ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


วัฏพินาศแห่งสยามประเทศ article
 
 

ชายหนุ่มนั่งมองรัศมีจรัสของดวงจันทร์อนาสตาเซียมาค่อนชั่วโมงแล้ว นึกแปลกใจกับความสุกใสที่ไร้วี่แววจะหมองลงของดวงดาวที่ตั้งชื่อตามหญิงผู้เสียสละเพื่อมวลมนุษยชาติ แล้วเขาที่มีชื่อเดียวกันกับนักการเมืองใหญ่แห่งยุคล่ะ เคยทำความดีได้สักเสี้ยวหนึ่งของวีรสตรีผู้นั้นแล้วหรือยัง มีเพียงดวงตาที่จ้องตอบเขาเท่านั้นที่รู้คำตอบ

            หลายช่วงโมงก่อน เขาฝันถึงเรื่องเดิมอีกแล้ว ภาพเด็กหนุ่มแปลกหน้าเล็งปืนจะปลิดชีพเขา  ทว่าใบหน้าที่แฝงด้วยรอยเคียดแค้นนั้นช่างคุ้นตาเหลือเกิน...

            สัญชาตญาณบอกว่าบางสิ่งกำลังใกล้เข้ามา เขารู้-ยังมีทางหนีทีไล่ แต่เขาเลือกที่จะเผชิญหน้ากับมัน ถ้าความฝันที่ปรากฎแทบทุกคืนกลายเป็นจริง เขาจะคงอยู่รอดไปจน...

            เงาของผู้มาเยือนปรากฏเลือนรางในกระจกล่องหน ไร้ร่าง แต่ไม่ไร้สุ่มเสียง ชายหนุ่มลุกขึ้นประจันหน้ากับความว่างเปล่า

“รัฐมนตรีชาญรัตน์ คุณถูกจับแล้ว”  ร่างทหารอวกาศห้านายปรากฏขึ้นแทนที่อากาศเปล่า ผู้กล่าวประโยคคือพันตรีทิล เดรมลี่ เพื่อนสนิทของเขาเอง

“ทิล...คุณก็รู้ว่ามันไม่จริง” รัฐมนตรีหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“หมายจับจากนายพลพิฆาต อานุภาพศิริ คุณไม่มีทางหลีกเลี่ยง” หัวหน้าคณะจับกุมป่าว “ด้วยข้อหาใช้อำนาจทางการเมืองในทางมิชอบ ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน”

“เขามีสิทธิอะไรมาจับฉัน” น้ำเสียงไร้แววกังวล แต่แฝงแรงโทสะในดวงตา

หัวหน้าคณะจับกุมหัวเราะ ดึงอาวุธออกมาจ่อหน้าอกผู้พูด

“อย่าดื้อดึงไปเลยชาญรัตน์ แกไม่มีทางเลือกนะ”

คราวนี้รัฐมนตรีเป็นฝ่ายยิ้ม

“เปล่าเลย ฉันมีสิทธิ...ฉันยังเลือกที่จะขัดขืนได้ แน่นอนมันย่อมดีกว่าการตกเป็นเบี้ยล่างกระจอกให้ไอ้บ้าอำนาจนั่น

มือที่ถืออาวุธขยับสั่น ใบหน้าพันตรีผิวเผือกเปลี่ยนเป็นสีแดงด้วยแรงโทสะ

“แกอย่ามาอวดดี จะตายอยู่แล้วยังมีหน้ามา...” ผู้พูดสบถลั่น

รัฐมนตรีพุ่งเข้าชนหัวหน้ากลุ่มจับกลุ่มอย่างไม่ทันตั้งตัว คว้าปืนฟิลิกส์รัวกระสุนฝังเซรุ่มใส่นายทหารอย่างบ้าคลั่ง ร่างทั้งหมดทรุดลงในไม่ถึงสิบวินาที

“ฉันเสียใจที่ต้องทำอย่างนี้” เขาคุกเข่าลงข้างอดีตเพื่อนสนิท “แต่ฉันจะไม่ยอมก้มหัวให้เผด็จการที่ไร้เหตุผลเป็นอันขาด”

ผู้ขัดขืนการจับกุมเปลี่ยนเอารองเท้าของทหารอวกาศมาสวมใส่ ตั้งระดับความเร็ว ออกคำสั่งให้มันทำงาน ร่างเขาลอยขึ้นสูง

“ฉันจะไม่ก้มหัวให้ใคร...”

