ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


มรดกพ่อ article
 

 

                        ยามบ่ายแก่ ๆ  ของวันที่ดูหงอยเหงาและน่าเบื่อสำหรับใครหลายคน   เมฆฝนที่ตั้งเค้าดำทะมึนอยู่เมื่อสักครู่เริ่มโปรยปรายหยาดหยดแห่งความชุ่มฉ่ำลงมาแผ่วเบา   คล้ายเป็นสัญญาณเตือนว่ายามต้นฤดูฝนเริ่มเข้ามาเยือนดินแดนแถบที่ราบลุ่มภาคกลางแห่งนี้      ซึ่งมันได้นำพาความชุ่มชื้นมาสู่ผืนดินหลังจากที่ห่างเหินมานานหลายเดือน    หลายชีวิตต่างหลบซ่อนตัวอยู่ภายใต้ชายคาที่พักอาศัย  แต่ในทางกลับกัน  ครอบครัวเล็ก ๆ  ครอบครัวหนึ่งกลับมิได้ใส่ใจในเหตุการณ์ความเป็นไปรอบกายเท่าใดนัก  คล้ายกับว่าหยาดทิพย์จากฟากฟ้านั้นไม่ใช่อุปสรรคอันใหญ่หลวงที่จะขัดขวางการทำมาหาเลี้ยงชีพของพวกเขา  สามชีวิตต่างวัยกันกำลังช่วยงานกันอย่างขะมักเขม้นเพื่อ ให้ทันเวลาก่อนที่ฝนจะเทลงมาหนักมากกว่านี้

“เอ้า  เดินช้า ๆ  ไม่ต้องรีบหรอกลูก   เดี๋ยวล้ม”   เสียงหญิงวัยประมาณสามสิบต้น ๆ

ตะโกนบอกกับเด็กชายตัวน้อยซึ่งกำลังกึ่งเดินกึ่งวิ่งตัวเอียงไปแถบหนึ่ง  โดยในมือหิ้วถังสีฟ้าหม่นใบย่อม ๆ ไปด้วย

                        เด็กน้อยหอบตัวโยนด้วยความเหนื่อย  ถังใบเล็ก ๆ แต่หนักเอาเรื่องอยู่เหมือนกันสำหรับเด็กตัวเล็ก ๆ เช่นนั้น  เขาวางแปะลงตรงหน้าชายผิวคล้ำแดดผู้ซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการนำปูนซีเมนต์ที่ผสมแล้วบรรจงแต่งลวดลายของขอบหน้าต่างเพื่อให้เกิดความสวยงามอย่างคล่องแคล่วและชำนาญ

                        ก้อง  หรือเด็กชายคงคา   ยกมือขึ้นเช็ดละอองฝนบนใบหน้าพลางยืนมองดูผู้เป็นพ่อที่กำลังใช้ฝีมือด้านงานปูนบรรจงสร้างสรรค์ผลงานด้วยความทึ่ง  ในสายตาของเขาพ่อเป็นคนที่เก่งที่สุด  เพราะพ่อไม่ได้จบจากสถาบันไหนทั้งสิ้น  แต่สามารถคิดคำนวณส่วนผสมและโครงสร้างจนทำให้เกิดเป็นสิ่งปลูกสร้างขึ้นมาได้  โดยอาศัยการเรียนรู้มาแต่บรรพบุรุษสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นบวกกับพรสวรรค์ที่มีติดตัวจึงทำให้ฝีมือของพ่อเป็นที่ยอมรับของผู้คนในละแวกใกล้ไกลกันถ้วนหน้า

                        ชื่อคงคาของก้องนั้นมีที่มาเนื่องจากเขาเกิดฤดูน้ำหลากพอดี  ตอนท้องแก่ใกล้คลอดแม่ของเขาต้องอุ้มท้องโย้เดินลุยน้ำเพื่อช่วยพ่อขนของหนีน้ำที่ไหลบ่าทะลักท่วมบ้านเรือนอย่างไม่มีใครตั้งตัวทัน   และด้วยเป็นในรอบเจ็ดสิบปีที่บ้านของเขาไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้  เพิ่งจะมาประสบเอาเมื่อตอนปีที่เขาเกิดพอดี   พ่อจึงตั้งชื่อให้เขาเพื่อเป็นอนุสรณ์ไว้ให้ระลึกถึงความหลังอยู่เสมอ   และอีกนัยหนึ่งก็เพื่ออยากให้ลูกชายเป็นคนใจเย็น  และทำประโยชน์ให้กับสังคมอันใหญ่หลวงเหมือนดั่งสายน้ำ 

 

