ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


กลางเมืองหลวง article
 

แสงสีหม่นเศร้าจากเสาไฟริมกำแพงรั้วธรรมศาสตร์  สาดกระทบกับน้ำฝนที่เจิ่งนองอยู่บนพื้น เกิดเป็นประกายระยิบระยับไปตามลานซีเมนต์กว้าง ฝนหลงฤดูตกลงมาตามคำพยากรณ์ของกรมอุตุฯก่อนหน้านี้  มันตกหนักมาตั้งแต่กลางวันและซาลงเมื่อเย็นที่ผ่านมา

ผมยืนพิงเสาไฟต้นนั้น อัดบุหรี่หลายครั้งติดกันกลางไอเย็นฤดูหนาว  ด้วยเจ็บใจตัวเอง  ที่ดันทุรังออกมาขายของในวันที่อากาศครึ้มหม่นและใกล้สิ้นเดือนอย่างนี้  ความจริง... ก่อนออกจากบ้านเมื่อตอนเย็น  ผมน่าเชื่อฟังคำทัดทานของแม่ จะได้ไม่ต้องเสียเงินค่ารถเมล์ เดินทางจากห้องเช่าที่สำเหร่มายัง “ลานคนเดินท่าพระจันทร์” แห่งนี้   สู้เก็บเงินค่ารถ สมทบเป็นค่าเช่าห้องของครอบครัวที่จะต้องจ่ายไปในอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะดีกว่า  เพราะตั้งแต่ตั้งร้านมา เมื่อ 5 โมงเย็นจนถึงขณะนี้ ผมยังขายอะไรไม่ได้เลย ผู้คนที่เคยพลุกพล่านบางตาจนแทบนับคนได้ 

ตอนนี้... คงเลยสี่ทุ่มไปแล้ว  ร้านรวงบริเวณท่าเรือข้ามฟากท่าพระจันทร์ พากันปิดร้านกันหมด บรรยากาศซึมเซาเงียบเหงาลงกว่าเดิม เมื่อวินมอเตอร์ไซค์ตรงหัวมุมถนนสลายตัวไปเมื่อชั่วครู่  คงเหลือแต่ร้านเซเว่น ที่ไม่รู้จักหลับใหลคล้ายคนกินยาบ้า ถัดจากวินมอเตอร์ไซค์ไปเท่านั้นที่เปิดอยู่ 

 

ลมแรงกระโชกผ่านร่าง จนสะท้าน   ผมดีดบุหรี่ทิ้งไปอย่างเซ็งๆ   คิดในใจว่า วันนี้ ไม่มีโชคเอาเสียเลย   แม้จะหน่วงเวลาขายออกไปนานกว่าปกติ  ขณะที่เพื่อนพ่อค้าแม่ค้าคนอื่นๆต่างถอดใจ  เก็บข้าวของกลับบ้านไปก่อนแล้ว  ทิ้งผมให้อยู่เพียงเดียวดายกับความว่างเปล่าของลานคนเดิน ที่เวลานี้มีแต่คนเร่ร่อนกับหมาจรจัดป้วนเปี้ยนไปมาเท่านั้น  ค่าที่ใจหวังจะขายสินค้าให้ได้สักชิ้นหนึ่ง

ผมรู้สึกสิ้นหวังจนต้องถอนหายใจหนักๆ    สะบัดหัวเร่าๆ อยู่ 2-3  ที ก่อนตัดใจ ทรุดตัวลงนั่งยองๆ เอื้อมมือไปกวาดข้าวของบนผ้ายางสีเขียวขี้ม้าตรงหน้า  อันได้แก่ เสื้อยืดเด็กสี่ตัวร้อย  ที่รับมาจากตลาดโบ๊เบ๊  เสื้อเชิ้ตเก่า กางเกงยีนมือสอง ตัดตอนมาจากเพื่อนพ่อค้าย่านสะพานพุทธ เอามายัดใส่ถุงทะเลใบใหญ่ ผ้ายางขนาดเมตรคูณ 2 เมตร ถูกสะบัดไล่น้ำ และพับเก็บเข้าไปในถุงทะเลเป็นลำดับสุดท้าย  