เขาหันไปพูดกับคณะจับกุมก่อนร่างทั้งหมดจะละลายหายไปในอากาศ

 

                                  ...........................................

 

ในความมืดของชุมชนไร้แสงดาว เขานั่งอยู่ในเงาทะมึนของเศษซากสงคราม ความตาย- ความสูญเสียล้วนแล้วแต่เป็นผลของความขัดแย้งที่ไร้เหตุผล การแย่งชิงอำนาจ และการก่อรัฐประหาร เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเป็นเรื่องธรรมดาที่ชนกลุ่มน้อยอย่างเขาเลือกจะเมินเฉย บางสิ่งกำลังใกล้เข้ามา เขารออยู่ แต่รอด้วยใจที่เป็นสุขราวเด็กน้อยรอเปิดของขวัญวันเกิดชิ้นโตเมื่อครั้งกาลก่อน

 ร่างหนึ่งปรากฏที่มุมตรอกขยะสงคราม ค่อยๆ เคลื่อนกายเข้ามา ร่างนั้นอำพรางด้วยผ้าคลุมสีดำสนิท ยากจะสังเกตเห็นตัวตนในความมืดบนซีกอนธการของดาวเคราะห์ดวงนี้ เขาเริ่มขยับตัว ก้าวออกจากที่ซ่อนไปยังร่างนั้น โถมเข้าสวมกอดไว้อย่างแนบแน่น

 ฝ้าคลุมถูกสลัดออก แลเห็นอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ที่ห่อหุ้มมนุษย์สาวให้ปลอดภัยจากแก๊สพิษบนดวงดาว เธอประกบริมฝีปากจุมพิตเด็กหนุ่มอย่างดูดดื่ม

“รอฉันนานไหม” เธอกระซิบถาม ซบหน้าลงบนไหล่เขา

“นานเท่าไหร่ผมก็จะรอ” เด็กหนุ่มกระชับอ้อมกอด ยิ้มอย่างเป็นสุข

เธอผละจากอ้อมกอดเขาอย่างอ่อนโยน จ้องหน้าคนรัก

“ฉันมีอะไรจะถามเธอ สุริยัน”

เขาพยักหน้า ทอดสายตาไปด้านหลังเด็กสาว

“เธอแน่ใจนะว่าไม่มีใครตามมา”

เด็กสาวพยักหน้า

“งั้นเราไปกันเถอะ ที่นี่ไม่ปลอดภัย” สุริยันเอ่ย ใบหน้าระมัดระแวง

“เดี๋ยว...ก่อน” เด็กสาวสอดมือเข้าไปในอาภรณ์ คว้าอุปกรณ์เก็บสารขนาดเล็กออกมายื่นให้ชายหนุ่ม

“เธอทำอย่างนี้เพื่ออะไร” เขายังไม่รับของจากมือหญิงสาว “มันอันตรายมาก”

ใบหน้านิ่งเฉย ปราศจากปฏิกิริยาตอบโต้ เขาเพิ่งสังเกต...ดวงตาเธอไร้ประกาย

“มาดาริ” เขากระซิบ “เธอ...”

“เธอยังสบายดี...หนุ่มน้อย” สำเนียงแปร่งลอยมาจากความมืด

ร่างหนึ่งก้าวออกมาจากซากเรดาร์ขนาดยักษ์ ใบหน้าขาวซีดราวซากศพ มีเพียงแววตาที่เปล่งประกายวาววับเท่านั้นที่บ่งบอกว่าเขายังคงไว้ซึ่งลงหายใจ แสงไฟสีขาวกราดมาจากทั่วทิศ ส่องตรงมายังคู่หนุ่มสาวเป็นเป้าหมายเดียว

“แกทำอะไรมาดาริ” เด็กหนุ่มหนุ่มขบกรามกรอด

“เธอไม่เป็นอะไร แค่ถูกสะกดจิตเท่านั้นเอง” น้ำเสียงราบเรียบดังสีหน้า

“แก! ทำอย่างนั้นทำไม”

