ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


ข้างหลังภาพนั้น article
 
  

                บ้านตึกสองชั้นในอาณาเขตพอเหมาะ ย่านธุรกิจท่องเที่ยวที่คึกคักไปด้วยผู้คน ไม่ไกลไปจากฝั่งทะเลอันดามันมากนัก ใต้ถุนทำเป็นแกลเลอรี่ส่วนตัวมีภาพวาดเรียงซ้อนเป็นตับๆ บ้างก็แขวนเอาไว้ บ้างก็ติดแผ่นป้ายระบุคนจองเรียบร้อย  ด้านหน้าร้าน หนุ่มใหญ่ร่างสูง ผิวเข้ม ผมยาวมัดรวบไว้อย่างที่ใครๆเรียกกันว่าทรงผมของศิลปิน ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าเฟรมผ้าใบ ในมือถือพู่กันค้างไว้ ก่อนตวัดเร็วหนักหน่วงลงบนผืนผ้า  แม้ภาพที่ออกมาจะทำให้ใครต่อใครที่เดินผ่านต้องหยุดมอง  แต่เจ้าตัวยังคงตั้งหน้ากับงานไม่วอกแวก 

“พ่อฮะ ผมไม่เข้าใจเลย ทำไมพ่อไม่ยอมขายรูปนี้เสียที ทั้งที่มีคนมาขอซื้อตั้งหลายครั้งแล้ว หรือว่าพ่อจะโก่งราคาแข่งกะภาพวาดของแวนโก๊ะ”

เสียงที่ดังมาจากด้านใน ทำให้คนถูกเรียกชะงักมือ

“บ้า”

“พ่อรู้มั้ยฮะ พ่อเป็นผู้ชายที่พูดคำว่าบ้า ได้น่ารักที่สุด แถมยังค้อนได้น่าหมั่นไส้มาก หากผมไม่ได้เป็นลูกพ่อ ผมคงจะนึกสงสัยอยู่ตะหงิดๆ ว่าพ่อตัวเองเป็นเกย์เป็นตุ๊ดแหง”

“เดี๋ยวเจอบาทา..”

“โหด..”

เสียงหัวเราะของคนสองวัยดังขึ้นพร้อมๆกัน

“บางภาพราคาของมันตีตราประทับไว้ที่หัวใจนี่” เขาเอามือทุบอกปัง  

“คร้าบ...ทั่นศิลปินหย่ายยย..ไม่ขายก็ไม่ขาย  จริงๆนะ ตั้งแต่จำความได้แล้ว ไม่ว่าจะย้ายไปไหนผมเห็นพ่อเป็นต้องหอบหิ้วภาพกระท่อมผุๆนี่ไปด้วยเสมอ จนชักสงสัยแล้วสิว่าศิลปินก้องโลกผู้ใดกันหว่าเป็นคนวาด”

เขาไม่ตอบคำถามทีเล่นทีจริงนั้น หากริมฝีปากเม้มแทบเป็นเส้นตรง ปรายตามองคนช่างตั้งคำถามวาบ 

ภาพความทรงจำค่อยๆเรียงลำดับขึ้นชัดเจนในความรู้สึก  เหมือนเพิ่งจะเกิดขึ้นมาไม่นาน ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงกรุ่นอยู่ในหัวใจ  หวามไหวและเหน็บหน่วงในคราวเดียว   ป่านนี้เจ้าของภาพ คงจะกำลังอยู่ที่ไหนสักแห่ง  อาจนั่งจ่อมอยู่กับงานที่แสนรัก หรือไม่ก็คร่ำเคร่งอยู่กับหน้าที่อย่างเอาเป็นเอาตาย  ด้วยนิสัยที่จริงจังแบบนั้น  คิดถึงตรงนี้ ลมหายใจก็ถูกระบายออกมาอีกเป็นครั้งที่นับไม่ถ้วน  ครั้งที่แสนที่ล้านคงได้หากว่าจะนับกันจริงๆจังๆ

 

“ให้พี่วัฒน์นะคะ ถึงจะสวยสู้ภาพที่พี่วาดไม่ได้แต่ออนก็วาดด้วยหัวใจ”

 “รูปอะไร”

