ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


ใบไม้เปลี่ยนสี article
 
 

บนถนนสายหนึ่งที่มุ่งตรงไปสู่ความเจริญของเมืองหลวง เลี้ยวซ้ายเข้าไปในถนนซอยที่สวยงามดูสะอาดตา ไม่ไกลนักจะเห็นบ้านหลังใหญ่ทางด้านซ้ายมือ มองดูเด่นเป็นสง่าแสดงถึงฐานะของเจ้าของบ้าน รั้วคอนกรีตสีขาวตัดกับประตูไม้สักที่สลักเสลาลวดลายงดงาม ภายในดูครึ้มด้วยต้นไม้นานาพรรณ มองเห็นถนนคอนกรีตที่สองข้างทางโรยกรวดสีขาวทอดยาวเข้าไปสู่ตัวบ้านอย่างท้าทายผู้มาเยือน

วันนี้รถติดมาก ชายหนุ่มท่าทางภูมิฐานที่นั่งมาในรถมีท่าทางกระวนกระวาย อยากจะให้ถึงบ้านเร็ว ๆ ระหว่างทางที่รถขยับเขยื้อนไปทีละน้อย เขามองดูถุงกระดาษสีน้ำตาลที่วางอยู่บนเบาะข้าง ๆ ตัว มันดูคุ้นตาอย่างประหลาด ขณะนั้นเองอะไรบางอย่างแว่บเข้ามาในจิตใต้สำนึกทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว

                                                   ............................

ชายหนุ่มก้าวลงจากรถยนต์คันหรู ส่งกระเป๋าเอกสารให้คนรับใช้ส่วนถุงกระดาษคงถือไว้เองพลางถามหา “หมูหวาน” ลูกสาวสุดที่รัก เมื่อรู้ว่าอยู่กับพี่เลี้ยงที่สนามหลังบ้าน ก็รีบเดินอ้อมไปทางหลังบ้านทันที

“ป้อมา อุ้ม ๆ” เด็กหญิงรูปร่างอ้วนกลม ตาโตผมดำหยักศกวิ่งเตาะแตะมากอดขาคุณพ่อด้วยความดีใจ อนุชิตอุ้มลูกสาวขึ้นมากอดแล้วหอมแก้มทักทาย

“ไงลูกพ่อ มานั่งตรงนี้ดีกว่า วันนี้พ่อมีอะไรมาฝากหนู” พูดพลางก็พากันไปนั่งที่เก้าอี้หวาย อนุชิตหยิบถุงกระดาษสีน้ำตาลมาวางไว้ตรงหน้า

“หนูลองเปิดดูเองสิ หมูหวานคนเก่ง” พูดพลาง พยักหน้าสนับสนุน เด็กน้อยใช้สองมือเล็ก ๆ ล้วงลงไปในถุงกระดาษหยิบเอากล่องกระดาษสีขาวออกมา แล้วสองคนพ่อลูกก็ช่วยกันแกะกล่องนั้นออกดูพร้อม ๆ กัน หมูหวานยิ้มกว้างด้วยความดีใจเมื่อเห็นรองเท้าสีแดงมีลายการ์ตูนน่ารัก

“เอา ๆ ใส่นี่” พูดพลางชึ้ไปที่เท้า

“ชอบหรือหมูหวาน มาพ่อใส่ให้นะ คิดว่าคงพอดีกับเท้าเล็ก ๆ ของหนูนะ”

ผู้เป็นพ่อนั้นตื้นตันใจจนบอกไม่ถูกที่เห็นลูกชอบ บรรจงสวมรองเท้าคู่น้อยนั้นให้ลูกอย่างทะนุถนอมด้วยความรัก สองมือที่สัมผัสกับรองเท้าและผิวเนื้อที่นุ่มเนียนละเอียดอ่อนของลูกนั้นบอกให้รู้ว่าเขารักลูกมากเพียงใด ยามนั้นทำให้ชายหนุ่มนึกถึงใครบางคน... “พ่อกับแม่” เขาเพิ่งรู้ว่าความรักของท่านนั้นยิ่งใหญ่เพียงใดเมื่อเขานึกถึงหมูหวาน ภาพหนึ่งผุดขึ้นอย่างช้า ๆ เป็นภาพของพ่อกับแม่ที่นั่งอยู่ข้างหน้า เสียงพ่อบอกให้เขาเปิดดูของที่อยู่ในถุงสีน้ำตาลด้วยตัวเอง....

