ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


คลีนิกเรื่องสั้น 16 article
 
 

“อย่างคุณเป็นนักเขียนไม่ได้หรอก  เพราะคุณขาดคุณสมบัติของนักเขียนที่ดี  การเขียนเรื่องไม่ใช่จะใช้แค่เพียงหัวใจแล้วจะเขียนออกมาได้ดีเสมอไป  แต่ต้องรวมถึงการใช้สมองคิด  ซึ่งมันเป็นสิ่งที่คุณขาดตกไป”

 

ผมเดินออกมาจากร้านอินเตอร์เน็ตด้วยตัวที่เบาโหวง  หลังจากที่ผมเปิดดูกระทู้บนเว็บบอร์ดที่มีผู้วิจารณ์ท่านหนึ่งได้โพสต์ลงความเห็นทิ้งเอาไว้   ผมอ่านพอจับใจความได้ถึงคำวิจารณ์  และตระหนักดีถึงสิ่งที่ผู้โพสต์อยากให้ผมปรับปรุง  แต่กระนั้น  ผมคงไม่ใส่ใจมากนักหากแต่ผู้โพสต์นั้นไม่ได้มีดีกรีถึงผู้ที่มีความชำนาญด้านการเขียนและมีประสบการณ์มานานกว่า 30 ปี  

 

เหมือนกับร่างกายผมหยุดตอบสนองกับทุกสิ่งทุกอย่างรอบข้าง 

“แค่หัวใจที่มีในการสร้างสรรค์เรื่องมันยังไม่พออีกเหรอ”  

มันดูจะขัดแย้งกับจุดประสงค์ผมโดยสิ้นเชิง   

ขั้นเริ่มต้นในการเขียนเรื่องของผมนั้น  ใช่เพียงเพราะอยากได้เงินทองหรือชื่อเสียงก็หาใช่  แต่หากว่าการเขียนของผมจะมุ่งเน้นแต่จะให้ความสุขแก่ผู้อ่านอย่างถึงที่สุด 

อาจจะเพราะความเข้าใจของผมและเขาต่างกัน  ในเชิงพาณิชการเขียนเรื่องสั้นนั้นนับว่าทำเงินได้มากมายมหาศาลทีเดียว  แต่ในอีกมุมที่อาจถูกลบเลือนไป  การเขียนด้วยใจที่ไม่หวังเงินทองย่อมดูด้อยค่า 

ผมไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้ธุรกิจการเขียนเรื่องสั้นมันเติบโตไปมากแค่ไหน  แต่ที่สังเกตเห็นได้ชัด  งานเขียนส่วนใหญ่เริ่มเป็นการเขียนที่มุ่งเน้นแต่จะค้ากำไรเสียมากกว่าให้ความสุขแก่ผู้อ่านอย่างแท้จริง

 

หลายครั้งที่ผมเดินไปที่ชั้นขายเรื่องสั้นของสำนักพิมพ์ต่าง ๆ แล้วหยิบจับหนังสือขึ้นแล้วเปิดอ่าน  หลายเรื่องแค่เพียงอ่านแค่บทนำ  ผมก็สามารถตัดสินใจที่จะซื้อไปอ่านโดยไม่ต้องอ่านบทต่อไป  แต่ก็หลายเรื่องเช่นกันที่หยิบขึ้นมาแล้วเปิดดูบทนำแล้วปิดยัดกลับที่เดิม   

 

อาจจะเป็นเพราะว่าผู้อ่าน  สามารถที่จะรับรู้ได้ถึงความตั้งใจของผู้อ่านในงานเขียนนั้น ๆ 

ผมเชื่อว่าในตัวของนักเขียนหลาย ๆ คนก็คงจะมีความรู้สึกแบบนี้อยู่เช่นกัน

 

มันเป็นจุดเริ่มต้นทำให้ผมคิดจะแหวกแนวให้ผิดแผกไปจากนักเขียนท่านอื่น ๆ แต่ก็ใช่ว่าผมจะเก่งกว่า  หรือมีการนำเสนอที่ดีกว่านักเขียนท่านอื่น ๆ  เพียงแต่ผมอยากจะดึงความรู้สึกเหล่านี้ให้ออกมาเป็นงานเขียน  งานเขียนที่เขียนด้วยใจ  งานเขียนที่ผู้อ่านสามารถรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของผู้เขียน

