ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


บทเรียนน้ำตา article
 

 

ฉันไม่รู้ว่าตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน คุณอาจจะอยู่บนฟากฟ้าที่ไกลแสนไกล คุณอาจจะแฝงอยู่ในแสงจันทร์ หรือคุณอาจจะแอบมองฉันจากดาวดวงใดดวงหนึ่ง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ฉันมั่นใจ ฉันรู้เพียงแค่ไม่ว่าคุณอยู่ที่ไหนคุณจะคิดถึงฉัน ไม่ต่างจากฉันที่คิดถึงคุณในตอนนี้

คุณยังจำวันนั้นของเราได้ไหม วันที่ฉันมีคุณ วันที่คุณมีฉัน เราพบกันที่สถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งในประเทศ ขณะที่เราศึกษาต่อระดับปริญญาโทในคณะเดียวกัน เพื่อน ๆ ในห้องส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นผู้อาวุโส บางกลุ่มก็เป็นข้าราชการพลเมือง บางกลุ่มก็เป็นข้าราชการทหารตำรวจ ทำให้เด็กกะโปโลอย่างฉัน คุณ และ เพื่อน ๆ อีกห้าหกคนกลายเป็นชนกลุ่มน้อยในชั้นเรียน นั่นเป็นสาเหตุให้พวกเราที่อยู่ในวัยใกล้เคียงกันมาจับกลุ่มสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว

ฉันพบคุณในวันแรกของการเปิดทำการเรียนสอน เมื่อฉันกระหืดกระหอบเข้าไปในห้องเรียน นี่เพียงแค่ชั่วโมงแรกของการเรียนการสอน ฉันก็เข้าสายเสียแล้ว

 

“เอ้อ...ไม่ทราบว่าตรงนี้มีใครนั่งไหมคะ”  ฉันถามเมื่อไม่เห็นที่ว่างตรงอื่น
หนุ่มผิวคล้ำหน้าคมใส่แว่นตากลม ๆ เล็ก ๆ ท่าทางเคร่งขรึมคนนั้น เงยหน้าขึ้นจากการจดเลกเชอร์ ส่งยิ้มให้อย่างมีอัธยาศัย ก่อนเอื้อมมือมาหยิบกองหนังสือบนเก้าอี้ข้างตัวไปไว้บนตัก “เชิญครับ”

ในเวลาพักช่วงกลางระหว่างของการเรียนการสอน  นักศึกษาทั้งชั้นเรียนจึงม๊โอกาสแนะนำตัวทำความรู้จักกัน ฉันแอบทึ่งมากที่ทราบว่าคุณซึ่งเป็นครูโรงเรียนประถม แต่กลับมาเรียนต่อปริญญาโทในสาขารัฐศาสตร์เช่นนี้ คุณบอกฉันภายหลัง เมื่อเราสนิทกันแล้วว่า

“ผมอยากเรียน ผมอยากศึกษาให้มาก ๆ เพื่อผมจะได้รู้และเข้าใจเกี่ยวกับการปกครองในบ้านเมืองเราอย่างแท้จริง” คุณพูดอย่างมุ่งมั่น

“แล้วหากเรียนจบแล้วคุณจะหางานใหม่หรือเปล่า หรือจะเป็นครูประถมไปอย่างนี้”

“ไม่รู้สิ” คุณยิ้มพลางส่ายหน้า “มันจะอุดมคติเกินไปไหม หากผมจะบอกว่าผมอยากกลับไปสอนเด็ก ๆ ผมอยากให้ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกเกี่ยวกับประชาธิปไตยซึมลงไปในสมองพวกเค้าตั้งแต่เล็ก ๆ “

“เกินไปจริง ๆ” ฉันหัวเราะให้กับความคิดนั้น แต่ก็อดทึ่งกับความมุ่งมั่นของคุณไม่ได้ “สอนเด็กประถม คุณอ่านหนังสือ หรือศึกษาด้วยตัวเองก็ได้นี่ ไม่เห็นต้องทุ่มเทมาเรียนโท อย่างนี้เลย”

“เรื่องสอนหน่ะเป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่ประเด็นใหญ่ก็คือผมอยากรู้หน่ะ ...อยากรู้ให้มันชัด ๆ ลึก ๆ ไปเลย ... ไม่รู้ว่าเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตนหรือเปล่า เอาเป็นว่าที่มาเรียนนี่ สนองนี้ดตัวเองแล้วกัน”

“เฮ้อ...ขี่ช้างจับตั๊กแตนหน่ะพอได้ แต่ไม่รู้ว่าขี่ช้างจับประชาธิปไตยนี่จะได้หรือเปล่า” ฉันกระเซ้าความใฝ่ใจทางด้านการเมืองของคุณ

“เขาไม่ขี่ช้างกันหรอก...หากจะจับประชาธิปไตย เขาขี่รถถังกันต่างหาก” คุณล้อเลียนสถานการณ์การเมืองในขณะนั้น