                        พ่อของก้อง   หรือ  “ช่างแดง”   เป็นช่างปูนฝีมือดีหาใครเทียบได้ยาก  โดยช่างแดงจะรับเหมาสร้างบ้านเรือน  สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ  ตามแต่จะมีผู้ว่าจ้าง โดยมีภรรยาและลูกน้องไว้คอยช่วยงานเพียงแค่สองสามคนเท่านั้น ซึ่งผู้คนในละแวกนั้นหรือแม้กระทั่งจากกรุงเทพฯ เมื่อได้มาเห็นก็มักชอบใจในฝีมือของเขา  หอสวดมนต์  หอระฆังตามวัดวาอารามก็เกิดจากฝีมือของเขาแทบทั้งสิ้น   ด้วยเหตุนี้  งานของเขาจึงมีทั้งปีจนแทบไม่ได้พักผ่อน

 

“โตขึ้นผมจะเป็นช่างฝีมือแบบพ่อ  ผมอยากปั้นลายไทยเป็น”  ก้องเอ่ยกับพ่อในวัน

หนึ่งขณะที่กำลังพักกินข้าวกลางวันตามประสาพ่อแม่ลูก     ซึ่งในช่วงปิดเทอมเขามักจะชอบติดสอยห้อยตามมาดูพ่อกับแม่ทำงานเสมอ  อีกเหตุผลหนึ่งก็คือเขาชอบเอาปูนมาหยอดใส่พิมพ์เล่นเพื่อสร้างสรรค์ผลงานตามจินตนาการซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กวัยเช่นเขา

                   “งานแบบนี้มันต้องอาศัยว่าเป็นคนใจรักหรือเปล่า  อย่างเช่นลายไทยแต่ละลายเนี่ย  ต้องออกแบบก่อน  และถึงจะนำมาหล่อเป็นพิมพ์  ลูกเห็นไหม  กว่าจะได้ลายปูนปั้นแต่ละอัน   มือถูกปูนกัดไปไม่รู้เท่าไหร่”

                   ช่างแดงอธิบายให้ลูกชายฟังพลางหยิบตัวอย่างชิ้นงานขึ้นมาพิจารณา  ก้องสังเกต เห็นมือของพ่อลอกไปทั่วเพราะถูกปูนกัด

                   “อย่างการติดกระจกให้เป็นลวดลายที่ลูกเห็นสวย ๆ ตามวัดก็เหมือนกัน  ถ้าคนไหน ที่เขาดูเป็นและมีความละเอียด  เขาจะรู้เลยทันที  ว่าช่างที่ทำมีฝีมือและมีความประณีตหรือเปล่า  เรื่องการฉาบผนังอีก  ถ้าช่างใจร้อนงานออกมาจะหยาบไม่สวย  เพราะเม็ดทรายที่ไม่กลืนเป็นเนื้อเดียวไปกับปูนจะทำให้ผนังไม่เรียบ  พ่อถึงบอกว่าการเป็นช่างฝีมือไม่ใช่เป็นกันได้ง่าย ๆ ต้องค่อย ๆ เรียนรู้กันไป  ถ้าลูกชอบด้านนี้นะ  ต่อไปพ่อจะค่อย ๆ  สอนให้”

                   “ตอนนี้ลูกต้องท่องคำเหล่านี้ให้ขึ้นใจก่อน  ว่าช่างที่ดีต้องไม่เอาเปรียบผู้ว่าจ้าง  ต้องละเอียด  ประณีต  ใจเย็น   และถือคติปลูกเรือนตามใจผู้อยู่  ปลูกอู่ตามใจผู้นอน”

                   ช่างแดงพูดพลางหยิบหัวปลาทูมาใส่จาน  เหลือส่วนเนื้อไว้ให้ลูกชาย เขาตักน้ำพริกกะปิมาคลุก ๆ  ให้เข้ากันกับข้าวแล้วกินอย่างเอร็ดอร่อย   ก้องมองพ่อแล้วรู้สึกสงสารขึ้นมาจับใจ  เขาคิดเท่าที่เด็กวัยอย่างเขาจะคิดได้ว่าพ่อคงเสียสละให้เขาได้กินดี ๆ  เนื่องจากครอบครัวของเขาตอนนี้ถือว่ายังยากจน   อะไรที่ประหยัดได้พ่อและแม่ก็จะประหยัด  แม้กระทั่งเรื่องอาหารการกิน  บ้านของเขาจะไม่กินทิ้งกินขว้างโดยเด็ดขาด

*************************

 

                        “ก้อง  ว่าง ๆ  เราไปเที่ยวบ้านที่ต่างจังหวัดของเธอบ้างสิ”

                   “เอ่อ....”