                                                 ..........................................

มุมตึกแห่งหนึ่งในใจกลางกรุงเทพมหานคร มีร้านซ่อมร้องเท้าเล็ก ๆ ร้านหนึ่ง ซึ่งปลั่งได้อาศัยเปิดเป็นร้านซ่อมรองเท้ามานาน มีลูกค้าแวะเวียนกันไปซ่อมรองเท้าที่ร้านนี้ตลอดเวลา จึงทำให้มีขาประจำของร้านมากมาย

“มื้อนี้โชคดีหลาย ได้เย็บเกือกแพง ๆ ค่าแฮงก็เลยได้แพงตามกันแน”

ปลั่งพูดกับตัวเอง นับเงินที่ได้จากการซ่อมรองเท้า เก็บของเข้าตู้เตรียมซื้อขนมไข่หงส์ของโปรดของ “บักอ้น” ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน แบ่งเงินส่วนหนึ่งไว้ให้สีดาซื้อข้าวสารเพราะที่บ้านเหลืออยู่เพียงนิดหน่อยหุงกินเย็นนี้ก็คงหมดพอดี

ครอบครัวของปลั่งหนีความแห้งแล้งมาจากอุบลราชธานี คิดว่ามาตายเอาดาบหน้า โชคดีที่มีความรู้เรื่องซ่อมรองเท้าอยู่บ้างจึงนำเงินที่ได้จากการขายควาย ๒ ตัว นำมาเป็นทุนซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ ร้านของปลั่งอยู่ใกล้กับตึกใหญ่ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ ๆ หลายแห่ง ตึกนี้มีคนมากมาย มีรองเท้ามาให้ซ่อมทุกวัน เพราะความซื่อสัตย์ต่ออาชีพของตนเองไม่เอาเปรียบลูกค้า ทำให้มีขาประจำซึ่งติดใจในฝีมือของเขา รายได้ในแต่ละวันก็พอมีเหลือเก็บเข้าพกเข้าห่อ หวังเป็นทุนให้ “บักอ้น” ซึ่งเป็นลูกชายคนเดียวได้เรียนหนังสือสูง ๆ เหมือนที่นายอำเภอเคยบอกเมื่อคราวไปเยี่ยมลูกบ้านที่ หมู่แปด ปลั่งจำได้ทุกคำพูด

“เราควรให้เด็ก ๆได้มีโอกาสเรียนสูง ๆ เท่าที่จะทำได้ เพราะการศึกษาจะช่วยเด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพมีงานทำ มีทางเลือกที่ดีกว่า” ท่านนายอำเภอสอนอย่างนี้ นี่เป็นสาเหตุให้ปลั่งอยากเข้ามาเผชิญโชคในเมืองกรุง เพื่ออยากให้ลูกได้เรียนสูง ๆ และรายได้จากการซ่อมรองเท้านี่แหละที่สามารถส่งลูกเรียนจนจบ

สีดาเป็นภรรยาของปลั่ง ไม่มีความรู้เพราะไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ได้เพื่อนในหมู่บ้านเดียวกันช่วยให้ได้งานกวาดถนน สีดาเป็นคนประหยัด อดออมเหมือนปลั่ง ขยันทำงานเพื่อเป้าหมายเดียวกัน คือให้ลูกมีการศึกษาสูง ๆ

ปลั่งพาลูกไปเข้าโรงเรียนใกล้บ้าน ตกเย็นหลังจากเก็บร้านเขาจะเป็นคนไปรับลูกที่โรงเรียนทุกวันด้วยตัวเอง

“มื้อนี้ครูเพิ่นสอนหยังล่ะ บักอ้น” ปลั่งเอ่ยถามลูก ขณะเดินออกจากประตูโรงเรียน

“ครูสอนให้ข้อยบวกเลขหลายตัว ยากขึ้นแต่ข้อยทำได้ซำบาย” อ้นพูดอย่างภูมิใจ “ครูยังชมข้อยให้หมู่ฟัง”

