ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


ร้องเรือ: ลำนำที่ผันแปร article
 
 
 
                         * เออ……น้องนอนเหอ    นอนให้หลับดี

              แม่ซื้อทั้งสี่   มาช่วยพิทักษ์รักษา

              นอนวันเถิดขวัญข้าว   มารักษาเจ้าทุกเวลา

              มาช่วยพิทักษ์รักษา   เด็กอ่อนนอนในเปล…เหอ…..…..….

เสียงเพลงกล่อมเด็กเจื้อยแจ้วปลิวลอยมากับสายลมเอื่อยยามคล้อยบ่าย  ท่วงทำนองเนิบช้าถูกผู้ร้องตวัดปลายสำเนียงเล่นลูกคอสั่นไหวระริกฟังไพเราะอย่างเศร้าสร้อย    ผมไม่ได้ฟังเพลง ‘ร้องเรือ’ แบบนี้มานานมากแล้ว             อืมม์- - ผมลืมมันไปแล้วด้วยซ้ำ      ว่าในวัยเยาว์ผมก็เคยหลับใหลลงไปด้วยการขับกล่อมจากลำนำโบราณบทนี้เช่นเดียวกัน.

            หลายคราวที่ผมเว้นวรรคจากกองงานที่หมกสุม  และย้อนกลับมาเยือนแผ่นดินถิ่นเกิด  กลับไปคลุกคลีอยู่กับรากเหง้าของตัวเอง  แต่ในหลายคราวนั้นผมก็ไม่เคยแว่วยินบทขับกล่อมอย่างนี้เล็ดลอดออกมาจากหลังคาบ้านใด  ผมพบว่าทารกใหม่มักถูกขับกล่อมด้วยบทเพลงของยุคสมัยที่เปิดกันอยู่ดาษดื่นในทุกสื่อเสียง  เพลงร้องเรือเสื่อมสูญไปจากหมู่บ้านเยี่ยงผู้ปราชัย  พร้อมกับการมาถึงของเสาไฟฟ้าที่หยัดยืนอย่างหยิ่งทระนงอยู่เป็นแถวแนวสองฟากถนน.

            วูบแรกที่สายลมหอบเอาท่วงทำนองหวานไหวผ่านมาเข้าหู  ผมปีติอย่างท่วมท้น  ราวได้พบปะกับญาติผู้ใหญ่ที่ห่างหายกันไปเนิ่นนาน  แต่ขณะเดียวกันก็ให้รู้สึกเปลี่ยวดายขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก…

            ผมพาตัวเองลงมาจากหลังเบาะอันบางเฉียบ ผ่านการปาดแต่งมาอย่างบรรจงของมอเตอร์ไซค์คันนั้น  ซึ่งผมซ้อนโดยสารมาจากท่ารถประจำทาง  ยังไม่ทันจะก้าวเดินไปไหนต่อเจ้าหนุ่มนักบิดก็ห้อตะบึงจากไปอย่างเร่งร้อน  ทิ้งให้ผมยืนหันรีหันขวางอยู่กับความแปลกต่างรายรอบ 

บ้านเกิดในวันนี้เปลี่ยนไปมากมายเหลือเกิน  ความเปลี่ยนแปลงถาโถมเข้าสู่ชนบทแห่งนี้รวดเร็วจนน่าหวาดหวั่น  จากถนนฝุ่นสีแดงที่ผมต้องลากขาดุ่มเดินกว่าชั่วโมงเมื่อปีก่อน  วันนี้ถนนลาดยางใหม่เอี่ยมย่นเวลาลงมาเหลือเพียงชั่วไม่กี่ครั้งหายใจ.

            บ้านเรือนหลายหลังเพิ่งถูกปลูกสร้างขึ้น  เพื่อเป็นรังอันอบอุ่นของครอบครัวใหม่ที่แตกแขนงออกไป  หลายหลังได้รับการต่อเติม  ขณะที่อีกหลายหลังถูกรื้อร้างทิ้งไป.

            ผมก้าวผ่านไปบนแนวสันของประตูน้ำที่กั้นขวางลำคลองเล็ก ๆ ซึ่งแยกสาขามาจากแม่น้ำปากพนัง  ชลประทานสร้างประตูนี้ขึ้นมาเมื่อสองปีก่อน  ลำคลองจึงถูกตัดขาดออกจากกันเป็นสองส่วน  สายน้ำไม่อาจไหลล่องขึ้นลงตามกาลเวลาอีกต่อไป  และนั่นก็เป็นบทสุดท้ายแห่งเส้นทางสัญจรที่ดำเนินมายาวนาน  ทั้งเป็นการปิดฉากลงอย่างถาวร.