                   “ทำไมล่ะ  เธอลำบากใจเหรอ”

                   “อ๋อ  ปะ  เปล่า  เราแค่กำลังคิดว่า  ถ้าไปแล้วกลัวพวกเธอจะลำบากน่ะ  มันไม่เจริญเหมือนที่กรุงเทพฯ หรอกนะ”

                   “แหม  เรื่องแค่นี้เอง  พวกเราน่ะขาลุยอยู่แล้ว  ปิดเทอมนี้ตกลงเราไปเที่ยวบ้านก้องกันนะ  แพนอยากไปดูลิเก  ดูรำวงย้อนยุค  อยากสัมผัสชีวิตชนบทน่ะ”  หญิงสาวคู่สนทนาพูดเองเออเองเสร็จสรรพ

                   ก้องทำสีหน้าปั้นยาก  เขายอมรับว่าไม่อยากให้เพื่อนที่มหาวิทยาลัยฯ ไปเห็นชีวิตความเป็นอยู่ที่บ้านของเขาสักเท่าใดนัก     สาเหตุเพราะเขาอายที่เพื่อน ๆ    จะได้รับรู้ว่าครอบครัวของเขาประกอบอาชีพอะไร  ซึ่งเรื่องนี้เขาไม่เคยบอกให้ใครรู้เลยตั้งแต่เข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพฯ  เพราะในสายตาของเขานั้นมองว่าเพื่อน ๆ แต่ละคนล้วนเป็นลูกคนมีเงิน พ่อแม่รับราชการบ้าง ทำงานบริษัทเอกชนเงินเดือนแพง ๆ  บ้าง   หรือบางคนก็มีธุรกิจส่วนตัว   ต่างมีหน้ามีตาในสังคม  ไม่มีใครสักคนที่พ่อแม่มีอาชีพก่อสร้างแบบเขา

                        ก้องยอมรับว่าความคิดของเขาเปลี่ยนจากในวัยเด็กหน้ามือเป็นหลังมือ  เขาเริ่มรู้สึกว่ามันค่อย ๆ   แปรเปลี่ยนไปทีละน้อยเมื่อเข้าเรียนชั้นมัธยม   เป็นเพราะเขาได้สัมผัสโลกภายนอกมากขึ้น  จึงเริ่มมองเห็นความเป็นจริงในสังคมยุคปัจจุบันเกี่ยวกับค่านิยมต่าง ๆ  ด้วยเหตุนี้  เขาจึงเริ่มอคติกับอาชีพของพ่อตนเองทีละน้อย

                        แม้ช่างแดงจะรู้ว่าลูกชายของตนเปลี่ยนไปจากในอดีต  แต่เขาคงทำได้เพียงเก็บไว้ภายในใจไม่แสดงออกให้ลูกรับรู้ถึงความรู้สึกหลาย ๆ อย่างที่สุมอกอยู่ ที่ทำได้ทุกวันนี้คือสนับสนุนลูกในทางที่เขาเลือกและพอใจก็พอ  แม้ลึก ๆ นั้นจะรู้สึกใจหายอยู่บ้างก็ตาม  ที่อาชีพช่างฝีมือของตระกูลใกล้เดินทางมาถึงจุดอวสาน

 

*********************

                       

เวลาล่วงผ่านไปหลายปีจนกระทั่งก้องเรียนจบปริญญาตรีทางด้านวิศวกรรมโยธา

เขาเลือกทำงานในกรุงเทพฯ   เนื่องจากหาได้ง่ายกว่าแถวบ้านเกิด   นาน ๆ   ถึงจะกลับไปเยี่ยมบ้านสักครั้ง

                        จนกระทั่งวันนี้  ก้องย้อนกลับมาเยี่ยมบ้านหลังจากที่ไม่ได้มาเยือนเสียนาน  มาในร่างของก้องคนใหม่ ไม่เหลือเค้าเด็กบ้านนอกคนเดิมให้เห็น มีเพียงหนุ่มชาวกรุงผู้สำอางเคลือบฉาบ เอาไว้

 

                        “พ่อ  ย้ายไปอยู่ที่กรุงเทพฯ กับผมไหม  ตอนนี้พ่อก็ไม่มีแม่คอยดูแลแล้ว”  ก้องเอ่ยกับพ่อในเช้าวันหนึ่ง  

                        “.....” 

อีกฝ่ายหนึ่งเงียบงันไม่ตอบคำถามแต่อย่างใด     ชายชราทอดสายตาไปเบื้องหน้า

อย่างไร้จุดหมาย   ยากจะเดาว่าคิดอะไรอยู่

                        “ที่กรุงเทพฯ เจริญกว่าบ้านเราเยอะ  อยู่ไปนาน ๆ เดี๋ยวพ่อก็ชินเองแหละ”    ก้องยังคงพูดต่อโดยมิได้สังเกตอาการของอีกฝ่ายหนึ่ง  สายตาเขาจับจ้องอยู่แต่หน้าจอโทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุด   พลางกดปุ่มเล่นเพื่อศึกษาการใช้งานในโทรศัพท์

