ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot




ประภัสสร เสวิกุล นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ จาก Mrthaijob.com article

ประภัสสร เสวิกุล นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่
  www.mrthaijob.com  วันที่  13  ส.ค  2552

 

 ประภัสสร เสวิกุล นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่


 





 


                    ถือเป็นงานรวมนักเขียนรุ่นคับฟ้าวงการวรรณกรรมไทย ในงานเปิดตัวหนังสือ "อินทรีผงาดฟ้า" ของณรงค์ จันทร์เรือง หนังสือเก็บบันทึกชีวิตของนักเขียนที่เป็นตำนานของวงการ "รงค์ วงษ์สวรรค์ ผู้ล่วงลับ งานนี้ก็เลย ได้มีโอกาสพบปะนักเขียนคนดัง และจับมานั่งคุยถึงความคิดในโลกงานเขียนวันนี้

                    แม้ไม่ใช่นักอ่านตัวยง แค่อ่านหนังสือออกรับรองในวงการวรรณกรรมไทยทุกคนคงต้องได้ยินชื่อและรู้จักผลงานบางส่วนของ ประภัสสร เสวิกุล เรียก ว่าไม่ต้องแนะนำให้มากความ กับหลากหลายรสวรรณกรรม ความสามารถในการสร้างให้ตัวละครดำเนินชีวิตไปเองตาม บทบาทหน้าที่อย่างสมจริง ผลงานเขียนขึ้นหิ้ง ถูกยกย่องว่ายิ่งใหญ่หลายเรื่อง อาทิ อำนา ชี๊ค เวลาในขวดแก้ว ลอดลายมังกร ขอหมอนใบนั้นที่เธอฝันยามหนุน และอีกมากมาย ที่ไม่ใช่แค่ใช้จินตนาการสร้างเรื่องเท่านั้น งานเขียนที่เป็นอมตะของ ประภัสสร ยังต้องศึกษาและค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อให้เกิดความสมจริงในเนื้อหาและตัวละคร อีกด้วย 

                     ปัจจุบันนอกจากพ็อกเก็ตบุ๊คที่วางจำหน่ายทั่วไปแล้ว ผู้อ่านยังสามารถติดตามผล งานใหม่ในหนังสือสกุลไทย "เรื่องความรักความ หลังและหนังอีกเรื่องหนึ่ง"
และในหนังสือขวัญเรือน กับผลงานเรื่อง "พรุ่งนี้ของเมื่อวาน"

                    
"เมื่อเราคิดที่จะเขียนเรื่องสักหนึ่งเรื่อง สิ่งแรกที่ทุกคนต้องมีคือแรงบันดาลใจในการจุดประกาย เราต้องมีจุดตรงนี้ก่อน แล้วเนื้อ หาสิ่งต่าง ๆ มันก็จะตามมา ทั้งเรื่องของการวาง พล็อตเรื่อง เรื่องของข้อมูล เรื่องของโลเกชั่นต่าง ๆ เรื่องของแรงบันดาลใจ หรือการ จุดประกายความคิด สิ่งนี้ไม่ต้องมีใครมาสอนว่าต้องทำแบบไหน อย่างไร มันจะเกิดขึ้นมาเอง อาจจะมาจากสิ่งที่เราเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่วันหนึ่งเราเกิดมองอีกมุมหนึ่งที่มันน่าสนใจ บางทีมันก็ลอยมาในอากาศเหมือนกับว่ามันมากระทบใจเราจึงนำเอามาเขียน ซึ่งสิ่งนั้นต้องมีแรงดึงดูดพอสมควรที่จะจูงใจเราจนทำให้เราเขียนได้" 

                    
" หลังจากที่ "สิ่งนั้น" สร้าง แรงดึงดูดจนเราอยากเขียน คราวนี้มาทำความเข้าใจในตัวละคร ต้องสร้างตัวละครให้มีพื้นฐาน หรือมีพื้นหลังที่แน่น ทั้งในแง่ของความเชื่อ ศาสนา ลัทธิการเมือง การศึกษา เรื่องของครอบครัว เราต้องสร้างให้ตัวละครมีความเชื่อก่อน หากตัวละครมีความแน่นพอเมื่อถึง ณ จุดหนึ่ง ตัวละครตัวนั้นก็สามารถแก้ปัญหาได้เอง เนื่องจากเราวางสิ่งที่เขาเป็นให้แน่นพออยู่แล้ว เพราะปัญหาเดียวกัน คนที่มีภมูิหลังต่างกันก็จะแก้ปัญหากันคนละอย่าง เพราะฉะนั้นเราต้องศึกษาให้เพียงพอเพื่อที่จะสร้างให้ตัวละครนั้นคิดได้เอง เดินไปได้เอง มีอารมณ์ของเขาเองได้" 