            ผมได้กลับมาถึงบ้านที่ผมแรกลืมตาขึ้นมาสบแสงโลกอีกวาระหนึ่ง  แท้แล้วเสียงเพลงร้องเรือหวานเศร้าก็ล่องลมมาจากตรงนี้เอง  ตรงที่เมื่อสามสิบกว่าปีก่อนแม่เคยแกว่งไกวให้ผมหลับตาลงไป  ด้วยบทขานขับบทเดียวกันนี้  และพลันที่ผมก้าวผ่านขึ้นไปบนพื้นชาน  กลิ่นแห่งอดีตก็เข้ามาอวลอบอยู่ในความรู้สึก.

            หล่อนนั่นเองที่เป็นเจ้าของสำเนียงพริ้วไหว  ท่วงทำนองเศร้าสร้อย   ที่เติมความรู้สึกในการกลับมา           บ้านเกิดของผมครั้งนี้ให้อิ่มเต็มยิ่งขึ้น  หล่อนนั่งราบติดพื้นหันหลังให้ผม  มือหนึ่งผลักไสผ้าขาวม้าผืนเก่าที่ผูกโยงไว้เป็นเปล  ให้ไหวโยกโยนไปข้างหน้าในน้ำหนักและจังหวะที่สม่ำเสมอ.

            ชีวิตน้อยในเปลพริ้มตาหลับอย่างเปี่ยมสุข  ริมปากบางของแกขยับแจ๊บจั๊บราวเพิ่งถอนออกมาจากปลายถันของมารดา  แต่บางคราวหนูน้อยกลับเผยลักษณาการแย้มยิ้มเต็มใบหน้า  ทั้งที่เปลือกตายังปิดสนิท  ว่ากันว่าเป็นเพราะมีเทวาอารักษ์ในนาม ‘แม่ซื้อ‘ เข้ามาชักชวนหยอกล้อ  และอาจล่วงเกินไปจนหนูน้อยร้องไห้จ้าอย่างตระหนกในบางคราว  นั่นเป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมาหลายกาล  ทารกใหม่จึงจำต้องมีด้ายสิญจ์ผูกไว้ที่ข้อมือทั้งสองข้าง  เพื่อปกป้องขวัญอันอ่อนแอจากเทวาขี้เล่นบางองค์.

            ผมจำหล่อนเกือบไม่ได้- หลานสาวของผม  วัยเพิ่งผ่านบัตรประชาชนของหล่อนได้รับการบ่มเพาะจากกระแสชีวิตในห้วงกาลที่ผ่านผัน  จนแลดูกร้านแกร่งต่อโลกปัจจุบัน  ใช่ว่าแต่เฉพาะหลานสาวของผมคนนี้  ชีวิตส่วนใหญ่ของชาวบ้านนี้ก็เฉกเดียวกัน  ทุกคนพร้อมใจกันก้าวพ้นออกมาจากรั้วโรงเรียนเมื่อจบภาคบังคับ   ทำไมต้องบังคับ-  ผมยังฉงนอยู่ในใจ     สำนึกที่บอกว่าการศึกษาเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงอยู่ไปแอบซ่อนเสียที่ไหน  ปัญหาแห่งทุนรอนคงไม่ใช่คำตอบของทั้งหมด    เหตุว่าบางคนที่พรั้งพร้อมด้วยปัจจัย  สำนึกนั้นก็ดูเหมือนจะ หลีกเร้นไปเสียเช่นเดียวกัน  คำตอบนั้นยากเกินไปกว่าที่ลอนสมองในกะโหลกอันหนาหนักของผมจะค้นหาได้.

            หลายครั้งที่ถามหาเหตุผล  หลายคนให้คำตอบว่า, เขาจะทนนั่งท่องบ่นตำราอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมไปทำไม  ในเมื่อเวลาเดียวกันนั้น  อีกหลายคนเดินกำเงินออกมาจากประตูโรงงานเป็นกอบเป็นก้อน  แล้วเมื่อถึงคราวที่เขาจบออกมา  ถ้าไม่เดินเข้าไปในประตูโรงงานช่องเดียวกันเขาก็ต้องนอนอยู่ในขนำเฝ้าบ่อกุ้ง  แล้วมันจะต่างกันอย่างไร ?

