ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


พันธะพรหมลิขิต article
 

"ยินดีด้วยนะครับ ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ลูกสาวของคุณจะได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว"

คำพูดของนายแพทย์หนุ่ม ทำให้ผู้เป็นแม่รู้สึกปลาบปลื้มยินดีเป็นอย่างมาก เธอเข้าไปจับมือนายแพทย์และกล่าวคำขอบคุณมากมาย อย่างที่ไม่เคยพูดมากเท่านี้มาก่อนเลยในชีวิต

"จริงเหรอคะ? คุณหมอ โอ... ขอบคุณมากๆค่ะ เดี๊ยนเป็นหนี้บุญคุณคุณหมออย่างมาก ขอบคุณคุณหมอจริงๆที่ช่วยลูกสาวของเดี๊ยนเอาไว้  เอ้า จินนี่ ขอบคุณคุณหมอเขาซะสิลูก"

"ขอบพระคุณคุณหมอค่ะ"

สาวน้อยวัยอุดมศึกษา ผิวขาวเนียน ผมบ๊อบสั้น พนมมือไหว้คุณหมอที่ดูแลรักษาเธอจากอุบัติเหตุรถเมล์พลิกคว่ำเมื่อเดือนก่อน เธอรู้สึกดีใจมากได้คุณหมอคนนี้ช่วยชีวิตเธอไว้ หากไม่ใช่เขา เธออาจจะต้องเสียชีวิตไปพร้อมกับผู้โดยสารคนอื่นในตอนนั้นแล้ว

"ไม่เป็นไรครับ มันเป็นจรรยาบรรณของหมอที่ต้องรักษาผู้ป่วยอย่างเต็มความสามารถ" นายแพทย์หนุ่มกล่าวถ่อมตน "ต้องถือเป็นปาฏิหาริย์ที่คุณจินนี่รอดพ้นจากขีดอันตรายได้ และยังหายจากอาการบอบช้ำในระยะเวลาอันสั้น แถมโชคดีมากที่ไม่มีโรคแทรกซ้อนตามมา โอกาสแบบนี้ ร้อยล้านคนถึงจะมีแบบนี้ได้ครับ"

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นร้ายแรงมาก หลายคนที่นำส่งโรงพยาบาล ทั้งซี่โครงหัก อวัยวะภายในพกช้ำ เลือกตกใน สมองได้รับการกระทบกระเทือน แต่สำหรับจินนี่ หมอได้ตัดสินใจรับเธอมารักษา เพราะเห็นว่าจินนี่ยังมีเปอร์เซ็นต์ที่จะรอดกว่าคนอื่นอย่างน่าประหลาด และยิ่งไปกว่านั้น ถึงแม้อาการบาดเจ็บของเธอจะน้อยกว่าคนอื่น แต่ในทางเทคนิคการแพทย์แล้ว กว่าเธอจะหายเป็นปกติได้ เธอต้องพักฟื้นอยู่นานหลายเดือน และต้องทำกายภาพบำบัดเป็นเวลาอย่างน้อยครึ่งปี แต่สำหรับจินนี่ เธอสามารถฟื้นฟูร่างกายได้เร็วมากจนแพทย์ยังตกใจ สามารถเดินเหินไปไหนมาไหนเองได้ในสี่อาทิตย์ โดยไม่ต้องทำกายภาพบำบัดมากนัก จนแพทย์ผู้รับผิดชอบอาการของเธอ สามารถอนุญาตให้จินนี่ออกจากโรงพยาบาลแห่งนี้ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เป็นแม่และตนเองปรารถนามากกว่าสิ่งใดในโลก

จินนี่เดินลงจากเตียงเข้าไปสวมกอดผู้เป็นแม่ ผู้ซึ่งอยู่เฝ้าดูเธอที่ต้องนอนรักษาอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย แม้จะมีเพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้องหมั่นเข้ามาเยี่ยมเยียนจินนี่เป็นประจำ แต่แม่ของเธอคือผู้ที่คอยอยู่เคียงข้างเธอตลอดเวลา เพียงเท่านี้ก็ทำให้จินนี่รู้สึกซาบซึ้งในพระคุณของแม่จนไม่รู้ว่าจะหาอะไรในโลกมาตอบแทนได้อีกแล้ว

ชายหนุ่มในชุดขาวที่อยู่ข้างระเบียงนอกหน้าต่างเองก็มีสีหน้าที่ยินดีไม่แพ้ผู้เป็นแม่เช่นกันเช่นกัน

'...ในที่สุดก็หายดีแล้วสินะ?'