“กระท่อมน้อยคอยรักไงคะ แล้วนี่ก็เถาพวงชมพูงั้ย แม้..ดูไม่ออกเหรอ”

“นึกว่าบ้านผีสิงซะอีก”

รอยยิ้มเศร้าระบายเพียงชั่วแวบ หากเปลี่ยนเป็นขรึมเคร่ง สายตายังคงจ้องผืนผ้าใบตรงหน้า  มือยังคงตวัดเร็วและมั่นคง หากลึกลงไปในห้วงคำนึง กลับมีภาพบ้านไม้หลังเล็กๆ ซึ่งตลอดแนวรั้วมีเถาพวงชมพูเลื้อยบานสะพรั่ง ซ้อนขึ้นแทน

ภาพวาดสีน้ำมันบนผืนผ้าใบของดอกไม้รูปหัวใจกระจุ๋มกระจิ๋ม เลื้อยคลุมอยู่ที่ซุ้มประตูหน้าบ้านหลังเล็กในกรอบไม้นั้น   เจ้าของคงตั้งใจวาดสุดฝีมือ  แม้ไม่เทียบชั้นภาพวาดจากศิลปินฝีมือเยี่ยมอย่างเขา  หากในความรู้สึกมันกลับล้ำค่ายิ่ง   เพราะมันเป็นชนิดเดียวกันกับพวงชมพูที่เขาประคบประหงมไว้ที่ซุ้มประตูหน้าบ้าน

“ต้นพวงชมพูค่ะ ทางบ้านออนเค้าเรียกว่า ‘เครือออน’ เอาไปปลูกไว้ที่บ้านนะคะ”

“ให้พี่อีกแล้ว ใจคอจะปลูกต้นรักในหัวใจพี่ชนิดถึงรากถึงโคนเชียวหรือ”

หากคนอีกคนกลับสบตาแน่วแน่มั่นคง แล้วแย้มริมฝีปากสวยด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่นจริงจังว่า

“จะฝังรักเอาไว้ในผืนดิน ชนิดให้จำไปจนตายเชียว ใครใช้มาทำให้รักล่ะ”  หล่อนยิ้ม แต่เพียงครู่ประกายตาก็หม่นวูบ

ชายหนุ่ม เลื่อนมือไปกุมมือเรียวนุ่มนิ่มไว้ แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกไม้แพ้กัน ความเงียบงันของทั้งสอง ราวกับโลกทั้งใบถูกขึงให้หยุดนิ่งในเฟรมผ้าใบ

 “ออนจะไม่มีวันลืมวันนี้...ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ลาก่อนค่ะ”

หญิงสาวพูดเสียงเครือ  น้ำใสๆคลอหน่วย เมินหน้าไปอีกทาง ทำท่าหันหลังจะเดินจากไป  หากเขาดึงร่างนั้นมาสวมกอดไว้แน่น ให้สัมผัสอบอุ่นเนิ่นนานแทนคำลาจากหัวใจ

.

“เพล้งงงง....”

“เฮ๊ย..”

เสียงวัตถุตกกระทบพื้นดังขึ้น ปลุกเขาตื่นจากห้วงอดีต  กระโจนพรวดไปที่ภาพนั้น

“ผมไม่เกี่ยวนะพ่อ จู่ๆมันก็หล่นลงมาเอง บอกแล้วว่าภาพมันเก่าเก็บ” ชายหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงกึ่งเกรงกึ่งตกใจ 

 ทันทีที่มือสั่นเทานั้นหยิบกรอบรูปขึ้น เศษกระจกก็ร่วงกราว เขาใช้มือปัดออก ไม่สนใจเศษเล็กเศษน้อยที่แหลมคมจะทิ่มแทง พอยกกรอบขึ้น กระดาษแผ่นหนึ่งก็หล่นผล็อยมาจากทางด้านหลังของภาพนั้น 

มันเป็นภาพถ่ายขนาดโปสการ์ด เจ้าของภาพเป็นผู้หญิงในวัยเพียงยี่สิบปลายๆ สีหม่นมัวไปตามวันและเวลา  เจ้าหล่อนสวมเสื้อพื้นเมืองทางเหนือ  นุ่งผ้าซิ่นลายริ้วชมพูแถบดำ  ใบหน้ารูปไข่ อมยิ้มน้อยๆ แววตาซุกซนปนเศร้า  ในมือถือขันเงินใบใหญ่  มีพวงมาลัยดอกมะลิคล้องเต็มคอ ผมเผ้าเปียกปอนแนบแก้มปลั่งนั้น  เขาเป็นคนถ่ายภาพนี้...กับมือ

