ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


เด็กชายวิสรุจณ์...ซุกซน article
 

                เด็กชายวิสรุจณ์เป็นเด็กค่อนข้างจะซนเป็นพิเศษความเป็นเด็กก็ซนไปตามวัย  รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง  เอาแน่กับเขาไม่ได้   อยู่มาวันหนึ่ง เด็กชายวิสรุจณ์ ไปเล่นซนที่ไหนก็ไม่ทราบ  ได้แผลมาตรงหัวนิ้วเท้าข้างซ้าย  ซึ้งเจ้าตัวเองเข้าใจว่านี้คือนิ้วโป้งเท้า   เด็กชายวิสรุจณ์เองก็ไม่รู้ตัวเลยว่าไปโดนอะไรมาที่นิ้วโป้ง

           “ แม่บอก  กี่ครั้งกี่หนแล้ว  อย่าไปเล่นซน  เห็นไหมไม่เชื่อ ได้แผลมาจนได้ “ แม่ถอนใจจนเหนื่อยถามต่อว่า

           “ บอกแม่หน่อยซิลูกไปโดนอะไรมา “  แม่ชี้ไปที่หัวนิ้วเท้า

            “ ไม่รู้ครับ แม่ “  เด็กชายวิสรุจณ์เสียงเศร้าหน้าตาเฉย  แม่ถามต่ออีก

            “ ลองนึกให้ดีๆ ซิลูกไปโดนอะไรมากันแน่  “  เด็กชายวิสรุจณ์พยับหน้าทำท้าจะได้เรื่อง

            “ สง....สัย สะ....ดุด ก้อนหินมั้ง “เด็กชายวิสรุจณ์พูดไปนึกไป  แล้วอยู่ๆก็ไส่หน้าไปมา

            “  ไม่ใช่ๆ  ครับแม่ เตะไม้ต่างหาก “เด็กชายวิสรุจณ์ตอบชักไม่แน่ใจตังเอง

สรุปว่าแม่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไปโดนอะไรกันแน่ เป็นอันว่าจะต้องพาไปหาหมอทำแผลที่โรงพยาบาล ส่วนเจ้าตังเองก็ไม่รู้หรอกว่า แผลขนาดเนียจะต้องไปหาหมอน่ะ ปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ ทายาเฉยๆไม่หาย  ตอนเล่นไม่เห็นจะเจ็บอะไรหนักหนาก็ยังยังสามารถเล่นต่อได้เลย แม่พาไปหาหมอนั้นล่ะถึงจะเข้าใจว่า อ้อ เป็นแผลแบบนี้จะต้องให้หมอตรวจจริงๆด้วย และหมอก็ลงความเห็นว่า “ แผลแบบนี้จะต้องถอดเล็บออก” แม่หน้าเซียวกลัวลูกเจ็บ แล้วนางพยาบาลก็นำตัวเข้าไปในห้องทำแผล  เท่านั้นล่ะเด็กชายวิสรุจณ์ ก็แผดเสียงร้องรั้นห้องจนเสียงดังออกมานอกห้อง  หลังจากทำแผลเสร็จเรียบร้อย  ก้มมองหัวนิ้วโป้งเท้าตัวเอง  จะเด่นกว่านิ้วอื่นทีมีผ้าพันแผลพันรอบหัวนิ้วโป้งอยู่  เห็นแล้วก็อดสะอึกสะอือน้ำตาไหลออกมา  แม่เข้ามาปลอบ  “ไม่เป็นไรลูก ไม่อีกวันก็หาย  หายแล้วก็เล่นได้เหมือนเดิม โอ๋ อย่าร้องให้นะลูก “ แม่เข้ามากอดและหอมแก้มซะฟอดใหญ่ๆทั้งสองข้าง เท่านี้ เด็กชายวิสรุจณ์ก็หายเจ็บเป็นปริทิ้ง

 

                  เช้าวันรุ่งขึ้นเด็กชายวิสรุจณ์จะต้องไปแต่งตัวไปโรงเรียน ก้อเกิดงอแงเล็กน้อย  กลัวว่าถ้าไส่รองเท้าแตะไปโรงเรียนจะผิดระเบียบ  ทำท่าจะไม่ไปโรงเรียน