            หลายวันที่ผ่านมาผมเพียรย่ำไปบนสายทางเก่าทุกเส้นที่เคยดุ่มเดินในวัยเยาว์  เยี่ยมเยือนผู้เฒ่าตำนานของหมู่บ้านที่ยังคงมีลมหายใจอยู่  ใช่- บางคนเหลือเพียงลมหายใจอย่างแท้จริง    แผ่วเบา, รวยระริน            รอเวลาขาดห้วงและดับสูญลงไปพร้อมกับเรื่องราวเก่า ๆ ที่ไร้สิ้นคนสนใจสืบสาน.

            สองข้างทางที่ผมเลาะเลียบไปบ้านผู้เฒ่า  ไม่มีเค้ารอยดั้งเดิมเหลืออยู่อีกเลย  บิ้งนาที่ผมเคยเห็นเป็นตารางสี่เหลี่ยมเหมือนกระดานหมากรุกสุดสายตาไปจรดขอบเขา  บัดนี้แปรเป็นหลุมน้ำมโหฬารแผ่ไพศาลไปไกลสุดคลองสายตา  ไม้ใหญ่ที่เคยยืนต้นอยู่บนคันนาถูกโค่นล้มลงและดันซ้ำด้วยกำลังของแบ็คโฮจนไม่เหลือตอ  แดดเดือนห้าสาดเปรี้ยงลงมาอย่างกราดเกรี้ยวบาดผิวหนังผมจนแสบระอุ  สายลมที่เคยพัดวู่หวิวล้อกอข้าวเขียวให้ไหวเอนอยู่ไปมา  ไม่เคยระบัดมาเยี่ยมกรายตั้งแต่วันที่ผมมาถึง  รอบทิศทางยินเพียงเสียงเครื่องจักรตีน้ำร้องแข่งกันระงมขับไล่ฝูงนกป่าให้เหิรระเห็ดไปแสนไกล    เหล่านั้นคือนากุ้ง- ที่เข้ามาแทนที่นาข้าวแล้วอย่างสิ้นเชิง  นาที่ชาวบ้านเชื่อตามกันว่าจะนำมาซึ่งความร่ำรวยมั่งคั่ง.

            หลากเรื่องราวถูกบอกกล่าว, พร่ำบ่น  และปรารภถึงความเป็นไปของหมู่บ้าน  หลายอย่างเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น  แต่อีกหลายอย่างก็กำลังดิ่งด่ำเลวร้ายลง      แน่ล่ะ- อะไรบ้างที่จะได้มาโดยไม่มีการสูญเสียแลกเปลี่ยน   แต่คำถามที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่สูญเสียไปเพื่อให้ได้มานั้น…ควรค่าแก่กันหรือเปล่า ?   

ผู้เฒ่าเล่าว่าหลายคนกลายเป็นเศรษฐีใหม่ภายในชั่วข้ามคืน  หลังจากจับกุ้งยัดใส่รถห้องเย็นเสร็จเรียบร้อย     แต่ในคืนเดียวกันอีกหลายคนกำลังล้มละลาย  ด้วยกุ้งในบ่อพร้อมใจกันลอยหัวและตายไปในที่สุดอย่างหาสาเหตุมิได้  เขาเหล่านั้นไม่เคยเรียนรู้ใด ๆ   ไม่เคยทำความรู้จักกับอาชีพที่แปลกหน้านั้น  ทั้งไม่เคย            สั่งสมความรู้จากบรรพบุรุษเฉกเช่นการทำนาข้าว  พวกเขาล้วนใหม่เหมือนกันหมดไม่มีใครพึ่งพาใครได้  ไม่มี         อุ้งมือของรัฐหน่วยงานใดยื่นเข้ามาโอบอุ้ม  ผู้เชี่ยวชาญที่มีก็เพียงคำแนะนำของเซลล์แมนจากบริษัทขายยาและอาหารกุ้ง  ซึ่งก็เป็นคำปลอบประโลมและเชิญชวนในความหมายของการ ‘ขายของ’

            พวกเขาเหล่านั้นจำต้องผูกอนาคตของตัวเองไว้กับโชคชะตาไม่ต่างจากการแทงหวย  ในทุกคราวที่ลงลูกกุ้งรุ่นใหม่  มันจะถูกหรือผิด  มือทั้งสองข้างจะกอบโกยกองเงินหรือต้องนั่งกอบกวาดกองดินอยู่ก้นบ่อ  ล้วนไม่อาจคาดเดา และเมื่อไม่อาจหาเหตุแห่งความล้มเหลวได้ทุกอย่างจึงมาสรุปอยู่ที่การกลั่นแกล้ง  ความบาดหมางระหว่างคนข้างเคียงมีมากขึ้นทุกวัน  กรณี ‘ลักยิง’ ทวีความรุนแรงขึ้น  เหล่านั้นส่งให้มีอาชีพใหม่เดินตามเข้ามาเป็นลูกโซ่      คนเฝ้าบ่อกุ้ง- เป็นที่ต้องการของหมู่บ้าน  ในขณะที่ค่าตอบแทนอันงดงามก็ฉุดดึงให้เด็กหนุ่ม              ส่วนใหญ่ละทิ้งห้องเรียนออกมาเดินท่อม ๆ แบกลูกซองอยู่รอบบ่อในยามดื่นดึก     เสียงปืนดังขึ้นทุกคืน  ความสัมพันธ์ฉันท์ญาติดูเหมือนจะแยกห่างออกไปจากคนในหมู่บ้านมากขึ้นทุกที…ทุกที…

