ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


กาเบรียล กราเซีย มาร์เกซ 80 ปี แห่งความ (ไม่) โดดเดี่ยว article
            

            ปีนี้ กาเบรียล กราเซีย มาร์เกซ(Gabriel Garcia Marquez) มีอายุ 80 ปี มาร์เกซ ถือกำเนิดที่อราคาทาคา (Aracataca) เมืองเล็ก ๆ ทางภาคเหนือของประเทศโคลอมเบีย ซึ่งอยู่ระหว่างภูเขากับทะเลคาริบเบียน เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ค.ศ.1927 ภายใต้การเลี้ยงดูของยายและตาซึ่งเป็นอดีตนายทหารในสมัยสงครามกลางเมือง ในบ้านซึ่งเต็มไปด้วยญาติพี่น้องจำนวนมากและความเชื่อในเรื่องภูติผีปีศาจและความลี้ลับต่าง ๆ 

            ตาและยายมีอิทธิพลอย่างสูงต่อความคิดและการเขียนของมาร์เกซ ตาเป็นนักเล่าเรื่องชั้นเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องในสมัยสงคราม การต่อสู้อย่างลูกผู้ชาย และการเผชิญหน้ากับความตายอย่างองอาจ ขณะเดียวกันก็สอนภาษาหลานชายจากพจนานุกรม และพาหลานชายไปรู้จักกับสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ เช่นน้ำแข็ง ซึ่งมาร์เกซถือว่าเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์อย่างมาก ส่วนยายเป็นคนที่เชื่อในเรื่องจิตวิญญาณ โชคลาง และตำนานปรัมปราอย่างฝังหัว โลกในวัยเด็กของมาร์เกซจึงเป็นความขัดแย้งระหว่างความจริงกับความฝัน ความทันสมัยกับความเชื่อในแบบโบราณ

            บิดาของมาร์เกซเป็นพ่อค้าขายกล้วยหอมที่ยากจน แต่สามารถเอาชนะใจมารดาของมาร์เกซได้ด้วยเสียงไวโอลิน บทกวี จดหมายรัก แม้กระทั่งส่งโทรเลขมาฝากรัก ทั้งคู่แต่งงานกันด้วยความไม่เห็นชอบของตาซึ่งพยายามขัดขวางทุกวิถีทาง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

            ตาเสียชีวิตเมื่อมาร์เกซมีอายุได้ 8 ปี และยายก็อยู่ในสภาพของคนที่ดวงตาใกล้จะบอด มาร์เกซจึงต้องไปอยู่กับพ่อแม่ที่เมืองซูครี (Sucre) และเริ่มเรียนหนังสืออย่างเป็นเรื่องเป็นราวเมื่ออายุ 12 ปี มาร์เกซสอบชิงทุนไปเรียนต่อที่โรงเรียนของนักบวชนิกายเยซูอิต ใกล้กับโบโกต้า (Bogota) เมืองหลวงของโคลอมเบีย และเริ่มฉายแววของการเป็นนักเขียนและนักวาดการ์ตูน เมื่อเรียนจบในปี ค.ศ.1946 มาร์เกซได้สมัครเข้าเรียนต่อในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติที่โบโกต้า ตามความประสงค์ของทางบ้าน แต่ก็พบว่าเขาไม่ได้มีความสนใจในวิชาที่เรียน ทำให้หนีจากห้องเรียนไปใช้เวลาอ่านบทกวีตามร้านกาแฟข้างถนน คบหาสมาคมกับนักเขียนฝ่ายซ้าย ศิลปินตกยาก และนักหนังสือพิมพ์หนุ่มสาว จนกระทั่งถึงวันที่ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไป เมื่อได้อ่านหนังสือ “Metamorphosis’ ของแฟรงค์ คาฟค่า (Frank Kafka) ซึ่งทำให้มาร์เกซเกิดพุทธิปัญญาว่าวรรณกรรมไม่จำเป็นต้องเดินตามแนวทางเดิมหรือขนบเก่า และนักเขียนสามารถปลดปล่อยจินตนาการของตนเองออกมาได้อย่างอิสระ

            มาร์เกซทุ่มเทเวลาช่วงนี้ให้กับการเปิดใจอ่านหนังสือทุกเล่มเท่าที่จะสามารถหาได้ และลงมือเขียนงานชิ้นแรก The Third Resignation ซึ่งได้รับการลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์อิสระฉบัยหนึ่ง และเป็นแรงใจให้เขาสร้างงานติดต่อกันกว่าสิบชิ้นในช่วงเวลา 2-3 ปีต่อมา

            การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของนักศึกษาและประชาชนโคลอมเบีย ทำให้มหาวิทยาลัยแห่งชาติถูกปิด มาร์เกซย้ายไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยคาร์ทาเกนา ทางภาคเหนือของประเทศและเขียนคอลัมน์ให้หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ก่อนจะตัดสินใจที่จะอำลาชีวิตนักศึกษาโดยเด็ดขาดและอุทิศตนให้กับการเขียนหนังสืออย่างเต็มที่ พร้อม ๆ กับศึกษาผลงานของนักเขียนคนสำคัญ เช่น  Ernest Hemmingway, James Joyce, Virginia Woolf โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ William Faulkner และ Sophocles นักเขียนกรีกโบราณ มาร์เกซประทับใจฟลอ์คเนอร์ในเรื่องการนำประสบการณ์วัยเด็กมาเสนอในรูปในเชิงเรื่องมหัศจรรย์ และเนรมิตเมืองหรือดินแดนในฝันขึ้นมาอย่างน่าทึ่ง ส่วนโซโฟเคิลส์ ก็ให้แรงบันดาลใจแก่มาร์เกซในการสร้างเรื่องซึ่งผูกพันกับสังคมรอบข้าง และการต่อต้านอำนาจอธรรม

            มาร์เกซลงมือเขียนเรื่องตามแนวคิดประการหนึ่งที่เขาได้จากฟอล์คเกอร์ คือ “การเขียนเรื่องที่ใกล้ตัว” เขาอาศัยบ้านเก่าของตากับยายเป็นฉาก ญาติพี่น้องและผู้คนที่เคยพบพานเป็นตัวประกอบ และกลิ่นอายเก่า ๆ ในสมัยเด็กสร้างแต่งบรรยากาศของเรื่อง ทำให้เกิดนิยายขนาดสั้นเรื่องแรก Leaf Strom โดยใช้นามปากกาว่า “มาคอนโด” (Macondo) ตามชื่อเมืองท่าที่ส่งออกกล้วยหอมใกล้บ้านเกิด แต่นิยายเรื่องนี้ถูกปฎิเสธและวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่มีชิ้นดีจากบรรณาธิการสำนักพิมพ์ผู้ใช้อัตตาเป็นที่ตั้ง

            ในช่วงปี 1952-1953 มาร์เกซตกอยู่ในฐานะที่อัตคัด แต่ก็มีความสุข เขาอาศัยนอนในซ่องโสเภณี ชีวิตแวดล้อมด้วยเพื่อนฝูง กาแฟ และควันบุหรี่ ก่อนจะผละมาเป็นเซลส์แมนขายเอนไซโคพิเดียซึ่งต้องเดินทางไปตามเมืองต่าง ๆ จนถึงปี 1954 จึงกลับมาอยู่ที่โบโกต้า โดยเป็นนักเขียนและนักวิจารณ์หนังประจำหนังสือพิมพ์ El Espectador และพยายามหลีกเลี่ยงการมีปัญหากับรัฐบาลเผด็จการของประธานธิบดีกุสตาโว โรคาส พินิลา ซึ่งปกครองโคลอมเบียอยู่ในเวลานั้น

