ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


ใบไม้เปลี่ยนสี article
 

บนถนนสายหนึ่งที่มุ่งตรงไปสู่ความเจริญของเมืองหลวง เลี้ยวซ้ายเข้าไปในถนนซอยที่หรูหรา ไม่ไกลนักจะเห็นบ้านหลังใหญ่ทางด้านซ้ายมือมองดูเด่นเป็นสง่าแสดงถึงฐานะของเจ้าของบ้าน รั้วคอนกรีตสีขาวตัดกับประตูไม้สักที่สลักเสลาลวดลายงดงาม ภายในดูร่มครึ้มด้วยต้นไม้นานาพรรณ มองเห็นถนนคอนกรีตที่สองข้างทางโรยกรวดสีขาวทอดยาวเข้าไปสู่ตัวบ้านอย่างท้าทายผู้มาเยือน

ชายหนุ่มหน้าตาดีแต่งกายภูมิฐาน นั่งเด่นเป็นสง่าอยู่บนเก้าอี้นวมที่บุด้วยหนังอย่างดีสีน้ำตาลอ่อนตัดกับพรมสีครีมที่ดูสะอาดตา ในมือถือรองเท้าสีดำคู่หนึ่งอย่างทะนุถนอม ใบหน้าหมองเศร้าบ่งบอกถึงความทุกข์โทมนัสในหัวใจ สายตาจับนิ่งอยู่ที่รองเท้าในมือ ไม่มีคำพูดใดเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากคู่นั้น มีแต่คำถามที่ยังคงดังกังวานอยู่ในหูคอยรบกวนจิตใจของเขาตลอดเวลาว่า...

“อยากให้กล่าวถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของคุณในครั้งนี้หน่อยครับ”

เป็นเสียงของนักข่าวหนุ่มคนหนึ่งในกลุ่มผู้สื่อข่าวที่มาสัมภาษณ์ความสำเร็จของนักธุรกิจร้อยล้าน อนุชิตชะงัก เขาพูดไม่ออก ความรู้สึกขณะนั้นเหมือนมีอะไรบางอย่างพุ่งเข้ามากระทบจิตใจอย่างแรง....เบื้องหลังรึ.. เขาไม่มีใครเลยที่อยู่เบื้องหลังในขณะนี้..

จริงหรือที่ไม่มีใคร..คำถามนี้วนเวียนอยู่ในห้วงแห่งความคิด เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นเต็มใบหน้า เขาไม่ตอบนักข่าวผู้นั้น เพราะเขาตอบไม่ได้...

                                                 ..........................................

มุมตึกแห่งหนึ่งในใจกลางกรุงเทพมหานคร มีร้านซ่อมร้องเท้าเล็ก ๆ ร้านหนึ่ง ซึ่งปลั่งได้อาศัยเปิดเป็นร้านซ่อมรองเท้ามาสิบกว่าปี มีลูกค้าแวะเวียนกันไปซ่อมรองเท้าที่ร้านนี้ตลอดเวลา จึงทำให้มีขาประจำของร้านมากมาย

“วันนี้ซ่อมได้หลายคู่รองเท้าราคาแพง ๆ ทั้งนั้น ค่อยได้ราคาหน่อย”

ปลั่งพูดกับตัวเอง นับเงินที่ได้จากการซ่อมรองเท้า เก็บของเข้าตู้เตรียมซื้อขนมไข่หงส์ของโปรดของอ้นลูกชายหัวแก้วหัวแหวน แบ่งเงินส่วนหนึ่งไว้ให้สีดาซื้อข้าวสารเพราะที่บ้านเหลืออยู่เพียงนิดหน่อยหุงกินเย็นนี้ก็คงหมดพอดี

ครอบครัวของปลั่งหนีความแห้งแล้งมาจากอุบลราชธานี คิดว่ามาตายเอาดาบหน้า โชคดีที่มีความรู้เรื่องซ่อมรองเท้าอยู่บ้างจึงนำเงินที่ได้จากการขายควาย ๒ ตัว นำมาเป็นทุนซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ ร้านของปลั่งอยู่ใกล้กับตึกใหญ่ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ ๆ หลายแห่ง ตึกนี้มีคนมากมาย มีรองเท้ามาให้ซ่อมทุกวัน เพราะความซื่อสัตย์ต่ออาชีพของตนเองไม่เอาเปรียบลูกค้า ทำให้มีขาประจำซึ่งติดใจในฝีมือของเขา รายได้ในแต่ละวันก็พอมีเหลือเก็บเข้าพกเข้าห่อ หวังเป็นทุนให้ “อ้น” ซึ่งเป็นลูกชายคนเดียวได้เรียนหนังสือสูง ๆ จะได้ไม่ลำบากเหมือนพ่อ และรายได้จากการซ่อมรองเท้านี่แหละที่สามารถส่งลูกเรียนจนจบ

สีดาเป็นภรรยาของปลั่ง ไม่มีความรู้เพราะไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ได้เพื่อนในหมู่บ้านเดียวกันช่วยให้ได้งานกวาดถนน สีดาเป็นคนประหยัด อดออมเหมือนปลั่ง ขยันทำงานเพื่อเป้าหมายเดียวกัน คือให้ลูกมีการศึกษาสูง ๆ