“เหตุผลง่ายๆ เพื่อหาตัวแกพบไง” ชายผิวซีดในชุดทหารอวกาศแสยะยิ้ม

“แกต้องการอะไร” สุริยันตะคอก

“พ่อของแก ผู้พูดสาวเท้าเข้าประชิดเด็กหนุ่มหนุ่ม “บอกมาว่ามันอยู่ที่ไหน”

เด็กหนุ่มถอยหลังเมื่อชายแปลกหน้าใกล้เข้ามา เขาดึงมาดาริมาอยู่ข้างตัว

“ฉันไม่รู้” เขาส่ายศีรษะ พยายามนำตัวบังเด็กสาว

“บอกมาเถอะ เพื่อความอยู่รอดของพวกแก”

“ไม่ ฉันไม่รู้จริงๆ”

ใบหน้าซีดเทาของชายหนุ่มก้มต่ำ

“ฉันไม่อยากทำอย่างนี้ แต่มันไม่มีทางเลือก” เขาคว้าบางอย่างออกมาจากเสื้อคลุม ความมันวาวของมันสะท้อนแสงสีขาวจากทุกทิศ

“ได้โปรด...อย่า” เด็กหนุ่มวิงวอน แต่ดวงตายังแข็งกร้าว

“โอกาสสุดท้าย พ่อแกอยู่ที่ไหน” นายทหารผิวซีดยื่นโอกาส

“ฉัน...ฉันไม่รู้จริงๆ” เด็กหนุ่มคว้ามือเด็กสาว บีบจนแน่นราวกลัวมือนั้นจะอันตรธานไป “ได้โปรด ฉันขอร้อง”

บุรุษผู้ยื่นคำขาดส่ายหัว

“ฉันเสียใจจริงๆ” เขายกวัตถุสะท้อนแสงขึ้นชี้ที่เบื้องหลังเด็กหนุ่ม

“อย่า”

ไร้การตอบรับจากใบหน้าเรียบเฉย

“ไม่ สุริยันร้องลั่น

แล้วความมืดก็เข้าปกคลุมซากปรักหักพังของสงครามที่ไร้เกียรติยศ

 

                                           ................................

 

ร่างหนึ่งปรากฏกายขึ้นในเงามืดที่สร้างจากเครื่องปรับสภาพอากาศ สาวเท้าเข้ามาอย่างรีบเร่ง แม้ใบหน้าอำพรางด้วยผ้าคลุมศีรษะ ทว่าลมหายใจที่ออกมาจากโพรงจมูกสามารถตรวจสอบได้โดยอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยเหนือประตู

“ทิวา นิรันดร์พักตร์” มันรายงานด้วยน้ำเสียงของหญิงสาว

แสงสีน้ำเงินเข้มด้านล่างประตูเปลี่ยนเป็นสีเขียว ชายคนหนึ่งก้าวออกมา

“เกิดอะไรขึ้น ทิวา” ชายชราอ้าปากหาว “ทำไมมาหาตอนดึกๆ อย่างนี้”

“ผมมีเรื่องด่วนต้องมาแจ้งครับ เกี่ยวกับรัฐมนตรีชาญรัตน์” ผู้พูดดึงผ้าคลุมศีรษะออก ใบหน้าเยาว์วัยกระทบแสงไฟจากขอบประตู

“งั้นหรือ....” คิ้วทั้งสองของชายชราขมวดเข้าหากัน “เข้ามาได้”

ผู้พูดหันหลังกลับ ชายหนุ่มเดินตามเขาไป

“มืดหน่อยนะ ฉันไม่ชอบความสว่างของซีกนี้เลย” ชายชราบ่นพึมพำ นั่งไขว่ห้างที่เก้าอี้นวมราคาแพง บุ้ยหน้าให้ผู้มาเยือนนั่งลงตรงข้าม

“ชอบไหมเก้าอี้สวรรค์นี่ ฉันเพิ่งประมูลมาได้ เก่าขนาดเมื่อ 200 ปีที่แล้วเลยนะ”

