมฝาผนัง หรือจะเป็นภาพเหมือนจริงดี?

ยังไม่รู้ว่าจะใช้พู่กัน..ดินสอ..ชอล์ก.. ปากกา หรือจะเพียงสาดกระป๋องสีไปบนแผ่นผ้าที่ว่างเปล่าดี?

ก็ได้แต่ลองหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ กับอุปกรณ์ต่าง ๆ ด้วยความหวังว่าสักวัน..คงได้พบกับอุปกรณ์ และแนวทางที่ “ใช่”

สรุปว่ามันต้องอาศัยเวลามาก ต้องใช้ความทุ่มเท ฉันจึงไม่สามารถทำสองสิ่งพร้อม ๆ กัน

คล้าย ๆ กับต้องเลือกระหว่างคนที่เรารัก กับคนที่รักเรา

ที่ผ่านมา ฉันอยู่กับ คนที่รักเรา โอเค..สบาย ใช่..ไม่เถียง

แต่นับจากนี้ ฉันจะขอย้ายไปอยู่กับ คนที่เรารัก บ้าง มันอาจจะลำเค็ญ แต่มันก็เป็น ทุกข์ที่ยิ้มได้ ไม่ว่าจะสมหวัง หรือเพียงได้เฉียดไปเฉียดมาก็ตาม

สมัยเด็ก ๆ จำได้ว่าเคยเขียนนิทานส่งไปสำนักพิมพ์ที่เขาทำการ์ตูนเล่มละบาท แล้วมีอยู่วันหนึ่ง เขาก็ส่งค่าตอบแทนมาให้หนึ่งร้อยบาท

ฉันงงว่าเงินอะไร เพราะลืมไปแล้ว ต้องสอบไปถึงที่มา คุณแม่พานั่งแท็กซี่ไปถึงโน่น..แถวบางลำภู (บ้านอยู่อโศก) พูดง่าย ๆ ได้มาร้อย แต่เสียไปร้อยกว่าเพื่อหาที่มาของเงิน

ว่ากันตามหลักเศรษฐศาสตร์ ก็ต้องบอกว่า..ขาดทุนยับเยิน

ต่อมา ส่งไปสตรีสาร ก็ได้ลงอีก ซึ่งครั้งนั้น..คำชมเชยจากครูที่โรงเรียน..เป็นรางวัลที่ชื่นใจกว่าเงินสามร้อยบาทเป็นกอง

ตอนเด็ก ๆ ฉันชอบเขียนกลอน ไม่ใช่บทกวีที่ลึกซึ้งกินใจอะไรมากมาย เพราะฉันไม่ใช่คนลึกซึ้งนัก แต่ก็เป็นสิ่งที่กลั่นกรองออกมาจากใจ

ปีหนึ่ง คุณตาคุณยายได้ให้ปากกาครอสสีทองคู่หนึ่ง เสียดายที่วันนี้มันอันตธานหายไปซะแล้ว ไปทีละด้าม ไปได้อย่างไรก็สุดรู้ (ถ้ารู้ ก็คงตามกลับ)

นับแต่นั้นมา กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่าฉันจะต้องร่ายบทกลอนอวยพรวันเกิดคุณตาทุกปี สมัยก่อนมีพรปีใหม่ด้วย แต่ตอนหลังลดเหลือแค่วันเกิด

ไม่ใช่ว่ารักคุณตาน้อยลง แต่เพราะสมองชักฝืด..

ตะก่อน จะให้เขียนกลอนอะไรสั่งมาได้เลย เดี๋ยวเดียวได้

เดี๋ยวนี้หรือ? ล่อเป็นชั่วโมง ๆ ..บางทีเป็นวัน แถมคำก็แสนจะพื้น ๆ ธรรมดา ไม่วิลิศมาหรา

มีเรื่องขำเกี่ยวกับศัพท์วิลิศมาหรา ตอนเด็ก ๆ ฉันชอบเรียนรู้ที่จะใช้คำไพเราะมาก ๆ ภาษาไทยไม่สู้จะก่อปัญหานัก แต่ภาษาอังกฤษนี่สิ..

ครั้งหนึ่งฉันเคยเรียงความไว้อ่านเองเล่น ๆ  ล่อคำศัพท์ชั้นสูงซะจนคุณแม่ซึ่งเรียนจบจากอังกฤษแสนจะงงงวยเมื่อเจอ

I hook…แทน I beg หรือ I ask for..