“รูปใคร สวยดี แต่หน้าดูโบราณชะมัด อย่าบอกนะว่ากิ๊กเก่า”

เขาตวัดสายตาคมปลาบแทนคำตอบ  ประคองภาพไว้ในมือ จ้องลึกลงไปในใบหน้าละมุนอมเศร้า  ไล้นิ้วไปบนเรียวปาก จมูก แก้ม ตา แผ่วเบา

 “มองแป๊บเดียวก็รู้ว่าพี่ต้องเป็นคนรักเด็ก ต้องเป็นพ่อที่ดีในวันข้างหน้า”

“ทำไมละครับ พี่อาจเป็นคนใจคอโหดร้าย เกลียดเด็ก หรือไม่ก็เป็นไอ้บ้ากามก็ได้”

“ไม่หรอกค่ะ   ผู้ชายหน้าตาแบบพี่ บ่งยี่ห้อชัดว่ารักเด็ก   มันจะตรงกันข้ามกับพวกผู้ชายหน้าตาหล่อๆ   พวกนั้นไม่ค่อยชอบเด็ก แต่จะชอบเด็กสาวๆสวยๆ”

“เอ๊า...นี่กำลังจะบอกว่าพี่ขี้ริ้วเหรอ”

“เปล่าสักหน่อย แค่จะบอกว่า หน้าตาเป็นองค์ประกอบภายนอก ที่ห่อหุ้มภายในเอาไว้ต่างหาก  ออนไม่ได้มองคนที่ภายนอกหรอกนะคะ แต่มองที่หัวใจ  คนที่ออนอยากใช้ชีวิตอยู่ด้วยจนแก่จนเฒ่าก็ต้องเป็นคนที่ดีมาจากข้างในไม่ใช่ฉาบไว้แค่เปลือก”

‘ดีจากข้างในหรือ’ มาถึงวันนี้ เขาไม่รู้ว่าตัวเองจะดีมาจากข้างในแค่ไหน แต่ที่แน่ๆเขานั่นเองที่เป็นฝ่ายตัดความสัมพันธ์ก่อน  ทั้งที่ยังรักยังผูกพัน แต่ด้วยความต่าง ที่ดูราวจะหาช่องลงตัวได้ยากเต็มที  เป็นความต่างที่แค่เอ่ยปากออกไป ใครต่อใครก็จะรุมประณามหยามเหยียด  เขาจึงต้องเป็นฝ่ายยุติเสียเอง  เพราะไม่อยากทำร้ายผู้หญิงถึงสองคน

คนหนึ่ง...เลือกแล้วเป็นคู่ชีวิต จะด้วยเหตุผลกลใดก็ช่าง แต่เมื่อเลือกแล้วก็ต้องรับผิดชอบ !

อีกหนึ่งคน...แค่เพียงแรกพบ หัวใจก็ร้อนรุ่ม ราวกับว่าทำบุญร่วมกันมาแต่ชาติปางไหน ?

นึกอยากจะรวบไว้ทั้งสอง ทีขุนแผนยังมีตั้งเป็นพรวน  แต่เขาไม่ใช่ขุนแผน เขาทำไม่ได้ ยอมรับว่าอยากทำเหมือนกัน หากแต่มโนสำนึก หรืออะไรต่อมิอะไรอีกร้อยแปดพันประการในคราวนั้น  ทำให้เขาต้องตัดสินใจหยุด ไม่สานสัมพันธ์ให้ยาวยืดต่อไปอีก  โดยได้แต่แอบหวังว่า หากสวรรค์มีตา คงจะมีทางออกที่ดีให้ในวันหนึ่ง

            แต่ดวงตาสวรรค์ก็ไม่เคยทอดมองเขาสักคราวเดียว !