ทั้งสองเข้ามาเสี่ยงโชคในกรุงเทพฯ ตั้งแต่อ้นอายุได้ ๖ ขวบ ปลั่งพาลูกไปเข้าโรงเรียนใกล้บ้าน ตกเย็นหลังจากเก็บร้านเขาจะเป็นคนไปรับลูกที่โรงเรียนทุกวันด้วยตัวเอง

“วันนี้ครูสอนอะไรบ้างล่ะอ้น” ปลั่งเอ่ยถามลูก เหมือนเช่นทุกวัน

“วันนี้ครูสอนให้บวกเลข แต่วันนี้มีเลขหลายตัว ยากขึ้นแต่อ้นก็ทำได้หมด” อ้นพูดอย่างภาคภูมิใจ “ครูยังชมให้เพื่อนฟังนะพ่อ”

“งั้นเรอะ ครูชมว่าไงลูก” ปลั่งลูบหัวลูกด้วยความรัก

“ครูบอกว่าอ้นเก่ง ตั้งใจเรียนทำให้เรียนรู้ได้เร็ว แล้วยังบอกให้เพื่อน ๆ ดูอ้นเป็นตัวอย่างด้วย” แหงนหน้ามองพ่อรอรับคำชม

“เก่งมากลูกพ่อ” ปลั่งชมลูกอย่างจริงใจ

อ้นเดินตามพ่อไปติด ๆ ปากก็คุยไม่หยุด ปลั่งยังคงชวนลูกคุยไปเรื่อย ๆ ในขณะที่จูงลูกเดินลัดเลาะไปในซอยแคบ ๆ มืออีกข้างหนึ่งถือกระเป๋าหนังสือให้ลูก ปลั่งมักแอบมองกระเป๋าด้วยสายตาเป็นประกาย ความรู้ที่อยู่ในกระเป๋าใบนั้นคืออนาคตของลูก... แม้จะเหนื่อยแค่ไหนแต่เมื่อเห็นลูกตั้งใจเรียนก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง วันนี้เขามีขนมไข่หงส์ ของโปรดของอ้นติดมือมาด้วย ทั้งสองเดินข้ามสะพานไม้เข้าบ้านอย่างมีความสุข

“กลับมาแล้วรึอ้น” แม่ร้องเรียกมาจากในครัว

“ครับแม่ หิวจัง แม่มีอะไรกินบ้าง” อ้นวิ่งเข้าไปกอดคอแม่ที่กำลังนั่งคดข้าวจากหม้อใส่จานสังกะสี

“จะประจบอะไรแม่อีกล่ะอ้น” สีดาถามแล้ววางจานข้าวไว้ ดึงลูกชายไปกอดด้วยความรัก

บนเตาถ่านมีหม้อแกงส้มกำลังเดือดกลิ่นหอมน่ากิน สีดาตักใส่ชามยกไปวางที่โต๊ะกินข้าวซึ่งมีใข่เจียวหอมกรุ่นวางรออ้นอยู่แล้ว ปลั่งส่งถุงขนมไข่หงส์ให้สีดาเพื่อเทใส่จานให้ลูก ล้างมือแล้วนั่งล้อมวงกินข้าว                                                   .......................................

ทองกวาวหน้าบ้านถึงเวลาอออกดอกสีแสดเหลือง ดูงดงามเป็นแถวเหมือนภาพวาดที่ถูกแต้มสีสรรค์ไว้อย่างลงตัว บางต้นออกดอกเต็มไปหมดทั้งต้น บางต้นเพิ่งเริ่มผลัดใบ ที่ปลายกิ่งนั้น ใบสีเหลืองอ่อนพยายามพยุงตนให้อยู่กับกิ่งทองกวาวให้นานที่สุด ส่วนใบที่เหลืองเข้มจนเกือบเป็นสีน้ำตาลอ่อน ต่างก็ทะยอยร่วงหล่นกระจายเกลื่อนอยู่โคนต้น ปีแล้วปีเล่าที่ทองกวาวทำหน้าที่ของมันเพื่อความอยู่รอดแห่งวัฏจักรของการดำเนินชีวิต เฉกเช่นเดียวกับครอบครัวของปลั่ง

อ้นจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ปลั่งและสีดาดีใจมากที่สามารถส่งลูกให้เรียนจนจบได้ ต่อแต่นี้ไป เขาสองคนจะได้นอนตายตาหลับ เพราะลูกมีวิชาความรู้พอที่จะนำพาตนเองให้อยู่รอดได้แล้ว

“ดีใจจริง ๆ นะพี่ปลั่ง ตาอ้นเรียนจบได้ปริญญา ฉันล่ะภูมิใจจริง ๆ” ไอติด ๆ กันหลายครั้งเมื่อพูดจบ

“ฉันก็ดีใจ แต่นี้ไปเราคงหมดห่วง” ปลั่งพยักหน้าเห็นด้วย มือก็เก็บแผ่นหนังใส่ถุงเตรียมไปเปิดร้านตามปกติ

