ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


ประตูที่ถูกเลือก article
 
 

 

เด็กสาวหน้าตาซีดเซียวนอนสงบนิ่งอยู่บนเตียงสีขาว ลมหายใจรวยรินร่างกายซูบผอมพอๆกับ หัวใจที่ไร้เรี่ยวแรงจะบังคับให้ตัวเองลุกขึ้นมาสัมผัสกับความสวยงามบนโลกนี้อีกครั้ง  ทั้งที่อาการทางกายไม่สาหัสเท่าไหร่แต่ใจกลับสิ้นพลังที่จะหยัดยืน หากเพียงร่างกายไม่ถูกพันธนาการ ด้วยสายระโยงระยางจากเครื่องมือของแพทย์ที่ฉุดรั้งชีวิตไว้ เธอคงทิ้งลมหายใจไปอยู่ภายใต้อ้อมกอดของมัจจุราชนานแล้ว

 

เด็กสาวขดตัวอยู่ซอกโซฟาสีแดงสดในห้องรับแขกของบ้าน  เธอบีบรูปร่างที่ผอมบางนั้นเข้าหากันจนกลายเป็นก้อนเหมือนเป็นเพียงหมอนใบหนึ่งบนโซฟาที่ไม่มีค่าใดๆทั้งสิ้น  ใบหน้าใสที่ฉาบด้วยน้ำตาถูกซุกลงกับเข่าเพื่อหลีกหนีภาพที่บาดใจ แต่เสียงด่าทอกันของบุพการี ก็ยังดังก้องในโสตประสาท  สงครามน้ำลายเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่และคงกินเวลาอีก ยาวนานหลายกัป  เด็กสาว ยกมือขึ้นปิดหูทั้งสองข้างโดยอัตโนมัติ แต่เสียงก็ยังเล็ดลอดเข้ามาให้ได้ยินเป็นระยะ แม่เสียงดัง กว่าพ่อเสมอและเสียงแว๊ดของแม่ก็ยั่วโทสะให้พ่อต้องเงื้อแขนเงื้อขาฟาดลงบนตัวแม่ทุกครั้ง

แต่แม่ก็ไม่เคยเข็ด พอความเจ็บซาลงเสียงแม่ก็ดังขึ้นมาอีก พ่อและแม่ทำราวกับเธอเป็นสิ่งของ หรืออะไรสักอย่างที่ตั้งวางไว้ตรงนั้น ไม่มีความรู้สึกกับการปะทะอารมณ์ที่ดุเด็ดเผ็ดมัน ของคนทั้งคู่  เรื่องราวในอดีตที่เธอลืมไปแล้วบางเรื่องถูกขุดขึ้นมาสาดใส่กันราวกับมันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ควรประกาศให้โลกรู้ และเมื่อหมดเรื่องที่บาดลึกความรู้สึกของกันและกันแล้ว แม่มักจะ หันหลังเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน เก็บตัวเงียบอยู่ในห้อง ส่วนพ่อก็หันหลังให้แม่เดินไปทางประตู แล้วสตาร์ทรถบึ่งออกไปด้วยความเร็ว บางครั้งพ่อหายไปหลายวันเด็กสาวอดคิดไม่ได้ว่าพ่อยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า แต่ก็โล่งใจทุกครั้งที่เห็นพ่อกลับมา พายุอารมณ์สงบได้สักสองสามวันก็เริ่มก่อตัวขึ้นใหม่โหมกระหน่ำครั้งแล้วครั้งเล่า เด็กสาวจำไม่ได้ว่าเรื่องที่เป็นต้นตอก่อไฟให้พ่อกับแม่อารมณ์ปะทุขึ้นมาเป็นเรื่องอะไรบ้างมันคละเคล้าจนเป็นเนื้อเดียวไปหมด หลายครั้งที่เธอมีเรื่องอยากจะปรึกษาทั้งเรื่องสภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อเป็นสาว เรื่องเพื่อนที่โรงเรียน เรื่องผลการเรียนที่ตกลง  เรื่องครูฝึกสอนหนุ่มที่ชอบมาทำท่ากะลิ้มกะเหลี่ยกับเธอ  และยังอีกสารพัดเรื่องที่เธอก็ลืมไปแล้ว แต่ทุกครั้งที่จะอ้าปากพูดแม่ต้องผลัดไปก่อนทุกที

 

“เอาไว้ก่อนได้ไหมแม่กำลังยุ่ง”

“อะไรหนักหนาแกนี่เรื่องเยอะจริงๆ”

“โตแล้วก็คิดเอาเองบ้างสิ ถ้าไม่มีแม่แล้วจะทำยังไง”