 

แบกถุงทะเลห้อยโตงเตงไว้ข้างหลัง  ก้าวเท้าไปข้างหน้า  พาหัวใจเหี่ยวๆไปตามทางฟุตบาทเล็กๆ ที่ทอดยาวไปยังป้ายรถเมล์หน้าร้านแว่นตาเวียงไทย  ตรงข้ามวัดมหาธาตุ  แลเห็นผู้คนไม่กี่คนยืนรอรถเมล์อยู่ที่ป้าย นานครั้งจึงจะมีลำแสงไฟจากรถบนถนนสาดเข้ามาเสียครั้งหนึ่ง   แหงนหน้ามองฟ้าแลบแปลบปลาบกลางหมู่เมฆทะมึน  ยินเสียงหวีดหวิวแทรกอยู่ในสายลม  นึกกังวลว่า ฝนอาจตกลงมาอีกครั้งในไม่ช้า ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง  การเดินทางกลับบ้านของผมคงทุลักทุเลไม่น้อยเลยทีเดียว  

 ระหว่างผ่านหน้าร้านเซเว่น  ฉุกคิดขึ้นได้ว่า  ผมควรจะหาซื้อมาม่าติดตัวกลับไปบ้านด้วย  กันเหนียวไว้ก่อนดีกว่า   ข้าวมื้อเย็นยังไม่ตกถึงท้องเลยสักเม็ด  ผมไม่อาจฝากความหวังไว้กับข้าวเย็นของแม่ได้มากนัก  บ่อยครั้ง ที่น้องๆ ในวัยกำลังโตจะสวาปามข้าวปลาจนหมดเกลี้ยง ไม่มีอะไรเหลือตกมาถึงผม

หยุดเท้าไว้ที่หน้าร้าน  ผลักประตูกระจกใสหนักอึ้งเข้าไป  แอร์เย็นพรูออกมากระทบร่าง  มีเสียง “ติ๊ง ต่อง” ดังขึ้นพร้อมกัน กวาดตามองภายในร้าน  ไม่มีลูกค้าเลยสักคน “คืนนี้ช่างเงียบเหงาจริงๆ” ผมรำพึง  เหลียวมองไปยังด้านขวามือ  พนักงานขายหญิงกะกลางคืนในชุดสีเขียวแถบแดงคนเดิม  ยืนอยู่หลังเคาเตอร์เหมือนเคย   แต่ที่แปลกไปก็คือ คืนนี้ไม่มีหญิงสาวร่างอ้วนที่มักจะยืนขายคู่กับเธอ  ไม่รู้ว่าหายไปไหน  ทิ้งให้เธอผู้นี้ยืนขายอยู่คนเดียว หญิงสาวปรายตามาทางผม  ส่งเสียงสดใส ราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกติดตั้งโปรแกรมไว้ว่า  “สวัสดีค่ะ เซเว่น อีเลฟเว่น ยินดีต้อนรับค่ะ”

ผมตรงไปยังด้านในของร้าน คว้ามาม่ารสหมูสับบนชั้นวางสินค้า  ติดมือมาด้วย 2 ห่อ  เอาไปวางไว้บนเคาเตอร์  หญิงสาวร้องบอกราคา หยิบมันใส่ถุงพลาสติกและยื่นคืนมาให้  ผมส่งแบงค์ยี่สิบบาทที่เหลือติดตัวเพียงใบเดียวไป   รับถุงพลาสติกมายัดใส่ไว้ในถุงทะเล ส่วนเงินทอนเหรียญ 10 บาทที่จะใช้เป็นค่ารถเมล์  หย่อนใส่กระเป๋ากางเกงยีน ก้าวเท้าตรงไปยังประตูเพื่อกลับบ้าน