“เออ...พี่ปลั่ง วันพรุ่งนี้เป็นวันรับปริญญาของตาอ้นแล้ว พี่ปลั่งจะไปดีใจกับลูกหรือเปล่า” สีดาถามเหมือนนึกขึ้นได้

“ไปสิ เราต้องไปยินดีกับตาอ้นทั้งสองคน” ปลั่งพูดด้วยเสียงที่สั่นเครือ สายตาเป็นประกาย

“โฮ้ย ฉันไม่กล้าไปหรอกพี่ปลั่ง” สีดาปฏิเสธพัลวัน “คนเยอะแยะมากมาย ฉันอายเขา”

“จะไปอายอะไร ฉันยังไม่อายเลย เราเป็นพ่อแม่เขานะ” ปลั่งพยายามให้กำลังใจ

“ไม่เอาละ ฉันขอดีใจอยู่ที่บ้านก็แล้วกัน พี่ปลั่งไปเถอะ” สีดารีบตัดบท

ปลั่งไม่ต่อความยาว พยักหน้าเป็นการรับรู้แล้วถือถุงออกจากบ้าน แต่ไม่ลืมหันมาสั่งสีดาให้ทำกับข้าวพิเศษเย็นนี้เพื่อฉลองความสำเร็จให้ลูก สีดาพยักหน้า แล้วเก็บกวาดบ้าน ก่อนจะออกไปตลาด

ปลั่งยืนรอข้ามถนนไปยังร้านซ่อมรองเท้าของเขา วันนี้รถรามากมาย ทำให้ข้ามถนนลำบาก ขณะนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างวางอยู่ในตู้กระจกหน้าร้านที่เขายืนอยู่ มันช่างสวยงามจริง ๆ ปลั่งนึกถึงลูก  ตาอ้นจะรับพระราชทานปริญญา..เขาตัดสินใจอะไรบางอย่างพร้อมกับยิ้มอยู่คนเดียว....

                                       .............................................. 

ปลั่งก้าวเท้ายาว ๆ เพื่อให้ถึงบ้านเร็ว ๆ ในมือถือถุงกระดาษไว้แน่น ใบหน้าที่ระบายด้วยรอยยิ้มมองซ้ายมองขวา เหมือนจะบอกทุกคนว่าเขามีความสุขใจมากแค่ไหน เมื่อถึงบ้านก่อนที่ปลั่งจะผลักประตูบ้าน เสียงไอติด ๆ กันหลายครั้งดังมาจากหลังบ้าน เขาชะงักนิดหนึ่งก่อนที่จะเปิดประตูเข้าไป

“หมู่นี้เธอไอบ่อยนะสีดา ไปหาหมอให้เขาดูหน่อยไม่ดีกว่ารึ” ปลั่งพูดด้วยความเป็นห่วง

“ไม่เป็นไรดอกพี่ เป็นหวัดนิดหน่อยเท่านั้นเอง เดี๋ยวก็หาย ไม่ต้องเป็นห่วง” สีดาพูดเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ เดินออกมาจากในครัว

“เออ ป่านนี้ทำไมตาอ้นยังไม่กลับอีกนะ” พูดยังไม่ทันขาดคำเสียงอ้นตอบรับมาทางประตูบ้าน

“มาแล้ว ๆ โฮ้ย รถติดเหลือเกินแม่ ร้อนจังวันนี้”

“อ้าวมาสิอ้น แม่เตรียมน้ำเย็น ๆ ไว้ให้นี่ไง”

ว่าพลางก็กุลีกุจอไปยกน้ำเย็นในขันส่งให้ลูก น้ำในขันอะลูมีเนียมใสสะอาดมีสีชมพูอ่อน ๆ ลอยน้ำแข็งไว้สองสามก้อน เพื่อให้เย็นชื่นใจ

“แม่เหยาะน้ำยาอุทัยให้ด้วย” อ้นรับน้ำมาดื่มแก้กระหายจนหมดขัน

“วันนี้มีอะไรกินบ้างแม่” อ้นถามพร้อมกับสอดส่ายสายตาดูในตู้กับข้าว          

“อ้น แม่มีของพิเศษให้ด้วย เราจะฉลองความสำเร็จที่อ้นเรียนจบ” สีดายิ้มกว้างบอกลูกด้วยความภูมิใจ พูดจบก็จัดแจงยกสำรับกับข้าวออกมาวาง

“โอ้โฮพิเศษจริง ๆ ของชอบของอ้นเลย แม่ไม่เคยทำนานแล้ว”

อ้นชะโงกหน้ามองกับข้าวพร้อมกับบอกแม่ด้วยความดีใจ สีดาชวนทุกคนนั่งล้อมวงกินข้าว เมื่ออิ่มแล้วปลั่งเดินหายเข้าไปในห้องหยิบถุงกระดาษออกมาวางไว้ตรงหน้า และพยักหน้าให้ลูกชายเปิดดู

อ้นค่อย ๆ เปิดถุงกระดาษออกดูช้า ๆ ข้างในมีกล่องกระดาษสีขาว เขาหยิบมันออกมาดูท่ามกลางสายตาของพ่อกับแม่ สีดาจ้องกล่องสีขาวตาไม่กระพริบ เธอพลอยตื่นเต้นไปด้วยว่าจะมีอะไรอยู่ข้างใน ปลั่งนั่งยิ้มมองดูมือขาวสะอาดของอ้นที่ค่อย ๆ เปิดฝากล่องออกด้วยความระมัดระวัง