 

แม่มักพูดประโยคเหล่านี้ด้วยสีหน้าที่ส่อแววรำคาญ และปัดมือเพื่อให้เธอออกไปให้พ้นหูพ้นตาเสมอเมื่อเธอต้องการคำปรึกษาอะไรสักอย่าง ดูเหมือนว่าทุกเรื่องของแม่จะสำคัญเสมอ ยกเว้นเรื่องของเธอ

 

เด็กหญิงตัวน้อยใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม กำลังนั่งล้อมวงกินข้าวกับครอบครัว แม้กับจะมีเพียงน้ำพริกกะปิซึ่งดูจากคราบที่ติดขอบถ้วยแล้วคงเป็นถ้วยเก่าที่เหลือจากเมื่อวาน ยอดผักบุ้งที่เก็บมาจากริมรั้วลวก และไข่เจียวบางๆ อีกหนึ่งจาน ไม่ใช่อาหารที่เลิศหรูแต่ช่างเป็นการกินข้าวที่ดูเอร็ดอร่อยที่สุดในโลกสำหรับเด็กน้อย  พ่อกับแม่ปรึกษากันเรื่องค่าเทอม ค่าน้ำค่าไฟ และยังกับข้าวในวันพรุ่งนี้อีก แต่ไม่มีน้ำเสียงใดที่แสดงถึงการตำหนิติเตียนอีกฝ่าย ถ้อยคำส่งแรงใจต่อกันฟังแล้วเหมือนยาขนานเอกที่หมอคนใดในโลกก็ไม่สามารถปรุงขึ้นมาได้ ถึงร่องรอยแห่งความกังวลยังเกาะกุมอยู่บนใบหน้าของผู้นำครอบครัวทั้งสอง แต่ก็ไม่วายหันมาถามไถ่ความ

เป็นไปในชีวิตของลูกอย่างเอื้ออาทร

 

“แม่คะวันนี้เรียงความเรื่องครอบครัวของฉันที่หนูให้แม่อ่านมื่อวานนี้ได้คะแนนเต็มด้วยค่ะ

ครูชมว่าหนูเขียนเก่ง แม่ว่าโตขึ้นหนูเป็นนักเขียนดีไหมคะ ? ” เสียงเล็กๆนั้นเจื้อยแจ้ว แม่ฟังอย่างใส่ใจในขณะที่ลูบหัวเธอไปด้วย

 

“ไหนเมื่อวันก่อนหนูบอกว่าอยากเป็นพยายาลไงลูก”

แม่ถามกลับเพราะอยากหาเรื่องมาคุยกับลูกสาว

 

“แม่อยากให้หนูเป็นพยายบาลหรือจ๊ะ ? ”

เด็กหญิงถามกลับเมื่อซุกหัวลงที่ตักของแม่

 

“เป็นอะไรก็ได้แล้วแต่หนู แม่ขอแค่ให้ลูกเป็นคนดีก็พอแล้ว”

แม่ตอบมือยังลืมหัวลูกอยู่ เด็กหญิงยิ้มให้ผู้เป็นแม่ เธอนอนหนุนตักแม่ฮัมเพลงที่ชอบอย่างร่าเริง

 

มันนานมาแล้วที่ครอบครัวของเธอเคยอบอุ่นนานขนาดที่เธอคิดว่ามันอาจเป็นเพียงความฝัน

หรืออาจไม่เคยเกิดขึ้นเลยในชีวิตของเธอ ช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นเกิดขึ้นในบ้านหลังเล็กๆ มันเล็กว่าบ้านหลังนี้มาก อาจเพราะความคับแคบกระมังที่ทำให้ไออุ่นแผ่กระจายได้ทั่วถึงไม่เหมือนบ้านหลังนี้ที่ใหญ่จนหากันแทบไม่เจอ พ่อกับแม่จึงไม่เห็นว่าเธอเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้าง เด็กสาวเริ่มมีน้ำมีนวลขึ้น เหม็นกลิ่นอาหาร คลื่นไส้อาเจียน จนกระทั่งเธอเป็นลมลื่นล้มไถลไปตามขั้นบันไดในบ่ายวันหนึ่งขณะกำลังเดินเข้าห้องเรียน เลือดที่ไหลลงมาตามขาทำให้เพื่อนและครูตกใจรีบนำเธอส่งโรงพยาบาล

 

“เธอลองเล่นแคมฟร็อกสิ มีเพื่อนๆที่ให้คำปรึกษาเราเยอะแยะเลย”

เพื่อนคนหนึ่งบอกเมื่อเธอเปรยเรื่องที่บ้านให้ฟัง

 