 

                   “ ไม่เป็นไรลูก  เท้าเจ็บ ครูที่โรงเรียนไม่ว่าอะไรหรอก  ครูคนไหนว่าบอกแม่  แม่จะไปบอกครูเองว่าเท้าเจ็บ ใส่รองเท้านักเรียนไม่ได้ “  แม่อธิบายจนหายงอแงยอมแต่งตัวไปโรงเรียนซะโดยดี  พอไปถึงโรงเรียนเพื่อนๆพากันเข้ามารุมถาม “เป็นอะไร วิซารุ“ เด็กชายวิสรุจณ์เล่าให้เพื่อนฟังทั้งหมด   พอเล่ามาถึงมือหมอ “หมอดึงเล็บออกด้วย”เพื่อนอุทานพร้อมกันพากันจ้องมองนิ่งที่หัวนิ้วเท้าตาลุกวาว  ทำเสียงตกอกตกใจกันใหญ่ “ ห่า  โอ...โห “  ไม่นานเสียงอ๊อดก็ดังเตือนนักเรียนทุกคนถึงเวลาเข้าแถวเคารพธงชาติ  เด็กชายวิสรุจณ์ลืมตัววิ่งไปเข้าแถว ซึ้งจะอยู่แถวหน้าสุด  เพราะพึงเข้าอนุบาลหนึ่ง  นักเรียนหญิงอยู่ซ้าย  ส่วนนักเรียนชายอยู่ขวา  เด็กชายวิสรุจณ์จะอยู่ตรงกลางแถวพอดี   คุณครูถือไม้เรียวกำลังเดินตรวจความเป็นระเบียบเรียบร้อยของแถว กวาดตามองทุกคนอย่างรวดเร็ว แล้วสายตาก็มาสะดุดหยุดนิ่งที่  รองเท้าแตะ ที่มีผ้าพันแผลสีขาว พันหัวนิ้วโป้งเท้าโตๆ ยืมเด่นอยู่คนเดียว คุณครูเดินเข้ามาใช้ไม้เรียวชี้ที่เท้าแล้วถามว่า

             “ นิ้วเท้าไปโดนอะไรมา “   ได้ยินเสียงถาม เด็กชายวิสรุจณ์  ก็ยิ่งก้มหน้าไม่กล้าเงยหน้า  

              “ ไม่ทราบคร้าบ “  เด็กชายวิสรุจณ์ก้มหน้าตอบเห็นรองเท้าครูยังยืมมองเท้าแปลกๆของตัวเองอยู่  ความเป็นเด็กนักเรียนใหม่  เพิ่งจะเข้าโรงเรียนชั้นอนุบาล  ซึ้งจะต้องถูกระเบียบทุกอย่าง  ทำให้แยกเยาะไม่ออกว่าแบบไหนถูกแบบไหนผิดระเบียบ  ด็กชายวิสรุจณ์เห็นคุณครูยืมมองอยู่เหมือนนาน ทำท่าจะร้องให้นัยตาเริ่มจะแดง  ก้มมองปลายไม้เรียวที่ชี้ไปที่เท้าข้างที่เจ็บ   ครูเห็นท่าไม่ดีก็ปลอบ 

           “โอ๋ไม่เป็นไร  ครูไม่ว่าสักหน่อย เท้าเจ็บแบบนี้ ครูไม่ทำโทษหรอก พอหายเจ็บก็ใส่รองเท้านักเรียนได้เหมือนเดิม“ ครูพูดปลอบใช้มือลูบหัวไปด้วย   ไม่เป็นไรอย่างที่ครูบอกจริงๆ เด็กชายวิสรุจณ์  สบายใจขึ้นเยอะ  นึกแล้วอดแยกเขี้ยวยิ้มขึ้นมาไม่ได้  “โล่งอกไปที“   วันนี้ทั้งวันแทนที่จะสงบเสงืยมเป็นคนป่วย ไม่เล่นซุกซนกลับตรงกันข้าง เด็กชายวิสรุจณ์ ก็ยังเล่นซนไม่เลิก ยิ่งกว่านั้นแถมยังพูดมากกว่าเก่า  ในขณะที่เล่นเสร็จก็พากันมาล้อมวง  ยืมเท้าชิดกัน ไหล่ตกอยู่กลางวงล้อม  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตัวเองบาดเจ็บ  เล่นมากไม่ได้  แต่ปากของ เด็กชายวิสรุจณ์ก็คุยจ้อไม่ยอมหยุด