ชายหนุ่มไม่เคยรู้หรอกว่า   ผู้เป็นพ่อรู้สึกเช่นไร  ดวงตาแฝงความเศร้านั้นบัดนี้มีน้ำ

เอ่อล้นออกมาที่ขอบตาทั้งสองข้าง  ชายชราปาดน้ำตาด้วยหลังมืออันแห้งกร้าน  ริ้วรอยบนผิวหนังบ่งบอกถึงการกรำแดดกรำฝนมาเป็นเวลานาน   เสียงหอบหายใจดังวี๊ด ๆ   อยู่ในอกจนต้องยกมือขึ้นมากุมไว้เนื่องจากอาการแน่นหน้าอกรุมเร้าหนักเสมือนจะหมดลมหายใจเสียให้ได้  โรคหอบหืดที่เป็นอยู่อาการมักจะกำเริบในตอนเช้า   มักสร้างความทรมานให้กับผู้เผชิญยิ่งนัก

                        ช่างแดงภูมิใจที่สามารถส่งเสียลูกจนเรียนจบปริญญาได้ เพราะจะได้ไม่ต้องลำบาก เหมือนตน       แต่แท้จริงแล้วสิ่งที่เขาหวังไว้อยู่ลึก ๆ      ก็คืออยากให้ลูกชายคนเดียวของตัวเองเป็นผู้ 

สืบทอดอาชีพช่างฝีมือต่อจากตนควบคู่ไปกับการทำในสิ่งที่ลูกเลือก โดยแค่เรียนรู้ติดตัวไว้ก็ยังดีกว่าไม่รู้เสียเลย  ถ้าไม่มีผู้สืบทอด  ชื่อเสียงของตระกูลช่างฝีมือดีผู้โด่งดังคงดับสูญไปพร้อมกับเขาเป็นแน่แท้   ช่างแดงคิด

                        แต่ทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนไปตามกาล    เมื่อก้องกลับมองอาชีพของพ่อว่าต่ำต้อย  ไม่มีเกียรติในสังคม  เขาคิดว่าถึงแม้จะเป็นช่างฝีมือดีแต่ยังไงก็คือกรรมกรรับจ้างก่อสร้างไปวัน ๆ ก้องเคยบอกให้พ่อเขาทำเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างเล็ก ๆ โดยจ้างคนงานไว้ทำจะได้ไม่ต้องลงมือเอง  และเมื่อเรียนจบเขาจะช่วยอีกแรง   แต่พ่อเขากลับปฏิเสธด้วยอ้างว่าสู้ลงมือทำด้วยตนเองไม่ได้  ทั้งนี้เป็นเพราะช่างฝีมือดีในปัจจุบันนั้นหาได้ยากเต็มที  ส่วนใหญ่ก็จะพอทำเป็นและรู้แค่งู ๆ ปลา ๆ  เท่านั้น  เพราะช่างฝีมือไม่ใช่จะเป็นกันได้ง่าย ๆ  ที่สำคัญ  ช่างในปัจจุบันมักไม่ค่อยให้ความประณีตกับงาน ทำให้งานออกมาไม่เรียบร้อย  ถ้าให้คนอื่นทำแทน  แล้วผลงานออกมาไม่ดี  ชื่อเสียงของผู้รับงานพลอยจะเสียหายไปด้วย  ดังนั้น  ความคิดของเขากับพ่อจึงสวนทางกันตลอด

                       

                        ที่สำคัญ    ก้องไม่เคยสนใจที่จะเรียนรู้จากผู้เป็นพ่อเหมือนที่เคยพูดไว้เลย   ทำให้ช่างแดงได้แต่เก็บความขมขื่นเอาไว้ไม่เคยปริปากให้ก้องได้รับรู้  เป็นเพราะเขารักในตัวของลูกชายมากนั่นเอง  ยอมให้ลูกเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองรัก   และเขายอมรับความจริงข้อหนึ่งที่ว่า  ยุคสมัยได้เปลี่ยนแปลงไป  การที่จะให้คนหนุ่มสาวรุ่นหลังมาคลุกดินคลุกทรายนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก  ที่ทำได้คือก้มหน้ายอมรับความเปลี่ยนแปลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  แม้ลึก ๆ  นั้นจะรู้สึกใจหายอยู่บ้างก็ตามที

           

************************

 

                      “ตกลงว่าพ่อจะไปอยู่กับผมไหม” 

ก้องเอ่ยถามพ่อด้วยคำถามเดิมเหมือนหลายวันก่อน      ด้วยหวังว่าอีกฝ่ายหนึ่งคงจะ

เปลี่ยนความคิดบ้าง

                        “พ่อคิดดูแล้วไม่ไปดีกว่า  เพราะอยู่ที่นี่ก็สบายดีอยู่แล้ว  คนแก่กับกรุงเทพฯ ไม่ค่อยถูกกันหรอก ว่าง ๆ ก็หมั่นมาเยี่ยมพ่อบ้างละกัน”