“ยังไงหรือฉันเล่นไม่เป็น” เธอเอ่ยถามด้วยความอยากรู้

 

“แหม ! เธอนี่เชยจริงๆ" เพื่อนสาวคนเดิมบ่นด้วยรอยยิ้มเหยียดๆ

ก่อนที่จะอธิบายวิธีเล่นโปรแกรมที่ว่าให้เธอฟัง

เย็นวันนั้นเธอจึงขอให้เพื่อนช่วยพาไปซื้อกล้องสำหรับติดตั้งกับคอมพิวเตอร์

 

เมื่อกลับถึงบ้านเธอติดกล้องและเปิดโปรแกรมตามที่เพื่อนบอก เลือกเข้าห้องที่เพื่อนคนเดิมแนะนำ วันนี้เด็กสาวรู้สึกว่าตัวเองได้ค้นพบโลกใหม่ เธอมีเพื่อนที่ประสบปัญหาเดียวกันมากมาย เธอเลือกคุยกับพี่ชายคนหนึ่ง เขาช่างเป็นคนดีเข้าใจความรู้สึกเธอทุกอย่าง อ่อนโยนและปลอบประโลมยามเธอมีทุกข์ ในทุกๆ เย็นเธอจะรีบทานข้าวแล้วหมกตัวอยู่ในห้อง หายไปในโลกที่พ่อแม่ไม่เคยเข้าถึงเพราะไม่เคยใส่ใจ แม้เธอจะเงียบหายไปจากการเป็นส่วนหนึ่งในบ้านก็ไม่เคยมีใครสงสัยและกลายเป็นเรื่องปกติ

 

เด็กหญิงวิ่งเข้าไปสวมกอดผู้เป็นแม่ด้วยอาการลิงโลด เมื่อเธอถูกทางโรงเรียนเลือกให้เป็นตัวแทนไปแข่งอ่านทำนองเสนาะ พ่อเข้ามาสบทบหลังจากได้ยินข่าวดีจากลูกสาว ทั้งสามกอดกันจนกลายเป็นหนึ่งเดียว เธอเจื้อยแจ้วถึงคำพูดของคุณครูให้พ่อกับแม่ฟัง แม่บอกว่าวันนั้นจะใส่เสื้อลายดอกที่ซื้อมาตั้งนานแล้วไปดูการแข่งขันของเธอ แต่พ่อไปไม่ได้เพราะรับงานทาสีบ้านหลังใหญ่ที่ปลูกใหม่หน้าปากซอยไว้

 

เด็กสาวร่างกายเปลือยเปล่ากำลังโยกย้ายส่ายสะโพกอยู่หน้ากล้องตัวจิ๋วที่ติดตั้งไว้กับคอมพิวเตอร์ ราวกับตัวเองเป็นนางโชว์มืออาชีพในสถานบริการ ผิวขาวนวลอกอวบอิ่ม สะโพกกลมกลึงซึ่งเราเรียกมันว่าของสงวนถูกเผยแพร่ไปให้สมาชิกร่วมห้องสนทนาฮิตในโปรแกรมแคมฟร็อกที่เรียกตัวเองว่าเพื่อนได้ดูกันอย่างทั่วถึง คนแล้วคนเล่าผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันโชว์ลีลาที่คิดว่ายั่วยวน เซ็กซี่ที่สุด ดูๆไปคล้ายกับท่าทางทุรนทุรายของอสูรกายที่กำลังแก่งแย่งกันหนีจากไฟนรก ปราศจากความสวยงามตามแบบที่หญิงสาวควรจะเป็น ยางอายในยามนี้ถูกชะล้างด้วยสิ่งเสพติดเม็ดเล็กแต่อานุภาพยิ่งใหญ่นอกจากทำให้มึนเมาแล้ว ยังสามารถ เร่งเร้าความกล้าให้ออกมาโลดแล่นในทางเสื่อมได้อย่างไม่สะทกสะท้าน

 

เด็กสาวยังคงนอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนเตียงสีขาว ผู้เป็นแม่เปิดประตูเข้ามาเกาะขอบเตียงพินิจพิจารณาดวงของลูกสาวอย่างกังวล นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เธอได้มองหน้าลูกสาวอย่างเต็มตา ชั่วอึดใจนายแพทย์หนุ่มก็เดินเข้ามายืนอยู่ฝั่งตตรงข้ามของเตียง

 

“ลูกสาวคุณเสียเลือดมากก็เลยเกิดอาการช็อค” เขารายงานอาการคนไข้ทันที

 