ช่วงนั้นมีการยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้ง โดยกลุ่มบุคคลที่อยู่ในเครื่องแบบที่ใช้ชื่อเป็นตัวย่อว่า รสช ด้วยข้อหาการทุจริตความไม่โปร่งใส และการไม่ประสานกันระหว่างพรรคต่าง ๆ ที่ร่วมรัฐบาล 

วันที่มีการยึดอำนาจฉันนัดคุณและเพื่อนฝูงกลุ่มใหญ่เพื่อไปดูหนังเรื่องโปรด สองสามชั่วโมงที่อยู่ในโรงหนัง เราไม่ได้รับรู้สถานการณ์อะไรเลย จนกระทั่งหนังจบเราต่างชวนกันหาอาหารรับประทานก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน

คุณรับอาสาคนมาส่งฉันเหมือนเคย บ้านของฉันอยู่ทิศทางเดียวกับบ้านของท่านผู้นำในขณะนั้น ความเงียบสงบบนท้องถนนทำให้เราผิดสังเกต และยิ่งรู้สึกผิดปกติมากขึ้นเมื่อพบยวดยานที่ไม่น่าจะออกมาเผ่นผ่าน คือรถถังที่จอดสงบนิ่งอยู่ ณ ปากซอยบ้านผู้นำรัฐบาล รวมทั้งมีทหารคอยยืนตั้งด่านรักษาความปลอดภัยอยู่ที่นั่นด้วย

“ผมไม่คิดว่าบ้านเมืองเราจะเป็นประชาธิปไตยได้” คุณเคยบอกกับฉัน

“ทำไมหล่ะ” ความคิดของคุณมักทำให้ฉันสงสัยอยู่เสมอ

“คนไทยเป็นคนรู้จักบุญคุณคน” เอาอีกแล้วคุณขยักไว้สั้น ๆ อีกแล้ว แต่เมื่อเห็นสีหน้างุนงงของฉัน คุณก็เลยรีบขยายความต่อ

“มันเป็นทั้งส่วนดี และ ส่วนไม่ดีนะ เพราะพวกนักการเมืองอาชีพ มักเอาจุดอ่อนจุดนี้มาใช้ เมื่อพวกเขาให้ความเหลือต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งนำโครงการต่าง ๆ จากงบประมาณมาลงในพื้นที่ สิ่งเหล่านั้นเป็นบุญคุณที่ชาวบ้านสำนึก แล้วพอเลือกตั้งก็เป็นเรื่องของการทดแทนบุญคุณ โดยไม่คำนึงว่าคนนั้นมีประวัติการโกงกินหรือไม่ หรือได้เข้าไปทำอะไรเพื่อบ้านเมืองแค่ไหน เขาคิดเพียงว่าเขาต้องตอบแทนบุญคุณ เมื่อนักการเมืองลงทุนเขาก็ต้องถอนทุน แล้วประชาธิปไตยก็จะไม่แข็งแรง มันจะเกิดวงวนแบบนี้ไปอีกนานแสนนาน”

“อืมม์...คุณมองโลกในแง่ดีจังนะคะ เลือกเพราะตอบแทนบุญคุณ ทำไมไม่คิดว่าพวกเค้าเลือกเพราะตั้งใจซื้อสิทธ์ขายเสียงบ้างหล่ะคะ”

“อย่างที่คุณว่ามันก็มีนะ แต่หากมองอะไรในแง่ดีแล้วมันทำให้มีหวังผมก็อยากมองแบบนั้นนะ หากมองในมุมลบมันอาจทำให้ท้อแท้ผิดหวังจนไม่มีกำลังใจทำอะไรก็ได้ ผมมองในมุมนี้แล้วรู้สึกว่าสังคมนี้ยังไม่เลวร้ายเกินเยียวยา เพียงแต่คนของเราเป็นคนดีและซื่อเกินไปเท่านั้นเอง”

คงเป็นเพราะทัศนคติทางบวกของคุณที่ทำให้เราสนิทสนมกันอย่างง่ายดาย ฉันชอบมุมมองแปลก ๆ ด้านดีของคุณ ความฝัน...ความตั้งใจดีที่ต่อสังคมรอบข้าง

แต่แล้วอีกไม่นานนักความสนิทสนมแบบเพื่อนของเราก็กลับกลายไป ในวันนั้น...วันแห่งความรัก

ในวันที่กุหลาบเบ่งบานในหัวใจของหนุ่มสาวหลายคน พวกเพื่อน ๆ ในกลุ่มต่างพากันขอตัวกลับไปตั้งแต่บ่าย เนื่องจากติดภารกิจมีนัดกับหวานใจ พื้นที่บริเวณใต้ตึกเรียนวันนั้นจึงเงียบเหงา ปราศจากนักศึกษาที่เคยจับกลุ่มกันทำงานหรืออ่านหนังสือ เหมือนเช่นทุก ๆ วัน คงเหลือเพียงเราสองคนที่นั่งทำงานกันอย่างเงียบ ๆ อยู่ตรงนั้น