มันจึงกลายเป็นก้าวแรกที่ผมเริ่มต้นกับชีวิตการเป็นนักเขียน

 

 

“พี่ครับ ๆ ผมจะเป็นนักเขียนนะ  ช่วยติชมให้ผมหน่อย!!”   ผมยิ้มร่าบอกพี่เจ้าของร้านอินเตอร์เน็ตขาประจำในวันที่ผมเริ่มต้นตามหาสิ่งที่ผมอยากจะให้มันเกิด  โดยเริ่มเป็นนักเขียนมือสมัครเล่นจากเว็บต่าง ๆ ที่เปิดโอกาสให้นักเขียนรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจและฝีมือลองค้นหาตัวเอง

เรื่องสั้นของผมเรื่องแรกเสร็จสิ้นในเวลา 2-3 เดือน  ทั้งหมดมี 23 หน้า  ระยะเวลานานพอดู  และอาจจะมากไปสำหรับเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง  อาจจะเป็นเพราะการเขียนแนวเรื่องของผมไม่เหมือนใคร 

“การที่ผมจะเขียนมันออกมาได้แต่ละคำร้อยเรียงออกมาเป็นแต่ละบรรทัดนั้น  ผมใช้เวลาที่จะต้องทำอารมณ์  ทำความรู้สึกให้ร่วมไปกับตัวละครที่ผมสร้างขึ้น  และมีเค้าโครงอยู่จริง”  

มันจึงทำให้งานของผมดูล่าช้า  และยากกว่าจะร้อยเรียงออกมาให้เป็นเรื่องราว 

 

ผมตระหนักเสมอว่าหากใส่ความตั้งใจลงไปในงานเขียนบวกกับจินตนาการของผู้เขียน  มันจะสามารถทำให้ผู้อ่านรับรู้  และคล้อยตามอารมณ์ของตัวละคร  โดยการจิตนาการณ์สร้างนิมิตขึ้นเองภายในห้วงความคิด  แล้วแปลมันออกมาเป็นตัวละครในจิตนาการณ์ของแต่ละคน  ซึ่งจะมีเค้าโครงไม่เหมือนกันตามแต่จิตนาการณ์ของแต่ละคนจะแปลมันออกมาเป็นอย่างไร

 

วันที่ 22 กันยา  สิ่งผมวาดหวังก็เป็นผล  เรื่องสั้นของผมได้ถูกแจ้งกลับมาเพื่อส่งแบบฟอร์มและหลักาน  เพื่อเป็นการยืนยันว่าเรื่องสั้นของผมจะได้ลงตีพิมพ์ครั้งแรก  หลังจากที่ผมเอามันไปลอยไว้บนเว็บเว็บหนึ่งซึ่งผมไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับรางวัลหรือลงตีพิมพ์แต่อย่างใด 

ผมตื่นเต้นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  “นี่หรือคือสิ่งที่เราพยายามมาตลอด 2-3 เดือนที่ผ่านมา”

ผมรู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นมากกว่าเดิม  และมีกำลังใจที่จะทำตามที่ตัวได้วาดหวังไว้มากขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว 

ผมตัดสินใจที่จะค้นหาคำว่า “หัวใจของนักเขียน”  ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ที่ให้นิยามคำนี้ออกมา

คำวิจารณ์มากมายตามมาหลังจากเรื่องสั้นได้คัดเลือกให้ลงตีพิมพ์  ใหม่ ๆ ก็มีเข้าโพสต์แบบเบา ๆ สบาย ๆ คำชื่นชมจากผู้อ่านหลาย ๆ คนเริ่มมีมากขึ้น  ทุกคนมักถามผมเป็นคำเดียวกันว่า

 

“เป็นเรื่องจริงเหรอ  หรือว่าเรื่องแต่ง”  ผมได้แต่ปิดปากเงียบ  แอบยิ้มอยู่ในใจ 

 

“อย่างน้อยก็มีคนที่มองเห็นความพยายามของเราละนะ”