ชายชุดขาวอิ่มเอิบใจเป็นที่สุด เขาเฝ้ารอให้เธอออกจากโรงพยาบาลแห่งนี้มานานแล้ว หนึ่งเดือนของเธอช่างเหมือนหนึ่งปีสำหรับเขา เสื้อคอเต่าสีขาว กางเกงและรองเท้าสีเดียวกัน ใบหน้ารูปไข่ ผิวพรรณขาวเนียนสะอาดสะอ้าน ดูเป็นสุภาพบุรุษลูกครึ่งเอเชียกับตะวันตก เชื่อได้เลยว่าถ้าสาวใดเห็น เป็นต้องลุ่มหลงในรูปกายอย่างแน่นอน

หากแต่จะมีสิ่งมีชีวิตไหนในภพโลก ที่สามารถมองเห็นความหล่อเหลาและ "ตัวตน" ของสุภาพบุรุษชุดขาวผู้นี้ได้

ระเบียงห้องคนไข้ของจินนี่ อยู่สูงถึงแปดชั้น หากมองไปดีๆ จะพบแต่กระถางดอกไม้วางอยู่เต็มระเบียงแคบๆจนไม่มีที่จะให้คนไปยืนตากอากาศอยู่ตรงนั้น นกน้อยสองตัว บินโฉบเฉี่ยวหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน โดยหารู้ไม่ว่า มันกำลังบินลอดใต้ฝ่าเท้าของชายชุดขาวผู้หนึ่ง เช่นเดียวกับคุณลุงวัยใกล้ฝั่ง ที่กำลังยืนบิดขี้เกียจอย่างเมื่อยล้าอยู่ตรงหน้าโรงพยาบาล แสงอาทิตย์หลังห้าโมงเย็นเป็นต้นไป เป็นช่วงที่คนทั่วไปสามารถเงยหน้ามองท้องฟ้าด้วยตาเปล่าได้ แต่ในสายตาของคุณลุงคนนั้น นอกจากท้องฟ้าที่ปกคลุมด้วยปุยเมฆขาวแล้ว ไม่ปรากฏภาพชายชุดขาว ที่ยืนอยู่นอกระเบียงหน้าต่างเลย แม้ภาพเลือนราง

มีเพียงแค่ธาตุอากาศ ที่ปูพื้นให้ชายผู้นั้นยืนอยู่ได้

บ่อยครั้งที่เขามักจะจินตนาการกับตัวเองว่า กำลังได้ร่ายรำกับจินนี่อยู่บนปุยเมฆ ด้วยจังหวะเพลงที่บรรเลงด้วยเปียโนและเครื่องดนตรีนานาชนิดอย่างหวานซึ้ง หรือไม่ก็พาเธอบินไปเที่ยวประเทศต่างๆที่สวยงามทั่วโลก และแวะไปชมหมู่ดารานอกระบบสุริยะจักรวาลข้ามเดือนข้ามปี แม้จะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่เขาก็ใฝ่ฝันว่า สักวันหนึ่ง เขาจะทำแบบนี้เพื่อจินนี่สักครั้ง อยากให้ผู้หญิงคนนี้ได้รับรู้ว่า เขารู้สึกอย่างไรกับเธอ

แต่ด้วยสถานะที่เป็นอยู่ ความปรารถนาจึงเป็นได้เพียงเพ้อฝันตอนกลางวัน

"ข้าคิดแล้วว่าท่านต้องมาที่นี่ ท่านเควินทร์"

ชายชุดขาวอีกหนึ่ง ปรากฏตัวทางด้านหลังอย่างฉับไว การแต่งกายของเขาดูไม่ต่างจากชายชุดขาวที่มีนามว่าเควินทร์ สีหน้าและน้ำเสียงของเขาจริงจังมาก ทรงผมที่เสยเรียบแปล้ คิ้วที่ดกดำ ผิวพรรณสีน้ำผึ้งอ่อน ดูหล่อเหลาไม่แพ้ผู้ใด หากแต่รูปพรรณสัณฐาน ดูจะเป็นรองกว่าอีกฝ่าย ที่สำคัญ เขาสามารถลอยอยู่บนอากาศได้เช่นเดียวกัน

"เจ้าช่างสู่รู้เรื่องของคนอื่นจริงนะ นิลรัตน์" เควินทร์ที่กำลังหันหน้ามองหน้าต่าง พูดโดยไม่สนใจผู้อยู่ข้างหลัง

"นั่นเป็นคำพูดของข้าต่างหาก" สุภาพบุรุษชุดขาวนามนิลรัตน์ กล่าวอย่างไม่พอใจ

"ข้าขออยู่ตรงนี้สักครู่ แล้วข้าจะรีบกลับโดยทันที"

"ท่านจะอยู่ดูนางมนุษย์ผู้นี้อีกแล้วหรือ?"

เหมือนมีธนูหนึ่งดอกยิงเข้าไปที่กลางใจของเควินทร์

"เหตุใดท่านถึงชอบนำทุกข์ใส่ตัวตลอดนะ? นี่ต้องให้ข้าต้องคอยแก้ต่างให้ท่านไปถึงเมื่อไหร่กัน?"

"ข้าขอโทษ บุญคุณที่ผ่านมา ข้าจะชดใช้คืนให้ ถ้ามีโอกาส"

"ท่านเห็นข้าเป็นเทวะที่ช่วยเหลือเพราะหวังผลตอบแทนตั้งแต่เมื่อไหร่? ถ้าท่านไม่ใช่สหายข้า ข้าคงไม่ต้องมาทุกข์ใจแทนท่านหรอก โปรดรู้ไว้ด้วย!"