ในขณะที่ฉันกำลังก้มหน้าก้มตาสรุปประเด็นจากหนังสืออ้างอิงเล่มหนาเตอะ คุณก็เงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือเล่มโตที่อ่าน พลางเอ่ยชวนด้วยเสียงเรียบ ๆ ธรรมดาว่า “ไปเที่ยวกันดีกว่า”

“บ้า...วันนี้ไม่ใช่วันเที่ยวสำหรับเพื่อนสักหน่อย มันเป็นวันของแฟนของคู่รักต่างหาก”

“อ้าว...แล้วคุณมีแฟนที่จะไปเที่ยวด้วยเหรอ” คุณย้อนถาม ฉันส่ายหน้าแทนคำตอบ ปั๊บปี้เลิฟของฉันจบลงไปพร้อม ๆ กับการจบปริญญาตรี เมื่อห่างไกลกันต่างคนก็ต่างไปตามวิถีของตัวเอง เป็นการจากกันด้วยดี

“งั้นเรามาเป็นแฟนกันสิ จะได้ไปเที่ยวด้วยกันวันนี้ได้ไง ...ผมชอบคุณนะ” เอากะคุณซิ อยู่ ๆ ก็ชวนเป็นแฟนหน้าตาเฉย ใต้ตึกเรียนนี่นะ ผู้ชายที่ชอบคุยแต่เรื่องหนัก ๆ นี่เขามีมุขจีบสาวได้จืดสนิทเช่นนี้เองหรือ แต่มันก็ทำให้สาวพูดมากอย่างฉัน ออกอาการเขินหน้าแดง อ้ำอึ้งพูดไม่ออกอยู่เหมือนกัน ตีกันตรง ๆ แบบนี้หลบไม่ทัน คิดมุขไม่ออก

“ว่าไง...เป็นแฟนกับผมนะ” คุณรุกเร้า คงเป็นเพราะสายตาที่คาดคั้นแต่จริงจังจริงใจของคุณ ทำให้ฉันเผลอพยักหน้าตอบรับคุณไปได้ ทั้ง ๆ ที่เราคบกันเค่เพียงไม่ถึงสองปี แต่ฉันก็มั่นใจว่าคุณต้องเป็นผู้นำชีวิตที่ดีแน่นอน คุณคงไม่รู้...เอ๊ะ...หรือว่ารู้นะ ว่าฉันแอบชอบคุณอยู่ ชอบตั้งแต่เมื่อไหร่ฉันเองก็ไม่ทันรู้ตัว 

“ผมต้องไปสู่ขอคุณกับใคร” คุณรุกเร้าอย่างรวดเร็วจนฉันมึนงง

“หา...อะไรนะ ไปไกลขนาดนั้นเลยเหรอ คุณขอฉันเป็นแฟนวันนี้ แล้วก็จะสู่ขอเลยเหรอ”

“ก็แล้วทำไมต้องรอเวลาด้วยหล่ะ เราคบกัน ไปไหนมาไหนด้วยกันเกือบสองปีแล้ว แม้ยังไม่ได้บอกกล่าวเป็นเรื่องเป็นราว แต่ความรู้สึกมันก็รู้ ๆ กันอยู่ หรือ คุณไม่รู้” เอาอีกแล้วแววตาคาดคั้นแบบนั้นอีกแล้ว สายตาคุณที่จับจ้องหน้าฉันนิ่งนาน มันทำให้ฉันอดรู้สึกร้อนวูบวาบไม่ได้ ที่แน่ ๆ คือฉันไม่กล้าที่จะมองสบตาคุณเลย

“เราเรียนจบปริญญาตรีแล้ว มีงานมีการทำแล้ว อายุก็บรรลุนิติภาวะมาหลายปี เรียนโทก็ใกล้จบเหลือแค่ทำวิทยานิพนธ์ แล้วคุณยังจะรออะไรอีก ผมมีคอนโดหนึ่งห้อง มีรถกระป๋องเก่า ๆ หนึ่งคัน มีเงินเก็บก้อนหนึ่ง แล้วก็มีใจที่ซื่อสัตย์มั่นคงและรักคุณ แค่นี้พอไหมที่จะเป็นสินสอดไปสู่ขอ” แววตาคุณเปล่งประกายล้อเลียน

“อย่าคิดนานเลยชีวิตคนเรานี้สั้นนัก” นี่คือคำพูดที่คุณมักติดปากเสมอ ๆ เมื่อต้องการให้ฉันทำตามใจคุณ