“ครูชมว่าหยังล่ะ” ปลั่งถามอยากรู้ว่าครูชมอะไรลูกบ้าง

“เพิ่นว่าข้อยเก่ง ตั้งใจเรียน ให้หมู่ดูข้อยเป็นตัวอย่าง” แหงนหน้ามองพ่อรอรับคำชม

“พ่อฮู้อยู่ ว่าลูกเก่ง...” ปลั่งชมลูกอย่างจริงใจ

อ้นเดินตามพ่อไปติด ๆ ปากก็คุยไม่หยุด ปลั่งยังคงชวนลูกคุยไปเรื่อย ๆ ในขณะที่จูงลูกเดินลัดเลาะไปในซอยแคบ ๆ เดินไปปลั่งก็คิดไป   

“ถึงกูสิลำบาก กูก่าบ่อยากให้บักอ้นเป็นคือกู ลูกมันต้องดีกว่ากู...” ปลั่งคิดในใจ แม้จะเหนื่อยแค่ไหนแต่เมื่อเห็นลูกตั้งใจเรียนก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง วันนี้เขามีขนมไข่หงส์ ของโปรดของลูกติดมือมาด้วย ทั้งสองเดินข้ามสะพานไม้แล้วเลี้ยวขวาลัดเลาะไปตามทางแคบ ๆ ประเดี๋ยวเดียวก็ถึงบ้าน พอเปิดประตูเข้าไป เสียงสีดาดังมาจากในครัวว่า

“บักอ้นแม่นบ่” ร้องถาม แต่มือยังสาละวนอยู่กับอาหารบนเตา

“แม่มีหยังให้ข้อยกินบ่” อ้นวิ่งเข้าไปกอดคอแม่ที่กำลังนั่งคดข้าวจากหม้อใส่จานสังกะสี

“ประจบแม่สิเอาอันหยังล่ะบักอ้น” สีดาถามแล้ววางจานข้าวไว้ ดึงลูกชายไปกอดด้วยความรัก

บนเตาถ่านมีหม้อแกงส้มกำลังเดือดกลิ่นหอมน่ากิน สีดาตักใส่ชามยกไปวางที่โต๊ะกินข้าวซึ่งมีใข่เจียวหอมกรุ่นวางรออ้นอยู่แล้ว ปลั่งส่งถุงขนมไข่หงส์ให้สีดาเพื่อเทใส่จานให้ลูก ล้างมือแล้วนั่งล้อมวงกินข้าว                                                  

.......................................

ทองกวาวหน้าบ้านถึงเวลาออกดอกสีแสดเหลือง ดูงดงามเป็นแถวเหมือนภาพวาดที่ถูกแต้มสีสันไว้อย่างลงตัว บางต้นออกดอกเต็มไปหมดทั้งต้น บางต้นเพิ่งเริ่มผลัดใบ ที่ปลายกิ่งนั้น ใบสีเหลืองอ่อนพยายามพยุงตนให้อยู่กับกิ่งทองกวาวให้นานที่สุด ส่วนใบที่เหลืองเข้มจนเกือบเป็นสีน้ำตาลอ่อน ต่างก็ทะยอยร่วงหล่นกระจายเกลื่อนอยู่โคนต้น ปีแล้วปีเล่าที่ทองกวาวทำหน้าที่ของมันเพื่อความอยู่รอดแห่งวัฏจักรของการดำเนินชีวิต เฉกเช่นเดียวกับครอบครัวของปลั่ง

อ้นจบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาบริหารธุรกิจ เอกการจัดการทั่วไป ปลั่งและสีดาดีใจมากที่สามารถส่งลูกให้เรียนจนจบได้ คำที่ท่านนายอำเภอพูดยังแว่ว ๆ อยู่ในใจของปลั่งเสมอ ความเข้าใจของปลั่งยังเชื่อว่าต้องให้การศึกษากับลูกให้มาก ๆ จากนั้นปลั่งไม่รู้

“เว้าซื่อ ๆ ข้อยดีใจอีหลี บักอ้นมันจบสิได้เฮ็ดการเฮ็ดงาน” ไอติด ๆ กันหลายครั้งเมื่อพูดจบ

“ข้อยคึดคือกัน มื้อหน้าเฮาคงบ่ต้องห่วงมันหลาย” ปลั่งพยักหน้าเห็นด้วย มือก็เก็บแผ่นหนังแยกเป็นพวก ๆ บางส่วนเก็บใส่ตู้ บางส่วนเอาใส่ถุงเตรียมไปเปิดร้านตามปกติ