 

ฝนเทกระหน่ำลงมาพอดี   ตอนที่ผมผลักประตูกระจกใสออกไป เม็ดฝนหนาหนักซัดเข้าใส่ร่างเต็มเปา  ต้องผลุบตัวกลับเข้ามาในร้านดังเดิม นักขายหญิงทำหน้าตาเหรอหราตกใจ ผมโคลงหัวให้เป็นเชิงขออนุญาต    และโดยไม่สนใจว่าเธอจะยอมหรือไม่  ผมเลี่ยงไปยืนที่ข้างๆ ประตู วางถุงทะเลพิงกับกระจกใสบานใหญ่ที่หน้าร้าน เหม่อมองเม็ดฝนที่ด้านนอก ความเงียบเข้าครอบครองภายในร้านแห่งนั้น 

เวลาผ่านไป  ผมและหญิงสาวเผลอสบตากันเข้าอย่างไม่ตั้งใจ  ร่างของเธอสะดุ้งขึ้นเล็กน้อย แล้วแสร้งมองไปทางอื่น ทุกครั้งที่ผมแวะซื้อข้าวของกลับบ้าน ผมต้องพบเจอเธอเสมอ แต่เราไม่เคยพูดคุยกันสักคำ ผมเพิ่งสังเกตพบว่า เธอสวย  ปากนิด จมูกหน่อย ภายใต้ดวงหน้าเรียบเรื่อย ผมยาวเหยียดตรง  รูปร่างสมส่วน หน้าอกขนาดกะทัดรัดชูชันอยู่ใต้เสื้อฟอร์ม  สร้อยคอทองคำเส้นเล็กกับพระพุทธรูปองค์น้อยที่คอสะท้อนแสงไฟแวววาว

ถึงตรงนี้  ตาเจ้ากรรมเผลอแวบมองไปที่นิตยสารดาราบนชั้นวางหนังสือใกล้ๆ ที่มีรูปดาราสาวในชุดนุ่งน้อยห่มน้อยยืนกางแขนกางขาที่หน้าปก  อากาศภายในร้านเย็นยะเยือก  แต่เหงื่อเม็ดโตๆ กลับผุดพรายขึ้นเต็มหน้า เลือดในกายวิ่งพลุ่งพล่าน  น้ำลายเหนียวหนืดคอ  ผมเริ่มหอบหายใจแรงราวกับคนที่วิ่งมาเป็นระยะทางไกล 

 

วินาทีเดียวกันนั่น   ฟ้าก็ลั่นเปรี้ยงลงมา  ทันใด  ไฟฟ้าในร้านและย่านนั้นดับพรึบลง  เสียงกรีดร้องตกใจของหญิงสาวดังเคล้าไปกับเสียงฝนที่ตกหนักด้านนอก เหมือนนรกเป็นใจ  ไฟสำรองฉุกเฉินติดผนังี่จะทำงานอัตโนมัติ  ให้แสงสว่างทันทีที่ไฟดับ  เกิดขัดข้องไม่ทำงาน รถราบนถนนที่ก่อนหน้านี้ นานๆ ครั้งจะผ่านมาที เกิดว่างเปล่าลงพริบตา  ไม่มีผู้คนเดินผ่านไปมา ในความลางเลือน  มองเห็นหมาขี้เรือนตัวหนึ่ง  วิ่งเหยาะๆ ฝ่าม่านฝนมานั่งอยู่ที่หน้าร้าน  บริเวณนั้นคล้ายกลายเป็นเมืองร้างในพายุฝนไปชั่วขณะ