“ต๊าย...รองเท้า...สีดำ สวยเสียด้วยสิ” สีดาอุทานอย่างลืมตัว

“พ่อ...อ้นขอบคุณ” อ้นพูดพร้อมกับยกมือขอบคุณด้วยความดีใจ นี่เป็นรองเท้าคู่แรกที่สวยที่สุดที่เขาเคยมี ปลั่งกุมมือทั้งสองของลูกและพูดเสียงเครือว่า

“พ่อเคยแต่ซ่อมรองเท้าให้คนอื่น แต่ละคู่มันสวยเหลือเกิน แต่พวกเราไม่เคยมีโอกาสจะได้ใส่รองเท้าสวย ๆ ดี ๆ เหล่านั้นเลย วันนี้พ่อคิดว่าอ้นควรจะได้มันไว้ใส่ในวันที่อ้นสำเร็จการศึกษา พ่อคิดว่าขนาดคงพอดี พรุ่งนี้อ้นจะได้ใส่ไปรับพระราชทานปริญญา”

ปลั่งพูดได้แค่นั้นเสียงก็ขาดหายไป ลำคอตีบตันไปหมดจนไม่สามารถจะพูดต่อได้ มีเพียงสายตาที่มองดูอ้นลูบคลำรองเท้าคู่ใหม่ของเขาอย่างทะนุถนอม

                                                   .........................................

เช้าวันนี้อากาศค่อนข้างเย็น ผู้คนมากมายพลุกพล่านเต็มลานพระบรมรูปทรงม้า ปลั่งเดินงก ๆ เงิ่น  ๆ หลบหลีกผู้คนจนเวียนหัว เสียงอ้นร้องเรียกข้างหลัง จึงหันกลับไปดู            

“พ่อยืนตรงนี้แหละให้เพื่อนเขาช่วยถ่ายรูปให้”

“เออ ...เออ เอายังไงก็ได้”

พูดแล้วยกมือเสยผมที่เริ่มมีสีขาวประปราย จากนั้นก็ขยับปกเสื้อสีฟ้าอ่อนตัวโปรดให้เรียบร้อย วันนี้ปลั่งแต่งตัวหรูเป็นพิเศษ เสื้อสีฟ้าตัวนี้เขาเก็บไว้อย่างดี จะนำมาใส่ก็เฉพาะในโอกาสพิเศษเท่านั้น นุ่งกางเกงขายาวสีดำคาดเข็มขัดหนังสีเดียวกัน รองเท้าสีดำที่แม้จะถูกใช้งานมานานแต่ก็ยังคงสภาพดี

“พ่อ พร้อมหรือยัง” เสียงอ้นร้องเตือน ปลั่งจึงยืนนิ่งยิ้มให้กล้องอย่างมีความสุข

“อีกรูปนะพ่อ อีกรูป คราวนี้ถ่ายรวมกับเพื่อน ๆ”

เด็ก ๆ วิ่งกรูเข้ามาหลายคน กว่าจะจัดรูปขบวนได้ ก็เล่นเอาเหงื่อตก เหงื่อเม็ดโป้ง ๆ ผุดเต็มหน้าผากของปลั่งทั้งที่อากาสค่อนข้างเย็น

หลังจากถ่ายไปหลายรูปแล้วก็ถึงเวลานักศึกษาทุกคนต้องเข้าห้องประชุม ปลั่งจึงเลี่ยงไปคอยที่ร้านขายดอกไม้ กว่าจะเสร็จเรียบร้อยก็บ่าย จากนั้นนักศึกษาใหม่ทั้งหลายก็วุ่นวายกับการถ่ายรูปอีกครั้งหนึ่ง ปลั่งมองเห็นความสุขบนใบหน้าของเด็กทุกคน รวมทั้งญาติพี่น้องที่ต่างก็ขนกันไปแสดงความยินดี รอบด้านมีแต่เสียงหัวเราะและอ้อมกอดที่แสดงความยินดี ปลั่งยิ้มให้กับตัวเอง ปลื้มในความสำเร็จของลูก ปลื้มที่สามารถทำหน้าที่ของพ่อได้อย่างสมบูรณ์ ตาอ้นลูกช่างซ่อมร้องเท้าคนนี้จะไม่ต้องมานั่งลำบากเหมือนพ่ออีกแล้ว  

หยาดน้ำใส ๆ เอ่อล้นจากดวงตาที่เด็ดเดี่ยวคู่นั้นอย่างช้า ๆ ท่ามกลางหมู่คนที่คลาคล่ำอยู่นั้น ปลั่งอยากจะตะโกนเสียงดังให้ทุกคนรับรู้และร่วมแสดงความยินดีกับเขา แต่จะมีใครสักคนที่สังเกตเห็นความปิติสุขของชายแก่คนหนึ่ง...เพราะทุกคนต่างก็มัวปลื้มใจในบุตรหลานของตนเช่นกัน

                                                   .......................................