“อ้าย...มื้ออื่นบักอ้นสิได้รับอันหยังน้อ...เอิ้นบ่เป็น หัวหน้าเพิ่นว่าคือรับ...ญาญานี่แหละ จำบ่ได้” สีดาเกาหัวแกรก ๆ “หัวหน้าบอกข้อยว่า เฮาเป็นพ่อเป็นแม่ต้องไปเป็นแฮงใจให้บักอ้น มันสิได้ดีใจ”

“ฮื่อ หยุดงานได้บ่” ปลั่งถาม

“หัวหน้าให้หยุดได้เลย บ่เป็นหยัง” สีดารีบบอก “อ้ายสิไปดีใจกับมันได้บ่อ” สีดาถามให้แน่ใจ

 “เอ๊า เป็นจังได๋บ่ได้ เฮาไปนำกันสองคนเด้อ” ปลั่งพูดด้วยความดีใจ

“ฮึ...บ่เอา ข้อยย่านสิไปทำขายหน้า บ่กล้าไปดอก” สีดาปฏิเสธพัลวัน

“เป็นหยัง” ปลั่งหัวเราะ “ฟังคืออยากไปอีหลี” มองสีดาอย่างล้อเลียน

“คนหลายโพด ข้อยอายน้อ เว้ากับเขาบ่เป็น” สีดาตอบอาย ๆ

“สิไปอายไผ ข้อยยังบ่คึดอายเลย เฮาเป็นพ่อเป็นแม่คือกัน” ปลั่งพยายามให้กำลังใจ

“บ่ไปดอก ข้อยอยู่บ้านดีแล้ว ดีใจอยู่บ้านก็คือกัน อ้ายไปกับบักอ้นเด้อ” สีดารีบตัดบท

ปลั่งไม่ต่อความยาว พยักหน้าเป็นการรับรู้แล้วถือถุงออกจากบ้าน แต่ไม่ลืมหันมาสั่งสีดาให้ทำกับข้าวเย็นมื้อพิเศษเพื่อฉลองความสำเร็จให้ลูก สีดาพยักหน้า แล้วเก็บกวาดบ้าน ก่อนจะออกไปตลาด

ปลั่งยืนรอข้ามถนนไปยังร้านซ่อมรองเท้าของเขา วันนี้รถรามากมาย ทำให้ข้ามถนนลำบาก ขณะนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างวางอยู่ในตู้กระจกหน้าร้านที่เขายืนอยู่ มันช่างสวยงามจริง ๆ ปลั่งนึกถึงลูก.... เขาตัดสินใจอะไรบางอย่างพร้อมกับยิ้มอยู่คนเดียว

                                       .............................................. 

ปลั่งก้าวเท้ายาว ๆ เพื่อให้ถึงบ้านเร็ว ๆ ในมือกำถุงกระดาษไว้แน่น ใบหน้าที่ระบายด้วยรอยยิ้มมองซ้ายมองขวา เหมือนจะบอกทุกคนว่าเขามีความสุขใจมากแค่ไหน เมื่อถึงบ้านก่อนที่ปลั่งจะผลักประตูบ้าน เสียงไอติด ๆ กันหลายครั้งดังมาจากหลังบ้าน เขาชะงักนิดหนึ่งก่อนที่จะเปิดประตูเข้าไป

“เป็นหยัง ไอติด ๆ กันหลายมื้อแล้ว ควรไปหาหมอให้เขาดูจั๊กหน่อย” ปลั่งพูดด้วยความเป็นห่วง

“บ่เป็นหยังดอก คึดว่าเป็นหวัดธรรมดามื้อหน้าก็หายแล้ว บ่ต้องห่วง” สีดาพูดเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ เดินออกมาจากในครัว

“เออ... เป็นหยังอ้นมันยังบ่กลับ ไปติดหมู่อยู่ไสน้อ” ปลั่งพูดยังไม่ทันขาดคำเสียงอ้นตอบรับมาทางประตูบ้าน

“มาแล้ว ๆ โฮ้ย รถติดหลาย ร้อนอีหลีมื้อนี้”

“คือฮ้อนมาบ้านน้อ แม่เฮ็ดน้ำเย็น ๆ ไว้ให้แล้ว”

ว่าพลางก็กุลีกุจอไปยกน้ำเย็นในขันส่งให้ลูก น้ำในขันอะลูมีเนียมใสสะอาดมีสีชมพูอ่อน ๆ ลอยน้ำแข็งไว้สองสามก้อน เพื่อให้เย็นชื่นใจ