                    
นักเขียนชอบมีโลกส่วนตัว แต่ถ้าปิดกั้นตัวเองมากเกินไปก็เท่ากับปิดกั้นโอกาสในการสร้างแรงบันดาลใจ "คน เราจะเขียนอะไรได้ เราต้องอย่าอยู่ลำพังคนเดียวแล้วเขียนหนังสือ เพราะเราจะไม่เห็นอะไรนอกจากตัวเอง แรงบันดาลใจต้องเกิดจากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางพบปะผู้คนในสถานที่ใหม่ ๆ เหตุการณ์ใหม่ ๆ อ่านหนังสือหรืออ่านสำนวน เห็นลีลาการเขียนของคนอื่น แล้วก็รู้จักกับเพื่อนใหม่ ๆ กินอาหารแปลก ๆ อย่างนี้มันจะค่อย ๆ สะสมในตัวเรา ไปเรื่อย ๆ แล้ววันหนึ่งเราจะเอามาใช้ได้ นั่นคือความไม่ซ้ำซากกับตัวเอง ถ้าอยู่กับตัวเอง กินอาหารซ้ำซาก เราก็จะได้งานเดิม ๆ มุมแคบ ๆ แต่ถ้าเราเดินทางไปโลกภายนอกบ้าง ทำกิจกรรมใหม่ก็ จะเกิดความสดความใหม่ ทำให้เรามีอะไรที่จะเขียนมากขึ้น อย่างตัวผมเองก็อ่านวรรณคดีไทยหลาย ๆ เรื่อง อ่านกลอน เขียนกลอน ทำให้เราสะสมทั้งถ้อยคำ ภาษา ความรู้สึก อารมณ์ไว้ได้พอสมควร ซึ่งผมถือว่าการอ่านหนังสือมันคือรากทางความคิด รากทางวัฒนธรรม เมื่อถึงวันหนึ่งเราเขียนหนังสือสิ่งที่เราสะสมไว้มันก็จะเกิดการเชื่อมโยง ในการที่เราจะนำมาสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งตรงนี้ผมถือเป็นสิ่งสำคัญ" 

                     
เทคโนโลยีการสื่อสารที่พัฒนาไม่สิ้นสุด นักเขียนใหญ่กล่าวว่า เป็นข้อดีในการเริ่มต้นเส้นทางนักเขียนอาชีพ "สำหรับนักเขียนรุ่นใหม่ในยุคนี้ ถือว่าเป็นช่วงที่ดีของผู้ที่รักการเขียน เพราะว่าการเกิดของนักเขียนยุคนี้ง่ายขึ้น กว่าสมัยก่อน อาจจะเขียนสื่อสารกันผ่านทางอินเตอร์เน็ต หรืออาจจะพิมพ์เองโดยมีสำนักพิมพ์รุ่นใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย สมัยก่อนงานเขียนจะมีระบบที่ทำให้นักเขียนเกิดยากกว่าเดี๋ยวนี้เยอะ ที่มองเห็นอยู่ตอนนี้คือมีนักเขียนหลาย ๆ คนที่เกิดใหม่ มีความน่าสนใจในฝีไม้ลายมือ มีความคิดใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ ถือเป็นจุดเปลี่ยนของวงการวรรณกรรมไทย"

                    
"การทำงานของเด็กยุคนี้โชคดีนะ เพราะอินเตอร์เน็ตเข้ามาช่วยได้มาก มันช่วยย่อโลกมาไว้ที่ปลายนิ้วได้เลย แค่อยากรู้เรื่องอะไรก็กดเอาได้เลยทันที เมื่อเทียบกับสมัยก่อน ปัญหาหนึ่งของนักเขียนไทยคือ เรื่องของข้อมูล เราสู้ฝรั่งไม่ได้ เรื่องข้อมูลเราไม่มีการค้นคว้าเพียงพอ หรือมีแหล่งที่ให้ข้อมูลได้ดีเพียงพอ ตรงนี้วันนี้เรื่องของข้อมูลนักเขียนไทยเราไม่เป็นรองนักเขียนต่างประเทศเลย ขึ้นอยู่ที่ฝีมือแล้วว่าจะนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร ผมคิดว่ามันเป็นโอกาสที่ดีของนักเขียนไทยนะที่เรื่องของวิวัฒนาการของ อินเตอร์เน็ตเข้ามาช่วย ในเรื่องของการเขียนได้มากขึ้น"