"นิลรัตน์ ที่เจ้ามาในครั้งนี้ มีจุดประสงค์อันใด?" เควินทร์ตัดถามเพื่อเข้าประเด็น

"ข้าจะมาบอก..." นิลรัตน์เปลี่ยนคำพูด "มาขอร้องท่านว่า เลิกเพ้อฝันถึงนางมนุษย์ได้แล้ว!"

"หมายความว่าอย่างไร!?" เควินทร์หันหน้ามองนิลรัตน์ด้วยความไม่พอใจ

"ท่านรู้แก่ใจตัวเองไม่ใช่หรือ? หรือว่าท่านปล่อยให้ความรู้สึกต้องห้าม บดบังดวงตาจนลืมไปว่า เพราะใคร ที่ทำให้ท่านต้องเกือบสูญสิ้นความเป็นเทวะ!"

"..."

"ท่านเควินทร์ ท่านกำลังจะได้เป็นเอกาเทวะแล้วแท้ๆ แต่พอท่านหลงมัวเมาอยู่กับนางมนุษย์คนนั้น ท่านก็ลืมหน้าที่ของท่านโดยสิ้นเชิง พอสวรรค์รู้เรื่องนี้เข้า ก็มีคำสั่งจะริบรอนอำนาจของท่านให้กลายเป็นเทวดาชั้นต่ำสุดโดยทันที ดีที่ข้าไปช่วยไกล่เกลี่ยกับทางสวรรค์ได้สำเร็จ ท่านจึงรับโทษเบาเพียงแค่ถูกริบอำนาจเหลือเพียงตรีเทวะแทน!"

"..."

" พอมาตอนอุบัติเหตุเมื่อเดือนก่อน ท่านก็แส่เข้าไปช่วย ยังไม่พอ ท่านยังใช้อำนาจของเทวะ บันดาลให้นางมนุษย์ฟื้นตัวไวเกินที่ควรจะเป็น ถือเป็นความผิดขั้นร้ายแรง จนทางสวรรค์จะตัดสินลงโทษท่านให้ไปจุติเป็นมนุษย์ถึงแปดชาติ แล้วคิดว่าใครที่ทำให้ท่านได้รับลดโทษเพียงริบอำนาจเหลือแค่จัตวาเทวะ ถ้าไม่ใช่ข้า?"

"...ข้าเพียงแค่ทำในสิ่งที่ทูตสวรรค์ควรทำเท่านั้น ข้าผิดตรงไหนที่ช่วยมนุษย์แค่คนเดียวไม่ได้?" เควินทร์เถียง ทั้งๆที่รู้ว่าสิ่งที่นิลรัตน์พูด เป็นความจริงทั้งสิ้น

"ปัดโธ่เอ๊ย!! ท่านเป็นเทวะได้อย่างไร ถึงได้โง่เขลาเช่นนี้ นี่ท่านลืมกฎบัญชาสวรรค์ไปแล้วสิ้นหรืออย่างไร!?"

เหตุไฉนเควินทร์เทวาจะจำไม่ได้? กฎบัญชาสววรค์เป็นสิ่งที่ทูตสวรรค์ทุกองค์จำเป็นต้องรู้ เทวะคือผู้ที่คอยดูแลความสงบเรียบร้อยของเหล่าเทวดาที่ตนมอบหมายให้รับผิดชอบ เทวะจึงไม่มีสิทธิ์อ้างว่าไม่รู้กฎบัญชาสววรค์

ความผิดของเควินทร์ในตอนนี้ มีอยู่ห้าคดี ข้อแรก – ละเลยต่อภาระหน้าที่ ข้อสอง – มีความเสน่หาในตัวมนุษย์บนภพโลก ซึ่งถือเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะทูตสวรรค์ทุกองค์ต้องรักมนุษย์อย่างเท่าเทียม จะให้ความสำคัญเพียงคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษไม่ได้ ข้อสาม - แทรกแซงการทำงานของมัจจุราช ซึ่งอยู่คนละภพและคนละสายงาน ข้อสี่ - ใช้อำนาจของเทวะในทางที่ไม่สมควร เพราะถึงแม้เทวะจะมีอำนาจบันดาลให้เกิดผลต่างๆบนภพโลกได้ แต่การใช้อำนาจเทวะกับมนุษย์ด้วยเสน่หา ถือเป็นการกระทำที่ผิดตามคดีข้อที่สอง