                        ชายชราพูดพลางฝืนยิ้มให้กับลูกชาย  เขาพยายามสร้างภาพว่าทุกวันนี้กำลังมีความ สุขดีอยู่แล้วกับต้นไม้ต้นไร่ตามประสาคนแก่   ทั้งที่ความเป็นจริงเขาเหงาจนจับใจเมื่อยามที่ต้องอยู่ตามลำพัง

                        “แค่ก ๆ ๆ”

                        อาการหอบ  แน่นหน้าอกเริ่มมาเยือนอีกครั้ง  ช่างแดงยกมือขึ้นแนบอกเมื่อมีอาการไอร่วมด้วย   ฝนตกเมื่อไรถ้าไม่ได้กินยาป้องกันอาการจะต้องกำเริบทุกที   มฤตยูที่มาเยือนร่างกายโดยมิได้รับเชิญนี้เป็นผลมาจากการที่เขาคลุกคลีอยู่กับปูนกับทรายมาแต่ครั้งยังหนุ่ม   เพราะโรคหอบหืดมักไวต่อสิ่งกระตุ้น  เมื่อได้รับสิ่งแปลกปลอมเข้าไปสะสมในร่างกายนานวันเข้า  ผลก็คือความทรมานที่เขาต้องเผชิญเมื่อบั้นปลายของชีวิต

ก้องเห็นอาการของพ่อแล้วค่อนข้างตกใจ     เขาเพิ่งสังเกตว่าพ่อเป็นมาก     เพราะที่

ผ่านมาเขาไม่ได้ใส่ใจในสุขภาพของพ่อเท่าใดนัก   นอกจากส่งเงินให้พ่อใช้ทุกเดือน

                        ช่างแดงเดินแยกตัวออกไปโดยมิได้รอฟังคำพูดใด ๆ จากปากลูกชาย เขาตรงไปยังศาลาริมน้ำที่ใช้พักผ่อนหย่อนใจเป็นประจำ   หยดน้ำที่เกาะอยู่ตามเหล่าพืชพรรณนานาชนิดแลดูระยิบระยับนั้นเป็นสิ่งบ่งบอกว่าสายฝนเพิ่งอำลาจากไปไม่นาน ชายชราทอดสายตามองออกไปบริเวณทางเดินเข้าบ้าน     แลเห็นต้นหางยกยูงฝรั่งคู่หนึ่งซึ่งเติบโตขึ้นมาด้วยสองมือของเขาเมื่อประมาณยี่สิบปีที่แล้วยืนต้นเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงรั้วหน้าบ้าน มันกำลังออกดอกสะพรั่งสีแดงสดเต็มต้นเนื่องจากได้รับความชุ่มฉ่ำของฤดูฝน  ก่อให้เกิดความรู้สึกสดชื่นแก่ผู้พบเห็นได้อย่างประหลาด

           

***************************

 

                        เสียงพลุดังสนั่นหวั่นไหวติดต่อกันหลายครั้ง ควันไฟที่พวยพุ่งออกจากปล่องเมรุเผาศพได้ส่งวิญญาณของช่างแดงไปสู่สุขคติแล้ว คงมีเพียงเสียงร่ำไห้ด้วยความอาลัยรักจากเหล่าบรรดาญาติพี่น้องและพวกพ้องที่เคารพนับถือกันมาแต่ครั้งยังมีลมหายใจ

            ก้องยืนนิ่งไม่สนใจความเป็นไปรอบกายชั่วขณะ       เขาพยายามกลั้นน้ำตา

ลูกผู้ชายเอาไว้ไม่ให้ไหลออกมา     ความรู้สึกหลายอย่างประเดประดังเข้ามาในห้วงความคิด     เขามีความรู้สึกว่าชาตินี้ยังทดแทนบุญคุณของพ่อได้ไม่มากพอ  แม้กระทั่งวันที่ลมหายใจสุดท้ายของพ่อหมดลง  เขาก็ไม่ได้มาอยู่ดูใจ

เสียงพลุลูกสุดท้ายเงียบสงบลง     ชายหนุ่มใจหายวาบที่บัดนี้เขาจะไม่มีวัน

ได้เห็นร่างของพ่ออีกต่อไป

           

************************

 

                        รถยุโรปคันงามเคลื่อนที่มาอย่างเชื่องช้า และจอดสงบนิ่งใต้ต้นหางยกยูงใหญ่สองต้นหน้าบ้าน