            แดดร้อนของบางวันผลักผมให้ออกไปนั่งรับลมเย็นที่พัดผ่านแม่น้ำ ณ ศาลาหลังวัด  ตรงนี้เคยเป็น             ท่าน้ำสำหรับลงเรือข้ามไปฟากคะโน้น  และเป็นที่ปล่อย ‘เรือพระ’ ออกไปประกวดประชันคราวงานชักพระเดือนสิบเอ็ด  แต่การก่อเกิดอย่างสมบูรณ์ของถนนยางมะตอยและสะพานข้ามแม่น้ำ  ทำให้การชักพระบกเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเลือกด้วยเหตุผลของความง่ายและสะดวก   ทิ้งให้ศาลาหลังนี้ถูกกาลเวลากัดกินจนเก่าผุ.

            ฝั่งตรงข้ามเป็นอู่ต่อเรือใหญ่ในอดีต  แต่วันนี้กลับมีเรืออวนจอดเกยตื้นรอขึ้นคานอยู่อย่างเงื่องหงอยเพียงลำเดียว  ภาพของเมืองประมงอันเกรียงไกรเมื่อวันวานไม่ทิ้งร่องรอยเดิมไว้อีกแล้ว  บนเวิ้งฟ้ากว้าง, เหยี่ยวรุ้งโฉบปีกร่อนบินอย่างเดียวดายและสิ้นหวัง  ขณะที่กลางแม่น้ำไม่มีเรือพายของชาวบ้านลอยลำขึงโพงพาง  อันเป็นภาพที่ผมเจนตา  สิ่งเหล่านี้หายไปพร้อมกับการเข้ามาของโรงงานปลาป่นขนาดมหึมาหลายโรง  วัตถุดิบกลางลำน้ำและในทะเลหลวงถูกโรงงานยักษ์คว้าใส่ปากอย่างตะกรุมตะกราม  ก่อนที่จะถ่ายทิ้งออกมาเป็นน้ำ           สีดำขุ่นคลักและเหม็นอย่างวายร้ายกลับคืนลงสู่แม่น้ำชรา    เรืออวนในวันนี้จึงต้องพเนจรออกไปสู่ท้องทะเลที่แสนไกลที่พวกเขาเป็นเพียงคนแปลกหน้า    และหลายลำไม่เคยกลับเข้าฝั่งมาอีกเลย.

            ผู้เฒ่าเล่าอีกว่า, หลังจากที่ถนนสีดำสายนี้พาดผ่านมากลางหมู่บ้าน  เจ้าสัตว์ยักษ์สิบขาที่แบกตู้เย็นไว้ข้างหลังก็แล่นสวนกันจนไม่รู้คืนวัน  เสียงล้อของมันที่เสียดบดกับผิวถนนดังครามครืน สะเทือนเข้าไปในทรวงอกเหี่ยวย่นจนไม่อาจข่มตาหลับใหลยามค่ำคืนมาเยือน     ไม่เพียงแค่นั้น, ไอ้หนุ่มของหมู่บ้านต่างก็แข่งกันเข็นมอเตอร์ไซค์ออกมาแต่งขับอวดโฉมโฉบอีสาวไปนั่งซ้อนท้าย  ไม่ก็เลยเข้าไปร้องคาราโอเกะในตัวอำเภอ  ก่อนจะตะบึงกลับมาในตอนรุ่งสาง  ขณะเดียวกัน, เมรุใหม่ในวัดที่เพิ่งสร้างเสร็จก็ถูกใช้งานไม่เคยว่างเว้น  ด้วยผลพวงจากการปะทะกันอย่างยับเยินบนท้องถนน  ไม่ก็จ้วงแทงกันท่ามกลางแสงสลัวของห้องอาหาร  กระทั่งการติดเชื้อบางอย่างที่แพทย์ไม่อาจเยียวยา  ทุกสิ่งอย่างล้วนเข้ามากับถนนสายนั้น.