                    
คลิกหาข้อมูลได้ง่าย ๆ เพียงปลายนิ้ว สิ่งที่ผู้เขียนยุคนี้ตอบแทนคนอ่านก็คือความรวดเร็ว กะทัดรัด แต่ขาดความลึกซึ้งในอารมณ์ "หากเราอ่านงานเขียนในรุ่นหลัง ๆ ภาษาที่ใช้จะสื่อสารเป็นภาษาเรียบและง่าย ผมว่ามันขึ้นอยู่ที่ผู้บริโภคด้วย เพราะการเขียนถือเป็นการสื่อสารอย่างหนึ่ง เมื่อผู้บริโภคต้องการสารที่รวดเร็ว งานเขียนยุคนี้ก็ถือว่าตรงกลุ่มเป้าหมาย จะทำอย่างไรได้เมื่อคนบริโภคในยุคนี้ต้องการความเร็ว ไม่ต้องการความช้า หรือความลึกซึ้งทางอารมณ์มากนัก ต้องการรับเอาความรู้เพียงอย่างเดียว เพราะฉะนั้นงานเขียนในยุคนี้ก็จะตอบสนอง ความต้องการของผู้บริโภคในยุคนี้แล้ว นั่นคือ ความรวดเร็ว ข้อมูลตรงประเด็น ไม่อ้อมค้อม หรือใช้สำนวนโวหารอะไรมาก"

                    
"แต่ถ้าถามผมว่าเสน่ห์ของมันจะลดลงไปหรือไม่นั้น ต้องบอกว่างานเขียนรุ่นเก่า เป็นงานเขียนคลาสสิค เมื่อถึงจุดหนึ่งคนก็จะหันไปหางานคลาสสิคเอง เฉกเช่นเดียวกับคนอเมริกาที่บริโภคฟาสต์ฟู้ดกันทั้งนั้น แต่ถึงจุดหนึ่งคนเราก็อยากที่จะได้กินอาหารดี ๆ ได้กินสเต็กในร้านหรู ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปรกติชน อย่างไรเสีย คนเราก็ยังต้องการที่จะหาของคลาสสิค ของที่มีคุณภาพ ราคาสูงใส่ตัวอย่างแน่นอน"

                     
ปกหนังสือที่สะดุดตาบนแผง นอกจากสีสันสดใส ภาพวาดน่ารัก ก็เป็นเรื่องเนื้อหา แนวรักโรแมนติคที่มาแรง ต่างจากงานเขียนสมัยก่อนที่มักเขียนเรื่องเกี่ยวกับสภาพสังคม การเมือง ณ ยุคนั้น "เมื่อตลาดงานเขียนออกมาในรูปแบบนี้ เราต้องมองคนเขียนก่อน อย่างน้อยก็ดีแล้วที่เขาเริ่มเขียนหนังสือ แล้วต่อไปเมื่อเขาเจออะไรที่มากขึ้น เขาก็คง เขียนเรื่องอะไรที่โตมากขึ้น กว้างมากขึ้นกว่าเรื่องของหนุ่มสาวและความรัก อาจจะมีเรื่อง ของชีวิต เรื่องของการทำงาน เรื่องของความผิดหวัง ความสมหวัง มันจะเกิดขึ้นเองตาม การเรียนรู้ของตัวเขาเองจากชีวิตการทำงาน หรือจากชีวิตที่เขาพบเจอ อันนี้เราต้องให้โอกาสและเป็นกำลังใจให้เขา"

                    
"นักเขียนรุ่นใหม่ ๆ ที่ผมมีโอกาสอ่านงานเขียนของเขาก็มีหลายท่านที่น่าสนใจ มีแนวคิด มีมุมมองชีวิตที่ใหม่และแปลกออกไปจากที่เคยอ่าน ซึ่งเราต้องยอมรับว่าวงการนักเขียนจากอดีตถึงปัจจุบันมันก็มีการเปลี่ยนแปลง ไปแล้ว ความเปลี่ยน แปลงนี้มองได้ทั้งดีและไม่ดี ขึ้นอยู่กับมุมที่เรามอง จุดที่เรายืนอยู่ว่าเรายืนตรงมุมไหนแล้วมองเข้าไปยังไง ถ้าจะมองว่าเกิดนักเขียนใหม่ก็ต้องมองว่าเป็นยุคที่นักเขียนเกิดได้เร็ว เพราะมีช่องทางมากขึ้น ส่วนเรื่องของเนื้อหาเนื้องานเราก็ต้องให้เวลาในการพัฒนาตัวเอง ผมคิดว่าเราก็มีนักเขียนใหม่เกิดขึ้น เขาจะมีแนวทางที่จะเป็น นักเขียนที่จะก้าวต่อไปในอนาคตได้ เราต้องให้โอกาสให้กำลังใจเขาอย่าง ที่บอก" 