                        ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งก้าวลงจากรถแล้วเดินตรงไปเปิดประตูรั้วที่ทำขึ้นจากไม้ไผ่  มันผุกร่อนใกล้จะพังเต็มทีเพราะตากแดดตากฝนมานานหลายปี  เมื่อเยื้องกายเข้าสัมผัสบริเวณบ้าน  ความรู้สึกแปลก ๆ  เกิดขึ้นกับเขาอย่างบอกไม่ถูก

บ้านดูเงียบจนน่าใจหาย    เนื่องจากไม่มีร่างของชายชรานั่งพรวนดินให้ต้นไม้

อีกต่อไป   ก้องมองดูต้นไม้   ดอกไม้  ที่พ่อเขาลงแรงปลูกกำลังแข่งกันผลิดอกออกผลเมื่อผืนดินได้รับความชุ่มชื้นอย่างเต็มที่   แต่น่าเสียดาย  เมื่อผู้ที่เฝ้าฟูมฟักได้จากไปแล้ว  ไม่มีโอกาสได้ชื่นชมของขวัญที่ธรรมชาติมอบให้   

ก้องเอนกายนอนลงตรงศาลาริมน้ำ       เขาคิดย้อนไปถึงเมื่องานเผาศพพ่อ      เพื่อน

ร่วมงานของเขาบางคนแสดงความชื่นชมอย่างเห็นได้ชัด   เมื่อได้มาเห็นสถาปัตยกรรมอันงดงามที่เกิดขึ้นจากฝีมือพ่อของเขา

พ่อตายไปแต่ตัว     แต่ผลงานของพ่อยังคงอยู่ให้ลูกหลานได้ภูมิใจ    ภูมิใจในอาชีพ

ช่างฝีมือ  อาชีพกรรมกรในความคิดของเขา

คิดมาถึงตรงนี้     ความจุกมันล้นขึ้นมาในหัวอก    น้ำตาลูกผู้ชายไหลออกมาโดยไม่

รู้ตัว

                        วันนี้เขาไม่เหลือใครแล้วจริง ๆ  แม้ประทั่ง    แพน    หญิงสาวที่เขาหมายปอง    เขาเลือกเธอ     จนยอมละทิ้งทุกอย่างที่บ้านนอกหวังร่วมชีวิตกับเธอที่กรุงเทพฯ    แต่เธอกลับปฏิเสธเขาอย่างไม่มีเยื่อใย

 

                        “แพนขอโทษนะ  ที่แพนชอบก้องไม่ได้    เพราะแพนมีคู่หมั้นแล้ว  พ่อกับแม่จะให้เราแต่งงานกันปีหน้า”

 

                        นั่นคือคำพูดครั้งสุดท้ายที่เธอได้พูดกับเขา  มันช่างเจ็บปวดสิ้นดี  ก้องคิดถึงมันทีไรแล้วต้องเสียวแปรบเข้าไปที่หัวใจทุกครั้ง  ถึงอย่างไรแล้วเขาก็คือเด็กบ้านนอกอยู่วันยังค่ำ  ไม่มีทางที่เธอจะหันมาให้ความสำคัญเกินกว่าความเป็นเพื่อน  ชายหนุ่มน้อยใจในโชควาสนาของตนเอง     เขาเสียใจจนหมดเรี่ยวแรงที่จะก้าวเดินต่อไป   คิดจะมาพักฟื้นหัวใจที่บ้านสักพัก

                        ชายหนุ่มลุกขึ้นเดินออกจากศาลาริมน้ำ  เขาค่อย ๆ ก้าวขาขึ้นบันไดบ้านด้วยความรู้สึกโหยหาสิ่งที่ขาดหายไปบางอย่าง สายตาเขาแลเห็นเก้าอี้โยกที่พ่อชอบใช้ขับกล่อมให้เขานอนเมื่อครั้งเยาว์วัยยังคงตั้งอยู่ที่เดิม  คล้าย ๆ  กับรู้หน้าที่ของตัวเองและรอคอยการปฏิบัติต่อเจ้าของอย่างซื่อสัตย์   ขวดยานัตถุ์ที่พ่อใช้ทุกคืนก่อนนอนยังคงวางอยู่ที่โต๊ะข้างเก้าอี้เหมือนเดิมเช่นกัน ความเหงาเข้ามาเกาะกินหัวใจเมื่อไม่เห็นแม้เงาของผู้เป็นพ่อเหมือนดังวันวาน 

                        ก้องเดินเข้าไปในห้องนอนของพ่ออย่างคนเหม่อลอย  บริเวณเตียงนอนมีคราบฝุ่นเกาะอยู่อย่างเห็นได้ชัดเพราะปราศจากคนทำความสะอาด  เหมือนมีอะไรดลใจให้ก้องเอื้อมมือไปหยิบสมุดบันทึกที่วางอยู่อย่างสงบนิ่งตรงหัวเตียงมาเปิดอ่าน   เนื้อหาภายในคงไม่มีอะไรน่าสนใจถ้าชายหนุ่มไม่เปิดไปเจอหน้าหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ   เนื้อความนั้นถูกเขียนด้วยลายมือโย้ไปเย้มาแต่พอให้อ่านออกได้ไม่ยาก