“แม่ใส่น้ำยาอุทัยให้ คึดว่ามันหอมดี” อ้นรับน้ำมาดื่มแก้กระหายจนหมดขัน

“มื้อนี้มีหยังกินล่ะแม่” อ้นถามพร้อมกับสอดส่ายสายตาดูในตู้กับข้าว 

“อยากกินหยังล่ะ คึดเอาสิได้กิน” สีดายิ้มกว้างบอกลูกด้วยความภูมิใจ พูดจบก็จัดแจงยกสำรับกับข้าวออกมาวาง

“โอ้โฮ...แม่นอีหลีเด้อแม่ คึดอยากกิน ก็ได้กินเลย แม่นี่คือรู้ใจอ้นอีหลี” อ้นชะโงกหน้ามองกับข้าวพร้อมกับบอกแม่ด้วยความดีใจ

สีดาชวนทุกคนนั่งล้อมวงกินข้าว เมื่ออิ่มแล้วปลั่งเดินหายเข้าไปในห้องหยิบถุงกระดาษออกมาวางไว้ตรงหน้า และพยักหน้าให้ลูกชายเปิดดู

อ้นค่อย ๆ เปิดถุงกระดาษออกดูช้า ๆ ข้างในมีกล่องกระดาษสีขาว เขาหยิบมันออกมาดูท่ามกลางสายตาของพ่อกับแม่ สีดาจ้องกล่องสีขาว ตาไม่กระพริบ พลอยตื่นเต้นไปด้วยว่าจะมีอะไรอยู่ข้างใน ปลั่งนั่งยิ้มมองดูมือขาวสะอาดของบักอ้นที่ค่อย ๆ เปิดฝากล่องออกด้วยความระมัดระวัง

“ต๊าย...เกือก....บักอ้น เกือกหนังสีดำ งามอีหลี คือสิแพงน้ออ้าย” สีดาอุทานอย่างลืมตัว

“พ่อ...ข้อยขอบคุณหลาย” อ้นพูดพร้อมกับยกมือขอบคุณด้วยความดีใจ นี่เป็นรองเท้าคู่แรกที่สวยที่สุดที่เขาเคยมี ปลั่งกุมมือทั้งสองของลูกและพูดเสียงเครือว่า

“พ่อเคยแต่เฮ็ดเกือกให้หมู่เขา มีแต่เกือกงาม ๆ แต่หมู่เฮาบ่เคยมีวาสนาได้ใส่เกือกดี ๆ งาม ๆ จักเทื่อ พ่อคึดอยากหาให้อยู่ มื้อนี้มันเป็นของบักอ้นแล้ว ขนาดคงพอดีกับตีนของลูก มื้ออื่นสิได้ใส่ไปเฝ้าในหลวงของเฮา”

ปลั่งพูดได้แค่นั้นเสียงก็ขาดหายไป ลำคอตีบตันไปหมดจนไม่สามารถจะพูดต่อได้ มีเพียงสายตาที่มองดูอ้นลูบคลำรองเท้าคู่ใหม่ของเขาอย่างทะนุถนอม

                                                   .........................................

เช้าวันนี้อากาศค่อนข้างเย็น ผู้คนมากมายพลุกพล่านเต็มลานพระบรมรูปทรงม้า ปลั่งมัวเดินงก ๆ เงิ่น  ๆ หลบหลีกผู้คนจนเวียนหัว เสียงอ้นร้องเรียกข้างหลัง จึงหันกลับไปดู            

“พ่อ...ยืนตรงนี้แหละให้เพื่อน ๆ เขาช่วยถ่ายรูปให้”

“ว่าหยัง...” ปลั่งหันมาถามลูก เพราะรู้สึกสะดุดหูกับสำเนียงภาคกลางของลูก

“พ่อ...พ่ออย่าพูดภาษาบ้านเรา อายเขา” อ้นกระชิบเบา ๆ ข้างหูพ่อ แล้วมองไปรอบ ๆ

“เออ ...เออ ว่าจังได๋ ว่าตามกัน พ่อเบิ่งดีบ่” ปลั่งพยักหน้า แต่ก็หลุดภาษาบ้านเกิดออกมาอีกจนได้ อ้นหันมาทำตาเขียวกับพ่อเป็นเชิงบอกว่าไม่ให้พูดอีก ปลั่งยกมือเสยผมที่เริ่มมีสีขาวประปราย จากนั้นขยับปกเสื้อสีฟ้าอ่อนตัวโปรดให้เรียบร้อย วันนี้ปลั่งแต่งตัวหรูเป็นพิเศษ เสื้อสีฟ้าตัวนี้เขาเก็บไว้อย่างดี จะนำมาใส่ก็เฉพาะในโอกาสพิเศษเท่านั้น นุ่งกางเกงขายาวสีดำคาดเข็มขัดหนังสีเดียวกัน รองเท้าสีดำที่แม้จะถูกใช้งานมานานแต่ก็ยังคงสภาพดี