            ในปี 1955 มีเหตุการณ์ที่ทำให้มาร์เกซต้องระเห็จออกจากประเทศ เมื่อเรือพิฆาตของกองทัพเรือโคลอมเบียลำหนึ่งประสบมรสุมจมลงระหว่างเดินทางกลับฐานทัพที่คาร์ทาเกนา ลูกเรือเสียชีวิตทั้งลำ เหลือรอดมาเพียงคนเดียวหลังจากลอยคอในทะเลเป็นเวลา 10 วัน ซึ่งทำให้ผู้รอดตายกลายเป็นวีรบุรุษในทันทีที่ถึงฝั่ง รัฐบาลเผด็จการใช้ทหารเรือผู้นี้เป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเข้าพบบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ El Espectador เพื่อเปิดโปงความจริงว่า เรือพิฆาตดังกล่าวบรรทุกสินค้าหนีภาษีมาเต็มลำ และสาเหตุที่ทำให้เรืออับปางเกิดจากความประมาทและขาดความชำนาญ มาร์เกซได้รับมอบให้เป็น “มือผี” ในการเขียนเรื่องนี้ ซึ่งลงพิมพ์ติดต่อกันในหนังสือพิมพ์ El Espectador เป็นเวลาสองสัปดาห์ และก่อให้เกิดกระแสอย่างกว้างขวาง จนบรรณาธิการเกรงว่าจะส่งผลกระทบมาถึงมาร์เกซ จึงส่งเขาไปทำข่าวที่ประเทศอิตาลี ซึ่งมาร์เกซถือโอกาสศึกษาเรื่องภาพยนต์ และเดินทางไปตามประเทศต่าง ๆ ในยุโรปหลายประเทศ ก่อนจะกลายเป็นคนตกงานเมื่อหนังสือพิมพ์ El Espectador ถูกปิด มาร์เกซต้องติดหนี้ค่าเช่าห้องพัก และขัดสนถึงขั้นต้องเก็บขวดเปล่าขาย แต่ก็ลงมือเขียน No one Writes to the Colonel มาร์เกซแก้ไขร่างต้นฉบับถึง 11 ครั้ง ก่อนจะหอบหิ้วมันเดินทางไปอังกฤษ และต่อไปยังเวเนซูเอล่า และหลังจากเดินทางกลับไปอังกฤษอีกครั้ง มาร์เกซก็ตัดสินใจเดินทางกลับโคลอมเบีย ในปี 1957 และเข้าทำงานในหนังสือพิมพ์ของเพื่อนเก่า แต่ก็เกิดปัญหากับทางการอีก ทำให้มาร์เกซลาออกจากงานและเดินทางไปคิวบา ก่อนจะโยกย้ายไปอยู่ที่นิวยอร์ก และเม๊กซิโก ซิตี้ ซึ่งที่นี่เขาทำงานด้านเขียนบทและแปลบทภาพยนต์ และพิมพ์ No One Writes to the Colonel ในปี 1961 ซึ่งขายได้เพียงไม่กี่ร้อยเล่ม ต่อมาในปี 1962 In Evil Hour ซึ่งเขียนบทที่ 1 เมื่อตอนที่เขาตกยากอยู่อิตาลี ก็ชนะการประกวดรางวัล Colombian Esso Contest แต่ทางสำนักพิมพ์ปฎิเสธที่จะพิมพ์งานชิ้นนี้ด้วยเหตุผลที่เรื่องเต็มไปด้วยภาษาสแลงของลาตินอเมริกัน และเนื้อหาซึ่งไม่สามารถยอมรับได้ ซึ่งสร้างความปวดร้าวใจแก่มาร์เกซเป็นอย่างมาก

            ในปี 1965 ขณะเดินทางไปพักผ่อนที่อคาปุลโก เขาก็เกิดแรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว (One Hundred Years of Solitude) ขึ้นมาอย่างกระทันหัน และเปลี่ยนใจเดินทางกลับบ้านในทันทีเพื่อลงมือเขียนนิยายเรื่องนี้ มาร์เกซทุ่มเทเวลา 18 เดือนเต็ม ขังตัวเองอยู่ในห้องและทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำ ซึ่งตลอดระยะเวลาดังกล่าว เขาต้องติดค้างค่าเช่าบ้านถึง 9 เดือน ต้องจำนำรถยนต์ และขายเฟอร์นิเจอร์ในบ้านเกือบทุกชิ้น เพื่อนำเงินมาจุนเจือครอบครัว โดยภรรยามีหน้าที่หากระดาษพิมพ์และบุหรี่ให้เขาอย่างไม่ให้ขาด และเมื่อเพื่อน ๆ ทราบถึงความตั้งใจจริงของมาร์เกซในการเขียนนิยายเรื่องนี้ ต่างก็หาทางช่วยเหลือกันคนละไม้ละมือ ทำให้เขาได้รับเงินกู้ ได้รับเครดิตในการซื้อข้าวของเครื่องใช้ และเจ้าหนี้บางรายก็ถึงกับยกหนี้เก่าให้

            กาเบรียล การ์เซีย มาเกซ เสร็จผลงานซึ่งมีความยาว 1,300 หน้า พร้อมด้วยหนี้สินกว่าหมื่นดอลล่าร์ และในสภาพของคนที่เกือบจะเป็นขี้ยา งานบางหน้าแสดงให้เห็นถึงความอ่อนล้าทางร่างกายและความใกล้จะสติแตกของผู้เขียน มาเกซส่งต้นฉบับไปให้สำนักพิมพ์ในบัวโนสไอเรส โดยได้รับการพิมพ์ในเดือนมิถุนายน 1967 ชั่วภายในสัปดาห์เดียวหนังสือเล่มนี้ ขายได้ถึง 8,000 เล่ม และทะยานขึ้นถึง 500,000 เล่ม ภายในเวลา 3 ปี ปัจจุบันประมาณว่ามีการจำหน่ายไปแล้วกว่า 30 ล้านเล่มทั่วโลก โดยได้รับการถ่ายทอดไปสู่ 24 ภาษา

            หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว ยังคว้ารางวัล Chianchiamo Prize จากอิตาลี ในปี 1969 และรางวัลหนังสือภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมของฝรั่งเศส ในปี 1970 รวมทั้งเป็น 1 ใน 12 หนังสือที่ดีที่สุดในรอบปีของสหรัฐฯ และรางวัลอื่น ๆ อีกหลายรางวัล และทำให้ กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ได้รับรางวัลโนเบล ในปี 1982

            ................

 

            เมื่อวันอังคารที่ 6 มีนาคม 2007 ชาวบ้านในอราคาทาคา เมืองเล็ก ๆ ทางภาคเหนือของโคลอมเบีย บ้านเกิดของกาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ พากันตื่นเต้นกับแสงและเสียงของพลุ จำนวนมาก รวมทั้งผีเสื้อกระดาษสีเหลืองหลายหมื่นตัวที่ถูกโปรยจากท้องฟ้าเหมือนเช่นที่มาร์เกซเขียนไว้ในหนังสือ นอกจากที่อราคาทาคาแล้ว ตามเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศโคลอมเบีย ก็มีการเฉลิมฉลองวันเกิดปีที่ 80 ของนักเขียนผู้นี้อย่างเอิกเกริก สำหรับในกรุงมาดริดมีการอ่านหนังสือร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวแบบมาราธอน โดยอดีตนายกรัฐมนตรี Maria Teresa Fernandez de la Vega เป็นผู้เริ่มอ่าน 2-3 หน้าแรก หลังจากนั้นนักการเมืองและนักเขียนอีก 80 คน ก็จะอ่านต่อเป็นช่วง ๆ ตลอดทั้งคืนวันจันทร์จนถึงเช้าวันอังคาร

 

            กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ยังคงใช้ชีวิตในวัย 80 ปี อย่างสมถะอยู่ในกรุงเม๊กซิโก ซิตี้ โดยไม่ยอมไปร่วมงานฉลองวันเกิดที่ไหน รวมทั้งปฏิเสธการพบปะกับผู้คนในแวดวงวรรณกรรม การแถลงข่าว และความเป็นอยู่ที่หรูหรา

 

 

ประภัสสร เสวิกุล

ซันติอาโก ชิลี, 9 มีนาคม 2550

 

 

 

 

 

ขอขอบคุณภาพสวยๆประกอบบทความจาก http://www.themodernword.com/gabo/

www.1-costaricalink.com, www.sinprosp.org.br, http://members.aol.com/tishede/marquez.htm

 

 

Pictures from  http://www.themodernword.com/gabo/ ,  www.1-costaricalink.com, www.sinprosp.org.br, http://members.aol.com/tishede/marquez.htm

 

ต้องการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้

หรือมีคำถามต้องการสอบถามคุณประภัสสร เพิ่มเติม

ส่งอีเมล์มาได้ตามแบบฟอร์มติดต่อด้านล่างนี้เลยค่ะ หรือ อีเมล์มาที่ lantombythesea@gmail.com



ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์
อีเมล
หัวข้อ
รายละเอียด



เล่าสู่กันฟัง

เรื่องของคติพจน์ประจำชาติ article
เมื่อวาน/วันนี้/และพรุ่งนี้ ของฟิเดล คาสโตร article
ราชันสองโลก (2) เช เกวารา article
ราชันสองโลก(1) article
โศลกชีวิตของฟรีด้า คาห์โล article
ซันติอาโก:จากอดีตสู่ปัจจุบัน article
ที่นี่ชิลี article
บ้านกวี พาโบล เนรูด้า article
พาโบล เนรูด้า กวีผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล article
เอวิต้า เปรอน สตรีที่โลกไม่ลืม article
มิลตัน ฟรายด์แมน บิดาแห่งการปฏิรูปเศรษฐกิจของชิลี article
ปริศนาบนเกาะอีสเตอร์ article
เหรียญสองด้าน article
กาเบรียล่า มิสทรัล กวีหญิงรางวัลโนเบลแห่งชิลี article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