 

            “ถึง...ก้องลูกรัก”

                  

                   “พ่อรู้ดีว่าโรคหอบหืดอาจทำให้คนที่ต้องเผชิญกับมันจากคนที่รักไปโดยไม่ได้ล่ำลาได้ทุกวินาที  ตอนนี้พ่อรู้สึกว่าสู้ไม่ไหวแล้ว  อาการเริ่มดื้อยาขึ้นทุกวัน  เราอาจจะไม่มีวันได้เจอหน้ากันอีก  พ่อทำได้เพียงส่งความห่วงใยผ่านตัวอักษรนี้  ไม่ว่าลูกจะเป็นอย่างไรพ่อก็ยังรักและเป็นห่วงเสมอ   ถ้าพ่อตายไปทรัพย์สมบัติพ่อก็ไม่มีอะไรจะยกให้   เพราะพ่อไม่ใช่คนร่ำคนรวย   คงมีเพียงบ้านหลังนี้และที่สวนเป็นมรดกเหลือไว้ให้ลูก  ก็แล้วแต่ว่าลูกจะขายหรือเก็บมันเอาไว้  แต่พ่อขออยู่อย่างเดียวว่าเครื่องมือทำมาหากินของพ่อลูกอย่านำไปขายหรือนำไปให้ใครเด็ดขาดเลยนะ  มันเป็นมรดกชิ้นสุดท้ายที่พ่ออยากมอบไว้ให้กับลูก  สุดแท้แต่ว่าลูกจะรับมันหรือไม่  เพราะมันอาจไม่มีค่าอะไรในสายตาของลูกตอนนี้  แต่มันก็เป็นมรดกที่ใช้ไม่มีวันหมดนะลูก   ลูกคงเข้าใจนะ  ว่าพ่อหมายความว่าอย่างไร  ถ้าหากวันใดลูกต้องอยู่คนเดียวจงเข้มแข็งและรักษาตัวให้ดี  จำไว้ว่าลูกผู้ชายอย่าอ่อนแอและยอมแพ้ง่าย ๆ”

 

                                                                                                “พ่อ”

 

**************************

 

 

คลีนิกเรื่องสั้น 12

มรดกพ่อ โดย อิสรียา

 

            กฏเหล็กสองข้อในการเขียนเรื่องสั้นหรือนิยาย ก็คือ

“1.เขียนในสิ่งที่ยังไม่มีใครเคยเขียนมาก่อน และ

  2. ถ้าเป็นเรื่องที่มีคนเขียนไว้แล้วก็ต้องเขียนให้มีความแตกต่างออกไปจากเดิม”

พล๊อตทำนองเรื่อง“มรดกพ่อ” เคยมีคนเขียนมามากแล้ว ดังนั้นเมื่อคุณอิสรียาจะนำพล๊อตนี้มาเขียนใหม่ จึงต้องยึดกฎเหล็กข้อที่ 2. คือสร้างความใหม่แปลกให้เกิดความแตกต่างออกไป ในกรณีนี้คงจะต้องเริ่มตั้งแต่การเพิ่มปมขัดแย้งระหว่างคงคากับบิดาให้รุนแรงขึ้น ซึ่งเริ่มตั้งแต่อาชีพของคนทั้งสอง เช่น นายแดงเป็นหมอกลางบ้าน แต่ลูกชายเป็นแพทย์สมัยใหม่ หรือพ่อเป็นคนกวาดถนน ส่วนลูกชายเป็นนายกเทศมนตรี ต่างคนก็มีความทระนง และภูมิใจในงานที่ตนทำ

ทั้งนี้จะต้องสร้างตัวละครทั้งสองตัวให้มีน้ำหนักใกล้เคียงกัน เหมือนการกดปากกาลากเส้นตรงหนัก ๆ สองเส้นให้มาเกิดจุดที่ตัดกัน

            ประเด็นที่สองคือกลวิธีการนำเสนอ ถ้าเป็นเรื่องที่มีเนื้อเรื่องเรียบ ๆ การเล่าแบบเรื่อย ๆ หรือลำดับเหตุการณ์อย่างที่คุณอิสรียาใช้อยู่  ชวนให้เกิดความรู้สึกไม่น่าสนใจได้  ซึ่งอาจแก้ไขโดยการนำตอนจบของเรื่องมาเป็นจุดเริ่มต้น เช่น

            “รถยุโรปคันงามเคลื่อนที่มาอย่างเชื่องช้า และจอดสงบนิ่งใต้ต้นหางนกยูใหญ่สองต้นหน้าบ้าน

            ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งก้าวลงจากรถแล้วเดินตรงไปเปิดประตูรั้วที่ทำขึ้นจากไม้ไผ่ มันผุกร่อนและใกล้จะพังเต็มทีเพราะตากแดดตากฝนมานานหลายปี เมื่อเยื้องกายเข้าสัมผัสบริเวณบ้าน

ความรู้สึกแปลก ๆ เกิดขึ้นกับเขาอย่างบอกไม่ถูก...”