และข้อห้า - ขัดขวางพรหมลิขิตไม่ให้เป็นไปตามที่วางไว้ ซึ่งถือเป็นอาญาขั้นร้ายแรง เพราะพรหมลิขิตของมนุษย์แต่ละคนได้ถูกเขียนเอาไว้ตั้งแต่เริ่มมีการปฏิสนธิในครรภ์มารดา โดยใช้ผลกรรมที่เคยทำเมื่อชาติปางก่อนในการพิจารณาตัดสินว่า ชีวิตของคนๆนั้นจะประสบความสำเร็จ ล้มเหลว หรือมีบั้นปลายชีวิตอย่างไร เพื่อเป็นการรักษาสมดุลของสิ่งมีชีวิตบนภพโลก หากมีอะไรบางอย่างที่ไม่ทำให้มนุษย์คนนั้นเป็นไปตามที่วางไว้ มันจะส่งผลต่อพรหมลิขิตอีกหลายร้อย หลายพันชีวิต หรือบางทีอาจจะส่งผลต่อคนทั้งโลกได้อีกด้วย หากเกิดเหตุเช่นนี้ขึ้น สวรรค์ก็ต้องลงมาแก้พรหมลิขิตคนบนโลกใหม่หมด ซึ่งเสียเวลามาก ดังนั้น หากมีใครมาขัดขวางพรหมลิขิตมนุษย์ไม่ให้เป็นไปตามที่วางไว้ แม้จะเพียงแค่คนเดียว ทูตสวรรค์ผู้นั้นก็จะต้องได้รับโทษขั้นรุนแรง ตั้งแต่ริบอำนาจไปจนถึงส่งไปจุติบนภพโลก

โชคยังดีที่นิลรัตน์เทวา สหายของเควินทร์ มีพระบิดาที่คุมอำนาจตุลาการสวรรค์ อีกทั้ง ตลอดที่ผ่านมา เควินทร์มีผลงานดีเยี่ยม ไม่เคยขาดตกบกพร่องเลย นิลรัตน์จึงสามารถเกลี้ยกล่อมขอให้พระบิดาช่วยลดหย่อนโทษได้บ้าง

แต่เควินทร์ไม่ได้ต้องการเช่นนั้น

"นิลรัตน์ สหายข้า ข้าขอบใจเจ้ามากที่เป็นห่วงเป็นไย แต่ถ้าหากเจ้าหวังดีต่อข้าอย่างที่พูดจริง ได้โปรดเถอะ อย่ามายุ่งเรื่องของเราเลย เจ้าไม่จำเป็นต้องเป็นเดือดเป็นร้อนแทนข้าอีกแล้ว หากข้าต้องรับโทษ ข้าก็ขอน้อมรับด้วยความสุจริต"

"ท่านเอาสิ่งใดมาพูด!? ท่านยังไม่เข้าใจหรือว่า ถ้าหากท่านไปยุ่งเกี่ยวกับชะตาชีวิตของนางมนุษย์ผู้นั้นอีกครั้ง คราวนี้ท่านจะต้องไปจุติเป็นสัตว์เดรัจฉานแปดชาติอย่างเลี่ยงไม่ได้แล้ว!!"

คำพูดของนิลรัตน์ ทำให้เควินทร์หายใจกระตุก ดวงตาเบิกโตเมื่อได้ยินคำว่า ไปจุติเป็นสัตว์เดรัจฉาน

"ทางสวรรค์ฝากบอกมาว่า ถึงแม้ท่านจะถูกตัดสินโทษแค่ริบอำนาจเพียงขั้นเดียว แต่สวรรค์จะคอยจับตามองท่านอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้แน่ใจว่าท่านจะไม่ทำอะไรที่เป็นการขัดขวางพรหมลิขิตของนางมนุษย์ผู้นั้น หากแม้นเข้าใกล้นางเพียงคืบพระหัตถ์ สวรรค์จำต้องลงโทษส่งไปจุติโดยทันที และข้าต้องขอขมาท่านด้วย ข้าไม่อาจช่วยขอลดโทษจากพระบิดาให้ท่านได้อีกแล้ว พระองค์กล่าวว่ามันเป็นเรื่องที่ยากจะให้อภัยได้อีกต่อไป นี่แหล่ะคือเหตุผลที่ข้าเดินทางมาหาท่าน ก็เพื่อมาเตือนให้ทราบเรื่องนี้!!"

"หมายความว่า จินนี่..."

"ท่านเควินทร์ ผลกรรมที่นางจินตนาได้ทำไว้เมื่อชาติที่แล้ว มันส่งผลให้พรหมลิขิตของนางต้องตายด้วยอุบัติเหตุอย่างน่าเวทนา ข้าเสียใจด้วย แต่พรหมลิขิตมันต้องเป็นไปตามนั้น ท่านเป็นเทวะก็น่าจะรู้ไม่ใช่หรือว่า การไปฝืนพรหมลิขิต มันมีโทษมหันต์เพียงใด!"