“แต่ที่โรงเรียนบอกว่าแกเป็นลม แล้วก็มีเลือดไหลออกมาแค่นิดหน่อยเองนี่คะ”

ผู้เป็นแม่ยืนยันอาการตามคำบอกเล่าของอาจารย์ผู้นำบุตรสาวของเธอมาส่งโรงพยาบาล

 

“ใช่ครับ“ นายแพทย์หนุ่มกล่าว และเว้นช่วงไว้นิดหน่อยเหมือนไม่แน่ใจว่าจะพูดประโยคต่อไปดีหรือเปล่าแต่ในที่สุดก็ตัดสินใจพูดออกไป “แต่ลูกสาวคุณเสียเลือดมากจากการทำแท้ง”

 

“ทำแท้ง !” ดังสายฟ้าฟาดลงมากลางใจ เป็นไปได้ยังไง เป็นไปได้ยังไง

เป็นไปได้ยังไง

ประโยคนี้วนอยู่ในใจของหญิงสาวเหมือนรูปที่ถูกเปิดซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า

ผู้เป็นพ่อเดินเข้ามาได้ยินประโยคที่ออกจากปากหมอเมื่อครู่พอดี

 

“แล้วลูกผมจะเป็นยังไงบ้างหมอ”

 

“ตอนนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว ถ้าไม่มีอะไรผิดคาดแกน่าจะฟื้นภายในวันนี้นะครับ

ยังไงเราก็คงต้องส่งกำลังใจไปช่วยแกอีกแรงหนึ่งด้วย ”

หมอกล่าวเสียงเรียบแต่นัยย์ตายังมีแววกังวล

 

“ดูลูกยังไง ถึงปล่อยให้เป็นแบบนี้ได้”

ชายวัยกลางคนกระแทกเสียงใส่ภรรยาหลังจากหมอเดินออกจากห้องไปแล้ว

 

“แล้วคุณเคยสนใจลูกบ้างไหม อย่ามาโทษว่าเป็นความผิดของฉันนะ” ฝ่ายหญิงตวาดกลับ

 

“ไอ้ที่ผมหาเงินมาให้คุณกับลูกใช้นี่ยังไม่เรียกว่าสนใจอีกหรือ”

เขาขบกรามดังกรอด

 

“คำก็เงิน สองคำก็เงิน คุณเคยอยู่ให้ลูกมันเห็นหน้าบ้างไหม

คุณทิ้งฉันไว้กับเศษเงินของคุณแล้วคุณก็ไปสำราญกับนังผู้หญิงหน้าด้านพวกนั้น”

เสียงด่าทอปนสะอื้นเริ่มดังขึ้น ถึงแม้ห้องนี้จะเป็นห้องพิเศษแต่เสียงก็ยังเล็ดลอดออกไปนอกห้อง

ทำให้พยาบาลต้องเข้ามาเตือน แต่เมื่อพยาบาลลับหลังไปสงครามน้ำลายก็เริ่มปะทุขึ้นอีก

เรื่องเก่าถูกขุดคุ้ยขึ้นมาเป็นอาวุธทิ่มแทงกันอย่างดุเดือดอีกครั้ง เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา โดยไม่แยแสกับร่างของลูกสาวที่ยังนอนไร้สติอยู่ตรงหน้า

 

เด็กสาวรู้สึกแปลกใจที่พบว่าตัวเองยืนอยู่ตรงกลางของทางเดินเล็กๆที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา บรรยากาศโดยรอบถูกปกคลุมด้วยสีดำสนิท ไม่มีวัสดุใดๆ บ่งบอกสักนิดว่าจุดที่เธอยืนอยู่เป็นสถานที่แห่งไหน มันคล้ายหลอดแก้วที่ทอดตัวอยู่ในอวกาศเหมือนที่เคยเห็นในหนังสือวิทยาศาสตร์ แต่ไม่ปรากฏดาวสักดวง มีเพียงประตูสีขาวที่อยู่ปลายทางของทั้งสองฝั่งเฝ้ารอให้เธอก้าวเข้าไปค้นหา เด็กสาวหันรีหันขวางชั่งใจระหว่างปลายทางทั้งสองก่อนจะตัดสินใจเลือกเดินไปยังประตูทางด้ายขวามือ แต่ละก้าวที่ทำลายระยะห่างระหว่างเธอกับประตูนั้นเป็นไปอย่างเชื่องช้าและกล้าๆกลัวๆ แปลกที่เธอกลับใช้เวลาเดินมาหยุดยืนเผชิญหน้ากับบานประตูสีขาวนี้เพียงอึดใจ เธอพ่นลมหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะใช้มือผลักมันเข้าไป ภาพที่เห็นคือห้องสีขาวในคลินิกแห่งหนึ่ง  ผนังด้านซ้ายมือที่ทอดตัวต่อจากประตูมีหญิงสาวที่แต่งกายด้วยเสื้อคลุมและหมวกคล้ายชุดปลอดเชื้อของแพทย์แต่มันเป็นสีขาว เธอกำลังสาละวนกับการเตรียมเครื่องมือเหมือนกำลังจะทำการผ่าตัดอะไรบางอย่าง ถัดไปเป็นผ้าม่านที่กั้นห้องนี้ให้พ้นจากโลกภายนอก