  หญิงสาวกรีดร้องแหวกความมืดและความสงัดเงียบขึ้นมาอีกครั้ง  เมื่อผมควักเอาไฟแช็กแก๊สออกมาจุด ดวงไฟเล็กๆ ผุดขึ้นในมือ  พร้อมกับย่างสามขุมเข้าไปหาเธอ ดวงตาสวยคู่นั้นเบิกกว้างขึ้น  ขณะจับจ้องมายังร่างของผมที่กำลังเคลื่อนเข้าใกล้   มือเรียวงามทั้งสองยกขึ้นกุมพระองค์น้อยที่ห้อยคอเอาไว้แน่น ปากคอสั่นระริก  กระถดร่างถอยห่างไปติดผนังด้วยท่าทีตื่นกลัว

 เพียง 4  ก้าวเท่านั้น ผมก็มายืนเบื้องหน้าเธอ  มีเพียงเคาเตอร์กั้นกลางเราสองเอาไว้  แล้วผมก็เอ่ยขึ้น  พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่นพร่าว่า

 “อ.อ.อ..เอ่อ  คุณแม่ค้าครับ  พอจะมีเทียนไขเก็บไว้บ้างไหม

เธอพยักหน้าอย่างหวาดๆ  และตอบผม ด้วยสุ้มเสียงเหน่อๆ แบบคนถิ่นอื่น ปนตะกุกตะกักว่า “ ม...ม ..มีค่ะ”  พลางเอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักใต้เครื่องคิดเงิน หยิบเอาเทียนไขเล่มหนึ่งส่งมาให้ ผมจ่อไฟกับไส้เทียน  หยดน้ำตาเทียนลงบนเคาเตอร์เบื้องหน้า  และปักมันไว้ตรงนั้น  

 

จากแสงเทียนวับแวม  “ลำดวน แก้วสูงเนิน” ชื่อและนามสกุลบนป้ายชื่อที่หน้าอกบอกกับผมว่า  เธอน่าจะมาจากต่างจังหวัดอันไกลโพ้น  พลัดบ้านพลัดถิ่นเข้ามาทำมาหากินอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้  จะดีกว่าไหมหนอ ? -ผมคิด  หากเวลานี้เราจะได้พูดคุยกัน  แลกเปลี่ยนทัศนะ ประสบการณ์ของกันและกัน  เธอเล่าเรื่องบ้านเกิดให้ผมฟัง  ส่วนผมก็จะเล่าเรื่องฝั่งธนบุรี ถิ่นกำเนิดของผมเป็นการตอบแทน มันคงจะสนุกดี  และช่วยให้เราทั้งสองผ่านช่วงวิกฤตนี้ไปได้อย่างมีความสุข

 “ขายดีไหมครับ วันนี้” 

 “เออ... อากาศเย็นจังนะครับ”

 ฯลฯ

ผมควรยิ้ม และเริ่มต้นชวนเธอคุย  ด้วยคำพูดเหล่านี้ก่อนเป็นลำดับแรก  แต่เมื่ออ้าปากจะพูด   ผมก็ต้องยุติความคิดทั้งหลายลงทันที   เมื่อเห็นถึงความหวาดระแวงบนสีหน้าของเธอ   สมองครุ่นคิดไปว่า เธอคงอยากจะหลุดพ้นจากช่วงเวลานี้ไปเร็วไว  มากกว่าจะมัวมาพูดคุยกับชายที่อาจคุ้นหน้าบ้าง แต่ไม่คุ้นเคยเลยอย่างผม   ถ้าผมยังคงดื้อดึง  มันคงจะสร้างความอึดอัดระหว่างเราให้เพิ่มขึ้นก็เป็นได้       ซึ่งบางที...ที่ผ่านมา เมืองหลวงอาจเคยสอนบทเรียนบางอย่างให้แก่เธอมาบ้างแล้ว เธอจึงต้องระมัดระวังตัวในทุกๆ สิ่งที่ผ่านเลยเข้ามาในชีวิต ยิ่งในสถานการณ์เช่นนี้ด้วยแล้ว  ผมไม่อาจตำหนิเธอในเรื่องนี้ได้เลยจริงๆ