“ฉันเป็นผู้หญิงนะคะ โดยมากผู้หญิงมักจะฝันถึงช่วงเป็นแฟนที่แสนหวาน การขอแต่งงานที่แสนโรแมนติก แต่ที่คุณทำนี่มันทำลายความฝันฉันหมดเลยนะ เราคบกันแบบเพื่อน อยู่ดี ๆ คุณก็มาขอเป็นแฟนเอาดื้อๆ เอ้า...ฉันก็ยอม เพราะคิดว่าตอนเป็นแฟนคงได้หวีด...หวิว... หวานแหววกันบ้าง แล้วนี่คุณก็จะเร่งให้ก้าวข้ามไปอีกขั้นตอนแล้วหรือ”   ฉันโวยวายเพื่อข่มความเขิน

“เอาน่า...แต่งแล้วผมจะหวีด...หวานทุกวัน ชีวิตเรานี้สั้นนัก หากพลาดวันเวลาดี ๆ ไปแล้วมันย้อนเอาคืนไม่ได้นะ โอเค้...”

แม้ดอกไม้ที่คุณให้ฉันในวันวาเลนไทน์นั้น จะไม่ใช่ดอกกุหลาบสีแดงสดก้านยาวแข็งราคาแพงจับใจอย่างที่ใคร ๆ ได้กัน ดอกไม้ของคุณเป็นพวงมาลัยคล้องมือ ที่บรรจงร้อยด้วยมะลิขาวแซมด้วยใบแก้วสีเขียวสดและกุหลาบแดง จัดวางเป็นลายรูปขนมเปียกปูนสลับสีอย่างประณีต ที่คุณซื้อมาจากยายซึ่งนั่งหน้าเศร้าอยู่หน้าร้านอาหาร เนื่องจากไม่มีใครสนใจมาลัยของแกเลยในวันพิเศษแบบนี้  แม้ไม่ได้ดอกกุหลาบวาเลนไทน์ แต่ฉันก็ตอบตกลง “โอเค้” ไปกับคุณ เมื่อคุณมาส่งฉันหลังจากอาหารมื้อโรแมนติคในคืนนั้น

สองอิสระชนในเมืองหลวง ผู้ไร้ซึ่งญาติอาวุโสให้ต้องกังวล พิธีรวมฉันและคุณให้เป็น”เรา”จึงเกิดขึ้นอย่างเรียบง่าย ตามความต้องการที่ตรงกันของทั้งสองฝ่าย เริ่มด้วยการถวายภัตตาหารพระสงฆ์ที่โรงพยาบาลสงฆ์ แล้วไปจดทะเบียนสมรสที่เขต จัดเลี้ยงเพื่อนและญาติที่สนิทจริง ๆ เพียงสิบโต๊ะที่ร้านอาหารสุดโปรดของเรา ซึ่งทุกคนต่างโวยวายอย่างแปลกใจว่าเมื่อได้รับเชิญว่า “แอบไปเป็นแฟนกันตอนไหนเนี่ย” คุณจำได้ไหมคะ...เจ้าบ่าวเจ้าสาวที่ใส่กางเกงยีนส์เสื้อยืดคู่นั้น คุณจำแววตาแห่งความสุขที่ปรากฎในกระจกของเขาทั้งคู่ได้ไหมคะ....

ฉันบอกคืนห้องเช่าและย้ายมาอยู่ที่คอนโดกับคุณ เรามีชีวิตที่สุขสงบ แม้สถานการณ์บ้านเมืองจะยังคงคุกรุ่น เนื่องจากยังอยู่ในช่วงของการยึดอำนาจ เรายังไม่มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ประชาธิปไตยยังไม่เบ่งบานเต็มที่ วันหนึ่งคุณกลับมาจากทำงานด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดแล้วบอกว่า

“นี่วิทยุออกข่าวว่า ทหารไม่ยอมวางมือจากอำนาจ เขาจะกลับมาเป็นนายก ฯ อีก แม้การเลือกตั้งจะผ่านไปแล้ว ทหารไม่ได้มาจากการเลือกตั้งจะมาเป็นนายกได้อย่างไร”

แล้วอีกวันหนึ่งคุณก็บอกว่า “มีนักธุรกิจและประชาชนหลายคนรวมตัวกัน เพื่อจะประท้วง”

และ “สื่อสารมวลชนต่าง ๆ พากันปิดข่าว ดีที่มีโทรศัพท์มือถือกันหลายคน พวกเขาเลยโทรออกมากระจายข่าวได้ว่ามีการเคลื่อนไหวอะไรที่ไหนเมื่อไหร่ พวกที่ไปประท้วงส่วนใหญ่เป็นคนทำงานนะคุณ กลางวันก็ทำหน้าที่กันไปตามปกติ พอตกเย็นก็ไปรวมตัวกันชุมนุม มีคนอดข้าวประท้วงด้วย”