ลมเย็นๆพัดมาวูบแล้วก็เลยผ่าน  เขาเหม่อมองออกไปยังหน้าบ้าน เถาพวงชมพูซึ่งออกดอกสะพรั่งอยู่ซุ้มประตู  แม้จะเป็นพวงชมพูต้นแล้วต้นเล่าที่เขาเพียรปลูกขึ้นมาใหม่ แต่มันก็ไม่เคยทำให้เขาลืมคนให้ได้สักครั้ง หล่อนช่างจงใจจะจารึกนามนี้ไว้ในหัวใจเขาตลอดชีวิต ซึ่งมันก็ได้ผล  แม้จนป่านนี้ ก็ยังไม่เคยลืมผู้หญิงที่ชื่อ ‘ เครือออน’

ลมพัดกระโชกแรง  คราวนี้ พวงชมพู..ร่วงกราวสู่พื้น 

‘ป่านฉะนี้ พวงชมพูของพี่จะเป็นเช่นใด’

* * * * *

 ณ เรือนไม้สองชั้น ที่แวดล้อมด้วยแมกไม้ครึ้มหนา หน้าบ้านทำเป็นระเบียงไม้สำหรับนั่งพักผ่อน โดยมีเถาพวงชมพูเลื้อยขึ้นเป็นซุ้ม  เจ้าของบ้านเป็นผู้หญิงร่างบาง เรือนผมยาวถูกม้วนไว้เป็นมวยมีปิ่นปัก  หล่อนผุดลุกขึ้นยืนแทบจะทันที เมื่อสายตาประสบเข้ากับผู้มาเยือน  หนังสือเล่มหนาในมือหล่นตุบ  มือเรียวขยับขอบแว่นตาอย่างไม่แน่ใจ  ก่อนจะเขม้นมองไปยังภาพเบื้องหน้า ด้วยอาการตื่นตะลึง ขณะที่พวงแก้มตอบ  เริ่มระเรื่อด้วยสีเลือดอย่างที่เจ้าตัวไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นได้อีกแล้วในชีวิตนี้

ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า  ต่อให้ตาย  เธอก็ยังจำเขาได้อย่างแม่นยำ

ราวกับโลกหยุดหมุน.... เปล่า...โลกกำลังหมุนกลับไปเมื่อยี่สิบปีก่อนต่างหาก 

สำหรับบางคน ทุกสิ่งทุกอย่างหยุดอยู่กับที่เฉพาะวันเวลาแห่งความทรงจำที่งดงามเสมอ

…………..

 

“ปล่อยให้ท่านทั้งสองคนได้รำลึกความหลังกันดีกว่านะคะ ไม่ได้เจอกันตั้งหลายปีคงจะมีเรื่องพูดกันยาว” 

หญิงสาวรูปร่างสูงโปร่ง  เผยยิ้ม ประกายตาแจ่มใส ใบหน้าละไมนั้น ถอดแบบจากคนที่กำลังพูดถึงไม่มีผิดเพี้ยน  เพียงแต่ต่างที่วัยเท่านั้น

“ตอนเด็กคุณแม่ชอบเล่าให้ดิฉันฟังบ่อยๆค่ะ เรื่องคุณลุงเนี่ย คุณแม่บอกว่าคุณลุงเป็นศิลปินเอก วาดภาพเก๊งเก่ง ใจดีมาก..ถึงจะดูต๊องๆก็เหอะ แต่เห็นอย่างนี้นะ กลัวเมียชะมัด”

เจ้าหล่อนหัวเราะสดใส วาดมือเชื้อเชิญผู้มาเยือนซึ่งมากวัยกว่าราวห้าปีเลี่ยงเข้าไปในบ้าน

“เฮ้อ...เวลานี่มันผ่านไปเร็วจังนะคะ เผลอแป๊บๆ จากคุณลุงคุณป้า ก็จะกลายเป็นคุณตาคุณยายซะแล้ว เอ..ว่าแต่วันนี้ ไหงมาได้ละคะ ไม่กลัวคุณป้าที่บ้านแหกอกเอาเหรอ”

ชายหนุ่มร่างสูง ผิวเข้ม นั่งลงยังเก้าอี้บุนวม จ้องมองใบหน้าประพิมพ์ประพายกับหญิงสาวที่เขาเคยเห็นในภาพนั้น แล้วยิ้มให้อย่างนึกขำ ก่อนว่า

 “ไม่หรอกครับ คือ คุณแม่ผมท่านเสียไปได้สิบปีกว่าแล้ว...”