บนแคร่ไม้ไผ่เก่า ๆ ร่างของชายชราคนหนึ่งนอนเหยียดยาว ใบหน้าซีดเชียวผมขาวโพลนทั้งศรีษะ ร่างที่ผอมเกร็งนั้นนอนนิ่งเหมือนซากศพ มีแต่เพียงดวงตาที่แห้งผากเท่านั้นที่ยังเบิกโพลงอยู่ บางครั้งก็กลอกกลิ้งไปมาเหมือนจะมองหาใครคนหนึ่ง หลวงตายืนกำกับให้เด็กวัดเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้เรียบร้อยแล้วช่วยป้อนน้ำแกงอุ่น ๆ ให้ด้วยความยากเย็น

“เห็นแล้วก็อดเวทนาไม่ได้คนเคยรู้จักกัน ตอนนี้แกไม่มีใคร นอนเจ็บอยู่อย่างนี้ก็ต้องช่วยกันไป อาตมาก็ทำเท่าที่จะทำได้”

หลวงตาบอกเมื่อญาติโยมที่มาทำบุญถามถึงชายแก่ที่นอนอยู่ใต้ถุนศาลา ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใครมาจากไหน มาขออาศัยหลวงตาอยู่ใต้ถุนวัดได้เกือบปี ได้ข้าวก้นบาตรของท่านประทังชีวิต มือทั้งสองข้างนั้นหงิกงอจนไม่สามารถหยิบจับอะไรได้ ท่านจึงต้องรับเป็นธุระให้ทุกเรื่องด้วยความสงสาร ท่านมองร่างที่นอนนิ่งบนแคร่ไม้ไผ่แล้วถอนหายใจลึก ๆ รำพึงในใจว่า

“อาตมาพยายามรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับโยมปลั่ง แม้บางครั้งอาตมาอยากจะบอกความจริงกับใคร ๆ เหลือเกิน”

หลวงตากลับไปนั่งบนศาลา หวนนึกถึงวันที่ปลั่งเดินโซเชเข้ามาหา และขออาศัยอยู่ที่นี่ ปลั่งเล่าให้หลวงตาฟังว่าตอนนี้สีดาตายเสียแล้วด้วยโรคปอดอักเสบเรื้อรัง ส่วนปลั่งนั้นมือสองข้างที่เคยหาเงินส่งลูกจนเรียนจบกรากกรำงานหนักเกินไปทำให้เส้นเอ็นอักเสป หงิกงอทำงานต่อไม่ได้เพราะจะหยิบจับอะไรก็ไม่ถนัด หลวงตาเป็นคนบ้านเดียวกับปลั่ง เมื่อบวชแล้วภายหลังได้มาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดแห่งนี้ซึ่งอยู่ในชนบทเงียบสงบ และร่มรื่นไปด้วยต้นไม้นานาพรรณ ท่านจำวันนั้นได้ดี วันที่ปลั่งหอบสังขารอันร่วงโรยจนหลวงตาแทบจำไม่ได้

“หลวงพี่จำผมได้หรือเปล่า ปลั่งลูกตาปลื้มกับยายสายไง บ้านหมู่ แปด” ปลั่งท้าวความให้หลวงตาฟัง

“อ้อ อ้อ..จำได้แล้ว ลูกตาปลื้มนี่เอง ไปไงมาไงทำไมถึงได้มาถึงนี่” หลวงตาซักไซร้อย่างยินดี

“เรื่องมันยาวครับหลวงพี่” ปลั่งหน้าเศร้า ใบหน้าที่เหี่ยวย่นเกินวัยอยู่แล้วก็ยิ่งยู่ยี่หนักขึ้นไปอีกเมื่อปลั่งขมวดคิ้วนิ่วหน้าด้วยความคับแค้นใจ

                                      .............................................

เสียงดังมาจากหน้าบ้าน “พ่อวันนี้อ้นได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการภาค” อ้นพูดอย่างดีใจก่อนที่จะโผล่หน้าเข้าประตูบ้านเสียอีก

“งั้นเรอะ เป็นข่าวดีจริง ๆ” ปลั่งอุทาน ชะงักมือที่กำลังเก็บเศษหนังรวบรวมใส่ถุงเพื่อเก็บเข้าตู้

“แต่อ้นอยากขออะไรพ่ออย่างได้ไหม” อ้นเข้ามานั่งข้างพ่อ ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ถามเสียงเบา

“จะขออะไรพ่อล่ะ ตาอ้น” ปลั่งถามอย่างสงสัย

“คือ..อ้นอยากย้ายไปอยู่คอนโดฯ มันใกล้ที่ทำงาน แล้วก็สะดวกเวลามีงานเร่งด่วนก็สามารถจัดการได้ทันท่วงที” อ้นกระซิบบอกพ่อ “อยู่ที่นี่จะไปจะมาไม่ทันการ ไม่สะดวกน่ะพ่อ” หาเหตุผลให้พ่อเห็นด้วย

ปลั่งชะงักนิดหน่อยกับสิ่งที่ลูกขอ บ้านของเราคงจะเก่าเกินไปสำหรับผู้จัดการใหญ่เช่นตาอ้น เขาคิดในใจ แต่พูดสั้น ๆ ว่า “ตามใจอ้น”

                                                   .........................................