            วัฒนธรรมที่แปลกต่างและค่านิยมใหม่หมาด  ยังหลากไหลมาสู่บ้านเกิดของผมอย่างเชี่ยวกราก  โดยไม่อาจมีสิ่งใดมาทานต้าน  จะมีบ้างก็เพียงเสียงทัดทานจากสำนึกอันหย่อนชราของผู้เฒ่าที่นับวันจะล้าโรยลงเต็มที   และรอวันดับสูญไปกับกาลที่เลยล่วง.

            หลายวันที่ผ่านมา, ผมเฝ้ามอง ถามไถ่ และคิดครุ่น  พบว่าแท้แล้วผมเป็นได้แค่เพียงนักสังเกตุการณ์ที่ยังไม่อาจหาคำตอบให้กับหลายสิ่งที่ตัวเองตั้งคำถาม   ที่มีอยู่ก็เพียงสำนึกมึนงงต่อความผันแปรที่เกิดขึ้น

            ใต้ถุนบ้านเกิดมีเศษอวนเก่าที่น้าชายซึ่งเป็นเจ้าของบ้านคนปัจจุบัน นำมาโยงผูกไว้เป็นเปลนอนรับ          ลมเล่น  ผมจมร่างอยู่ในนั้น  เศษอวนห่อร่างของผมเอาไว้  ในมือกุมรวมเรื่องสั้นเล่มใหม่ของนักเขียนรุ่นใหญ่คนหนึ่งที่ผมนิยม  ตั้งใจจะอ่านให้จบในวันนี้  แต่ความคิดกลับซ่านฟุ้งจนไม่อาจรวบรวมให้มาจดจ่ออยู่ที่ตัวอักษร  ผมทำได้เพียงนอนแกว่งเปลเล่นเบา ๆ

            ในวันนี้บางสิ่งบางอย่างที่เป็นเช่นชีพจรกำลังถูกกระชากให้ออกห่างไปจากหมู่บ้าน  และชาวหมู่บ้าน           ผู้เป็นเจ้าของชีพจรก็ดูเหมือนจะพร้อมใจกันหลงลืมมันไปอย่างเต็มใจ  พวกเขากำลังตื่นเต้นและเห่อเหิมกับความแปลกใหม่ที่ถูกหยิบยื่นให้โดยผู้จัดการบ้านเมือง  ความแปลกใหม่ที่ผู้หยิบยื่นให้คำนิยามอย่างน่าเลื่อมใสว่า ‘การพัฒนา’    พวกเขาหวังเพียงจะเปลี่ยนผืนดินเกิดของตัวเองจากสถานะของบ้านนอกให้กลายเป็นเมือง  ฉะนั้น, อะไรก็ตามที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความศิวิไลซ์  หรือเพียงสื่อได้ถึงความเจริญ  พวกเขาทั้งหลายก็พร้อมที่จะซึบซับ  และแปลงเปลี่ยนตัวเองเข้าไปสู่มันอย่างกลมกลืน  จึงไม่แปลกเลยที่ผมจะเห็นภาพของหนุ่มสาวหรือแม้กระทั่งท่านสมภารของวัดประจำหมู่บ้าน  ยืนแนบหูกับโทรศัพท์มือถืออย่างสง่างาม. 

            เด็กของหมู่บ้านในวันนี้  พูดเลขเจ็ดกับสิบเอ็ดเป็นภาษาอังกฤษได้ชัดปาก  ค่าที่ร้านของมันเข้ามาเปิดไฟสว่างแจ่มแจ้งอยู่ชั่วกัปกัลป์เคียงข้างร้านค้าประจำหมู่บ้านที่ปิดตัวเองลงไปแล้วอย่างนิรันดร์  ผู้เฒ่าบางคนรำพึงถึงหลานที่ตนรับภาระดูแลว่า  ‘ วัน ๆ มันปล้ำแต่จะไปซื้อหนมในสะหวันจนไม่คิดอีนอนวัน... ‘ 