             “ หมอบอกว่าไม่อีกวันก็หายแล้ว  ห้ามไปเตะโดนอะไรอีก  ไม่ให้โดนน้ำด้วยล่ะ”

              “ เหรอ แล้วหมอบอกอะไรอีก“  เพื่อนถามทำตาลุกวาว

               “หมอบอกอีกว่าให้ไปล้างแผลหลังเลิกเรียน“ เด็กชายวิสรุจณ์บอกทุกอย่างที่เพื่อนถามยกเว้นเรื่องเดียวคือ แหกปากร้องไห้  ดังรั้น ได้ยินกันทั้งโรงพยาบาล

                   หลังจากโรงเรียนเลิก  แม่ก็มารับ  เด็กชายวิสรุจณ์ ที่หน้าโรงเรียน  เพื่อนๆก็พากันมาส่งกันพร้อมหน้า  พอเห็นแม่ก็ลืมตัววิ่งไปหาแม่  ก่อนกลับหันมาบอกเพื่อนอย่างกระตือรื้อล้นว่า

                   “ เราไปก่อนน่ะ   เราต้องรีบไปล้างแผล “

                   “ วิซะรุ ระวังหน่อยน่ะ หมอบอกห้ามไปเตะโดนอะไรอีกน่ะ “ เพื่อนเตือน

                   “ วิซารุ  หมอบอกห้ามโดนน้ำน่ะ “ เพื่อนอีกคนเตือนต่อ

                    “ วิสรุจณ์  หมอบอกห้ามเล่นซนอีกน่ะ”  เพื่อนๆช่วยกันเตือน  ก่อนจะหันมา

                    “ ไบ่  บาย  พรุ่งนี้เจอกันอีกน่ะ “    เด็กชายวิสรุจณ์กว่าจะได้กลับเพื่อนๆสั้งเสียซะนาน ห้ามอย่างนั้น ห้ามอย่างนี้  ความจริงพวกเขาก็จำมาจากเด็กชายวิสรุจณ์ ที่สาธยายให้ฟังเมื่อตอนกลางวันนั้นล่ะ  ก้อเลยเอามาเตือนกันเอง  ขนะเดียวกันแม่ของเด็กคนนั้นคนนี้เข้ามาถามว่า “ลูกชายไปโดนอะไรมา “  หลายคนถามไม่จบซักที่ แม่ก็ตั้งหน้าตั้งตาอธิบาย จน เด็กชายวิสรุจณ์ ก็บอก ไบ่ บาย เพื่อนไปตั้งนานแล้ว  แม่ยังไม่พาไปล้างแผลอีกเอาแต่พูดอยู่นั้นเหล่ะ เอ๊ะชักจะอย่างไงกัน   จนทนไม่ไหว

   “ เมื่อไรแม่จะพาผมไปล้างแผลครับ“  เด็กชายวิสรุจณ์ตะโกนเสียงดังฟังชัด   ทำให้ผู้ปกครองคนอื่นๆที่อยู่ในบริเวณนั้นหันขวับมามอง   เด็กชายวิสรุจณ์ เป็นตาเดียวกัน เห็นท่าจะกลับจริงก็คราวนี้แหล่ะ

พอไปถึงโรงพยาบาล  ได้เวลาจะต้องตรวจดูหน่อย  ผ้าที่ใช่พันแผลเริ่มดำ  เด็กชายวิสรุจณ์ ชักกลัว  เมื่อเห็นหมอเอากรรไกรมาตัดผ้าพันแผลออก  หมอมองเด็กดูกลัวๆ ก็ปลอบ เด็กชายวิสรุจณ์