เควินทร์ไม่ได้โง่เขลา ทูตสวรรค์ระดับจัตวาเทวะอย่างเขา ไม่มีทางไม่รู้ถึงพรหมลิขิตของจินนี่ที่จะต้องตายด้วยอุบัติเหตุ

เขารู้ว่าเมื่อชาติปางก่อน จินนี่ได้เคยฆ่าคนบริสุทธิ์มานับไม่ถ้วน แต่ละคนที่เธอได้ฆ่า ล้วนเป็นเด็กและผู้หญิงทั้งนั้น แต่ด้วยผลบุญที่เคยสะสมมาเมื่อชาติก่อนๆ เมื่อนำมาหักล้างกับบาปที่ได้ทำมา จึงกลายเป็นว่า ชาตินี้เธอต้องมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อมาตายตอนอายุยี่สิบเอ็ดปีบนภพโลก ด้วยอุบัติเหตุอย่างน่าสยดสยอง พร้อมกับมนุษย์คนอื่นๆที่เคยทำกรรมคล้ายๆกันเมื่อชาติที่แล้ว

กรรมที่เคยทำเมื่อชาติปางก่อน จะส่งผลต่อชีวิตในชาติต่อๆไป นี่คือระบบการสร้างพรหมลิขิตที่สวรรค์ปฏิบัติมาตั้งแต่ยุคที่มนุษยชาติเริ่มสร้างอารยธรรมของตัวเอง เพื่อควบคุมไม่ให้มนุษย์มีพฤติกรรมที่ชั่วร้าย อันจะก่อให้เกิดเสียสมดุลทางธรรมชาติ เควินทร์จดจำคำสอนที่สืบเนื่องมานับพันปีไม่มีวันลืม

"ท่านจำต้องตัดใจ ท่านเควินทร์"

"ไม่มีทางแก้ได้เลยหรือ นิลรัตน์?" เควินทร์ถามในสิ่งที่เขารู้คำตอบที่ถูกต้องอยู่แล้ว

"ท่านไม่สมควรทำเช่นนั้น!" สหายของเขาพูดเสียงดัง

"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น..." เควินทร์ถอนหายใจ "นิลรัตน์ จะว่าอะไรไหม ถ้าหากข้าจะขออยู่ดูนางจนถึงวาระสุดท้าย..."

นิลรัตน์ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย

"ท่านเลือกทางของท่านเอง ข้าไม่ยุ่งด้วยแล้ว"

เขาผิดหวังเป็นอย่างมาก ที่ตนไม่สามารถให้สหายรักเปลี่ยนความคิดตัวเองได้ ไม่มีประโยชน์ที่จะไปเสวนากับทูตสวรรค์ที่เห็นความหวังดีเป็นเพียงลมพัดผ่าน จึงตัดสินใจหายตัวกลับไปยังภพสวรรค์ ทิ้งให้เควินทร์ยืนลอยอยู่ตรงข้างหน้าต่าง มองผู้หญิงผ่านหน้าต่างห้องคนไข้อย่างเจ็บช้ำและเดียวดาย

'นิลรัตน์...เจ้าไม่มีวันเข้าใจ...ข้าเจ็บปวดแค่ไหนที่ทำได้เพียงแค่รับรู้ว่า...คนที่ข้ารัก...ต้องตาย...'

 

หลายอาทิตย์ต่อมา จินนี่ได้เดินทางไปเที่ยวทะเลที่เกาะพีพีกับเพื่อนๆที่มหาวิทยาลัย เพื่อเป็นการฉลองที่เธอหายเป็นปกติ จินนี่ชอบทะเลมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว ทุกๆปิดเทอมฤดูร้อน จินนี่มักจะไปเที่ยวทะเลกับพ่อแม่ของเธอเสมอ เธอรักแสงแดด หาดทราย สายลม ท้องฟ้าสีคราม และทุกๆอย่างที่เป็นชายทะเลมากพอๆกับดนตรีที่เธอเล่น เมื่อพวกเพื่อนๆชวนเธอไป มีหรือที่จินนี่จะปฏิเสธ

แน่นอนว่า เควินทร์ย่อมที่จะติดตามเธอไปด้วย แม้จะไม่มีใครขอร้อง หรือมีตัวตนให้ใครห้ามก็ตาม

วันนี้ดูจะเป็นวันพิเศษสำหรับจินนี่ เพราะเพื่อนคนหนึ่งได้เช่าเรือเดินทางไปเกาะพีพี เรือที่พวกเธอนั่ง เป็นเรือที่หรูหราที่สุดในย่านนั้น เพราะครอบครัวของเพื่อนคนนั้นมีชื่อเสียงด้านธุรกิจการท่องเที่ยว จึงสามารถขอเช่าเรือสุดหรูของตัวเองได้โดยที่ไม่ต้องออกตังค์เลยสักสลึงเดียว

เควินทร์ไม่เข้าใจว่า เหตุใดพวกมนุษย์จึงชอบน้ำทะเลมากนัก ก็แค่น้ำจากมหาสมุทรธรรมดา มันมีอะไรน่าสนใจแค่ไหน แต่ที่รู้ ภาพของหญิงสาวในชุดสบายเข้ากับบรรยากาศทะเล และสายลมที่พัดกระทบเธอขณะมองดูผืนทะเลอย่างสุขใจตรงข้างดาดฟ้าเรือ ช่างงดงามอะไรเช่นนี้...