 “อ้าว ! จริงหรือคะ โอ..ไม่น่าเชื่อ  คุณพ่อของดิฉันก็เสียไปเกือบสิบปีเห็นจะได้”

ความเงียบงัน คือ คำตอบที่ทั้งสองต่างเข้าใจตรง  โดยเฉพาะภาพผู้สูงวัยที่นั่งเคียงคู่อยู่บนราวระเบียงหน้าบ้านใต้ซุ้มพวงชมพูสะพรั่งนั้น  มันบ่งชัดในความหมาย มากกว่าคำอธิบายอะไรอีก 

ลมแล้งพัดมาวูบ  หอบฝุ่นม้วนตลบฟุ้ง ใบไม้แห้งร่วงกราว  กลีบพวงชมพูส่วนที่โรยละลิ่วลงพื้น หากแต่ในพุ่มไม้เลื้อยนั้น ยังมีช่อของดอกเล็กๆเป็นพวงสล้าง รอเวลาผลิบานอวดความสวยทดแทนดอกเดิมที่ถูกกาลเวลากลืนกินไป

..........จบ..........

 

 

 

 
 

คลีนิกเรื่องสั้น 18

ข้างหลังภาพนั้น

ณ อักษรา

 

            ตำนานหรือความเป็นมาของภาพเขียนที่มีความหลังตรึงใจผู้เป็นเจ้าของ เป็นอีกพล๊อตหนึ่งซึ่งมีคนนำมาเขียนเป็นเรื่องสั้นหรือนวนิยายอยู่บ่อย ๆ และบางเรื่องกลายเป็นเรื่องที่ประทับใจผู้อ่านอย่างไม่มีวันเลือน เช่น “ข้างหลังภาพ” ของ “ศรีบูรพา” เป็นต้น

            เพราะเหตุที่เป็นพล๊อตเก่า จึงทำให้ผู้อ่านสามารถคาดเดาเรื่องได้ตั้งแต่ย่อหน้าแรก ๆ ซึ่งกลายเป็นปัญหาสำคัญของผู้เขียนไปโดยปริยาย ว่าทำอย่างไรจึงจะตรึงความสนใจของผู้อ่านไว้ให้นานที่สุดได้ แต่ในทางกลับกันก็เป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถ ในการที่จะทำให้เรื่องเก่า ๆ ซึ่งคนรู้กันทั่วไป กลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจได้ด้วยการใส่มุขใหม่ ๆ ลงไป ยกตัวอย่างเช่นนิทานอีสปเรื่อง

สุนัขกับเงา ที่สุนัขตัวหนึ่งคาบชิ้นเนื้อเดินข้ามสะพานและเห็นเงาของชิ้นเนื้อในน้ำโตกว่าที่คาบมา

ก็เลยปล่อยเนื้อหลุดจากปาก เพื่อจะไปคว้าเงา ก็อาจนำมาเปลี่ยนตอนจบเสียใหม่ว่า สุนัขมองดูเงา

เนื้อแล้วปรายตาดูเงาของตัวเอง (ซึ่งย่อมใหญ่ขึ้นตามไปด้วย) ก่อนเดินเลี่ยง ๆ ไป หรืออาจจะเป็นสุนัขพูดกับตัวเองว่า ไอ้นิทานเรื่องหมากับเงานี้ตูฟังมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว

            ย้อนกลับมาที่เรื่อง “ข้างหลังภาพนั้น” ถ้ายังรักพลีอตนี้อยู่ คุณ ณ อักษรา คงต้องหาทางสร้างพล๊อตย่อย (sub plot) หรือเพิ่มเรื่องราวให้มีความความสลับซับซ้อนมากขึ้น อาจจะเป็นการต่อสู้ภายในจิตใจของจิตรกร การตัดสินใจที่ผิดพลาด หรือจังหวะของชีวิตซึ่งไม่เป็นไปตามที่คิดหวัง