ชายหนุ่มยิ้มอย่างสุภาพ วางเหรียญขนาดใหญ่ลงบนโต๊ะ แล้วออกคำสั่ง

“ซีแล็บเจ็ด รัฐมนตรีชาญรัตน์”

เหรียญเริ่มหมุนในแกนเอียง เร็วขึ้นเรื่อยๆ แสงสีแดงบาดตาจ้าขึ้นจนชายชราต้องเมินหน้าหนี ในที่สุดมันก็หยุดนิ่ง ใบหน้าทิวาเรียบเฉย

“ดร. ติณครับ” เขาเรียกชายชรา “ดูนั่น”

ศีรษะทั้งสองหันไปทางเดียวกัน ห้องที่พวกเขานั่งอยู่ไม่ได้ปกคลุมด้วยความมืดอีกต่อไป สภาพห้องแปรเปลี่ยนเป็นห้องใหม่ที่ดูเหมือนเป็นห้องทำงานของข้าราชการระดับสูง ชายในสูทคนหนึ่งยืนหันหลังให้ทั้งคู่ เท้าข้างหนึ่งของเขาอยู่ในจุดที่เท้าชายชราวางอยู่ แต่มันทะลุผ่านไป

 ทหารอวกาศกลุ่มหนึ่งปรากฏกายขึ้น ชายผู้เป็นหัวหน้าก้าวออกมาประจันหน้ากับชายดังกล่าว บทสนทนาของคนทั้งคู่ไม่ยืดเยื้อนัก เมื่อรัฐมนตรีชาญรัตน์ในภาพบันทึกพุ่งเข้าคู่สนทนาของตน แล้วคว้าปืนขึ้นมากราดยิงทหารทั้งคณะจนล้มลง รัฐมนตรีหนุ่มหันมาพูดสั้นๆ กับร่างที่ใกล้สลายของหัวหน้าคณะก่อนจากไป ใบหน้าไร้แววตระหนก ดวงตาเย็นชาดังซากศพไร้จิตวิญญาณ

  ห้องเปลี่ยนแปลงคืนสู่สภาพเดิม ชายหนุ่มคว้าเหรียญเข้าเก็บในเสื้อคลุม สายตาจ้องตรงที่ใบหน้าชายชรา

“ดร.ติณ ท่านคงรู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น

นักวิทยาศาสตร์ชราถอนหายใจ พยักหน้าเป็นเชิงรับรู้

“ผมต้องแน่ใจก่อนว่าใช่คุณจริงๆ หรือเปล่าทิวา”

เป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มมีสีหน้าวิตก

“ใช่สิครับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ผมจะแน่ใจได้อย่างไรว่าคุณไม่ใช่ศัตรูปลอมตัวมา” ชายชรากล่าว

“เราไม่มีเวลาแล้วนะครับ ด็อคเตอร์! หากเราไม่ใช้เครื่องแสวงบุคคลของท่านในตอนนี้ รัฐมนตรีชาญรัตน์อาจจะหนีออกนอกดาวแล้วก็ได้”

ชายชราหัวเราะร่วน

“ถึงจะอยู่ซอกไหนของสุริยะจักรวาล สิ่งประดิษฐ์ของฉันก็หาพบ” เขาลุกขึ้น “ตามฉันมา”

ชายหนุ่มเดินตามนักวิทยาศาสตร์ชราเข้าไปในอีกห้องหนึ่ง

“โอเพ่นเซซามีสตรีท” ชายชราเอ่ย เหลือบไปเห็นชายหนุ่มจ้องอย่างสงสัย

“ฮ่าๆ ฉันจำมาจากภาพยนตร์เก่าๆ ที่ประมูลมาได้น่ะ เท่ดี” เขาคลายความสงสัยด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ

เสียงครืนดังขึ้น พื้นใต้ฝ่าเท้าค่อยๆ ลดระดับต่ำลงไปเรื่อยๆ ทิ้งผนังว่างเปล่าไว้เบื้องบน ดิ่งลงสู่ความอนธการเบื้องล่าง

“ถึงแล้ว” เจ้าของเสียงกระโดดหายไปในความมืด ท่ามกลางความตกตะลึงของชายหนุ่ม เขากระโดดตามไปก่อนที่พื้นจะเลื่อนลงมากกว่าเดิม