“พ่อ พร้อมแล้วนะ” เสียงอ้นร้องเตือน ปลั่งจึงยืนนิ่งยิ้มให้กล้องอย่างมีความสุข

“อีกรูปนะพ่อ อีกรูป คราวนี้ถ่ายรวมกับเพื่อน ๆ ของอ้น”

เด็ก ๆ วิ่งกรูเข้ามาหลายคน กว่าจะจัดรูปขบวนได้ ก็เล่นเอาเหงื่อตก เหงื่อเม็ดโป้ง ๆ ผุดเต็มหน้าผากของปลั่งทั้งที่อากาสค่อนข้างเย็น

หลังจากถ่ายไปหลายรูปแล้วก็ถึงเวลานักศึกษาทุกคนต้องเข้าห้องประชุม ปลั่งจึงเลี่ยงไปคอยที่ร้านขายดอกไม้ กว่าจะเสร็จเรียบร้อยก็บ่าย จากนั้นนักศึกษาใหม่ทั้งหลายก็วุ่นวายกับการถ่ายรูปอีกครั้งหนึ่ง ปลั่งมองเห็นความสุขบนใบหน้าของเด็กทุกคน รวมทั้งญาติพี่น้องที่ต่างก็ขนกันไปแสดงความยินดี รอบด้านมีแต่เสียงหัวเราะและอ้อมกอดที่แสดงความยินดี ปลั่งยิ้มให้กับตัวเอง ปลื้มใจอยู่คนเดียว    

หยาดน้ำใส ๆ เอ่อล้นจากดวงตาที่เด็ดเดี่ยวคู่นั้นอย่างช้า ๆ ท่ามกลางหมู่คนที่คลาคล่ำอยู่นั้น ปลั่งอยากจะตะโกนให้ทุกคนรับรู้และร่วมแสดงความยินดีกับเขา แต่จะมีใครสักคนที่สังเกตเห็นความปิติสุขของชายแก่คนหนึ่ง...เพราะทุกคนต่างก็มัวปลื้มใจในบุตรหลานของตนเช่นกัน

                                       .......................................

บนแคร่ไม้ไผ่เก่า ๆ ร่างของชายชราคนหนึ่งนอนเหยียดยาว ใบหน้าซีดเชียวผมขาวโพลนทั้งศรีษะ ร่างที่ผอมเกร็งนั้นนอนนิ่งเหมือนซากศพ มีแต่เพียงดวงตาที่แห้งผากเท่านั้นที่ยังเบิกโพลงอยู่ บางครั้งก็กลอกกลิ้งไปมาเหมือนจะมองหาใครคนหนึ่ง หลวงตายืนกำกับให้เด็กวัดเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้เรียบร้อยแล้วช่วยป้อนน้ำแกงอุ่น ๆ ให้ด้วยความยากเย็น

“เห็นแล้วก็อดเวทนาไม่ได้คนเคยรู้จักกัน ตอนนี้แกไม่มีใคร นอนเจ็บอยู่อย่างนี้ก็ต้องช่วยกันไป อาตมาก็ทำเท่าที่จะทำได้”

หลวงตาบอกเมื่อญาติโยมที่มาทำบุญถามถึงชายแก่ที่นอนอยู่ใต้ถุนศาลา ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใครมาจากไหน มาขออาศัยหลวงตาอยู่ใต้ถุนวัดได้เกือบปี ได้ข้าวก้นบาตรของท่านประทังชีวิต มือทั้งสองข้างนั้นหงิกงอจนไม่สามารถหยิบจับอะไรได้ ท่านจึงต้องรับเป็นธุระให้ทุกเรื่องด้วยความสงสาร ท่านมองร่างที่นอนนิ่งบนแคร่ไม้ไผ่แล้วถอนหายใจลึก ๆ รำพึงในใจว่า