 

ผมเริ่มที่จะก้าวขั้นต่อไปด้วยความมั่นใจที่มากขึ้น  ผมเริ่มเขียนนวนิยาย  และบทความ  เพราะอยากทดสอบฝีมือของตัวเอง  ว่าจะไปได้ไกลสักแค่ไหน 

ผมอ่านเรื่องสั้นของคนอื่นมากขึ้น  ทำการบ้านมากกว่าเดิม  เพราะผมตั้งใจอยากจะพัฒนาฝีมือของตัวเองให้ดีมากกว่านี้

 

ผมเริ่มเขียนไดอารี่ทิ้งไว้บนเว็บหนึ่งเพื่ออยากจะเก็บไว้ดูความก้าวหน้าในการเขียน  ว่ามีการพัฒนาไปมากแค่ไหน  โดยตัดบางตอนของนวนิยายลงเก็บไว้ในไดอารี่  ให้เพื่อนนักอ่านด้วยกันติชม

ผมบันทึกทึกความรู้สึกของผมในแต่ละวัน  กลั่นกรองความรู้สึกที่มีทั้งหมดใส่ลงไปบนตัวหนังสือ 

จุดประสงค์หนึ่งที่ผมเขียนไดอารี่  ก็เพราะว่าอยากจะใช้มันเป็นที่ฝึกปรือฝีมือให้มีการพัฒนาอยู่เรื่อย ๆ  การเขียนไดอารี่ของผมเป็นการเขียนเชิงบทความ  ซึ่งจะไม่บรรยายถึงคำพูด  แต่จะมุ่งเน้นเพียงบรรยายเหตุการณ์  และความรู้สึกในขณะนั้น  เท่านั้น

 

การตอบรับจากผู้ที่มาเข้าอ่านไดอารี่ของผม  ถือว่าดีมากทีเดียว  ผมใช้ส่วนนี้หาความเป็นตัวของตัวเอง  เปลี่ยนวิธีการเขียน  การนำเสนอ  แนวเรื่อง  และวิธีดำเนินเรื่อง  จนผมคิดว่าคงอยู่ในขั้นที่พอใช้แล้ว  ผมก็เริ่มเดินต่อ

 

 

 

“หนูบอกพี่ได้แค่ว่า  ยินโดนรถชน!!  ตอนนี้กำลังผ่าตัดสมองอยู่ที่โรงพยาบาล!!”

“อะไรนะ!!  โอเค พี่จะไปเดี๋ยวนี้แหละ!!” 

 

ผมวางสายจากน้องผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นรุ่นน้องของผมตอนอยู่โรงเรียนเก่า  น้ำเสียงที่สั่นเครือ  เสียงกระซิกร้องไห้เบา ๆ ยิ่งคิดยิ่งทำให้ผมบิดคันเร่งเร็วขึ้น  เร็วขึ้นตามความรู้สึกหดหู่ที่กำลังก่อตัวใจจิตใจผม

 

ผมนั่งเฝ้าเธอหน้าห้อง ICU ท่ามกลางญาติ ๆ ทั้งหลายของเธอ  ผมไม่รู้จักใครเลยสักคน  เพราะผมไม่เคยไปบ้านเธอมาก่อน  แต่ความรู้สึกที่ผมมีให้เธอ  มันมากเกินกว่าที่คนรู้จักธรรมดาจะทำให้กันแต่ในเวลานั้น  ความรู้สึกของผมหดหู่อย่างถึงที่สุด 

 

เธอเป็นน้องสาวผมคนหนึ่ง  ถ้าหากจะนับทางสายเลือดแล้ว  เราอาจจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันสักนิด   แต่ในฐานะที่เป็น “พี่ชายในนาม”  ผมไม่มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธความรู้สึกบ้า ๆ เหล่านี้

 

 