การชุมนุมมีต่อเนื่องหลายวัน เมื่อผ่านไปทางถนนหน้าลานพระรูป เราเห็นทหารย้ายกำลังพลมากางเต๊นท์มันเป็นเสมือนสัญญาณบอกว่าอาจมีเหตุการณ์รุนแรงได้ เราได้แต่หวังว่าความเจ็บปวดและคราบน้ำตาจากเหตุการณ์เดือนตุลาทั้งสองครั้ง จะเป็นบทเรียนให้ทุก ๆ ฝ่ายยับยั้งชั่งใจ ที่จะใช้ความรุนแรงต่อกัน ต่อคนไทยด้วยกันเอง

“วันนี้ผมอยากไปร่วมชุมนุมนะ” คุณบอกกับฉัน “คุณจะไปไหม”

“มันอันตรายนะ อยู่ติดตามข่าวสารที่บ้านเถอะ” ฉันขอร้อง

“หากคิดแบบนี้หมด ก็ไม่มีใครออกไปล่ะซิ แล้วเราจะแสดงพลังได้อย่างไรว่าประชาชนต้องการประชาธิปไตย” คุณแย้ง

“คงไม่มีเหตุการณ์รุนแรงหรอก บ้านเมืองเราเจ็บปวดมาพอแล้ว คุณไปกับผมนะ เผื่อมีอะไรเราจะได้จูงมือกันวิ่งหนีไง แล้วดูว่าใครวิ่งเร็วกว่ากัน” คุณเฉไฉทำเป็นเรื่องตลก 

ในเมื่อคุณตัดสินใจไป ฉันก็อยากไป อยากไปจูงมือคุณวิ่ง แต่ในวันนั้นฉันรู้สึกว่าอ่อนเพลียเหลือเกินและเกิดอาการมึนหัว คงเนื่องมาจากการที่นั่งหลังขดหลังแข็งทำวิทยานิพนธ์ จนสว่างคาตาหลายต่อหลายคืน  “ฉันไม่ไหวหน่ะคุณ อยากนอนพักมากกว่า ถ้าไปแทนที่จะจูงมือกันวิ่ง คุณคงต้องอุ้มฉันวิ่ง ไปพรุ่งนี้ได้ไหมคะ”

“น่านะ ผมไปแป๊บเดียว อยู่บ้านจะไปรู้ข่าวสารอะไรมีแต่การปกปิด ปิดหูปิดตาประชาชน พรุ่งนี้วันทำงานผมไปร่วมชุมนุมไม่สะดวก อย่างน้อยก็เอาไว้เล่าให้ลูกฟัง ว่าพ่อมันเคยมีส่วนในการนำประชาธิปไตยกลับมาให้มัน คุณมีลูกให้ผมคนซิ นะ...นะ...นะ” คุณเอื้อมมาลูบพุงฉันอย่างหยอกเอิน

“บ้า...ฉันยังไม่มีลูกหรอก คุณอยากมีก็ไปมีกับคนอื่นซิ’ ฉันหน้าแดงด้วยความที่ยังไม่ชินกับสถานะ “คนมีครอบครัว” ที่พูดถึงการมีลูกเหมือนเป็นเรื่องปกติ

“ไปแล้ว...เดี๋ยวกลับมา แล้วจะเอาประชาธิปไตยมาฝากนะจ๊ะ” คุณช่วงชิงโอกาสที่ฉันเขิน เผ่นแผล็วออกไปจากห้องทันที หลังจากยื่นหน้ามาจุ๊บฉันหนึ่งฟอดใหญ่

คืนนั้น...คุณออกไปนานเหลือเกิน จนฉันรู้สึกเป็นห่วง ฉันอดทนนั่งรอจนกระทั่งเวลาล่วงไปเกือบเที่ยงคืน คุณก็ยังไม่กลับมา ฉันเปิดวิทยุโทรทัศน์ทุก ๆ ช่อง แต่ก็ไม่มีข่าวสารข้อมูลที่ชัดเจน ฉันนั่งรอด้วยความกระวนกระวายใจ ไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ อยากจะออกไปตาม ก็ไม่รู้ว่าจะไปได้อย่างไร เพราะคอนโดของเราอยู่ค่อนมาทางนอกเมือง ดึกดื่นป่านนี้หารถยากมาก และ อันตรายที่สุดหากผู้หญิงจะเดินทางออกไปคนเดียว

ฉันทำได้เพียงรอ...รอ...และ ...รอ ไม่กล้าแม้จะโทรไปสอบถามเพื่อน ๆ กลุ่มที่รู้ว่าจะไปร่วมชุมนุมกับคุณ เพราะเกรงคนทางบ้านของพวกเขาตื่นตระหนก ต่างคนก็อยู่ห่างไกลกันคนละมุมเมือง คืนนั้นฉันเฝ้ารอคุณทั้งคืน