เควินทร์อยากจะโอบกอดจินนี่ หวังให้อีกฝ่ายรู้สึกได้ถึงตัวตนของเขา แม้จะเป็นเพียงความหวังที่ไม่ต่างจากเอาดาวเดือนมาถักร้อยเป็นเครื่องประดับ อีกด้วยเกรงอำนาจสวรรค์ เควินทร์จึงได้แต่ลอยอยู่เหนือฟ้า มองดูหญิงสาวอยู่ห่างๆอย่างเศร้าใจ

แรกเริ่ม เควินทร์ไม่ได้มีความเสน่หาในตัวมนุษย์ เฉกเช่นทูตสวรรค์องค์อื่น ทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อหลายเดือนก่อน เควินทร์ได้รับสิทธิ์จากสวรรค์ให้ลาพักกิจ จึงเดินทางลงมาท่องเที่ยวบนภพโลก เพื่อพักผ่อนจากภาระประจำที่รับผิดชอบอยู่บนสวรรค์

ในวันเวลาเดียวกัน ระหว่างที่เควินทร์นั่งพักเหนื่อยอยู่บนระเบียงของโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง เขาได้ยินเสียงเปียโนบรรเลงเพลงของภพโลกที่เขาคุ้นเคยจากหน้าต่างของห้องเรียนวิชาดนตรีดังข้างๆ ไม่ไกลจากที่นั่งพักอยู่ จึงได้เหาะไปดูด้วยความสงสัยว่าใครเป็นคนเล่น แล้วเขาก็ได้พบกับหญิงสาวนักศึกษาฝึกสอน กำลังเล่นเปียโนและร้องคลอบรรเลงเพลงได้อย่างไพเราะจับใจมากที่สุดเท่าที่เขาได้เคยฟังเพลงของมนุษย์ที่ไหนบนโลก

เควินทร์หลับตาพริ้มเพื่อเสพบทเพลงและท่วงทำนองที่สร้างความรู้สึกให้ทูตสวรรค์คนนี้ เหมือนได้กลับไปนอนหนุนตักพระมารดาเมื่อครั้งเยาว์วัย ดั่งได้ดื่มน้ำทิพย์ที่ชุ่มฉ่ำ ความยาวของบทเพลงเพียงไม่ถึงสามนาทีบนโลก ช่างยาวนานมากสำหรับความสุขที่เขาได้รับ

เมื่อเพลงบรรเลงจบ นักเรียนหลายสิบคนที่อยู่ในชั่วโมงเรียนวิชาดนตรี ก็ปรบมือให้อย่างเกรียวกราว เควินทร์ก็เช่นเดียวกัน เขารู้สึกประทับใจผู้หญิงคนนั้นเป็นอย่างมาก และอยากจะรู้ว่าเธอเป็นใคร ทำไมถึงได้ร้องเพลงได้เพราะกว่านางสวรรค์บางองค์เสียอีก จึงได้ติดตามผู้หญิงคนนั้นไปตลอดอยู่หลายสัปดาห์ และได้รู้อะไรหลายๆอย่าง นอกจากเธอชื่อ "จินตนา มณีเจ็ดรัศมี" หรือที่หลายคนชอบเรียกว่า "จินนี่"

เธอเป็นลูกสาวในครอบครัวนักดนตรี แม่เป็นนักเปียโน พ่อเป็นมือกีต้าร์ ทุกๆเย็นจินนี่กับพ่อและแม่จะล้อมวงเล่นดนตรีที่อยากเล่นสักสองเพลงหลังอาหารเสมอ ด้วยเหตุที่จินนี่เติบโตมากับเสียงเพลง ทำให้เธอมีพรสวรรค์ในด้านการเล่นดนตรีแทบทุกประเภท โดยเฉพาะทักษะการร้องเพลงซึ่งจินนี่ถนัดมากที่สุด เธอเคยผ่านประกวดการร้องเพลงมาแล้วหลายรายการ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่อันดับรองชนะเลิศอันดับสองหรือไม่ก็อันดับสาม

เหตุผลที่จินนี่ไม่เคยได้รางวัลชนะเลิศ เป็นเพราะระบบอุปถัมภ์ของผู้ทรงอำนาจทางวงการเพลง อันเป็นวงจรอุบาทว์ที่คนในวงการดนตรีย่อมรู้ดี หากไม่ได้เป็นญาติโหโลติกา โอกาสแจ้งเกิดในวงการก็เป็นไปได้ยาก