“ที่นี่คุณคงลำบากล่ะ หากปลอมตัวมา” เสียงลอยมาจากเงามืด “บอกรหัสมา”

ทิวาพยายามมองหานักวิทยาศาสตร์ชรา แต่พบเพียงความมืดรอบทิศ มีเพียงเขากับด็อคเตอร์เท่านั้นที่รู้รหัส หากบอกผิด กระสุนอาจจะลอยมาคร่าชีวิตเมื่อใดก็ได้

“เจเอฟเค....” เขากล่าวตามด้วยเลขหลายหลัก และทวนอีกครั้งด้วยเสียงหนักแน่น

 เสียงคลิกดังขึ้น บางสิ่งทำงานอยู่ในความเงียบ ทิศรอบตัวเริ่มสว่างขึ้น ชายชรายืนอยู่ไม่ไกล ริมฝีปากเหยียดยิ้ม เบื้องหลังเขาแท่นสีวาววับค่อยๆ ปรากฏขึ้นเลือนราง ความสูงของมันดูไร้ขีดจำกัด ยอดปลายแหลมทะลวงอากาศว่างเปล่าหายขึ้นไปเบื้องบน ผลงานของดร.ติณ คืนสู่อิสรภาพอีกครั้ง

“ผมดีใจที่ได้เห็นมันอีกครั้ง” ทิวากล่าว เผยรอยยิ้มเป็นครั้งแรก “หลังจากกระทรวงสาธารณะสุขไม่เห็นคุณค่าของมัน”

“เช่นกัน...ผมก็ดีใจที่คุณมาไวขนาดนี้”

“อะไรนะ”

แทนคำตอบ กระสุนพุ่งออกจากเสื้อกาวน์ที่สวมใส่ทะลวงเข้าทางอกของชายหนุ่ม เขาทรุดลงทันที

“น่ายินดีที่คุณไม่เฉลียว” ชายชราย่างสามขุมมายังร่างผู้เคราะห์ร้าย

“แกเป็นใคร” เลือดกระอักออกมาทางปาก อวัยวะภายในกำลังถูกทำลาย

ใบหน้ามากริ้วรอยนั้นค่อยๆ แปรเปลี่ยนไป คืนเค้าโครงเดิม ริมฝีปากเหยียดตรง ชายคนใหม่ส่งยิ้มให้ทิวา

“รัฐ..มนตรี..” ลมหายใจเฮือกสุดท้ายขาดห้วง

“ฉันเสียใจ” รัฐมนตรีชาญรัตน์เอ่ยประโยคเดิม ในความมืดไม่ไกลออกไปมีร่างเปลือยเปล่าของชายชรานอนคว่ำอยู่

 “กวินท์แกได้ยินไหม” เขากระซิบ

“ครับท่าน” คำตอบรับดังมาจากนาฬิกาที่สวมใส่

“เตรียมบุกตึกสยามปณิธาน”

“ครับผม”

“จับตัวนายพลพิฆาตให้ได้” สิ้นคำสั่ง รัฐมนตรีหนุ่มยกปืนขึ้นเล็งเครื่องแสวงหาบุคคล ลั่นกระสุนนิวเคลียร์สามนัด หันหลังให้สิ่งประดิษฐ์อันเคยเป็นความฝันของใครคนหนึ่ง ทิ้งให้หลักฐานสำคัญปะทุและแตกออกเป็นเสี่ยงๆ...

 

                                          ....................................

 

ดวงดาวเบื้องบนพราวแสงอยู่เหนือความมืดซีกหนึ่งของสยามโลก เด็กหนุ่มมองมันอย่างพร่ามัวผ่านม่านน้ำตา มือทั้งสองข้างรองรับศีรษะเด็กสาวที่กำลังหลับใหล ท่ามกลางเศษซากสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น สองชีวิตที่กำเนิดขึ้นมาบนความขัดแย้งของมนุษยชาติที่ไร้หัวใจ กำลังจะจบชีวิตของตนลงก่อนที่สงครามครั้งใหม่จะเริ่มขึ้น เด็กหนุ่มสะอื้นไห้ พ่อของเขาเองที่เป็นผู้เริ่มทุกสิ่ง และเขาเองที่จะสานต่ออุดมการณ์นั้น ทว่าบัดนี้ท่านกำลังตกอยู่ในอันตราย เพราะตัวเขาเอง...ที่อ่อนแอเกินกว่าจะเป็นลูกของบุรุษผู้มีอุดมการณ์แกร่งกล้าได้ เขาทำให้ชีวิตของท่านเสี่ยงเพื่อความอยู่รอดของเด็กสาวคนหนึ่ง เขารักเธอมากกว่าผู้บังเกิดเกล้าเชียวหรือ เขาคิดและรำพึงกับตนเอง