จนกระทั่งเกือบเจ็ดโมงเช้า เพื่อนรักของคุณก็โทรศัพท์เข้ามาสอบถามว่าคุณกลับมาหรือยัง พร้อมทั้งเล่าสถานการณ์ให้ฟังว่า ประชาชนพากันเคลื่อนขบวน และ มีการปะทะกันเกิดขึ้น มีแก๊งป่วนเมืองออกอาละวาด ทำลายสถานที่ราชการหลายแห่ง ผู้นำการชุมนุมถูกควบคุมตัวแล้ว เมื่อมีการยิงคุณและเพื่อนที่กำลังนั่งชุมนุมอยู่ใกล้ ๆ โรงแรมรัตนโกสินทร์ก็พากันวิ่งหนีหาทางออก และพลัดจากกันไปในกระแสผู้คนที่ชุลมุน

“มันคงออกมาได้หรอก มันเป็นนักบอลหลบหลีกเก่ง คุณไม่ต้องกังวลนะ อีกไม่นานมันคงกลับมา นี่ผมก็เพิ่งถึงเหมือนกัน เลยรีบโทรกลับมาถามว่ามันกลับมาหรือยัง หากมันกลับมาโทรบอกผมด้วยนะ”

“ปะทะกันรุนแรงไหมคะ…” ฉันถามด้วยความร้อนใจ และห่วงใยคุณเหลือเกิน

“ไม่ครับ...ไม่ แค่นี้นะครับเพลียเต็มทนแล้ว” เพื่อนคุณตอบกลับมาแบบไม่ค่อยเต็มเสียง ก่อนตัดบทวางสายไปเลย

จากวันนั้นไม่ว่าฉันจะเฝ้าคอยขนาดไหน สวดมนต์อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์เท่าไหร่ คุณก็ไม่กลับมา ฉันและเพื่อน ๆ ไปสอบถามตามโรงพยาบาลทุกแห่งรับผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการชุมนุม ไปตามสถานีตำรวจและสถานที่กักกันทุกแห่ง แม้กระทั่งตามวัด พวกเรานำรูปของคุณไปสอบถามกับร้านค้าบ้านเรือนในละแวกนั้นว่ามีใครได้เคยพบเห็นคุณบ้างหรือเปล่า แต่คำตอบที่ได้รับคือความว่างเปล่า

ไหนคุณเคยบอกว่าจะรักและอยู่กับฉันตลอดไปไงคะ แล้วตอนนี้คุณหนีฉันไปหลบซ่อนตัวที่ไหนกันนะ โลกของฉันวันนี้เปลี่ยนเป็นสีเทา เต็มไปด้วยความโศกเศร้าเงียบเหงา..  การรอคอย และรอย น้ำตา  เพื่อน ๆ ต่างผลัดกันมาอยู่ด้วยในระยะแรก แล้วค่อย ๆ ห่างหายออกไป เพราะพวกเขาต่างก็มีภาระ มีวิถีของตนเอง

วันหนึ่งคุณก็กลับมา เจ้าบ่าวในชุดกางเกงยีนส์และเสื้อยืดของฉัน คุณร้องไห้และบอกว่า  “ผมเสียใจที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างคุณ แต่ผมจะคอยดูคุณอยู่เสมอ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ใด คุณจะอยู่ในสายตาของผมเสมอ ผมรักคุณ...รักเสมอและจะรักตลอดไป” แล้วคุณก็เดินหนีไปโดยไม่ปล่อยเวลาให้ฉันได้โต้ตอบอะไรสักคำ

“อย่าทิ้งฉันไป รอฉันด้วย....” ฉันร้องไห้ตะโกนสุดเสียง แต่คุณกลับก้าวเดินออกไปอย่างช้า ๆ สม่ำเสมอ แม้ว่าฉันจะเร่งฝีเท้าสักเพียงไหนก็ไม่สามารถตามคุณทัน คุณห่างไกลฉันออกไป...ห่างไกลออกไปทุกที จนเลือนลับไปจากสายตา ฉันมองคุณไม่เห็นอีกแล้ว...ไม่เห็นอีกต่อไป

ฉันตื่นขึ้นมาพร้อมรอยน้ำตาที่เปรอะเปื้อนแก้ม และพบว่ามันเป็นเพียงความฝันในค่ำคืนอันเหว่ว้า ที่มีฉันเพียงลำพังในห้องนอนของเรา คุณคงกลับเพื่อมาบอกลา
 
จากวันคืนที่เฝ้ารอมาเป็นคืนวันที่สิ้นหวัง ฉันตัดสินใจทำพิธีบำเพ็ญกุศลอย่างเรียบง่าย โดยไม่มีร่างของคุณ ไม่มีโลงเหมือนงานพิธีทั่วไป ฉันไม่อยากเกิดความรู้สึกว่าคุณจากฉันไปแล้วจริง ๆ  ยังอยากหลอกตัวเองต่อไปอีกสักหน่อยว่าคุณยังอยู่กับฉัน  เพียงแต่คุณออกไปตามหาประชาธิปไตยยังไม่กลับมา ในวันที่คุณกลับมา คุณจะมีประชาธิปไตยมาฝากฉันใช่ไหมคะ