              “ ไม่เจ็บ หมอทำเบาๆครับ  “  หมอพูดพร้อมตัดดัง “ชับ” แล้วดึงผ้าพันแผลออก

              “ เห็นมัย  ไม่เจ็บเลยใช่มัย “ หมอถาม  เด็กชายวิสรุจณ์ ใส่หน้าไปมาบอกว่า  “ไม่เจ็บ” 

              “ดีมากคนเก่ง  แผลแห้งไม่เปียกน้ำ  อย่างนี้เดียวก็หาย “ หมอชมหันมายิ้มให้

              “เอาล่ะหมอจะล้างแผลให้“ แล้วหมอก็ใช้สำลีชุบน้ำยาล้างแผลเช็ดไปที่ปลายเท้านิ้วโป้ง  ความเย็นของน้ำยาล้างแผล  ทำให้  เด็กชายวิสรุจณ์  ชักเท้ากลับ  พอรู้สึกเย็นๆไม่แสบ ก็ยืมปลายเท้าออกไปใหม่   “เอ ไม่เจ็บ ไม่เหมือนเมื่อวานร้องซะลั้นโรงพยาบาล“  คิดได้อย่างนี้ เด็กชายวิสรุจณ์ก็เดินออกมาจากห้องทำแผล  “ แค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อย “  ตบท้ายยังพูดอวดเก่ง ก่อนจะเดินยิ้มแป้นไปหาแม่ 

            วันรุ่งขึ้นมาถึงโรงเรียน  พอเห็นเพื่อนๆ เด็กชายวิสรุจณ์ ก็รีบวิ่งไปหาเพื่อน  เช็ดหน้ากางแขนกางขาออก รีบชิงเล่าก่อนที่เพื่อนจะถามก่อน  “ทำแผลไม่เจ็บซักหน่อย  หมอทายาเย็นๆให้ด้วยล่ะ แล้วยังชมเราเลยว่าเก่ง ไม่ร้องให้เลย  ไม่เชื่อถามแม่เราดูซิ “  เสียงใส่ๆทำให้เพื่อนทุกคนจ้องมองเท้าที่มีผ้าพันแผล  เงียบไม่มีเสียงพูดกันสักคน   เด็กชายวิสรุจณ์ยังพูดไม่เลิก

                         “ วันนี้หมอยังบอกให้เราไปล้างแผลอีกน่ะ “  เพื่อนๆพยักหน้าเป็นอันว่าเข้าใจ 

            หลังเลิกเรียนแม่ก็มารับ  ก่อนกลับ เด็กชายวิสรุจณ์ ร่ำลาเพื่อนๆ  เพื่อนก็เตือนเหมือนอย่างเคย  พอมาถึงโรงพยาบาลทุกคนที่เป็นเจ้าหน้าที่  ทั้งหมอ และ พยาบาล ต่างก็ทักทาย  “ คนเก่งมาแล้ว “

เด็กชายวิสรุจณ์ เดินยิ้มไม่ยอมหุบ  หมอที่ทำแผลให้ก็ชมอีก  จนทำเสร็จเรียบร้อยก็กลับบ้าน

            เมื่อมาถึงบ้านก็เกิดอยากจะออกไปเล่นกับเพื่อนแถวบ้าน เพราะตั้งแต่เจ็บก็ไม่ได้ออกไปไหนเลย  เด็กชายวิสรุจณ์ งอแง แม่ไม่ให้ไป “ไปไม่นานหรอกแม่  จะเล่นอยู่แถวๆนี้  นะแม่นะ “ อ้อนจนแม่ใจอ่อน  แผลที่หัวแม่โป้งก็ไม่เจ็บ  ให้อยู่กับบ้านก็ซนรื้อข้าวรื้นของกระจัดกระจายอีก  “ ไปก็ไป แต่อย่าเล่นนานนะ  ระวังเท้าด้วย  แล้วห้าม..........“  แม่ยังพูดไม่จบก็เห็นเด็กชายวิสรุจณ์ดีใจ วิ่งไปถึงประตูหน้าบ้านเสียก่อน  “ผมไปก่อนน่ะคับ”