                     
ประภัสสร เสวิกุล นักเขียนใหญ่กับช่องทางการช่วยสร้างนักเขียนไทย (รุ่นใหม่) "ถ้าเทียบนักเขียนไทยกับนักเขียนต่างชาติที่มีงานแปลอยู่เต็มแผง เรื่องของการแข่งขันในคุณภาพ หรือปริมาณวันนี้เราสามารถสู้ฝรั่งได้หรือเปล่า ต้องออกตัวก่อนว่านักเขียนของฝรั่งเขาไม่ได้ทำงานคนเดียว เขามีการทำงานเป็นระบบ มีระบบการจัดการ การทำการตลาด ซึ่งนักเขียนของไทยเรายังทำงานคนเดียวอยู่ ตรงจุดนี้ถ้าเรามีหน่วยงานที่ดูแลก็อาจจะทำให้เราสู้ต่างประเทศได้ มันต้องมีคนช่วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการหาข้อมูล การเขียน การพิมพ์ ถ้ามีคนช่วยในจุดนี้ นักเขียนจะสามารถคิดและเขียนได้ แต่สำหรับโปรโมชั่นการพิมพ์ การตลาด ต้องมีบริษัทหรือคนทำแทนก็จะทำให้เราสู้กับงานเขียนกับต่างประเทศได้" 

                    
มาถึงวันนี้ชื่อของประภัสสร เสวิกุล เป็น ชื่อที่คอนักอ่านทั้งหลายต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี ซึ่งนอกจากจะเป็นขวัญใจนักอ่านแล้ว เขายังเป็นขวัญใจของนักเขียนรุ่นหลังอีกด้วย จัดว่าเป็นไอดอลของวงการวรรณกรรมไทยกันเลยทีเดียว

                    "ณ จุดหนึ่งเมื่อคนเขาได้อ่านงานเขียนที่ดี ไม่ว่าจะของใครก็ตาม ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นผลงานของผม เขาก็อยากจะทำอย่างนั้นบ้าง เหมือนกับเราไปเห็นคนแต่งตัวดี ๆ เราก็อยากแต่งอย่างนั้นบ้าง เห็นเขากินอาหารดี ๆ ก็อยากจะกินบ้าง เป็นเรื่องปรกติของสังคม แล้วถ้าเราสามารถมายืนในจุดที่ทำให้คนในสังคมรู้สึกว่างานของผม หรืองานของใครก็ตามดีแล้วเขาอยากที่จะทำตามอย่างนี้ก็เป็นเรื่องของความ ภูมิใจที่ว่าเรานอกจากจะทำให้คนคนนั้นรู้สึกดี มีความสุขแล้ว ยังจะให้กับสังคมได้ด้วย หมายความว่าวงการวรรณกรรม จะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ แต่ว่ายังมีคนที่สืบ ทอดความคิด ปณิธาน หรือสิ่งที่เราได้ทำไว้ยังคงอยู่ เขาพอใจ เขาอยากทำตามอย่าง คิดว่านั่นเป็นความภาคภูมิใจของนักเขียนหลาย ๆ คน"

                    
"ตลอดการทำงานด้านนี้มาผมยังจำวันแรกที่เราเขียนงานแล้วมันออกมาเป็นรูปร่างได้ มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อ เพราะเป็นสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อน แล้วสามารถทำมันออกมาได้ ผมเขียนงานเรื่องสั้นเรื่องแรกชื่อ "หอมกลิ่นดอกงิ้ว" ได้ลงพิมพ์ในหนังสือ "กันยายนนลิน" ชุด "เฟื่องนคร" ของ"รงค์ วงษ์สวรรค์ ซึ่งมันเริ่มต้นด้วยความที่เราศรัทธาเลื่อมใสในตัวคุณ "รงค์ เราจึงพยายามที่จะทำตามอย่างเขา ก็เขียน ออกมาสำนวนได้เหมือนเขา คล้ายเขา อย่าง นั้นก็มีความภูมิใจที่เราทำสำเร็จ ทำในสิ่งที่เราอยากทำ ได้ทำในสิ่งที่เราฝันถึง คิดว่านั่นก็เป็นจุดแรกที่เป“นกำลังพาให้เราก้าวต่อมาได้"