            ก็จะสามารถเรียกความสนใจได้มากกว่า หลังจากนั้นจึงเข้าสู่เรื่อง และย้อนกลับมายังเหตุการณ์ที่คงคากลับไปบ้านหลังพ่อตาย จนจบด้วยจดหมายของพ่อ

            ในส่วนของเนื้อเรื่องยังไม่มีความสัมพันธ์กันอย่างกลมกลืน บางตอนยืดเยื้อ แต่บางตอนก็รวบรัด เหตุการณ์ขาดความต่อเนื่อง และกระโดด คำพูดของตัวละครไม่เป็นธรรมชาติและขาดประสิทธิภาพในการทำหน้าที่สื่อสาร ซึ่งในประเด็นนี้ผู้เขียนจะต้องถามตนเองอยู่ตลอดเวลาว่าต้องการจะบอกอะไรกับคนอ่านในเวลาและพื้นที่ซึ่งมีอยู่เพียงจำกัด

            ส่วนที่ดีที่สุดของ “มรดกพ่อ” อยู่ที่จดหมายที่ช่างแดงเขียนถึงลูกชาย คุณอิสรียาน่าจะอ่านจดหมายฉบับนี้อีกสัก 2-3 เที่ยว ผมเชื่อว่าคุณสามารถจะใช้มันเป็นแนวทางในการปรับปรุงเรื่องสั้นเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี  

ประภัสสร เสวิกุล  ซันติอาโก ชิลี, 1 มีนาคม 2550

             

          




คลีนิกเรื่องสั้น

รายการชีวิต
โจรปริญญา(ตี)
มือศิลป์ article
Love is....
อกแกก็อกฉัน...อกฉันก็อกแก article
ร่วมกินโต๊ะ
ภาพของฉัน article
คืนข้ามปี article
เหรียญบาทกับโบสถ์กลางน้ำ article
ใส...ซื่อ...บริสุทธิ์ (ใจ) article
นิยายรัก ฉบับป้าหมู article
สายน้ำที่ขาดหาย article
อรุณรุ่ง article
บ้านนั้นเขามีงานศพ article
หีบเชี่ยนหมากของอ้ายแก้ว article
การผ่านพ้นแห่งยุคสมัย article
แม่น้ำเจ้าพระยา article
เธอสุขได้อย่างไรเมื่อผองชนทุกข์ยากลำเค็ญ article
เมื่อโลกนี้ไร้สีสัน... article
ลั่น article
เสมือนรังดักแด้ที่เฝ้าฟูมฟักผีเสื้อให้โบยบิน article
แหว่ง article
รุ้งกินน้ำของปานวาด article
กล่องความทรงจำเก่า...และเงารัก article
จอมโจรหนอนหนังสือ article
มาลัยวรรณกรรม article
ห้องแห่งมิติอนันต์ article
ครูจันทร์ผ่อง ของแม่ article
จุกน้ำปลา...พาโชค article
เวลาของพ่อ article
การค้นพบตัวเองที่ไม่ใช่ตัวเอง article
เพียงภาพในวัยเยาว์ article
น้ำตาลทราย article
การเดินทางของชายชรา article
พันธะพรหมลิขิต article
บทเรียนน้ำตา article
กลางเมืองหลวง article
ประตูที่ถูกเลือก article
ร้องเรือ: ลำนำที่ผันแปร article
ดาวน์ความสำเร็จ article
ไอ้หมา article
คุณย่ากับคุณป้าข้างบ้าน article
ข้างหลังภาพนั้น article
วัฏพินาศแห่งสยามประเทศ article
คลีนิกเรื่องสั้น 16 article
หรือฉันเองที่แตกต่าง article
เด็กชายวิสรุจณ์...ซุกซน article
ใบไม้เปลี่ยนสี article
ก้าวแรกของนักล่าดวงจันทร์ article
เพื่อนตาย article
หุ่นยนต์สังกะสี article
คิดถึงพ่อ article
สาวหน้าใสกับหัวใจน้องเหมียว article
แดร๊กคิวล่ากระหายเลือด...ของคุณ article
ก็เพราะว่า...เรารักนาย article
อ้อมกอดทะเล article
เรือของพ่อ article
ไม่โกรธใช่ไหม article
ในความทรงจำ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