            เวลาผ่านไปสักพัก   พวกเด็กๆพากันเล่นหลายอย่าง ชักเบื่อเพราะยังไม่สนุกเต็มที    เด็กชายวิสรุจณ์ก็นึกขึ้นได้ “พวกเรามาเล่นซ่อนหากันดีกว่า ให้นับหนึ่งถึงสิบพอ  แล้วให้วิ่งไปซ่อนกันตกลงตามนี้น่ะ”  เด็กชายวิสรุจณ์  บอกเพื่อนตั้งกฎกติกาเสร็จสับ ยังกำชับอีกว่า  “ ให้นับช้าๆ ห้ามนับไว  แล้วอีกอย่างห้ามวิ่งมาเหยียบเท้าด้วย “ พอเข้าใจกันก้อเริ่มเล่น  ทำการตกลงกันว่าใครจะไปซ่อนใครจะไปหา ขณะที่กำลังผลัดกันซ่อนผลัดกันหา ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง     เด็กชายวิสรุจณ์  ก็ยังวิ่งกะเผลกๆไปหาที่ซ่อน  เพื่อนที่เป็นคนหากำลังนับไล่ตามหลัง  1….2….3…..4…. เด็กชายวิสรุจณ์ได้ยินเสียงนับ  ใจจดใจจ่องหาที่ซ่อนให้ทันเวลา  ไม่ทันระวังเท้าข้างที่ไม่เจ็บ  ทันไดนั้นเท้าข้างนั้นก็ไปสะดุดกับอะไรไม่ทราบ  ทำให้หกล้ม สัณชาตญาณต้องใช่เท้าข้างที่ไม่เจ็บลง  ส่วนเท้าที่เจ็บ ก็ชี้ขึ้นสูงไปบนฟ้าเห็นผ้าพันแผลมาแต่ไกล  เด็กชายวิสรุจณ์ รู้สึกเจ็บแป๊บที่เท้า  ขณะเดียวกันก็ได้ยินเพื่อนกำลังนับ “ 7…..8… “เด็กชายวิสรุจณ์ลืมความเจ็บทันที  ในใจก็นึกว่า  จะต้องรีบหาที่ซ่อนก่อนจะนับถึง 10 ตาเหลือบเห็นพุ่มไม้อยู่ไกล้ๆ  ที่หมายตาเอาแล้วว่าจะมาซ่อนตรงนี้  ไวกว่าที่คิด  เด็กชายวิสรุจณ์พุ่งตัวเข้าไปซ่อนทันที  “ นึกว่าไม่ทันเสียแล้ว “    พุ่มไม้นี้เป็นที่ซ่อนที่ดีที่สุด  จนคนหา  หาเด็กชาย วิสรุจณ์เจอเป็นคนสุดท้าย   กำลังสนุกได้ที  จนลืมเจ็บลืมเวลา   เด็กๆผลักกันซ่อนหากันหลายรอบ   จนแม่เห็นลูกชายชักจะเล่นนานไปแล้วน่ะ ออกมาตามหา  พอเจอตัวก็จูงมือพากลับทันที  ปากก็บ่นไปตลอดทาง  “ เล่นไม่รู้จักเวลา สกปรกมอมแมทั้งตัว กลับไปถึงบ้านเมื่อไร  คอยดู แม่จะจับอาบน้ำถูสบูแรงๆแล้วอย่ามาร้องให้  ให้ได้ยินอีกน่ะ “  ขณะแม่กำลังโกธรอยู่นั้น  เด็กชายวิสรุจณ์ ก็เดินกะเผลก  เอียงๆ  รู้สึกเจ็บๆที่เท้า  ทำใจแข็งไม่บอกแม่กลัวแม่จะว่าอีก  จนต้องเดิน “ เอียงซ้าย  เอียงขวา เอียงซ้าย  เอียงขวา “ จนถึงบ้าน  แม่ให้เข้าไปในห้องน้ำจัดการถอดเสื้อผ้าออกเตรียมอาบน้ำ   ขณะที่แม่กำลังอาบอยู่นั้น  น้ำที่อาบก็ไปถูกแผลใหม่  นิ้วเท้าข้างใหม่ทั้งเจ็บทั้งแสบ  จนเด็กชายวิสรุจณ์ ทนไม่ไหวร้อง ” โอ้ย” ออกมา  แม่แปลกใจก้มดู  แม่ตกใจหายโกธรเมื่อเห็นเล็บหัวนึ้วโป้งฉีกออกจนเกือบครึ่งเล็บ เด็กชายวิสรุจณ์เห็นแบบนั้นแล้วก็ร้องให้แผดเสียงดังออกมา