            ผมยังพบความประหลาดใจอีกไม่น้อย  หลายคราวที่ได้ทักทายหนูน้อยวัยเจรจา  ชีวิตน้อยเหล่านั้นล้วนตอบคำทายทักของผมด้วยถ้อยสำเนียงภาคกลางอย่างแปลกแปร่ง  โอ..! นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเกิดของผม  การพูดจาภาษาถิ่นได้กลายเป็นเรื่องน่าอับอายไปเสียแล้วหรืออย่างไร ?    ชีวิตใหม่เหล่านี้ถึงได้ถูกเพาะบ่มปลูกฝังให้เปล่งสำเนียงที่แปร่งหู  ด้วยคนสอนพูดก็ยังไม่อาจสลัดลิ้นให้หลุดพ้นจากคำ ‘ทองแดง’ ได้  สักวันหนึ่งอีกไม่นาน  ภาษาของปู่ย่าตาทวดก็คงต้องถูกกลบกลืนหายไป  แล้ววันนั้นก็คงถึงกาลที่ตัวตนอันแท้จริงของชุมชน  จะต้องปิดฉากสุดท้ายลงอย่างถาวร  ผมรู้สึกหวาดหวั่นอย่างจริงจัง - -

            เปลอวนนิ่งสนิทไม่แกว่งไหวอีกแล้ว  ผมยังคงหย่อนร่างอยู่ในนั้น  หนังสือในมือถูกเปิดค้างทิ้งไว้คว่ำแนบอยู่กับอก   สายตาของผมยังมิได้โลมสัมผัสตัวอักษรแม้สักตัว.

            แม้ว่าในวันนี้สายตาของหมู่บ้านจะมองผมเสมือนคนนอก  แต่ชีวิตของผมก่อกำเนิดและมีวัยเยาว์อยู่ที่นี่   ถึงแม้เงื่อนไขแห่งชีวิตจะฉุดรั้งให้ต้องห่างออกไป  แต่ผมก็ยังกระเสือกกระสนกลับมาเก็บซับกลิ่นแห่งอดีตในทุกคราวที่มีโอกาส  ซึบซับไว้เพื่อให้ตัวเองได้ระลึกถึงลมหายใจเฮือกแรกที่ได้ปลดปล่อยทิ้งเอาไว้  เท่านี้, เพียงพอหรือไม่ที่ผมจะผูกพันจนมีสิทธิหวงแหน   และหดหู่ต่อความเป็นไปของผืนดินนี้.

            ขณะที่คนใน- ผู้ซึ่งทุกตารางนิ้วของชีวิตจ่อมจมอยู่ในหมู่บ้าน  กลับรู้สึกเฉยเมยต่อความเปลี่ยนแปลงที่กำลังถาโถมอย่างเชี่ยวกราก  พวกเขายินดีด้วยซ้ำกับปรากฏการณ์ใหม่ ๆ ที่กำลังตั้งแถวดาหน้ากันเข้ามา.

            จะว่าไปแล้วก็ไม่มีพวกเขาคนใดที่ควรถูกตำหนิ  ในโทษฐานเพิกเฉยต่อความเป็นไปเยี่ยงนี้  ก็ในเมื่อทุกคนล้วนประสบแต่ความแร้นแค้นขัดสนตลอดชีวิตที่ผ่านมา  แล้ววันหนึ่งเมื่อความสะดวกสบายและหนทางที่จะทำเงินเปิดโล่งไว้ให้  หัวใจที่หนักแน่นดวงใดเล่าจะทนแข็งขืนต่อแรงเร้ายั่วนั้นได้  ในเมื่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้  แต่กลับกันสิ่งที่ผมกำลังปริวิตกและบ่นเพ้อว่าพวกเขาหลงลืมละทิ้งนั้น  เป็นเพียงนามธรรมที่ใครไม่อาจแลเห็น  จะมีบ้างก็คงเพียงความคิดอันดักดานของผู้เฒ่ากระมัง  ที่เห็นคล้อยไปกับผม.

รัฐทำถูกแล้วที่ชักชวนความเจริญให้เข้ามาทำความรู้จักกับหมู่บ้าน     แต่กระนั้น, รัฐก็ควรประคับ ประคองอย่าให้พวกเขาทอดทิ้งตัวตนของตนเอง  การจดจารไว้ในแผ่นกระดาษแล้ววางสงบอยู่บนพานทอง  ว่าให้ร่วมกันดำรงไว้ซึ่งความเป็นท้องถิ่นนั้น  สำหรับที่นี่ผมคิดว่ามันล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง..! 

            เรื่องราวทำนองนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วมากมาย  และจะยังคงเกิดขึ้นต่อไปไม่รู้สิ้นสุด  ไม่ว่าที่บ้านนี้หรือบ้านไหน  มันไม่ต่างอะไรกับเรื่องน้ำเน่าประโลมโลกที่ถูกเสียดเย้ยจากนักวิจารณ์  ว่าไม่มีค่าควรแก่การเสพซับ  แต่ที่สุดแล้ว, เหล่านี้คือความเป็นจริง - -

            แต่คงอีกไม่นานหรอกกระมัง, เมื่อห้วงสำนึกอันผุกร่อนของผู้เฒ่าคนสุดท้ายแห่งหมู่บ้าน  ถูกสลายเป็นกรุ่นควันปลิวหายไปในอากาศ  เมื่อนั้นหมู่บ้านก็จะถูกบ่มฟักจนกลายเป็นเมืองเต็มรูปแบบ  แล้วเรื่องราวทำนองนี้ก็จะยุติลง.