ตรงกลางห้องมีคนนอนหงายอยู่บนเตียงเหล็กร่างกายตั้งแต่หน้าอกถึงน่องถูกคลุมด้วยผ้าสีขาวมอๆ ขาทั้งสองถูกยกสูงในลักษณะแยกจากกันพาดไว้บนเหล็กที่เหมือนคานทั้งสองข้างของปลายเตียง ซึ่งด้านนั้นหันมาทางประตูพอดีทำให้ไม่เห็นหน้าคนบนเตียง เด็กสาวจึงเดินอ้อมเข้าไปดูใกล้ๆ และพบว่าคนที่นอนอยู่บนเตียงนั้นคือตัวเธอเอง ตาของเธอเบิกโตด้วยความตกใจระคนสงสัยในสิ่งที่เห็น ผู้หญิงในชุดคลุมและหมวกคนเดิมเดินถือถาดโลหะวาววับมารองรับลิ่มเลือดที่พุ่งออกมาจากหว่างขา ห้องสีขาวพลันเปรอะเปลื้อนไปด้วยเป็นสีแดงฉานของหยดเลือด กรี๊ด !

ภาพตรงหน้าทำให้เด็กสาวร้องออกมาอย่างลืมตัว

แต่เสียงที่คุ้นหูได้ดังแทรกขึ้นมาทำให้เธอหยุดฟังและหันไปสนใจกับต้นเสียงที่อยู่นอกผ้าม่าน

 

“เพราะคุณที่ทำให้ลูกเป็นแบบนี้” เสียงผู้หญิงตะโกนลั่น

 

“เธอนั่นแหละเลี้ยงลูกยังไง ปล่อยให้มันร่านท้องไม่มีพ่อ”

ผู้ชายกระแทกเสียงสวนกลับทันที

 

“สันดาลมันก็เหมือนพ่อมัน วันๆ ไม่เคยอยู่บ้านเอาแต่เที่ยวตะลอนๆ

เคยเห็นหัวฉันบ้างไหม

 

“กูกำลังพูดกับมึงเรื่องลูก มึงอย่ามาเฉไฉ

กูเหนื่อยสายตัวแทบขาดหาเงินมาให้พวกมึงใช้ ยังจะเอาอะไรกับกูอีก”

อารมณ์ที่เดือดดาลเริ่มทำให้สรรพนามที่ใช้เรียกกันเปลี่ยนไป

 

“มึงอย่ามารำเลิกบุญคุณนะ แล้วที่กูเป็นขี้ข้าให้มึงง่อกๆ ทำไมมึงไม่นึกบ้าง

เมื่อก่อนกูลำบากแค่ไหนที่ต้องมาเป็นเมียมึงกูยังไม่บ่น”

 

เสียงคนนอกม่านทะเลาะกันดังขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มขุดเรื่องเก่าๆ มาด่าทอกันจนในที่สุดก็ถึงขั้นลงไม้ลงมือ เด็กสาวรู้สึกคุ้นชินกับเหตุการณ์แบบนี้และคาดเดาได้ว่าคนหลังม่านต้องเป็นพ่อกับแม่อย่างแน่นอน เธอลังเลก่อนจะใช้มือแหวกผ้าม่านออก ภาพที่เห็นเป็นจริงอย่างที่คาด พ่อกับแม่ของเธอกำลังทะเลาะตบตีกันท่ามกลางเปลวไฟสีส้มที่ลุกโชติช่วงขึ้นเรื่อยๆ เขม่าควันสีดำทำให้ห้องสีขาวสะอาดตานั้นขมุกขมัวภายในพริบตา กรี๊ด ! เด็กสาวกรีดร้อพร้อมยกมือขึ้นปิดหูและวิ่งเตลิดออกจากห้องนี้กลับไปทางเดิม เธอวิ่งเร็วจี๋ราวกับตัวเองกำลังวิ่งแข่งในกีฬาโอลิมปิก