คุณแม่ถึงกับขำกลิ้ง และเอาไปเล่าต่อถึงความเปิ่นของฉันให้ใครต่อใครฟังอีกนาน ฉันก็เลยรู้ว่าไอ้คำว่า hook ที่ในดิกฯ แปลว่า “ขอ” นี่ มันหมายถึง “ตะขอ”

หน้าแตกยับเยินเชียวล่ะ

เหมือนคนบ้ายอ ฉันมีความสุขที่เห็นคนอ่านงานของตัว จะวิจารณ์ก็ได้ ชมก็ดี (ส่วนใหญ่แล้ว มีคนชมมากกว่าวิจารณ์ เห็นจะเป็นเพราะมรรยาทมั้งที่ทำให้พวกเขาชมซึ่งหน้า วิจารณ์ลับหลัง)

โอเค ๆ ยอมรับก็ได้ว่า ฉันใฝ่ฝันอยากจะสร้างวรรณกรรมขนาดพลตรีหลวงวิจิตรวาทการ หรือเทียบเท่าพลตรีมรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช (บังเอิญจังแฮะ ที่เป็น พลตรี กันทั้งคู่)

อู้ฮู..หลายคนคงจะค่อนว่าในใจ

ก็บอกแล้วไง ฉันหมายสูง

งานของหลวงวิจิตรฯ นั้นมีความไพเราะ เหมือนดนตรีที่มีทำนองอันเสนาะ น่าฟัง ส่วนของหม่อมคึกฤทธิ์มีความเป็นพหูสูตร เหมือนเพลงชีวิต..ฟังแล้วเหมือนจะฉลาดขึ้น

ส่วนฝรั่ง..ต้องนี่เลย Roald Dahl เป็นนักเขียนที่มีพรสวรรค์อย่างมาก

เขียนวรรณกรรมเยาวชน เด็กก็อ่านได้สนุกสนาน ผู้ใหญ่หัวใจเด็กอย่างฉันยังติดใจเลย

เขียนให้ผู้ใหญ่อ่าน ก็ถึงกับวางไม่ลงทีเดียว

เป็นงานเขียนที่เปี่ยมเสน่ห์ และเข้าขั้นอัจฉริยะเลยทีเดียว

ถ้าใครไม่เคยอ่าน สำนักพิมพ์ผีเสื้อเขามีงานแปลของ Roald Dahl หลายเล่ม ลองไปหาซื้อมาอ่านดู แล้วจะติดใจ ขอแนะนำให้อ่านนะคะ

นักเขียนในดวงใจฉันมีมากมาย แต่ที่ยกมาคือดวงจันทร์ อือม์..สงสัยตัวเองจะเป็นดาวเสาร์แฮะ ถึงมีดวงจันทร์มากกว่า 1 ดวง

หนอนหนังสือเขาไม่มีดวงจันทร์แค่ดวงเดียวกันหรอก

นักเขียนขวัญใจนะ..ไม่ใช่แฟน..จะได้มีแค่คนเดียว แถมคนสมัยนี้เขาก็เลิกมีแฟนคนเดียวกันแล้ว อะไรนะที่เขาพูดกัน..อ้อ..แฟนน่ะมีคนเดียว แต่พ่วงกิ๊กอีกโหล..

หัวใจมีตั้ง 4 ห้อง ให้มีคนจับจองคนเดียว อีก 3 ห้องก็โหวงแย่พอดี

นอกเรื่องไปซะไกล เกือบจะกู่ไม่กลับ..

คุณจะไม่มีวันดื่มด่ำกับหนังสือได้ลึกซึ้งอย่างที่ควรเป็น ถ้าคุณไม่เคยจับปากกาเขียนเรื่องสักเรื่อง เพราะถึงตอนนั้น คุณจะถึงบางอ้อ..ว่ากว่าที่เรื่องราวดี ๆ จะออกมาสู่สายตาคุณนั้น มันผ่านอะไรมาบ้าง

ยิ่งสมัยนี้ นักเขียนใหม่ ๆ มีมาก ใคร ๆ ก็อยากถ่ายทอดประสบการณ์..แบ่งปันความรู้สึกนึกคิด..ในขณะที่เวทีมีจำกัด

ประหนึ่งว่าดวงจันทร์ที่มีอยู่หนึ่งเดียว แต่ผู้ล่านั้น..นับไม่ถ้วน

แต่เพราะความโสภา เฉิดฉันท์ของมัน ทำให้ฉันไม่อาจตัดใจได้ แม้รู้ว่าเป็นการลงสู่สนามประลองที่ล้นไปด้วยผู้มีวิทยายุทธแก่กล้ากว่า

แม้จะรู้ว่า ท้ายที่สุดแล้ว..อาจจะพลาด..ไปไม่ถึงดวงจันทร์

แต่หล่นปุลงท่ามกลางดวงดาวก็ไม่เลวนักหรอก เพราะอย่างน้อยก็ได้เต้นระบำไปรอบ ๆ ดวงจันทร์

ถ้าไม่ตายสักก่อน อาจจะมีสักวันที่ฉันได้ขึ้นไปนั่งเอกเขนกบนดวงจันทร์อย่างเต็มภาคภูมิก็ได้

ว่าไม่ได้หรอกนะ.