            ผมทิ้งร่างนิ่งอยู่ในเปล  ปล่อยความคิดให้ฟุ้งซ่านละล่องลอย  เมื่อสายลมเย็นโบกระบัด  ผมแว่วยินเสียงเพลงร้องเรือคละเคล้าอยู่ในนั้นอีกครั้ง  กลับมาคราวหน้าจะยังได้ยินลำนำบทนี้อยู่อีกหรือเปล่า  หน้าตาของหมู่บ้านจะผันแปรไปขนาดไหน - -   ผมนึกแล้วพลันหดหู่อย่างบอกไม่ถูก. 

ความรู้สึกในวัยเยาว์ถูกผมดึงกลับเข้ามาในห้วงสำนึกอีกครั้ง วันที่มีแม่นั่งพับเพียบแกว่งไกวเปลผ้าขาวม้าให้นิทราอย่างเอมสุข  ผมเคลิบเคลิ้ม, รู้สึกหนักหน่วงที่เปลือกตาทั้งสองข้างอย่างไม่อาจแข็งขืน  แล้วที่สุดสัมปชัญญะของผมก็ดับวูบลง…

* เออ……ลมพัดเหอ    พัดมาวอกแวกแยกกอข้าว

             รักเจ้าต่อเจ้า    รักลมต่อลม

                                     ธรรมเนียมพ่อแม่ใคร    เอาไหมมาต่อผม

            รักลมต่อลม    เส้นผมของน้องร้อยชั่ง…เหอ……

                                   

            * บทเพลงกล่อมเด็กเก่าแก่ของภาคใต้

 
 
 
 
 
 

คลีนิกเรื่องสั้น 22

“ร้องเรือ: ลำนำที่ผันแปร” โดย นพดล พลกูล

 

            เรื่องสั้น “ร้องเรือ: ลำนำที่ผันแปร” เป็นเรื่องลักษณะสีสันท้องถิ่นที่มีท่วงทำนองของการถวิลหาความประทับใจในอดีตที่เลือนหายไปกับยุคสมัยและกาลเวลา วิธีการบอกเล่าของคุณนพดลเป็นไปแบบเรียบ ๆ งดงาม หมดจด แต่เก็บรายละเอียดอย่างละเอียดละออ เหมือนภาพสีน้ำที่เขียนด้วยจิตรกรที่มีฝีมือ

            งานของคุณนพดลชวนให้ผมนึกถึง “นัน บางนรา” (เทียนชัย ลาภานันต์) นักเขียนเรื่องสั้น

ชั้นเยี่ยมคนหนึ่งในยุคก่อน 14 ตุลา 2516 บางทีอาจจะด้วยวิธีการคิด การนำเสนอ และบรรยากาศของภาคใต้ที่มีทั้งเสน่ห์อันล้ำลึก ความเข้มข้นของผู้คน และแรงกดดันทางการเมืองการปกครองจากอดีตถึงปัจจุบัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้มักจะปรากฏอยู่ในงานของนักเขียนชาวใต้เสมอ นับจากยุคของ นัน บางนรา ผ่านยุคของ จำลอง ฝั่งชลจิตร, ไพฑูรย์ ธัญญา, กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ สู่ยุคของ รัตนชัย มานะบุตร, ศิริวร แก้วกาญจน์ ฯ

            ความเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นนิรันดร์ แต่ความเปลี่ยนแปลงนั้นก็ทำลายความเป็นนิรันดร์ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสภาพของชีวิตความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียมประเพณี ความผูกพันของสมาชิกในสังคม ฯ และก่อเกิดแนววิถีที่ผิดแผกแตกต่างไปจากเดิม ทั้งการดำเนินชีวิต ค่านิยม ทัศนคติและพฤติกรรมในด้านต่าง ๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านในเรื่อง “ร้องเรือ: ลำนำที่ผันแปร” นี้โดยแท้แล้วก็คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านอื่น ๆ ของประเทศไทย และหลาย ๆ ประเทศในโลก