จนในที่สุดก็มายืนอยู่หน้าประตูสีขาวอีกบาน และทรุดตัวลงร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่นานกว่าที่จะผลักประตูตรงหน้าเข้าไปด้วยความสงสัยความหวาดกลัวจากภาพเมื่อครู่ทำให้เธอเพียงแค่ค่อยๆ

ชะโงกหน้าสังเกตการณ์ภายในห้องเท่านั้น

 

ในบ้านไม้เก่าๆ หลังเล็กๆเด็กหญิงกำลังอวดใบประกาศนียบัตรรับรองผลชนะเลิศอันดับหนึ่งของการแข่งขันอ่านทำนองเสนาะ ผู้เป็นแม่หยิบใบประกาศมาดูในขณะกำลังตั้งวงข้าวเมื่ออ่านรายละเอียดแล้วเธอจึงดึงลูกสาวเข้าไปหอมแก้ม

 

“เก่งมากลูกแม่” ผู้เป็นแม่กล่าวแล้วส่งใบประกาศแผ่นนั้นให้พ่อต่อ

 

“ไม่เสียแรงที่เป็นลูกพ่อนะเอ็ง”

ผู้เป็นพ่อส่งกระดาษแผ่นสำคัญนั้นคืนให้ลูกสาวแล้วขยี้ผมลูกอย่างเอ็นดู

เด็กสาวทำจมูกย่นล้อเลียนพ่อ ทำให้แม่ที่นั่งมองอยู่หัวเราะกับอาการของลูกสาว

 

“กินข้าวเถอะวันนี้มีหมูทอดเป็นรางวัลให้หนูด้วย”

หญิงสาวสองพ่อลูกไปที่วงข้าวที่จัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เด็กสาวมอภาพตรงหน้าด้วยอาการอิจฉา เธอค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าไปใกล้ๆวงข้าวของครอบครัวนั้น ทั้งสามกินข้าวด้วยกันอย่างเงียบๆ

แต่เป็นความเงียบที่อบอุ่นแตกต่างจากความเงียบโต๊ะกินข้าวของบ้านเธอเหลือเกิน

 

“อ้าว !”

 

ผู้เป็นแม่เงยหน้าจากวงข้าวแล้วมองมาที่เธอ เด็กสาวผงะเล็กน้อยไม่คิดว่าหญิงสาวจะมองเห็นเธอเพราะในที่แล้วไม่มีใครเห็นเธอเลยสักคน เธอหยุดฝีเท้าแล้วกำลังจะหันหลังกลับ

 

“หนูมาที่นี่ได้ยังไงจ๊ะ” หญิงสาวในวงข้าวเอ่ยกับเด็กสาว นั่นทำให้เธอหันกลับไปมอง และพบว่าเด็กหญิงกำลังเดินตรงมาที่เธอ พร้อมกับส่งรอยยิ้มไร้เดียงสาให้ ก่อนที่จะใช้มือเล็กนั้นจับมือของเธอ

 

“มากินข้าวด้วยกันสิคะพี่”

 

เด็กสาวยิ้มตอบและเดินตามไปอย่างว่าง่ายเพื่อร่วมวงข้าวกับทั้งสามคน

 

“บ้านนี้น่าอยู่จังนะคะ” เด็กสาวเอ่ยหลังจากตักข้าวใส่ปากได้สองคำ ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านในใจบอกให้เธอพูดออกมาแบบนั้น หญิงสาวส่งรอยยิ้มเย็นกลับมาแทนคำตอบ

 

“พี่ก็อยู่กับหนูที่นี่สิคะ” เด็กหญิงชวน

 

“ไม่ได้หรอกลูก พี่เขาต้องกลับไปอยู่ในที่ของเขา” ผู้เป็นแม่ปรามลูกสาว

 

“คุณน้ารังเกียจหนูหรือคะ”

 

“ไม่ใช่อย่างนั้นอีหนูเอ้ย เอ็งก็มีบ้าน มีพ่อแม่ มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ” ชายหนุ่มชี้แจง

 

“หนูอยากอยู่ที่นี่จริงๆ นะคะ ที่นี่อบอุ่นอย่างที่หนูไม่เคยรู้สึกได้จากที่ไหนมาก่อน ถึงไม่ใช่บ้านแต่หนูก็ฝันว่าอยากจะมีบ้านแบบนี้มานานแล้ว”

 

“กลับไปเถอะหนูก่อนที่ประตูจะปิด แล้วหนูจะไม่ได้กลับไปอีก” หญิงสาวชี้ไปที่ประตู เด็กสาวมองตามก็เห็นว่าประตูนั้นค่อยๆ เลื่อนปิดลงทีละน้อย

 