จินนี่ใฝ่ฝันอยากจะมีอัลบั้มและเพลงของตัวเอง แม้เธอจะอยู่ในครอบครัวดนตรี แต่ด้วยยุคสมัยของมนุษย์ในปัจจุบัน การแจ้งเกิดบนเวทีเป็นไปได้ยาก หากขาดซึ่งการอุปถัมภ์จากผู้มีอิทธิพลในวงการดนตรี เควินทร์ปรารถนาที่จะให้จินนี่ได้แสดงฝีมือ เขาคิดว่าบทเพลงที่เธอเปล่งออกมาทุกถ้อยคำ สามารถทำให้ทุกคนบนโลกเคลิบเคลิ้มอย่างมีความสุขได้เช่นเดียวกับตน ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจที่จะอยู่เคียงข้างจินนี่ จนวันเวลาผ่านไป ด้วยอำนาจดลบันดาลของเควินทร์เทวา จินนี่ก็ได้มีโอกาสร้องเพลงประกอบให้กับละครชื่อดัง "มายารัตติกาล" ซึ่งถือเป็นก้าวแรกสู่บันไดความสำเร็จ ที่เธอก้าวเดินได้ด้วยความสามารถของตัวเอง หาใช่ผู้ทรงอำนาจทางวงการดนตรีเฉกเช่นผู้อื่น นอกจากใช้อำนาจดลใจให้ผู้ผลิตเพลงค่ายหนึ่งมาติดต่อจินนี่ให้ไปร้องเพลง และขัดขวางการกลั่นแกล้งจากลูกหลานในอุปถัมภ์ เขาไม่ได้ช่วยอะไรอย่างอื่นเลย

เขาเพลิดเพลินกับเสียงเพลงของจินนี่ จากความชื่นชอบก็กลายเป็นความหลงใหล จนลืมไปว่าตนเองเลยสิทธิ์ในการพักผ่อนมานานมากแล้ว ด้วยเหตุนี้เอง เควินทร์จึงถูกสวรรค์ลงโทษในห้าข้อหาตามที่ได้กล่าวเอาไว้ แต่การลงโทษด้วยเพียงลดอำนาจสำหรับเควินทร์ ไม่ได้ทำให้เขาตัดใจจากจินนี่ไปได้ ตรงกันข้าม การลดขั้นทำให้ภาระรับผิดชอบในฐานะเทวะลดน้อยลง ทำให้เควินทร์มีเวลาว่างที่จะเดินทางลงไปเยี่ยมจินนี่ที่ภพโลกได้ทุกครั้งที่เสร็จภาระหน้าที่

จนกระทั่งในเช้าวันที่ฝนตกกระหน่ำ ขณะที่เควินทร์ลงมายังโลกมนุษย์ เขาก็พบอุบัติเหตุรถเมล์พลิกคว่ำอยู่ตรงแถวสี่แยก ย่านตลาดนัดแห่งหนึ่ง มีผู้บาดเจ็บสาหัสและคนตายมากมาย และเควินทร์ก็ต้องตกใจ เมื่อพบว่า หนึ่งในผู้โดยสารในรถเมล์นั้น มีจินนี่อยู่ด้วย!!

มีกฎอยู่ข้อหนึ่งที่ทูตสวรรค์ทุกองค์จำได้ขึ้นใจคือ "ทูตสวรรค์ไม่มีสิทธิ์ไปก้าวก่ายความเป็นความตายของสัตว์โลก โดยไม่ได้รับบัญชาจากสวรรค์" ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เป็นการทำลายสมดุลของชีวิต แน่นอนว่าเควินทร์จำกฎข้อนี้ได้เป็นอย่างดี แต่ทว่า เขาได้ใช้อำนาจของเทวะ ดลบันดาลให้จินนี่ที่อยู่ในสภาพที่ใกล้จะตาย มีอาการที่ทรงตัวขึ้น ทำให้จินนี่มีชีวิตพอรอดให้ถึงที่โรงพยาบาลได้ แน่นอนว่ายมทูตที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นไม่พอใจเป็นอย่างมาก เพราะตนได้รับหน้าที่ให้มารับดวงวิญญาณของจินนี่ซึ่งได้รับการบันทึกไว้ว่า จะต้องตายในวันนั้น แต่กลับกลายเป็นว่า เธอรอดตายมาได้ ทำให้ยมทูตไม่สามารถรับดวงวิญญาณของเธอไปได้ เควินทร์ถูกทางสวรรค์ลงโทษ พร้อมกับสั่งพักงานและริบอำนาจบางส่วนออกไป แต่ให้คงไว้ซึ่งความเป็นเทวะ เนื่องจากผลกรรมที่เคยสะสมมานับห้าร้อยกว่าชาติ

อย่างที่นิลรัตน์เทวะกล่าว ความผิดจากการขัดขวางพรหมลิขิตไม่ให้เป็นไปตามที่กำหนด ถือเป็นอาญาขั้นร้ายแรง แม้ว่านิลรัตน์จะใช้บารมีจากพระบิดาช่วยลดโทษให้เพียงแค่ลดอำนาจ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าสวรรค์จะอยู่นิ่งเฉย พวกเขาคอยจับตาเควินทร์อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้แน่ใจว่า เควินทร์จะไม่ทำอะไรที่เป็นการทำลายสมดุลของโลกอีกครั้ง

ไม่ว่ายังไง จินนี่จะต้องตายตามพรหมลิขิตที่กำหนดไว้...

'พรหมลิขิต...ตัดสินชะตาชีวิต...รักษาสมดุลโลก...สวรรค์ทำถูกต้องแล้วหรือ?'