ผมแอบมองเธอที่กำลังนอนหลับอยู่บนเตียงสีขาวของโรงพยาบาล  ด้วยใจที่เริ่มแย้มยิ้มออกมาบ้าง  น้องสาวตัวเล็กที่กำลังนอนหลับอยู่บนเตียงทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจมากขึ้น  แม้ว่าเธอคนนี้จะไม่ใช่น้องแท้ ๆ ของผม  แต่ผมก็รู้สึกดีใจที่เธอไม่เป็นไร   เธอทำให้ผมรู้สึกรักน้องสาวแท้ ๆ ของผมมากขึ้น  และผมก็เดินออกไปจากห้อง ICU  โดยที่เธอยังไม่ตื่น  และก็ไม่มีใครรู้ว่าผมเป็นใคร

 

ผมเก็บเรื่องราวเหล่านี้ไว้ในไดอารี่  ถึงตอนนี้  ผมรู้แล้วว่า  “ไดอารี่”  สำหรับผมแล้ว…  มันไม่ใช่เพียงแค่สิ่งที่ผมใช้ฝึกปรือฝีมือตัวเองเท่านั้น  แต่มันยังเป็นเครื่องบันทึกเหตุการณ์แกมระบายทางอารมณ์ของผมชนิดหนึ่ง 

 

ผมตั้งใจที่จะเขียนเรื่องสั้นขึ้นใหม่แทนของเก่าที่เขียนไว้เพื่อเตรียมลงเว็บอีกครั้ง

ผมเปลี่ยนเนื้อหาให้เหมาะกับน้องของผมคนนี้  เปลี่ยนแนวการเขียน  ใส่ความสนุกสนาน  หยิบเอาชีวิตประจำวันของเธอขึ้นมาเป็นตัวดำเนินเรื่อง  เพียงเพราะอยากจะทำอะไรให้กับคนที่กำลังนอนป่วยอยู่ในโรงพยาบาลให้มีกำลังใจและเข้มแข็งขึ้น 

ผมใช้เวลากลั่นกรองมันไม่นานมากนัก  ผมรู้สึกมีความสุขในการเขียนครั้งนั้นมากที่สุด  แม้ในเชิงการค้าเรื่องที่ผมเขียนนั้นอาจจะเทียบกับของนักเขียนคนอื่น ๆ ไม่ได้  แต่ผมก็คิดว่าผมทำดีที่สุดแล้ว

 

ผมตัดสินใจส่งมันลงเว็บที่ผมเคยเอาลงไว้  แล้วผมก็ได้นำเรื่องที่ผมแต่งไว้ให้เธออ่าน 

 

เธอยิ้มรับกับเรื่องที่ผมเขียนให้เธอ 

 

“เหมือนจริงมากเลยพี่   ขอบคุณนะคะ”  เสียงใส ๆ กับรอยยิ้มที่ทำให้โลกทั้งใบดูสวยงามขึ้น

สิ่งที่ผมตั้งใจจะสื่อมันได้เกิดผลอีกครั้ง แต่ไม่ใช่เพราะว่าเรื่องสั้นผมได้ตีพิมพ์ลงหนังสือ  แต่เพราะเรื่องสั้นของผมทำให้คนป่วยคนหนึ่งยิ้ม  ยิ้มไปพร้อมกับผู้คนรอบข้างที่ได้อ่าน  และได้สัมผัสถึงความรู้สึกที่ผมต้องการสื่อ 

 

“นี่กระมัง?  ‘หัวใจของนักเขียน’ ที่เราค้นหามาตลอดเวลา”  ผมยิ้มให้กับตัวเอง

 

แต่ผมเริงร่าได้ไม่นานมากนัก  หัวใจที่กำลังผลิบาน  ก็เริ่มห่อเหี่ยวลง 

 

มีความคิดเห็นของผู้อ่านท่านหนึ่งโพสต์ไว้เป็นคำถาม  คำถามถึงเหตุผลที่ว่าทำไมผมถึงแต่งเรื่องนี้ขึ้น  แน่นอนว่าผมยินดีที่จะไขข้อข้องใจนั้นทันทีที่เห็นคำถาม  ผมพิมพ์เหตุผลทั้งหมดลงไป  เพียงหวังว่าเจ้าของคำถามจะเข้าใจความหมายที่แท้จริงที่ผมอยากจะสื่อ

 

ผมโพสต์ตอบด้วยหัวใจที่แย้มยิ้ม  แต่มันก็แย้มยิ้มเพียงช่วงความคืน

 