“พวกเราไม่ได้รังเกียจเอ็งหรอกแต่ถ้าเอ็งอยู่ที่นี่เอ็งจะไม่ได้กลับไปอีก” ชายหนุ่มเสริม เด็กสาวพยักหน้าแล้วลุกขึ้นเดินไปที่ประตูอย่างช้าๆ เธอหันกลับมามองที่วงข้านั้นอีกครั้งทั้งสามโบกมือและส่งรอยยิ้มให้ เด็กสาวยิ้มตอบก่อนจะใช้มือผลักประตูให้ปิดลงท่ามกลางความตกใจของทั้งสามคน

 

เสียงสัญญาณจากเครื่องตรวจวัดชีพจรดังลากเสียงยาว เส้นกราฟที่หน้าปัดวิ่งเป็นเส้นตรงยาว หมอและเหล่าพยาบาลวิ่งกันจ้าละหวั่น เครื่องปั๊มหัวใจถูกกดลงที่ร่างกายที่แน่นิ่งสองสามครั้ง

แต่ไม่มีปฏิกิริยาใดตอบกลับ หมอใช้ไปฉายกระบอกเล็กส่องรูม่านตาแล้วส่ายศรีษะ กระบวนการรั้งชีวิตกำลังจะดำเนินไปอีกครั้ง แต่คงไม่เป็นผลเพราะเด็กสาวเจ้าของร่างได้เลือกแล้วว่าเธอจะปิดประตูแห่งความจริงลงอย่างถาวร

 

                                             ...................................................

 

 

 

คลีนิกเรื่องสั้น 23

ประตูที่ถูกเลือก

โดย “ปัสรา”

คุณเคยมีอาการเช่นนี้ไหมครับในเวลาที่จับปากกาหรือแตะปลายนิ้วบนแป้นพิมพ์คีย์บอร์ด คือรู้สึกว่าพล๊อตเรื่องที่คุณกำลังจะเขียน มีคนเขียนมาก่อนแล้ว - บางคนเมื่อเกิดอาการเช่นว่านี้ก็จะวางมือหรือเลิกล้มเรื่องนั้นลงกลางครัน ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ลงมือเขียนอย่างจริงจังไปจนจบ

            ปัญหาของเรื่องที่มีพล๊อตซ้ำกันหรือคล้ายคลึงกันนี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนที่อยู่ในสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมที่คล้ายกัน รับรู้เรื่องราวและปมปัญหาต่าง ๆ ร่วมกัน และมีแนวคิดหรือจารีตในกรอบเกณฑ์เดียวกัน ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมจะไม่ด่วนตัดสินหรือตัดสิทธิ์ผู้เขียนเรื่องทำนองนี้ แต่จะติดตามดูว่าเขาหรือเธอสามารถจะนำเรื่องหรือพล๊อตเดิม ๆ มาเขียนให้น่าสนใจได้อย่างไร และมีมุมมองใหม่ ๆ หรือทางออกอื่นซึ่งแตกต่างไปจากคนอื่นหรือไม่

            “ประตูที่ถูกเลือก” ของ คุณ “ปัสรา” ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของเรื่องสั้นที่ใช้พล๊อตเก่า

จากปัญหาครอบครัวที่ขาดความรัก ความอบอุ่น และความเข้าใจ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้เป็นลูก

ทำให้ต้องแสวงหาสิ่งที่ขาดแคลนจากภายนอก และนำมาซึ่งโศกนาฎกรรมในที่สุด ซึ่งถ้าคุณ”ปัสรา” เขียนเพียงเท่านี้ เรื่องสั้นเรื่องนี้ก็คงไม่มีความแตกต่างจากเรื่องอื่น ๆ ในลักษณะเดียวกัน ที่มีผู้เขียนไว้ก่อนหน้านี้ แต่จากการที่คุณ “ปัสรา” สร้างตัวละครอีกกลุ่มหนึ่งขึ้นมาในเชิงเปรียบเทียบให้เห็นว่าเงินทองหรือคุณค่าทางวัตถุไม่ใช่คำตอบสำหรับชีวิตเสมอไป เพราะแม้จะมีฐานะที่ยากจน แต่สมาชิกในบ้านก็ยังมีความสุขได้ตามอัตภาพ รวมทั้งเพิ่มเรื่องบาปบุญ หรือผลกรรมเข้ามารองรับการกระทำของตัวละคร ก็ทำให้เรื่องมีสีสันและความน่าสนใจยิ่งขึ้น