จังหวะนั้น  ไฟในร้านก็กลับมาสว่างไสวขึ้นดังเดิม สีหน้าของเธอพลันสดชื่นขึ้นทันตา

 

สักพักหนึ่ง ฝนก็หยุดตก ผมขยับไปคว้าถุงทะเล ขึ้นมาแบกบ่า  ตรงดิ่งไปที่ประตูเพื่อจะออกไป  ทว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ได้ ผมกลับชะงักเท้าหยุดนิ่งราวกับรูปปั้นใกล้ๆ กับปากประตูนั่นเอง  ใจเต้นตึกตักๆ อยู่ภายใต้เสื้อยืดคอกลมสีขาวตราห่านคู่

 เมื่อรถตุ๊กตุ๊กคันหนึ่งที่บรรทุกฝรั่ง 2 คนมาด้วย ขับปราดมาจอดเทียบที่หน้าร้าน  ฝรั่งทั้งคู่ เจ้าของร่างใหญ่ยักษ์  ผมยาวรุงรังมาถึงกลางหลัง  แต่งตัวรุ่มร่าม เจาะหู เจาะจมูกเต็มพรืดไปหมด  สักสีเป็นรูปจิ้งจก ตุ๊กแก ผู้หญิงเปลือย บ้องกัญชา  ฯลฯ  ลายพร้อยไปทั่วทั้งตัว  โซเซลงมาจากรถด้วยอาการมึนเมา แหกปากพูดตะโกน ส่งเสียงลั่นไปหมด   ดังเข้ามาจนถึงในร้าน 

 หมาขี้เรือนที่มาหลบฝนที่หน้าร้าน  ถูกหนึ่งในนั้นเตะกระเด็นกระดอนไปอย่างป่าเถื่อน   มันส่งเสียงร้องเอ๋งๆ ก้องกังวานไปทั่วท้องถนน  เตลิดหนีหายไปในความมืด ท่ามกลางเสียงหัวเราะสนุกสนานของพวกเขา  แล้วทั้งสองจึงผลักประตูกระจกใสเข้ามา

ฝรั่งทั้งสองพาร่างที่คลุ้งไปด้วยกลิ่นเหล้าผ่านร่างของผมที่สูงเลยเอวพวกเขามาเล็กน้อย ตรงไปยังตู้แช่หลังร้าน  หอบเอาเบียร์หลายขวด  นำมาวางไว้บนเคาเตอร์   สายตาของทั้งคู่โลมไล้อยู่ที่ร่างหญิงสาวจนแทบจะละลาย  พวกเขาพูดคุยอะไรกันบางอย่างที่ผมฟังไม่รู้เรื่อง แต่คิดว่า น่าจะเกี่ยวพันกับเธอที่กำลังยืนคิดเงินอยู่ ร่างของเธอสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว  กดเครื่องคิดเงินไปพลางอย่างลนลาน  เมื่อจ่ายเงินเสร็จ  ฝรั่งคู่นั้นก็จากไป ทิ้งไว้แต่เพียงแววตา  เสียงหัวเราะ และรอยยิ้มบางอย่าง  เดินโซซัดโซเซกลับไปขึ้นรถตุ๊กตุ๊กที่ติดเครื่องรออยู่ที่หน้าร้าน

ในตอนนั้น  ผมลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก แม้เวลาอาจจะผ่านไปเพียงไม่กี่นาที  แต่สำหรับผม (และน่าจะรวมถึงเธอ) มันคล้ายยาวนานชั่วกัปชั่วกัลป์  และถ้าหากเมื่อสักครู่นี้  เธอจะได้ภาวนาร้องขอต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยคุ้มครองป้องกันภัยให้แก่เธอแล้วล่ะก็  ผมอยากให้เธอรับรู้ไว้ด้วยว่า ผมเองก็แอบเฝ้าภาวนาสิ่งนั้นให้แก่เธอ (และตัวผม)  ด้วยเช่นกัน