จากนั้นปลั่งกับลูกก็ไม่ค่อยได้เจอกัน บางครั้งด้วยความคิดถึง ปลั่งก็ชวนสีดาไปเยี่ยมลูก แต่อ้นบอกว่า การเดินทางลำบาก คราวหลังไม่ต้องมาก็ได้ ถ้าว่างจะไปเยี่ยมพ่อกับแม่เอง ...แต่ปลั่งก็ได้แต่คอย เพราะอ้นไม่เคยโผล่ไปที่บ้านอีกเลย

“อ้นมันคงยุ่งเรื่องงานน่ะพี่ปลั่ง” สีดาเข้าข้างลูกชายพยายามหาเหตุผลมาแก้ต่าง เธอซูปผอมไปมากเพราะเป็นโรคปอดอักเสบ ไอหนักขึ้นทุกที กินยาก็ไม่หายขาด ทำให้ทำงานไม่ค่อยไหว เจ็บออด ๆ แอด ๆ

ปลั่งนั่งสูบยาเส้นดับทุกข์ ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ห่วงสีดาก็ห่วง ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาค่อนชีวิต ปลั่งไม่กล้าเล่าให้สีดาฟังว่าวันก่อนไปหาอ้นบอกเรื่องแม่ไม่ค่อยสบายเผื่อลูกจะไปเยี่ยมบ้าง ค่ารักษาพยาบาลก็ไม่ค่อยจะพอ มือไม้ของปลั่งก็ไม่ค่อยดีมันเจ็บปวดไปหมดไม่ใคร่จะมีแรงเหมือนเมื่อก่อน คำตอบที่ได้คือ

“อ้นไม่ค่อยว่างเลยพ่อ งานเยอะมาก แล้วอ้นจะหาเวลาไปเยี่ยมแม่ แต่คราวหลังพ่อไม่ต้องมาอีกนะลำบากเปล่า ๆ มีอะไรก็ส่งข่าวมาทางจดหมายหรือโทรศัพท์ก็ได้” อ้นบอกพ่ออย่างเนือย ๆ พร้อมกับยื่นเงินให้พ่อ หนึ่งร้อยบาท

“พ่อเอาเงินนี่ไปก่อนนะ อ้นมีธุระด่วนต้องรีบไปแล้ว” พูดจบก็รีบลงบันไดไป ปล่อยให้ปลั่งยืนเคว้งคว้างอยู่เพียงคนเดียว เขาก้มลงมองเงิน หนึ่งร้อยบาท ในมือด้วยหัวใจที่ปวดร้าว ไม่เคยคิดเลยว่าเกียรติยศ ชื่อเสียง และเงินตราจะทำให้ตาอ้นเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้....

                                         ............................................

เสียงหลวงตาเอ่ยปากถามปลั่งเรื่องลูกชาย ทำให้ปลั่งสะดุ้งตื่นจากภวังค์ เขาพยายามพยุงกายให้ตรง

“แล้วทำไมโยมถึงจะมาอยู่ที่นี่ล่ะ ลูกชายโยมเขาไปไหนเสีย ไม่ได้เลี้ยงดูโยมหรอกรึ” หลวงตาถามด้วยความแปลกใจ เพราะรู้ว่าปลั่งมีลูกชายหนึ่งคน

“พระคุณเจ้าอย่าเอ่ยถึงเขาเลย” เสียงต่ำ ๆ ปนความขมขื่นเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากอย่างฝืน ๆ

“อ้าว ทำไมล่ะ” หลวงตาถามด้วยความแปลกใจ

“ตั้งแต่เขาเรียนจบได้งานทำมีหน้ามีตา เขาก็เริ่มเปลี่ยนไป ขอแยกตัวไปอยู่ต่างหาก บอกว่าใกล้ที่ทำงาน ไม่ยอมให้ผมไปเยี่ยม แม่ป่วยหนักก็ไม่เคยมาเหลียวแล จนกระทั่งสีดาตายจากผมไป”

ปลั่งก้มหน้าสะอื้นอย่างสุดกลั้น น้ำตาของลูกผู้ชายไหลอาบหน้า สีดาเป็นคู่ทุกข์คู่ยากที่เคียงคู่ปลั่งมาตลอด คอยเป็นกำลังใจให้สู้ชีวิต เมื่อขาดภรรยาไปเสียคนชีวิตของปลั่งก็เงียบเหงา....