                   
"คือการที่เราทำแล้วมันออกมาสำเร็จ มีผู้ใหญ่สนับสนุน เห็นความสามารถของเราก็ดีใจ แต่สุดท้ายถึงแม้เราจะชอบงานเขียนของใคร แต่เรื่องสำนวน ลีลาที่เราติดมาเมื่อเราใช้เวลากับงานเขียนมาก ๆ เรื่องของความคล้าย คลึงต่าง ๆ ก็จะหายไปเอง กลายเป็นตัวของเรา มากขึ้น ผลงานเขียนเรื่องแรกผมก็เหมือนของคุณ "รงค์ วงษ์สวรรค์ ทั้งสำนวน ลีลา วิธีการเขียน แต่สักระยะหนึ่งเราก็เป็นตัวเรามากขึ้น เนื่องจากเราเห็นชีวิตมากขึ้น ได้พบคน ได้อ่าน หนังสือมากขึ้น มันก็เปลี่ยนไปเอง คนเราก็ต้องหาแนวทางของตัวเองได้สักวันหนึ่ง"

                   
สำหรับนักเขียนรุ่นใหม่ ๆ คลื่นลูกใหญ่ ๆ ที่ทยอยพัดเข้าหาฝั่ง รุ่นพี่ขอกล่าวคำต้อนรับ

                    "ผมดีใจนะที่เห็นน้อง ๆ รุ่นใหม่ ๆ เขียนหนังสือกัน ผมเชื่อว่าทุกคนมีแนวโน้มที่จะเป็นนักเขียนที่ดี มีชื่อเสียงต่อไปในอนาคต แต่ก็ต้องอย่าอยู่คนเดียว คิดเองทำเองเพียงคนเดียว เพราะเราต้องศึกษาจากคนอื่นด้วย มองโลกให้กว้างขึ้น อย่าจำกัดตัวเองในโลกที่แคบ ที่คิดว่าแค่นี้พอแล้ว เราต้องทำอะไรที่กว้างขึ้นมากกว่านี้ ให้มันเป็นที่กล่าวขานมากขึ้น ต้องศึกษา และพัฒนางานของตัวเอง"

                 
"ข้อสำคัญอีกประการหนึ่ง นักเขียนที่ดีจะต้องเริ่มต้นจากนักอ่านที่ดีก่อน ตรงจุดนี้เราจะต้องสร้างให้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน เพราะว่านักอ่านที่ดีเขาจะเป็นคนบอกเราว่าเขาต้องการ งานอย่างไหน ชอบหรือไม่ชอบงาน ที่นักเขียน คนนั้น ๆ สร้างสรรค์ออกมา ขณะเดียวกันต้อง มีแนวคิด มุมมองที่แตกออกไปจากที่คนอื่นเขา มองหรือทำเอาไว้แล้ว หาตัวเองให้พบ ทดลอง เดินตามแนวทางของตัวเองที่ค้นพบนั้น สุดท้าย คุณก็จะเป็นตัวของคุณเอง มีแนวทางคุณเอง"

                
กับ นักเขียนแถวหน้า แค่การได้คุยหรือฟังความคิดเห็นก็มีคุณค่ามากเท่า ๆ กับได้เปิดอ่าน หนังสือดี ๆ ประภัสสร เสวิกุล กับแนวทางสร้าง สรรค์ให้วงการวรรณกรรมไทยก้าวต่อไปข้างหน้า ยังประโยชน์ให้วงการวรรณกรรมมีความ แข็งแกร่ง โดยมีสิ่งที่ย้ำเสมอคือ "...การสร้างนักอ่าน" ก็เพื่อที่จะให้เกิดนักเขียนที่สร้างงานที่ดีและมีคุณภาพต่อไปในอนาคตนั่นเอง

 

                                           ที่มาจาก http://www.mrthaijob.com

 




บทสัมภาษณ์ ประภัสสร เสวิกุล

Famous Thai Writer ...
บทสัมภาษณ์จาก Hi class magazine article
เยี่ยมบ้าน ประภัสสร เสวิกุล กับการพูดคุยถึงบทบาทของนักเขียน ... article
ประภัสสร เสวิกุล-ถนนแห่งความหลากสี article
คุยเบา ๆ ก่อนบิน กับ ประภัสสร เสวิกุล article
คนรุ่นใหม่สนใจวรรณกรรมน้อยลง article
คุยนอกรอบ - ประภัสสรกับแนวคิดในการสร้างนักอ่าน+นักเขียนให้ก้าวไปพร้อม ๆ กัน article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