ถ้าเป็นหนังแขก จะนิยมใช้วิธีให้พระเอกนางเอกตัดสินใจจะหนีไปด้วยกัน แต่คลาดกันอย่างหวุดหวิด เพราะไปรอรถไฟกันคนละสถานีหรือขึ้นรถไฟคนละขบวน มีโอกาสมองเห็นกันแวบ ๆ ตอนที่รถไฟแล่นผ่าน

            สำหรับการเขียนเรื่องประเภทนี้ อยากให้คุณยึดถือปรัชญาชีวิต ว่า “อุปสรรคคือสิ่งพิสูจน์รักแท้” การสร้างอุปสรรคให้ตัวละครเผชิญ ก็คือการเน้นให้เห็นถึงความรักอันแท้จริงที่เขาทั้งคู่มีต่อกัน และจริง ๆ แล้ว เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องมีตัวลูกชายที่เหมือนตลกคาเฟ่โผล่มาเลยก็ได้ ซึ่งถ้าตัดตัวลูกชายออกไป ก็จะทำให้ได้บรรยากาศที่งดงามและซาบซึ้งของความรักอีกมากทีเดียว

อย่างไรก็ตาม หากมองข้ามสิ่งที่ขาดตกบกพร่องต่าง ๆ แล้ว เรื่อง “ข้างหลังภาพนั้น” ของคุณ ณ อักษรา เป็นเรื่องที่อ่านได้สบาย ๆ เรื่องหนึ่ง

 

ประภัสสร เสวิกุล

ซันติอาโก ชิลี, 23 เมษายน 2550

 

 
  



คลีนิกเรื่องสั้น

รายการชีวิต
โจรปริญญา(ตี)
มือศิลป์ article
Love is....
อกแกก็อกฉัน...อกฉันก็อกแก article
ร่วมกินโต๊ะ
ภาพของฉัน article
คืนข้ามปี article
เหรียญบาทกับโบสถ์กลางน้ำ article
ใส...ซื่อ...บริสุทธิ์ (ใจ) article
นิยายรัก ฉบับป้าหมู article
สายน้ำที่ขาดหาย article
อรุณรุ่ง article
บ้านนั้นเขามีงานศพ article
หีบเชี่ยนหมากของอ้ายแก้ว article
การผ่านพ้นแห่งยุคสมัย article
แม่น้ำเจ้าพระยา article
เธอสุขได้อย่างไรเมื่อผองชนทุกข์ยากลำเค็ญ article
เมื่อโลกนี้ไร้สีสัน... article
ลั่น article
เสมือนรังดักแด้ที่เฝ้าฟูมฟักผีเสื้อให้โบยบิน article
แหว่ง article
รุ้งกินน้ำของปานวาด article
กล่องความทรงจำเก่า...และเงารัก article
จอมโจรหนอนหนังสือ article
มาลัยวรรณกรรม article
ห้องแห่งมิติอนันต์ article
ครูจันทร์ผ่อง ของแม่ article
จุกน้ำปลา...พาโชค article
เวลาของพ่อ article
การค้นพบตัวเองที่ไม่ใช่ตัวเอง article
เพียงภาพในวัยเยาว์ article
น้ำตาลทราย article
การเดินทางของชายชรา article
พันธะพรหมลิขิต article
บทเรียนน้ำตา article
กลางเมืองหลวง article
ประตูที่ถูกเลือก article
ร้องเรือ: ลำนำที่ผันแปร article
ดาวน์ความสำเร็จ article
ไอ้หมา article
คุณย่ากับคุณป้าข้างบ้าน article
วัฏพินาศแห่งสยามประเทศ article
คลีนิกเรื่องสั้น 16 article
หรือฉันเองที่แตกต่าง article
เด็กชายวิสรุจณ์...ซุกซน article
ใบไม้เปลี่ยนสี article
มรดกพ่อ article
ก้าวแรกของนักล่าดวงจันทร์ article
เพื่อนตาย article
หุ่นยนต์สังกะสี article
คิดถึงพ่อ article
สาวหน้าใสกับหัวใจน้องเหมียว article
แดร๊กคิวล่ากระหายเลือด...ของคุณ article
ก็เพราะว่า...เรารักนาย article
อ้อมกอดทะเล article
เรือของพ่อ article
ไม่โกรธใช่ไหม article
ในความทรงจำ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