แม้เวลาล่วงเลยไปนานนัก โลกของฉันก็ยังมีคุณ ทุก ๆ สิ่งในห้องยังคงเหมือนเดิม ฉันไม่ได้ฝังตัวไว้กับอดีตหรอกนะคะ เพียงแต่อยากมีมุมส่วนตัวที่ทำให้รู้สึกว่าฉัยยังมีคุณอยู่ข้าง ๆ เท่านั้นเอง

คืนนี้ดวงดาวพราวแสงแจ่มจรัส หากคุณยังคงมองดูฉันอยู่ ณ ที่หนึ่งที่ใดที่ไกลแสนไกล คุณช่วยฉันสักนิดได้ไหมคะ ช่วยภาวนาให้ความเจ็บปวดในความทรงจำของฉันและคุณครั้งนั้น ไม่ย้อนกลับมาเกิดกับแผ่นดินนี้อีก 

คุณจากฉันไปสิบห้าปีแล้วสินะ ตอนนี้กำลังมีการเพรียกหาประชาธิปไตยกันอีกครั้งหนึ่งด้วยสถานการณ์ที่ต่างไป จะเป็นความต้องการที่แท้จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงข้ออ้างในการต่อสู้เพื่อใคร ไม่ว่าต้นเหตุจะเริ่มมาจากการกระทำ หรือ ความผิดของใครก็ตาม แต่ผลของเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น หากมันจะเกิดขึ้น มันย่อมสร้างความทุกข์และความเจ็บปวดมหาศาล ให้กับผู้ถูกกระทำ ให้กับผู้สูญเสีย โดยไม่เลือกว่าจะเป็นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ที่เราต่างก็เป็นคนไทยด้วยกัน

คุณต้องช่วยฉันภาวนาด้วยนะคะ อย่าให้ความเจ็บปวดที่เคยเกิดกับเรา ต้องเกิดขึ้นกับใครอีกเลย  ... บทเรียนบทนั้นแลกมาด้วย เลือดเนื้อ ความเจ็บปวดและน้ำตา ...ขออย่าให้มันเกิดขึ้นอีกเลย

 



 
 

คลีนิกเรื่องสั้น 25

บทเรียนน้ำตา

โดย น้ำพี้

 

            หลายคนคงคิดว่าเรื่องสั้นที่เกี่ยวกับการเมืองมักจะเป็นอะไรที่ดุเดือดเลือดพล่าน ประเภทชูธงโต้กระแสธาร หรือตัวละครพูดถึงการต่อสู้และอุดมการณ์อันสูงส่ง แต่ในความเป็นจริงแล้วมีนิยายและเรื่องสั้นจำนวนมากที่เนื้อเรื่องกล่าวถึงชีวิตและความรักโดยใช้การเมืองเป็นฉากหลัง และตัวละครเป็นเพียงเหยื่อหรือได้รับผลกระทบจากการเมือง โดยมิได้มีเป็นตัวแสดงนำในเหตุการณ์ ซึ่งเรื่องประเภทนี้หลายเรื่อง หากผู้เขียนมีความสามารถในการถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึก งานชิ้นนั้นก็จะสร้างแรงสะเทือนใจแก่ผู้อ่านได้เป็นอย่างดี

            ใน “บทเรียนน้ำตา” ผู้เขียนเล่าถึงพัฒนาการของความสัมพันธ์ของตัวละครในสภาวะที่บ้านเมืองอยู่ในสภาพของการปฎิวัติรัฐประหารและการเรียกร้องประชาธิปไตย ในยุค รสช.และพฤษภาทมิฬ ภาพของความรักที่เริ่มต้นจากความเป็นเพื่อนดูบริสุทธิ์ สดใส และงดงาม โดยเฉพาะพวงมาลัยข้อมือที่เป็นของขวัญวันวาเลนไทน์ และการแต่งงานที่เรียบง่าย ซึ่งตัดกับภาพที่มืดดำ ขุ่นมัว และอัปลักษณ์ของการเมือง

            จุดเด่นของเรื่องสั้นเรื่องนี้อยู่ที่การลำดับเรื่อง ทำให้ผู้อ่านได้รับรู้เรื่องราวทั้งของตัวละครและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ขณะเดียวกันก็มีการสร้างสรรค์บทสนทนาที่เป็นธรรมชาติ สื่ออารมณ์ และแยบยล ไม่ใช่คำพูดที่เป็นรูปแบบซึ่งได้ยินได้ฟังกันจนชินหู

 อย่างเช่น

“ขี่ช้างจับตั๊กแตนหน่ะพอได้ แต่ไม่รู้ว่าขี่ช้างจับประชาธิปไตยนี่จะได้หรือเปล่า”ฉันกระเซ้าความใฝใจทางด้านการเมืองของคุณ