“ผมไม่เคยลืมว่าผมเคยมีลูกชายคนหนึ่ง แต่ลูกผมเขาคงลืมไปแล้วว่ายังมีพ่อกับแม่ผู้ให้ชีวิตแก่เขาและสร้างให้เขาเป็นอย่างทุกวันนี้...” เสียงขาดหายไปพร้อมกับสะอื้นเบา ๆ

ปลั่งเคยคิดว่า “ความรู้” เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ที่เขาพยายามมอบให้กับลูก แต่มันกลับนำความทุกข์อย่างมหันต์มาสู่เขา...ลาภ ยศ สรรเสริญ ทำให้ มนุษย์ เปลี่ยนแปลงไปได้ถึงเพียงนี้

“ผมขอร้องหลวงพี่อย่างหนึ่ง ได้โปรดอย่าเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง ผมไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าผมเป็นใคร มาจากไหน” ปลั่งพูดด้วยเสียงที่ขาดเป็นห้วง ๆ

หลวงตาพยักหน้าอย่างเข้าใจและไม่เคยปริปากบอกเรื่องนี้ให้ใครฟัง วันนี้ปลั่งเจ็บหนักเขาคงอยู่ได้อีกไม่นาน สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม หลวงตารำพึง

ต้นทองกวาวในวันนี้กำลังออกดอกสีแสดเหลืองเต็มต้นอีกครั้ง ใบที่เหลืองหล่นปลิวหลุดจากต้นตามธรรมชาติ หมุนเวียนกันอยู่เช่นนี้ไม่มีเปลี่ยนแปลง เปรียบเหมือนชีวิตของปลั่งที่กำลังจะหลุดลอยไปตามกาลเวลาแห่งวัฏสังสาร....

                                       ............................................

อนุชิตมองรองเท้าคู่เก่าในมือ มันถูกก็บไว้ใต้ชั้นวางของในห้องเก็บของนานจนเขาลืมไปเสียสนิท มันเคยสวยถูกใจที่สุดในอดีต หลังจากนั้นมันก็ไม่ทันสมัยอีกแล้วสำหรับเขา รองเท้าคู่นี้จึงถูกลืม...ในช่วงเวลานั้นเอง เขานึกถึงเจ้าของรองเท้าด้วยความหดหู่หัวใจ แนบหน้าลงกับร้องเท้าเกลือกกลิ้งไปมา ใบหน้านั้นนองไปด้วยน้ำตา...น้ำตาแห่งความสูญเสีย น้ำตาแห่งความสำนึกผิด

“พ่อครับ...แม่ครับ ยกโทษให้อ้นด้วย อ้นผิดไปแล้ว...อ้นจะตามหาพ่อกับแม่ให้พบเพื่อไถ่บาปที่ทำไว้ทั้งหมด”

 พร้อมกับเสียงพร่ำรำพันนั้น อีกด้านหนึ่ง ปลั่งสะดุ้งสุดตัว ดวงตาเบิกโพลงแล้วค่อย ๆ หรี่ลงช้า ๆ  พร้อมกับวิญญานก็ล่องลอยออกจากร่างไป หลวงตานั่งอยู่ที่ปลายเตียงหลับตานิ่งพึมพำว่า

“จุติจุตัง อรหังจุติ”

 

                                       จบบริบูรณ์

 

 

 

 

คลีนิกเรื่องสั้น 13

ใบไม้เปลี่ยนสี

ของคุณอภิญญา

 

            หากได้อ่าน “มรดกพ่อ” ของคุณอิสรียา ที่เพิ่งผ่านคลีนิกเรื่องสั้นไปก่อนหน้านี้ เพื่อนสมาชิกคงจะเห็นได้ว่า “มรดกพ่อ” กับ “ใบไม้เปลี่ยนสี” เป็นเรื่องที่มีพล๊อตเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะเมื่อหลายปีก่อน เรื่องสั้นเรื่องหนึ่งของผมชื่อ “ใบไม้ร่วง”ก็เคยใช้พล๊อตเดียวกันนี้มาแล้ว โดยในเรื่องนั้นพ่อก็เป็นช่างทำรองเท้าเหมือนกัน แต่ตัวลูกชายเป็นนายตำรวจซึ่งถูกย้ายมาเป็นผู้กำกับในจังหวัดนั้น

            ผมคงจะไม่พูดถึงเรื่องพล๊อตของเรื่องนี้ เพราะคุณอภิญญาสามารถย้อนไปดูคำแนะนำที่ผมให้คุณอิสรียาได้ แต่ที่อยากจะพูดในวันนี้คือเรื่องบทพูดของตัวละคร หลักในการเขียนบทพูดอย่าง

กว้าง ๆ มีว่าต้องให้ตัวละครพูดอย่างเหมาะสมกับวัย พิ้นฐานจิตใจ  ฐานะ การศึกษา อารมณ์และสถานการณ์  ถ้าคุณอภิญญากลับไปอ่านเรื่อง “อ้อมกอดทะเล” จะเห็นว่าคุณเขียนให้ตัวละครที่เป็นสาวใช้พูดภาษาไทยสำเนียงกระเหรี่ยงด้วยสำนวนโวหารแบบซื่อ ๆ ให้ความรู้สึกน่าเอ็นดู แต่

ในเรื่อง “ใบไม้เปลี่ยนสี” คุณกำหนดให้ปลั่งและสีดามีพื้นฐานเป็นชาวนามาจากจังหวัดอุบลราชธานี แต่ทั้งคู่พูดด้วยภาษา ความคิด และสำนวนของคนกรุงเทพฯ ที่มีความรู้  ซึ่งมีวิธีแก้ไขอยู่สองทางคือ ทางแรกลองอ่านนิยายเรื่อง “ลูกอีสาน” ของคำพูน บุญทวี เพื่อศึกษาวิธีการพูดและปฏิสัมพันธ์ของตัวละคร เช่นพ่อกับลูก แม่กับลูก และสามีกับภรรยา ทางที่สองคือย้ายภูมิลำเนาของปลั่งกับสีดาไปอยู่จังหวัดอื่นที่คุณมีความคุ้นเคยมากกว่า เพื่อสร้างความสมจริงให้กับเรื่อง