            สิ่งที่ค่อนข้างจะเป็นปัญหาสำคัญสำหรับคุณ “ปัสรา” รวมถึงผู้ที่เริ่มเขียนเรื่องสั้นใหม่ ๆ ก็คือบทพูดของตัวละคร ซึ่งมักจะดูเป็นรูปแบบหรือ “ละค้อน-ละคอนโทรทัศน์” มากไปหน่อย ซึ่งจริง ๆ แล้ว เวลาที่แสดงความรัก หรืออารมณ์โกรธ ไม่จำเป็นต้องหวานจ๋อย หรือดุเด็ดเผ็ดมันก็ได้ กลวิธีในการสร้างบทพูดก็คือ ผู้เขียนจะต้องมีตัวตนของตัวละครนั้น ๆ อย่างชัดเจนอยู่ในใจ เช่นรูปร่างหน้าตา พื้นฐานครอบครัว การศึกษา สิ่งแวดล้อม ประสบการณ์ในชีวิต ความคิด ลักษณะเด่น ลักษณะด้อย หรือแม้กระทั่งผลงานของนักร้อง นักแสดง นักเขียน ศิลปินคนโปรด หลังจากนั้น ตัวละครก็จะสามารถถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดและอารมณ์ของตนออกมาได้เองอย่างอิสระและเป็นตัวของตัวเอง โดยไม่ต้องหยิบยืมคำพูดตลาด ๆ ดาด ๆ หยาบคาย หรือตีฝีปากมาใช้อีก และการสร้างสรรบทพูดที่ดีย่อมตรึงใจคนอ่านให้จดจำผู้เขียน และส่งเสริมงานเขียนชิ้นนั้นให้มีคุณค่าขึ้นด้วย

            ครับ อยากให้คุณ “ปัสรา” ลองสร้างบทพูดของตัวละครขึ้นมาใหม่ตามคำแนะนำของผมข้างต้นนี้ครับ

 

ประภัสสร เสวิกุล ซันติอาโก ชิลี, 20 มิถุนายน 2550    

 




คลีนิกเรื่องสั้น

รายการชีวิต
โจรปริญญา(ตี)
มือศิลป์ article
Love is....
อกแกก็อกฉัน...อกฉันก็อกแก article
ร่วมกินโต๊ะ
ภาพของฉัน article
คืนข้ามปี article
เหรียญบาทกับโบสถ์กลางน้ำ article
ใส...ซื่อ...บริสุทธิ์ (ใจ) article
นิยายรัก ฉบับป้าหมู article
สายน้ำที่ขาดหาย article
อรุณรุ่ง article
บ้านนั้นเขามีงานศพ article
หีบเชี่ยนหมากของอ้ายแก้ว article
การผ่านพ้นแห่งยุคสมัย article
แม่น้ำเจ้าพระยา article
เธอสุขได้อย่างไรเมื่อผองชนทุกข์ยากลำเค็ญ article
เมื่อโลกนี้ไร้สีสัน... article
ลั่น article
เสมือนรังดักแด้ที่เฝ้าฟูมฟักผีเสื้อให้โบยบิน article
แหว่ง article
รุ้งกินน้ำของปานวาด article
กล่องความทรงจำเก่า...และเงารัก article
จอมโจรหนอนหนังสือ article
มาลัยวรรณกรรม article
ห้องแห่งมิติอนันต์ article
ครูจันทร์ผ่อง ของแม่ article
จุกน้ำปลา...พาโชค article
เวลาของพ่อ article
การค้นพบตัวเองที่ไม่ใช่ตัวเอง article
เพียงภาพในวัยเยาว์ article
น้ำตาลทราย article
การเดินทางของชายชรา article
พันธะพรหมลิขิต article
บทเรียนน้ำตา article
กลางเมืองหลวง article
ร้องเรือ: ลำนำที่ผันแปร article
ดาวน์ความสำเร็จ article
ไอ้หมา article
คุณย่ากับคุณป้าข้างบ้าน article
ข้างหลังภาพนั้น article
วัฏพินาศแห่งสยามประเทศ article
คลีนิกเรื่องสั้น 16 article
หรือฉันเองที่แตกต่าง article
เด็กชายวิสรุจณ์...ซุกซน article
ใบไม้เปลี่ยนสี article
มรดกพ่อ article
ก้าวแรกของนักล่าดวงจันทร์ article
เพื่อนตาย article
หุ่นยนต์สังกะสี article
คิดถึงพ่อ article
สาวหน้าใสกับหัวใจน้องเหมียว article
แดร๊กคิวล่ากระหายเลือด...ของคุณ article
ก็เพราะว่า...เรารักนาย article
อ้อมกอดทะเล article
เรือของพ่อ article
ไม่โกรธใช่ไหม article
ในความทรงจำ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