“เขาไม่ขี่ช้างกันหรอก...หากจะจับประชาธิปไตย เขาขี่รถถังกันต่างหาก”

หรือ

“น่านะ ผมไปแป๊บเดียว...อย่างน้อยก็เอาไว้เล่าให้ลูกฟัง ว่าพ่อของมันเคยมีส่วนในการนำประชาธิปไตยกลับมาให้มัน คุณมีลูกให้ผมคนซิ นะ...นะ...นะ”

“บ้า..ฉันยังไม่มีลูกหรอก คุณอยากมีก็ไปมีกับคนอื่นซิ”ฉันหน้าแดง...

“ไปแล้ว...เดี๋ยวกลับมา แล้วจะเอาประชาธิปไตยมาฝากนะจ๊ะ”

เสน่ห์ของ “บทเรียนน้ำตา” อีกประการหนึ่งคือความละเมียดละไมและนุ่มเนียน ซึ่งทำให้ผู้อ่านสัมผัสทุกตัวอักษรได้อย่างรื่นตารื่นใจ แม้ดวงตาจะมีน้ำตาหล่อรื้นก็ตาม

สารัตถะสำคัญของเรื่องสั้นเรื่องนี้อยู่ที่สองย่อหน้าสุดท้าย ซึ่งผมอยากให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

กับความเป็นไปของบ้านเมืองในขณะนี้ได้อ่านกันเป็นอย่างยิ่ง เพราะอย่างน้อยก็อาจพอช่วยให้เกิดสติและฉุกใจคิดขึ้นมาบ้างก่อนที่จะทำอะไรลงไป

            ถึงแม้คุณ “น้ำพี้” จะออกตัวว่าเป็น “มือใหม่” แต่ผมเชื่อว่าคงไม่ใช่คนที่เพิ่ง “หัดขับ”

อย่างแน่นอน

 

ประภัสสร เสวิกุล

ซันติอาโก ชิลี, 2 กรกฏาคม 2550

 

 




คลีนิกเรื่องสั้น

รายการชีวิต
โจรปริญญา(ตี)
มือศิลป์ article
Love is....
อกแกก็อกฉัน...อกฉันก็อกแก article
ร่วมกินโต๊ะ
ภาพของฉัน article
คืนข้ามปี article
เหรียญบาทกับโบสถ์กลางน้ำ article
ใส...ซื่อ...บริสุทธิ์ (ใจ) article
นิยายรัก ฉบับป้าหมู article
สายน้ำที่ขาดหาย article
อรุณรุ่ง article
บ้านนั้นเขามีงานศพ article
หีบเชี่ยนหมากของอ้ายแก้ว article
การผ่านพ้นแห่งยุคสมัย article
แม่น้ำเจ้าพระยา article
เธอสุขได้อย่างไรเมื่อผองชนทุกข์ยากลำเค็ญ article
เมื่อโลกนี้ไร้สีสัน... article
ลั่น article
เสมือนรังดักแด้ที่เฝ้าฟูมฟักผีเสื้อให้โบยบิน article
แหว่ง article
รุ้งกินน้ำของปานวาด article
กล่องความทรงจำเก่า...และเงารัก article
จอมโจรหนอนหนังสือ article
มาลัยวรรณกรรม article
ห้องแห่งมิติอนันต์ article
ครูจันทร์ผ่อง ของแม่ article
จุกน้ำปลา...พาโชค article
เวลาของพ่อ article
การค้นพบตัวเองที่ไม่ใช่ตัวเอง article
เพียงภาพในวัยเยาว์ article
น้ำตาลทราย article
การเดินทางของชายชรา article
พันธะพรหมลิขิต article
กลางเมืองหลวง article
ประตูที่ถูกเลือก article
ร้องเรือ: ลำนำที่ผันแปร article
ดาวน์ความสำเร็จ article
ไอ้หมา article
คุณย่ากับคุณป้าข้างบ้าน article
ข้างหลังภาพนั้น article
วัฏพินาศแห่งสยามประเทศ article
คลีนิกเรื่องสั้น 16 article
หรือฉันเองที่แตกต่าง article
เด็กชายวิสรุจณ์...ซุกซน article
ใบไม้เปลี่ยนสี article
มรดกพ่อ article
ก้าวแรกของนักล่าดวงจันทร์ article
เพื่อนตาย article
หุ่นยนต์สังกะสี article
คิดถึงพ่อ article
สาวหน้าใสกับหัวใจน้องเหมียว article
แดร๊กคิวล่ากระหายเลือด...ของคุณ article
ก็เพราะว่า...เรารักนาย article
อ้อมกอดทะเล article
เรือของพ่อ article
ไม่โกรธใช่ไหม article
ในความทรงจำ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