 เด็กสาวเริ่มขยับตัว ลืมตาขึ้นมองดูใบหน้าของเขา

“เป็นยังไงบ้าง” เด็กหนุ่มถามอย่างกังวล

“เกิดอะไรขึ้น”

เขาส่ายหัว กระซิบแผ่วเบา

“พวกมันต้องการตัวพ่อฉัน”

“ทำไมล่ะ”

“ฉันไม่รู้ แต่ท่านกำลังตกอยู่ในอันตราย”

“ทำไมเราถึงต้องทำลายกันอยู่เรื่อย” เด็กสาวเอ่ยขึ้นอย่างไม่ต้องการคำตอบ

สุริยันเงยหน้าขึ้นมองดวงดาว แสงของมันไม่มีวันมอดดับ ทว่าดวงจันทร์อนาสตาเซียกำลังจะจรหลับไป ตำแหน่งของมันไม่คงที่ การโคจรรอบสยามโลกซีกมืดถึงกาลสิ้นสุดแล้ว แสงนวลค่อยๆ แปรเป็นสีขาวขุ่นเมื่อเคลื่อนผ่านชั้นบรรยากาศกาศจำลอง ดวงจันทร์มิใช่ดาวฤกษ์ ไร้ซึ่งรัศมีแห่งตัวตน หากปราศจากดวงสุริยะ มันก็ไร้ประโยชน์ เป็นได้เพียงบริวารที่ไร้ความหมาย แล้วไฉนมนุษยชาติเราจึงไม่พึ่งพากัน เข่นฆ่ากันเพื่อแย่งชิงอำนาจ ฤๅสิ่งเหล่านี้คือความเป็นไปของจักรวาล...

“ มาดาริ...ฉันต้องไป” เขาวางศีรษะเด็กสาวลงบนพื้นอย่างนุ่มนวล แล้วยืนขึ้น

“เธอจะไปไหน” มาดาริถามอย่างอ่อนแรง

“ฉันต้องไปช่วยพ่อ” แววตาเด็ดเดี่ยว “เขากำลังเดือดร้อน”

เด็กสาวยิ้มระโหย

“ไปเถอะที่รัก”

“เธอไม่เป็นอะไรนะ ฉันจะกลับมา ฉันสัญญา...” สุริยันก้มลงจุมพิตคนรัก แล้วรีบวิ่งจากไป

บางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ในความมืด

 

                                                          .......................

 

ความสว่างอันเป็นนิรันดร์ของซีกสยามโลกที่หันเข้ารับรัศมีสเปกตรัมจากดวงอาทิตย์บัดนี้มืดมนด้วยการแทรกของคลื่นเสียงปริศนาที่เข้ายึดระบบการทำงานของชั้นบรรยากาศจำลองทั่วทั้งหมด

“บัดนี้กองทหารอันนำโดยพลเองพิฆาต อานุภาพศิริได้เข้ายึดเครือข่ายการสื่อสารทั้งหมดของสยามโลกแล้ว ต่อไปนี้คือแถลงการณ์การเข้ายึดอำนาจคืนสู่ประชาชนของท่าน”

เสียงเอะอะดังขึ้นระงม ผู้ชายบางคนเดินถือปืนออกจากบ้าน และเร้นหายไปโดยไม่สนใจเสียงร้องไล่หลังของคนรัก ความวุ่นวายกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเนิบช้า ไม่นานจะทวีคูณความกร้าวจนต้องสยบไว้ด้วยเสียงปืนและคำขู่ การก่อรัฐประหารเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ครั้งนี้จะไม่เหมือนครั้งที่ผ่านมา คนเลวทรามที่กำชะตากรรมของสยามโลกจะต้องชดใช้ เสียงไซเรนดังขึ้นทั่วทุกทิศ จากนั้นความเงียบจึงเข้าแทนที่ ประชาชนรู้ดีว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นต่อไป เป็นความเคยชินที่ผู้นำคณะจะแถลงการณ์ผ่านสื่อทุกชนิด และมันกำลังจะเริ่มต้นอีกครั้งในอีกไม่กี่วินาทีเบื้องหน้านี้