“โยมปลั่งเอ๊ย อาตมาสิพยายามรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับโยมปลั่ง แม้บางครั้งอาตมาคึดอยากเว้าความจริงกับผู้บ่าวผู้สาว ให้มันจำเป็นอุทาหรณ์ ให้คึดถึงพ่อถึงแม่หลาย ๆ”

หลวงตากลับไปนั่งบนศาลา หวนนึกถึงวันที่ปลั่งเดินโซเชเข้ามาหา และขออาศัยอยู่ที่นี่ ปลั่งเล่าให้หลวงตาฟังว่าตอนนี้สีดาตายแล้วด้วยโรคปอดอักเสบเรื้อรัง ส่วนปลั่งนั้นมือสองข้างที่เคยหาเงินส่งลูกจนเรียนจบกรากกรำงานหนักเกินไปทำให้เส้นเอ็นอักเสบ หงิกงอทำงานต่อไม่ได้เพราะจะหยิบจับอะไรก็ไม่ถนัด หลวงตาเป็นคนบ้านเดียวกับปลั่ง เมื่อบวชแล้วภายหลังได้มาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดแห่งนี้ซึ่งอยู่ในชนบทที่เงียบสงบ และร่มรื่นไปด้วยต้นไม้นานาพรรณ ท่านจำวันนั้นได้ดี วันที่ปลั่งหอบสังขารอันร่วงโรยจนหลวงตาแทบจำไม่ได้เข้ามาหา

“หลวงพี่จำผมได้บ่ ผมปลั่งลูกตาปลื้มกับยายสาย เฮ็ดนาอยู่ บ้านหมู่ แปด” ปลั่งท้าวความให้หลวงตาฟัง

“อ้อ...จำได้อยู่ ลูกโยมปลื้มน้อ เป็นจังได๋ล่ะ บ่ได้เจอนานหลายปีอยู่” หลวงตาซักไซร้อย่างยินดี

“เรื่องมันยาวหลายอยู่ครับหลวงพี่” ปลั่งหน้าเศร้า ใบหน้าที่เหี่ยวย่นเกินวัยอยู่แล้วก็ยิ่งดูยู่ยี่หนักขึ้นไปอีกเมื่อปลั่งขมวดคิ้วนิ่วหน้าด้วยความคับแค้นใจ

                                                   ............................

สีดาป่วยกระเสาะกระแสะ สามวันดีสี่วันไข้ จึงลาออกจากงานกวาดถนนมาอยู่กับบ้านเพื่อพักรักษาตัว ส่วนปลั่งยังคงซ่อมรองเท้าด้วยความอดทน และความรักในอาชีพของตนอย่างต่อเนื่อง มิใยที่อ้นจะร้องขอให้พ่อเลิกทำงานหลายครั้งหลายหนก็ตาม ปลั่งก็คงยืนกรานปฏิเสธทุกครั้งด้วยเหตุผลที่ว่า                

“มือของพ่อยังบ่เป็นง่อยเป็นเปลี้ย ลูกสิให้พ่อเซางานได้จังได๋ งานซ่อมเกือกเป็นงานฝีมือ บ่แม่นไผคึดอยากทำสิทำได้เมิ้ด ลูกเฮียนจบได้เป็นใหญ่เป็นโตแม่นงานซ่อมเกือกของพ่อบ่ คึดเอาเด้อ” ปลั่งเน้นเสียงในตอนท้ายประโยคเพื่อไม่ให้ลูกลืมตัว

“พ่อ...” อ้นอึ้งไปนิดหนึ่งแต่ก็พยายามพูดต่อ “ข้อย บ่เคยลืมจักเทื่อในสิ่งที่พ่อทำให้ข้อย แต่ตอนนี้ข้อยก็เรียนจบแล้ว มีงานทำแล้ว ข้อยบ่อยากให้ไผมาดูถูกเฮา อย่างน้อยพ่อก็ควรเห็นแก่หน้าข้อยจั๊กหน่อย ข้อยสิไปบอกไผจังได๋ ว่ามีพ่อเป็นช่างซ่อมเกือก...”

 

                                      (อ่านต่อ พร้อมคำแนะนำจากคุณประภัสสร)




ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

เพียงภาพในวัยเยาว์ article
แดร๊กคิวล่ากระหายเลือด...ของคุณ article
พ่าย...แพ้ article
อ้อมกอดทะเล article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