                 “ไปโดนอะไรมา “ 

                “ไม่รู้ค รั าบ ฮือๆๆ “  เด็กชายวิสรุจณ์ใส่หน้าเจ็บเท้าร้องให้ไม่ยอมหยุด แม่ถามอีกหลายครั้ง  เด็กชายวิสรุจณ์ ตอบไม่รู้ 

                 “  จำไม่ได้ อยู่ๆก็มีแผล  แผลมาจากไหนไม่รู้  ฮือๆ เจ็บๆ “

                 แม่อ่อนอกอ่อนใจ  คราวนี้แม่ต้องอุ้มไปหาหมอ    เจอหมอคนเดิม  ตรวจดูปาดแผล

                 “เล็บฉีกมากต้องถอดเล็บออกครึ่งนึง “ ว่าแล้วหมอก็ฉีดยาชา  จัดการถอดเล็บออก  เท่านั้นแหล่ะ  ด.ช วิสรุจณ์ก็แผดเสียงร้องไห้ออกไปนอกห้อง  เสียงดังไม่หยุด  จนเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่ในเวลานั้น  ออกมาดู  เพิ่งจะได้ยินมาไม่อีกวันมานี้เอง “ เอ เสียงใครคุ้นๆ “   เดินไปตามเสียงจนเจอ

             “ อ้อเสียง  เด็กชายวิสรุจณ์ นั้นเอง   “   หันไปถามแม่  ไปโดนอะไรมา โดนที่ตรงไหน นึ้วโป้งเท้า อีกแล้วเหรอ  แต่คนละข้าง  ถามตอบได้ดังกล่าว  เห็น เด็กชายวิสรุจณ์ ออกจากห้องทำแผลพอดีออกมาคราวนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน  ทั้งสงสารทั้งอยากหัวเราะ  ยิ่งเห็นผ้าพันแผลที่หัวนึ้วโป้งเท้า  หัวโตๆทั้งสองข้าง  อดหัวเราะออกมาไม่ได้  น่าสงสารจริงๆ  ทำให้ เด็กชายวิสรุจณ์  ต้องเดินเอียงซ้ายเอียงขวา คอตก ออกมา  และเป็นผลทำให้ต้องหยุดโรงเรียนไปหนึ่งวัน   เมื่อมาโรงเรียน เด็กชายวิสรุจณ์  รู้กติกาเท้าเจ็บไม่ต้องใส่รองเท้านักเรียนก็ได้  ใส่รองเท้าฟองน้ำแบบหูหนีบ   เอาไว้หนีบหัวนึ้วโป้งที่มีแผลพันแผลโตๆทั้งสองข้าง  ตอนจะเดินเข้าโรงเรียนไม่ค่อยมั่นใจเท่าไร หันไปมองคนอื่นๆ “ไม่มีใครเป็นเหมือนเราสักคน  ดูไปก็เท่ดีเหมือนกัน”  คิดได้อย่างงี้แล้ว หยุดยืนจ้องมองไปที่หน้าประตูโรงเรียนสูดลมหายใจเข้าแรงๆปากก็พูดเหมือนพ่นน้ำลายออกมา “ซู้ๆ”  แล้วก็ยิ้มแป้นเดินอย่างผายเผยเข้าประตู  ถึงจะเอียงซ้ายเอียงขวา เพื่อนๆที่เห็นทำตาลุกวาว ไม่ใช่เฉพาะเพื่อนๆเท่านั้น  แต่ทั้งโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็น ครูใหญ่  ครูเล็ก ภารโรง ชั้นอนุบาล ชั้นประถม และพี่ๆมัธยม  ต่างก็ร้อง ว้าว กันทุกคน  เพราะเด็กชายวิสรุจณ์ ......... ซุกซน  แต่เท่  ไม่เหมือนใครสักคนเดียว