ที่ถูกกัดกินกร่อนกลืนโดยสิ่งที่เคยเรียกว่า “การพัฒนา” ในสมัยก่อน หรือ “โลกาภิวัตน์” ในปัจจุบันแต่เป็นการ “พัฒนา” หรือ “ภิวัตน์” ที่มิได้คำนึงผลเสียที่จะติดตามมา หรือเตรียมการรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเอาไว้ล่วงหน้า

            สิ่งหนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นถึงความคิดที่ผ่านกระบวนการทางความคิดของคุณนพดลก็คือการใช้คำเรียกขานสิ่งต่าง ๆ เช่น “เลขเจ็ดกับเลขสิบเอ็ดในภาษาอังกฤษ”  หรือ “การจดจารไว้ในแผ่นกระดาษแล้ววางสงบอยู่ในพานทอง”  

            เรื่องสั้นเรื่องนี้ไม่ถึงกับโอดครวญหรือโหยหาความหลังอย่างฟูมฟาย ตรงกันข้ามกลับมองความเป็นไปด้วยสายตาที่สงบนิ่งและยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ก็ฝากความห่วงใยและอาทรถึงสิ่งที่ไม่มีวันจะหวนทวนกลับมา

            ภาพที่ตัดกันระหว่าง ความคิดที่ว่า “แต่คงอีกไม่นานกระมัง, เมื่อห้วงสำนึกอันผุกร่อนของผู้เฒ่าคนสุดท้ายแห่งหมู่บ้าน ถูกสลายเป็นกลุ่มควันปลิวหายไปในอากาศ...” กับเสียงเพลงกล่อมเด็กในวัยเยาว์ ในตอนท้ายของเรื่อง ให้ความรู้สึกสะเทือนใจได้ดีมาก

            คำแนะนำของผมสำหรับคุณนพดลก็คือ ขอให้เขียนหนังสือต่อไปครับ

ประภัสสร เสวิกุล

ซันติอาโก ชิลี, 6 มิ.ย.2550    

                        

 
 
 



คลีนิกเรื่องสั้น

รายการชีวิต
โจรปริญญา(ตี)
มือศิลป์ article
Love is....
อกแกก็อกฉัน...อกฉันก็อกแก article
ร่วมกินโต๊ะ
ภาพของฉัน article
คืนข้ามปี article
เหรียญบาทกับโบสถ์กลางน้ำ article
ใส...ซื่อ...บริสุทธิ์ (ใจ) article
นิยายรัก ฉบับป้าหมู article
สายน้ำที่ขาดหาย article
อรุณรุ่ง article
บ้านนั้นเขามีงานศพ article
หีบเชี่ยนหมากของอ้ายแก้ว article
การผ่านพ้นแห่งยุคสมัย article
แม่น้ำเจ้าพระยา article
เธอสุขได้อย่างไรเมื่อผองชนทุกข์ยากลำเค็ญ article
เมื่อโลกนี้ไร้สีสัน... article
ลั่น article
เสมือนรังดักแด้ที่เฝ้าฟูมฟักผีเสื้อให้โบยบิน article
แหว่ง article
รุ้งกินน้ำของปานวาด article
กล่องความทรงจำเก่า...และเงารัก article
จอมโจรหนอนหนังสือ article
มาลัยวรรณกรรม article
ห้องแห่งมิติอนันต์ article
ครูจันทร์ผ่อง ของแม่ article
จุกน้ำปลา...พาโชค article
เวลาของพ่อ article
การค้นพบตัวเองที่ไม่ใช่ตัวเอง article
เพียงภาพในวัยเยาว์ article
น้ำตาลทราย article
การเดินทางของชายชรา article
พันธะพรหมลิขิต article
บทเรียนน้ำตา article
กลางเมืองหลวง article
ประตูที่ถูกเลือก article
ดาวน์ความสำเร็จ article
ไอ้หมา article
คุณย่ากับคุณป้าข้างบ้าน article
ข้างหลังภาพนั้น article
วัฏพินาศแห่งสยามประเทศ article
คลีนิกเรื่องสั้น 16 article
หรือฉันเองที่แตกต่าง article
เด็กชายวิสรุจณ์...ซุกซน article
ใบไม้เปลี่ยนสี article
มรดกพ่อ article
ก้าวแรกของนักล่าดวงจันทร์ article
เพื่อนตาย article
หุ่นยนต์สังกะสี article
คิดถึงพ่อ article
สาวหน้าใสกับหัวใจน้องเหมียว article
แดร๊กคิวล่ากระหายเลือด...ของคุณ article
ก็เพราะว่า...เรารักนาย article
อ้อมกอดทะเล article
เรือของพ่อ article
ไม่โกรธใช่ไหม article
ในความทรงจำ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