“ประชาชนที่รักแห่งสยามโลกที่เราดำรงอยู่มาจนครบวาระหนึ่งศัตวรรษ ข้าพเจ้ามีความยินดี และเสียใจที่ต้องกล่าวว่ารัฐมนตรีอันมีหน้าที่ในการบริหารประเทศทั้งหมดเก้าคนได้อยู่ในการควบคุมของข้าพเจ้าแล้ว ทุกคนจะได้รับโทษทัณฑ์ที่ก่อไว้ตั้งแต่รับหน้าอันยิ่งใหญ่นั้น แต่พวกเขากลับใช้มันในทางผิดมหันต์ และสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนผองเรา

 ข้าพเจ้านายพิฆาต อานุภาพศิริ ในนามของประชาชนธรรมดาของสยามประเทศคนหนึ่งคิดว่าเป็นการดีที่เราจะร่วมกันยุบคณะบริหารที่เปรียบเสมือนนักเชิดหุ่นที่ชักสยามโลก และพวกเราให้ทำตามแรงมืออันโสโครกของพวกเขาทำในสิ่งผิด ซึ่งในวาระนี้ข้าพเจ้า พลเอกพิฆาต อานุภาพศิริ ผู้นำคณะล่มล้างรัฐบาลขอแต่งตั้งตนเองให้เป็นผู้นำสยามโลกจวบจนจะมีใครล่มล้างได้ โลกเราจะดีขึ้นกว่าเดิม ข้าพเจ้าสาบาน”

สิ้นคำแถลงการณ์ ประชาชนบางคนถึงกับสบถลั่น บ้างอมยิ้มกับถ้อยคำ ชายชราอายุร้อยกว่าปีนั่งบ่นพึมพำถึงการใช้ภาษาที่แข็งกระด้างของผู้นำสยามประเทศคนปัจจุบัน ชายฉกรรจ์พกปืนเดินออกจากบ้านไปทีละคน สายตาหนึ่งซุ่มมองอยู่นาน โมงยามผ่านไป การอดทนรอคอยคือการเริ่มต้นที่มีชัยไปกว่าขึ้น กองกบฏซุ่มเงียบจ้องมองความเคลื่อนไหวของกองทหารที่ทำการปฏิวัติรัฐมนตรีชาญรัตน์ยืนอยู่ในห้องเล็กๆ เบื้องหน้าเขามีผู้นำชนกลุ่มน้อยนั่งอยู่หลายคน

“เราต่างรู้ว่าวันนี้จะมาเยือน” เขากล่าว

บุคคลเบื้องหน้ากระสับกระส่าย

“ผมจะแน่ใจได้อย่างไรว่าคุณจะไม่หักหลังพวกเรา แล้วส่งเราให้พิฆาต” ชายหนวดเฟิ้มถามเสียงเครียด

แทนคำตอบ รัฐมนตรีหนุ่มยิ้มกว้าง

“หากผมจะโยนคุณให้พิฆาตจริง ผมก็คงจะไปเลียแข้งเลียขาบอกความลับของพวกคุณให้มันรู้ไปตั้งนานแล้ว”

สิ้นประโยค ความเงียบเข้ากลืนกินห้อง

“แผนของคุณล่ะ ท่านรัฐมนตรี” คำถามจากหญิงวัยกลางคนที่คลุมใบหน้าครึ่งหนึ่งด้วยแว่นประมวลผลของคนตาบอด

“เรากำลังจะก้าวถึงตอนนั้น” เขาพูดอย่างสบายใจ “แต่ก่อนอื่น ผมต้องถามความสมัครใจของพวกคุณก่อนว่าพร้อมจะร่วมขัดการรัฐประหารนี้ไหม”