ขณะผลักประตูกระจกใสออกมา  ครั้งนี้... เราต่างสบตากันอย่างตั้งใจ เธอยิ้ม ผมยิ้มตอบ และในยิ้มนั้นมีคำขอบคุณเบาๆ ล่องลอยออกมาจากปากของหญิงสาว ห้วงเวลานั้น ผมคล้ายรู้สึกว่า กำแพงแห่งความหวาดระแวงที่กางกั้นเราทั้งสองมาตั้งแต่แรกเริ่ม มันได้พังทลายลงไปแล้วอย่างสิ้นเชิง  นั่นเองที่ทำให้รอยยิ้มของเธอยามนี้ ช่างสวยเหลือเกินในความรู้สึกของผม !

........................

 



 
 

คลีนิกเรื่องสั้น 24

กลางเมืองหลวง

โดย “รัน”

 

            คำพูดที่เคยคุ้นหูว่า “อย่าด่วนตัดสินคนจากภายนอก” ปัจจุบันถูกกลืนหายด้วยสำนวน

กำลังภายในว่า “รู้หน้าไม่รู้ใจ” ก็เลยทำให้คนสมัยนี้เกิดความรู้สึกที่ไม่ไว้ใจกันและกันมากขึ้น และมักจะมองคนแปลกหน้าด้วยสายตาที่หวาดระแวง โดยเฉพาะคนที่ต่ำต้อยหรือแตกต่างไปจากตน ซึ่งเรื่องสั้น “กลางเมืองหลวง” คงจะเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของทัศนคติดังกล่าว

            คุณ “รัน” ใช้กลวิธีในการเล่าเรื่องแบบเรียบ ๆ เรื่อย ๆ แต่ไม่ละเลยรายละเอียดต่าง ๆ จน

ทำให้ผู้อ่านที่เคยผ่านท่าพระจันทร์ สามารถมองเห็นภาพของธรรมศาสตร์ วัดมหาธาตุ และร้านรวงแถบนั้น ได้อย่างชัดเจน เหมือนมองตามกล้องถ่ายภาพยนต์ที่แพนกล้องช้า ๆ จับภาพของผู้ชายที่แบกถุงทะเลผ่านบรรยากาศยามค่ำอันเปลี่ยวเหงาหลังฝนตก

            การสร้างเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้อ่านไม่แน่ใจในเจตนารมย์ของตัวละครต่อพนักงานสาวในร้านสะดวกซื้อเมื่อไฟดับ ซึ่งจบลงด้วยการจุดเทียนไข กับความคลี่คลายเมื่อตัวละครอยู่เป็นเพื่อนพนักงานตอนที่ฝรั่งขี้เมาเข้ามาในร้าน เป็นการถ่ายทอดความรู้สึกดี ๆ ที่นับวันจะห่างหายไปจาก

จิตใจของคนเมือง อย่างน่ารัก มีชิวิตจิตใจ และไม่ได้เน้นความเป็นฮีโร่มากมายเกินไป

            สิ่งที่เป็นข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือ ในสมัยที่ผมเริ่มเขียนเรื่องสั้น เคยใส่ชื่อสินค้าบางชนิดลงไปในเรื่อง แต่บรรณาธิการได้แปลงชื่อให้ผิดแผกไปจากเดิม เช่น รถยนต์โตโยต้า เป็น โตโยก้า หรือเครื่องดื่มโคล่า เป็นโกร่า ทำนองนี้ ซึ่งท่านให้เหตุผลว่าสินค้าพวกนี้มีลิขสิทธิ์และจดทะเบียนการค้า

รวมทั้งอาจจะมีผลถึงการทำให้เรื่องมีลักษณะของการโฆษณาแฝง อย่างไรก็ตามเรื่องสั้นหรือ

นิยายในปัจจุบันก็เขียนถึงชื่อสินค้ากันเสมอ โดยเฉพาะสินค้าที่กลายเป็นชื่อเรียกทั่วไปไปแล้ว

เช่นแฟ๊บ โค้ก มาม่า หรือยี่ห้อรถยนต์ต่าง ๆ ซึ่งผู้เขียนอาจจะรู้สึกว่าทำให้ผู้อ่านสามารถสัมผัสอย่างใกล้ชิดหรือมีความรู้สึกร่วมกับสิ่งที่ผู้เขียนเขียนถึง ไม่ทราบว่าสมาชิกท่านอื่นมีความเห็นในเรื่องนี้อย่างไรครับ?