            เรื่องต่อไปที่อยากจะพูดถึงก็คือแรงสะเทือนใจของเรื่อง ซึ่งคุณอภิญญายังให้น้ำหนักในจุดนี้ไม่เพียงพอ และอาจไม่สามารถตอบคำถามผู้อ่านได้ว่า ทำไมอ้นถึงเพิ่งมาคิดถึงพ่อกับแม่ในตอนนี้? และความสำเร็จของอ้นเกิดเพราะรองเท้าหนังที่พ่อซื้อให้คู่นั้นเท่านั้นหรือ? ทั้ง ๆ ที่ จริง ๆ แล้ว น่าจะต้องมีผู้คนหรือเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมาย ซึ่งผลักดันให้เขาประสบความสำเร็จในชีวิต

...ตรงนี้ คุณอภิญญาอาจลองใช้มุขเก่า หรือ same old trick ด้วยการให้อ้นมีลูกซึ่งเพิ่งจะสอนเดิน อ้นซื้อรองเท้าคู่เล็ก ๆ มาให้ลูก ระหว่างที่ลูบคลำรองเท้าของลูกก็นึกถึงความรักที่มีต่อลูก และย้อนรำลึกถึงความรักที่พ่อแม่มีต่อเขา เลยไปถึงรองเท้าที่พ่อซื้อให้ตอนรับปริญญา ก็จะช่วยสร้างอารมณ์และบรรยากาศยิ่งขึ้น

            กล่าวโดยรวม เรื่อง “ใบไม้เปลี่ยนสี” มีลีลาของการเป็นเรื่องสั้นมากขึ้น แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่พล๊อตของเรื่องซึ่งไม่สด แต่ถ้าคุณอภิญญายังรักพล๊อตนี้อยู่ก็คงต้องลองแก้ไขตามคำแนะนำที่ผมให้กับคุณและคุณอิสรียาไปแล้ว แล้วส่งมาที่ห้องพักฟื้นเรื่องสั้นอีกทีครับ

ประภัสสร เสวิกุล ซันติอาโก ชิลี, 6 มีนาคม 2550

 

 

 

                     




คลีนิกเรื่องสั้น

รายการชีวิต
โจรปริญญา(ตี)
มือศิลป์ article
Love is....
อกแกก็อกฉัน...อกฉันก็อกแก article
ร่วมกินโต๊ะ
ภาพของฉัน article
คืนข้ามปี article
เหรียญบาทกับโบสถ์กลางน้ำ article
ใส...ซื่อ...บริสุทธิ์ (ใจ) article
นิยายรัก ฉบับป้าหมู article
สายน้ำที่ขาดหาย article
อรุณรุ่ง article
บ้านนั้นเขามีงานศพ article
หีบเชี่ยนหมากของอ้ายแก้ว article
การผ่านพ้นแห่งยุคสมัย article
แม่น้ำเจ้าพระยา article
เธอสุขได้อย่างไรเมื่อผองชนทุกข์ยากลำเค็ญ article
เมื่อโลกนี้ไร้สีสัน... article
ลั่น article
เสมือนรังดักแด้ที่เฝ้าฟูมฟักผีเสื้อให้โบยบิน article
แหว่ง article
รุ้งกินน้ำของปานวาด article
กล่องความทรงจำเก่า...และเงารัก article
จอมโจรหนอนหนังสือ article
มาลัยวรรณกรรม article
ห้องแห่งมิติอนันต์ article
ครูจันทร์ผ่อง ของแม่ article
จุกน้ำปลา...พาโชค article
เวลาของพ่อ article
การค้นพบตัวเองที่ไม่ใช่ตัวเอง article
เพียงภาพในวัยเยาว์ article
น้ำตาลทราย article
การเดินทางของชายชรา article
พันธะพรหมลิขิต article
บทเรียนน้ำตา article
กลางเมืองหลวง article
ประตูที่ถูกเลือก article
ร้องเรือ: ลำนำที่ผันแปร article
ดาวน์ความสำเร็จ article
ไอ้หมา article
คุณย่ากับคุณป้าข้างบ้าน article
ข้างหลังภาพนั้น article
วัฏพินาศแห่งสยามประเทศ article
คลีนิกเรื่องสั้น 16 article
หรือฉันเองที่แตกต่าง article
เด็กชายวิสรุจณ์...ซุกซน article
มรดกพ่อ article
ก้าวแรกของนักล่าดวงจันทร์ article
เพื่อนตาย article
หุ่นยนต์สังกะสี article
คิดถึงพ่อ article
สาวหน้าใสกับหัวใจน้องเหมียว article
แดร๊กคิวล่ากระหายเลือด...ของคุณ article
ก็เพราะว่า...เรารักนาย article
อ้อมกอดทะเล article
เรือของพ่อ article
ไม่โกรธใช่ไหม article
ในความทรงจำ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