 

                                                                    จบ

 

 

 

คลีนิกเรื่องสั้น 14

เด็กชายวิสรุจณ์...ซุกซน

โดย คุณฉวีวรรณ พุ่มแก้ว

 

            เมื่ออ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้จบลง ผมเชื่อว่าหลายคนคงได้รอยยิ้มบนใบหน้ากับเรื่องราวของเด็กชายวิสรุจณ์และกลวิธีการเล่าเรื่องของคุณฉวีวรรณ ซึ่งเป็นตัวอย่างของการเขียนในแบบที่ง่าย ๆ ซื่อ ๆ แต่สนุกสนาน ทำให้ผู้อ่านมองเห็นภาพที่น่ารัก น่าขัน และน่าสงสารของเด็กชายวิสรุจณ์ ไปพร้อม ๆ กับการสัมผัสเสน่ห์ของ Childness หรือความบริสุทธิ์สดใสในวัยเด็ก ได้เป็นอย่างดี

            จุดที่น่าสนใจอย่างหนึ่งในเรื่องสั้น “เด็กชายวิสรุจณ์...ซุกซน” คือการใช้ตัวละครเอกตัวเดียวโดด ๆ ทำให้สายตาของคนอ่านจับอยู่ที่ความเคลื่อนไหวตัวละครตัวนี้ ซึ่งเปรียบได้กับการแสดงเดี่ยวบนเวทีที่มีแสงสปอทไลท์สาดจับที่นักแสดงผู้นั้นตลอดเวลา ทำให้ผู้ชมต้องตั้งอกตั้งใจดูการแสดงโดยไม่ไปใส่ใจกับสิ่งอื่นรอบข้าง แต่ถ้าตัวละครในเรื่องสั้นหรือนักแสดงบนเวทีไม่สามารถดึงดูดใจคนอ่านหรือคนดูให้ติดตามเรื่องราวไปได้จนตลอดเรื่อง ก็จะกลายเป็นความน่าเบื่ออย่างมาก ซึ่งตรงนี้คุณฉวีวรรณสามารถทำให้เด็กชายวิสรุจณ์ฉายเดี่ยวได้ในระดับที่ดี

            ปัญหาของคุณฉวีวรรณในเรื่องสั้นเรื่องนี้มีอยู่ 2 ประการ ประการแรกคือการเว้นช่วงระหว่างเหตุการณ์ ประการที่สองได้แก่การเขียนผิดหรือใช้คำผิดซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก จนทำสะดุดในเวลาอ่านอย่างน่าเสียดาย

            การเว้นช่วงระหว่างเหตุการณ์ ได้แก่

-ตอนที่แม่มัวแต่อธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นกับผู้ปกครองคนอื่น ๆ  จนเด็กชายวิสรุจณ์ต้องส่งเสียงว่าเมื่อไรจะพาไปล้างแผล กับตอนที่ไปถึงโรงพยาบาล

-ตอนทำแผลเสร็จและเด็กชายวิสรุจณ์เดินยิ้มแป้นมาหาแม่ กับตอนเช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อไปโรงเรียน

-ตอนหลังเลิกเรียนที่แม่มารับ กับตอนที่ไปทำแผลที่โรงพยาบาลอีกครั้ง

-ตอนที่เด็กชายวิสรุจณ์วิ่งไปเล่นกับเพื่อน กับตอน...เวลาผ่านไปสักพัก

-ตอนที่แม่อาบน้ำให้และเจอแผลที่เล็บเท้าอีกข้างหนึ่ง กับตอนที่แม่อุ้มไปหาหมอ

-ตอนที่ต้องหยุดโรงเรียนไปหนึ่งวัน กับตอนเมื่อมาโรงเรียน

ซึ่งการเว้นช่วงดังกล่าวจะทำให้เรื่องไม่ติดกันเป็นพืด และคนอ่านทราบว่าเหตุการณ์เดิมสิ้นสุดลงแล้ว และกำลังเริ่มเหตุการณ์ใหม่