ทั่วทั้งห้องเงียบกริบ

“หากคุณต้องการ ผมก็จะทำ” ชายคนคนหลังสุดชูมือขึ้นกลวงอากาศ ยิ้มยิงฟันอย่างเจ้าเล่ห์

“ขอบใจมากวิศุทธิ์ มีใครพร้อมจะพลีกายอีกหรือเปล่าครับ”

หญิงสาวตาบอดยกมือ ริมฝีปากเผยอขึ้นยิ้มน้อยๆ

“ขอบคุณครับ”

ชายร่างกลมยืนขึ้น เดินเข้ามาตบไหล่รัฐมนตรีหนุ่ม

“เรามันพี่น้องกันชาญรัตน์ เลือดเราข้นยิ่งกว่าเหล้าโบราณอีก ฮ่าๆ”

เพียงการยอมรับของคนไม่กี่คนก็สามารถหว่านล้อมใจคนทั้งห้องให้ไว้วางในในผู้นำคนใหม่ได้

“แผนของเรามีดังนี้...” ผู้นำกบฏอธิบายกลยุทธ์ และแผนการโดยรวมในการเข้ายึดตึกบัญชาการของศัตรู

 “กวินท์รายงานปฏิบัติการ” เขาติดต่อหน่วยจู่โจมทันทีที่สิ้นสุดการชี้แจงชั้นเชิงศึก

 
 
 

                                          (อ่านต่อ พร้อมคำแนะนำจากคุณประภัสสร)

 




คลีนิกเรื่องสั้น

รายการชีวิต
โจรปริญญา(ตี)
มือศิลป์ article
Love is....
อกแกก็อกฉัน...อกฉันก็อกแก article
ร่วมกินโต๊ะ
ภาพของฉัน article
คืนข้ามปี article
เหรียญบาทกับโบสถ์กลางน้ำ article
ใส...ซื่อ...บริสุทธิ์ (ใจ) article
นิยายรัก ฉบับป้าหมู article
สายน้ำที่ขาดหาย article
อรุณรุ่ง article
บ้านนั้นเขามีงานศพ article
หีบเชี่ยนหมากของอ้ายแก้ว article
การผ่านพ้นแห่งยุคสมัย article
แม่น้ำเจ้าพระยา article
เธอสุขได้อย่างไรเมื่อผองชนทุกข์ยากลำเค็ญ article
เมื่อโลกนี้ไร้สีสัน... article
ลั่น article
เสมือนรังดักแด้ที่เฝ้าฟูมฟักผีเสื้อให้โบยบิน article
แหว่ง article
รุ้งกินน้ำของปานวาด article
กล่องความทรงจำเก่า...และเงารัก article
จอมโจรหนอนหนังสือ article
มาลัยวรรณกรรม article
ห้องแห่งมิติอนันต์ article
ครูจันทร์ผ่อง ของแม่ article
จุกน้ำปลา...พาโชค article
เวลาของพ่อ article
การค้นพบตัวเองที่ไม่ใช่ตัวเอง article
เพียงภาพในวัยเยาว์ article
น้ำตาลทราย article
การเดินทางของชายชรา article
พันธะพรหมลิขิต article
บทเรียนน้ำตา article
กลางเมืองหลวง article
ประตูที่ถูกเลือก article
ร้องเรือ: ลำนำที่ผันแปร article
ดาวน์ความสำเร็จ article
ไอ้หมา article
คุณย่ากับคุณป้าข้างบ้าน article
ข้างหลังภาพนั้น article
คลีนิกเรื่องสั้น 16 article
หรือฉันเองที่แตกต่าง article
เด็กชายวิสรุจณ์...ซุกซน article
ใบไม้เปลี่ยนสี article
มรดกพ่อ article
ก้าวแรกของนักล่าดวงจันทร์ article
เพื่อนตาย article
หุ่นยนต์สังกะสี article
คิดถึงพ่อ article
สาวหน้าใสกับหัวใจน้องเหมียว article
แดร๊กคิวล่ากระหายเลือด...ของคุณ article
ก็เพราะว่า...เรารักนาย article
อ้อมกอดทะเล article
เรือของพ่อ article
ไม่โกรธใช่ไหม article
ในความทรงจำ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