         

 

 

 

คลีนิกเรื่องสั้น 11

ก้าวแรกของนักล่าดวงจันทร์

โดย นพพร

 

            “ก้าวแรกของนักล่าดวงจันทร์”น่าจะเป็นตัวอย่างของการย่างก้าวครั้งแรกให้เพื่อน ๆ สมาชิกได้ดี นั่นคือเขียนอะไรก็ได้ที่ตนเองชอบและอยากจะเขียนถึง โดยไม่ต้องคำนึงถึงหลักหรือทฤษฏีใด ๆ ที่ว่าด้วยการเขียนทั้งสิ้น และก็คงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจที่นักเขียนหลายคนมีสมุดบันทึกประจำวันเป็นที่ฝึกปรือฝีมือก่อนจะก้าวสู่บรรณพิภพ

            จุดเด่นของงานเขียนชิ้นนี้ คือการถ่ายทอดความรัก ความผูกพัน และความมุ่งมั่น ที่ผู้เขียนมีต่อความต้องการเป็นนักเขียน เชื่อมโยงเรื่องด้วยโวหารดี ๆ ของนักเขียนหลายคน และความชื่นชมในดวงจันทร์ งานเขียนทำนอง(ศิล)ปะติดปะต่อ หรือคนละเรื่องเดียวกันนี้ ดูผาด ๆ อาจจะคิดว่าเป็น

เรื่องง่าย ๆ แต่จริง ๆ แล้ว การคุมธีม(theme) และโทน (tone) ให้อยู่ในแถวแนวเดียวกันตั้งแต่ต้นจนจบ มีเสน่ห์ชวนอ่าน และดึงดูดความสนใจของคนอ่านไว้ได้ตลอดเรื่องนั้น มักจะไม่ง่ายเลย

            มีจุดอ่อนเล็ก ๆ ที่อยากให้คุณนพพรกำจัด ก็คือตรงที่พูดถึง Roald Dahl แล้วเลยไปพูดเรื่องอื่นอีกหน้ากว่า ก่อนจะมาสรุปเรื่อง Roald Dahl ได้ ซึ่งจากจุดเริ่มต้นถึงจุดลงท้ายกินระยะเวลาที่ยาวเกินไปจนคนอ่านขาดความรู้สึกต่อเนื่อง นอกจากนี้ก็เรื่องชื่อของนักบินอวกาศที่ขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์  ที่ถูกต้องคือ นีล อาร์มสตรอง (Neil Armstrong)ไม่ใช่นิวอาร์มสตรอง ครับ

            ครับ ดวงจันทร์ยังรอคอยนักล่าหน้าใหม่อยู่เสมอ แม้จะมีผู้ล่ามาแล้วนับไม่ถ้วนก็ตาม ผมขอเป็นกำลังใจให้คุณนพพร และนักล่าดวงจันทร์ทุกคน

 

ประภัสสร เสวิกุล

ซันติอาโก. ชิลี    27 กุมภาพันธ์ 2550

                

   

 

 




คลีนิกเรื่องสั้น

รายการชีวิต
โจรปริญญา(ตี)
มือศิลป์ article
Love is....
อกแกก็อกฉัน...อกฉันก็อกแก article
ร่วมกินโต๊ะ
ภาพของฉัน article
คืนข้ามปี article
เหรียญบาทกับโบสถ์กลางน้ำ article
ใส...ซื่อ...บริสุทธิ์ (ใจ) article
นิยายรัก ฉบับป้าหมู article
สายน้ำที่ขาดหาย article
อรุณรุ่ง article
บ้านนั้นเขามีงานศพ article
หีบเชี่ยนหมากของอ้ายแก้ว article
การผ่านพ้นแห่งยุคสมัย article
แม่น้ำเจ้าพระยา article
เธอสุขได้อย่างไรเมื่อผองชนทุกข์ยากลำเค็ญ article
เมื่อโลกนี้ไร้สีสัน... article
ลั่น article
เสมือนรังดักแด้ที่เฝ้าฟูมฟักผีเสื้อให้โบยบิน article
แหว่ง article
รุ้งกินน้ำของปานวาด article
กล่องความทรงจำเก่า...และเงารัก article
จอมโจรหนอนหนังสือ article
มาลัยวรรณกรรม article
ห้องแห่งมิติอนันต์ article
ครูจันทร์ผ่อง ของแม่ article
จุกน้ำปลา...พาโชค article
เวลาของพ่อ article
การค้นพบตัวเองที่ไม่ใช่ตัวเอง article
เพียงภาพในวัยเยาว์ article
น้ำตาลทราย article
การเดินทางของชายชรา article
พันธะพรหมลิขิต article
บทเรียนน้ำตา article
กลางเมืองหลวง article
ประตูที่ถูกเลือก article
ร้องเรือ: ลำนำที่ผันแปร article
ดาวน์ความสำเร็จ article
ไอ้หมา article
คุณย่ากับคุณป้าข้างบ้าน article
ข้างหลังภาพนั้น article
วัฏพินาศแห่งสยามประเทศ article
คลีนิกเรื่องสั้น 16 article
หรือฉันเองที่แตกต่าง article
เด็กชายวิสรุจณ์...ซุกซน article
ใบไม้เปลี่ยนสี article
มรดกพ่อ article
เพื่อนตาย article
หุ่นยนต์สังกะสี article
คิดถึงพ่อ article
สาวหน้าใสกับหัวใจน้องเหมียว article
แดร๊กคิวล่ากระหายเลือด...ของคุณ article
ก็เพราะว่า...เรารักนาย article
อ้อมกอดทะเล article
เรือของพ่อ article
ไม่โกรธใช่ไหม article
ในความทรงจำ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