ในเรื่องของคำผิด ได้แก่ คำว่าไส่หน้า ที่ถูกคือส่ายหน้า / แผดเสียงรั้นห้อง ที่ถูกคือลั่นห้อง / สะอึกสะอีอ ที่ถูกคือ สะอึกสะอื้น / หายเจ็บเป็นปริทิ้ง ที่ถูกคือปลิดทิ้ง / ก้อ ที่ถูกคือ ก็ /

พึงเข้า ที่ถูกคือ เพิ่งเข้า / กวาดตา ที่ถูกคือ กราดตา /  แยกเยาะ ที่ถูกคือ แยกแยะ / แหล่ะ

ที่ถูกคือแหละ / เสร็จสับ ที่ถูกคือเสร็จสรรพ / มอมแม ที่ถูกคือมอมแมม / โกธร ที่ถูกคือ โกรธ

ซึ่งไม่รวมถึงการใส่ไม้เอกไม้โทผิดอีกหลายคำ

            อาการของ “เด็กชายวิสรุจณ์...ซุกซน”  ไม่ถึงขั้นต้องถอดเล็บ เมื่อแก้ไขเรื่องการเว้นช่วงและคำผิดแล้ว คุณฉวีวรรณก็สามารถเดินยิ้มแป้นออกจากคลีนิกได้เช่นเดียวกับเด็กชายวิสรุจณ์ครับ

 

ประภัสสร เสวิกุล

ซันติอาโก ชิลี, 7 มีนาคม 2550

 

                      

 



คลีนิกเรื่องสั้น

รายการชีวิต
โจรปริญญา(ตี)
มือศิลป์ article
Love is....
อกแกก็อกฉัน...อกฉันก็อกแก article
ร่วมกินโต๊ะ
ภาพของฉัน article
คืนข้ามปี article
เหรียญบาทกับโบสถ์กลางน้ำ article
ใส...ซื่อ...บริสุทธิ์ (ใจ) article
นิยายรัก ฉบับป้าหมู article
สายน้ำที่ขาดหาย article
อรุณรุ่ง article
บ้านนั้นเขามีงานศพ article
หีบเชี่ยนหมากของอ้ายแก้ว article
การผ่านพ้นแห่งยุคสมัย article
แม่น้ำเจ้าพระยา article
เธอสุขได้อย่างไรเมื่อผองชนทุกข์ยากลำเค็ญ article
เมื่อโลกนี้ไร้สีสัน... article
ลั่น article
เสมือนรังดักแด้ที่เฝ้าฟูมฟักผีเสื้อให้โบยบิน article
แหว่ง article
รุ้งกินน้ำของปานวาด article
กล่องความทรงจำเก่า...และเงารัก article
จอมโจรหนอนหนังสือ article
มาลัยวรรณกรรม article
ห้องแห่งมิติอนันต์ article
ครูจันทร์ผ่อง ของแม่ article
จุกน้ำปลา...พาโชค article
เวลาของพ่อ article
การค้นพบตัวเองที่ไม่ใช่ตัวเอง article
เพียงภาพในวัยเยาว์ article
น้ำตาลทราย article
การเดินทางของชายชรา article
พันธะพรหมลิขิต article
บทเรียนน้ำตา article
กลางเมืองหลวง article
ประตูที่ถูกเลือก article
ร้องเรือ: ลำนำที่ผันแปร article
ดาวน์ความสำเร็จ article
ไอ้หมา article
คุณย่ากับคุณป้าข้างบ้าน article
ข้างหลังภาพนั้น article
วัฏพินาศแห่งสยามประเทศ article
คลีนิกเรื่องสั้น 16 article
หรือฉันเองที่แตกต่าง article
ใบไม้เปลี่ยนสี article
มรดกพ่อ article
ก้าวแรกของนักล่าดวงจันทร์ article
เพื่อนตาย article
หุ่นยนต์สังกะสี article
คิดถึงพ่อ article
สาวหน้าใสกับหัวใจน้องเหมียว article
แดร๊กคิวล่ากระหายเลือด...ของคุณ article
ก็เพราะว่า...เรารักนาย article
อ้อมกอดทะเล article
เรือของพ่อ article
ไม่โกรธใช่ไหม article
ในความทรงจำ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