“อย่างคุณเป็นนักเขียนไม่ได้หรอก  เพราะคุณขาดคุณสมบัติของนักเขียนที่ดี  การเขียนเรื่องไม่ใช่จะใช้แค่เพียงหัวใจแล้วจะเขียนออกมาได้ดีเสมอไป  แต่ต้องรวมถึงการใช้สมองคิด  ซึ่งมันเป็นสิ่งที่คุณขาดตกไป”

 

 

คำวิจารณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผมรู้สึกมีความสุขมากกับงานเขียน  มันทำให้ผมรู้สึกท้อแท้ใจ 

หากแต่มันไม่ใช่ตัวหนังสือของผู้ที่มีประสบการณ์ในงานเขียนมานานกว่า 30 ปี   ผมคงไม่ต้องไปใส่ใจมากนัก

ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าผมจะได้อ่านข้อความเหล่านี้  ข้อความที่ออกจากสิ่งที่ท่านผู้นี้เรียกว่า “สมอง” ที่ท่านได้เปรียบเปรยไว้บนย่อหน้าสุดท้ายของคำวิจารณ์

 

ผมบอกตามตรงเลยว่าผม ณ ตอนนั้น “ผมไม่เข้าใจสิ่งที่ท่านต้องการที่จะสื่อ” 

 

 

                                          (อ่านต่อ พร้อมคำแนะนำจากคุณประภัสสร)




คลีนิกเรื่องสั้น

รายการชีวิต
โจรปริญญา(ตี)
มือศิลป์ article
Love is....
อกแกก็อกฉัน...อกฉันก็อกแก article
ร่วมกินโต๊ะ
ภาพของฉัน article
คืนข้ามปี article
เหรียญบาทกับโบสถ์กลางน้ำ article
ใส...ซื่อ...บริสุทธิ์ (ใจ) article
นิยายรัก ฉบับป้าหมู article
สายน้ำที่ขาดหาย article
อรุณรุ่ง article
บ้านนั้นเขามีงานศพ article
หีบเชี่ยนหมากของอ้ายแก้ว article
การผ่านพ้นแห่งยุคสมัย article
แม่น้ำเจ้าพระยา article
เธอสุขได้อย่างไรเมื่อผองชนทุกข์ยากลำเค็ญ article
เมื่อโลกนี้ไร้สีสัน... article
ลั่น article
เสมือนรังดักแด้ที่เฝ้าฟูมฟักผีเสื้อให้โบยบิน article
แหว่ง article
รุ้งกินน้ำของปานวาด article
กล่องความทรงจำเก่า...และเงารัก article
จอมโจรหนอนหนังสือ article
มาลัยวรรณกรรม article
ห้องแห่งมิติอนันต์ article
ครูจันทร์ผ่อง ของแม่ article
จุกน้ำปลา...พาโชค article
เวลาของพ่อ article
การค้นพบตัวเองที่ไม่ใช่ตัวเอง article
เพียงภาพในวัยเยาว์ article
น้ำตาลทราย article
การเดินทางของชายชรา article
พันธะพรหมลิขิต article
บทเรียนน้ำตา article
กลางเมืองหลวง article
ประตูที่ถูกเลือก article
ร้องเรือ: ลำนำที่ผันแปร article
ดาวน์ความสำเร็จ article
ไอ้หมา article
คุณย่ากับคุณป้าข้างบ้าน article
ข้างหลังภาพนั้น article
วัฏพินาศแห่งสยามประเทศ article
หรือฉันเองที่แตกต่าง article
เด็กชายวิสรุจณ์...ซุกซน article
ใบไม้เปลี่ยนสี article
มรดกพ่อ article
ก้าวแรกของนักล่าดวงจันทร์ article
เพื่อนตาย article
หุ่นยนต์สังกะสี article
คิดถึงพ่อ article
สาวหน้าใสกับหัวใจน้องเหมียว article
แดร๊กคิวล่ากระหายเลือด...ของคุณ article
ก็เพราะว่า...เรารักนาย article
อ้อมกอดทะเล article
เรือของพ่อ article
ไม่โกรธใช่ไหม article
ในความทรงจำ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