            ผมอ่านเรื่องสั้น “กลางเมืองหลวง”จบลงพร้อมด้วยรอยยิ้ม...รอยยิ้มสวยของพนักงานสาว และรอยยิ้มอย่างภาคภูมิและโล่งอกของผู้ชายที่เคยถูกมองด้วยสายตาที่หวาดระแวงและไม่ไว้วางใจ และอยากเห็นรอยยิ้มแบบนี้บนใบหน้าของคนไทยในทุกวันนี้ครับ

 

ประภัสสร เสวิกุล ซันติอาโก ชิลี, 25 มิถุนายน 2550     

 

 




คลีนิกเรื่องสั้น

รายการชีวิต
โจรปริญญา(ตี)
มือศิลป์ article
Love is....
อกแกก็อกฉัน...อกฉันก็อกแก article
ร่วมกินโต๊ะ
ภาพของฉัน article
คืนข้ามปี article
เหรียญบาทกับโบสถ์กลางน้ำ article
ใส...ซื่อ...บริสุทธิ์ (ใจ) article
นิยายรัก ฉบับป้าหมู article
สายน้ำที่ขาดหาย article
อรุณรุ่ง article
บ้านนั้นเขามีงานศพ article
หีบเชี่ยนหมากของอ้ายแก้ว article
การผ่านพ้นแห่งยุคสมัย article
แม่น้ำเจ้าพระยา article
เธอสุขได้อย่างไรเมื่อผองชนทุกข์ยากลำเค็ญ article
เมื่อโลกนี้ไร้สีสัน... article
ลั่น article
เสมือนรังดักแด้ที่เฝ้าฟูมฟักผีเสื้อให้โบยบิน article
แหว่ง article
รุ้งกินน้ำของปานวาด article
กล่องความทรงจำเก่า...และเงารัก article
จอมโจรหนอนหนังสือ article
มาลัยวรรณกรรม article
ห้องแห่งมิติอนันต์ article
ครูจันทร์ผ่อง ของแม่ article
จุกน้ำปลา...พาโชค article
เวลาของพ่อ article
การค้นพบตัวเองที่ไม่ใช่ตัวเอง article
เพียงภาพในวัยเยาว์ article
น้ำตาลทราย article
การเดินทางของชายชรา article
พันธะพรหมลิขิต article
บทเรียนน้ำตา article
ประตูที่ถูกเลือก article
ร้องเรือ: ลำนำที่ผันแปร article
ดาวน์ความสำเร็จ article
ไอ้หมา article
คุณย่ากับคุณป้าข้างบ้าน article
ข้างหลังภาพนั้น article
วัฏพินาศแห่งสยามประเทศ article
คลีนิกเรื่องสั้น 16 article
หรือฉันเองที่แตกต่าง article
เด็กชายวิสรุจณ์...ซุกซน article
ใบไม้เปลี่ยนสี article
มรดกพ่อ article
ก้าวแรกของนักล่าดวงจันทร์ article
เพื่อนตาย article
หุ่นยนต์สังกะสี article
คิดถึงพ่อ article
สาวหน้าใสกับหัวใจน้องเหมียว article
แดร๊กคิวล่ากระหายเลือด...ของคุณ article
ก็เพราะว่า...เรารักนาย article
อ้อมกอดทะเล article
เรือของพ่อ article
ไม่โกรธใช่ไหม article
ในความทรงจำ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