ในรอบสี่พันกว่าปี ทูตสวรรค์ที่กล้าตั้งคำถามแบบนี้ มีเพียงเควินทร์เท่านั้น เพราะหลังจากการตัดสินลงโทษจากสวรรค์ในครั้งที่สอง เขารู้สึกแคลงใจกับคำว่า "กรรม" เป็นอย่างมาก และได้ตั้งคำถามซ้ำไปซ้ำมากับตัวเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

'...มนุษย์เกิดมาต้องรับกรรมทำชั่วที่เคยทำไว้เมื่อชาติปางก่อนด้วยหรือ?'

'ถ้าหากชาตินี้ มนุษย์ได้กลับตัวกลับใจเป็นคนดี สวรรค์จะไม่ยกโทษด้วยการไม่เอาผิดในกรรมที่ทำเมื่อชาติที่แล้วไม่ได้หรือไง?'

'ทำไมมนุษย์ดีๆ บางคน ต้องมารับกรรมด้วยความตาย ในขณะที่มนุษย์เลวๆ อีกหลายคน กลับมีชีวิตได้เสวยสุขบนภพโลกอย่างไม่เกรงใจ และสวรรค์ก็ได้แต่รอมันหมดอายุไข ด้วยเหตุเพราะพรหมลิขิตถูกเขียนไว้แบบนั้น?'

'สวรรค์มองไม่เห็นหรืออย่างไร? นางมนุษย์ที่พวกท่านตั้งพรหมลิขิตให้ต้องตาย กำลังจะได้เป็นนักร้องที่มีชื่อเสียง ในภายภาคหน้า เธอจะใช้ดนตรีขับกล่อมจิตใจให้มนุษย์มีรอยยิ้ม มีความสุข มีกำลังใจให้ลุกขึ้นต่อสู้กับชะตากรรมที่ตนเองต้องได้รับ'

'คนแบบนี้หรือ ที่สมควรต้องตาย?'

'นี่หรือ? คือฆาตกรที่เคยฆ่าคนมาเป็นร้อยๆ นี่มันหญิงสาวตัวน้อยๆคนหนึ่งชัดๆ…'

'แล้วเหตุใด สวรรค์ถึงต้องทำกับเธอแบบนี้!?'

 

ปึ้ง!!!

จู่ๆตรงส่วนท้องเรือก็เกิดไปชนกระแทกเข้ากับอะไรสักอย่างที่อยู่ใต้น้ำอย่างน่าประหลาด ทำให้ตัวเรือเกิดเสียหลัก เหล่านักศึกษาหญิงต่างหาที่เกาะเพื่อเอาตัวรอดกันอย่างอลหม่าน เพื่อไม่ให้ตัวเองตกจากเรือ

สักพักกัปตันเรือก็วิ่งขึ้นมาบนดาดฟ้าอย่างรีบร้อนเพื่อมาเช็คดูว่า ผู้โดยสารทุกคนที่อยู่บนนั้นปลอดภัยทุกคนหรือไม่ ซึ่งก็ปลอดภัยกันทุกคน

แต่นั่นไม่ได้ทำให้พวกสาวๆรู้สึกคลายกังวลไปได้

เพราะมีอยู่หนึ่งคนที่ไม่ได้อยู่บนดาดฟ้าเรือ นั่นคือ "จินนี่"

ช่วงที่ท้องเรือชนกับวัตถุประหลาด จินนี่ก็ตกลงจากระเบียงบนดาดฟ้าเรือลงสู่ผืนทะเล โชคร้ายที่ความรักที่มีต่อทะเล ไม่ได้ช่วยให้เธอว่ายน้ำได้เก่งขึ้นเลย ตรงกันข้าม เธอว่ายน้ำไม่เก่งมาตั้งแต่เด็กแล้ว

 
 
                                         (อ่านต่อ พร้อมคำแนะนำจากคุณประภัสสร)



คลีนิกเรื่องสั้น

รายการชีวิต
โจรปริญญา(ตี)
มือศิลป์ article
Love is....
อกแกก็อกฉัน...อกฉันก็อกแก article
ร่วมกินโต๊ะ
ภาพของฉัน article
คืนข้ามปี article
เหรียญบาทกับโบสถ์กลางน้ำ article
ใส...ซื่อ...บริสุทธิ์ (ใจ) article
นิยายรัก ฉบับป้าหมู article
สายน้ำที่ขาดหาย article
อรุณรุ่ง article
บ้านนั้นเขามีงานศพ article
หีบเชี่ยนหมากของอ้ายแก้ว article
การผ่านพ้นแห่งยุคสมัย article
แม่น้ำเจ้าพระยา article
เธอสุขได้อย่างไรเมื่อผองชนทุกข์ยากลำเค็ญ article
เมื่อโลกนี้ไร้สีสัน... article
ลั่น article
เสมือนรังดักแด้ที่เฝ้าฟูมฟักผีเสื้อให้โบยบิน article
แหว่ง article
รุ้งกินน้ำของปานวาด article
กล่องความทรงจำเก่า...และเงารัก article
จอมโจรหนอนหนังสือ article
มาลัยวรรณกรรม article
ห้องแห่งมิติอนันต์ article
ครูจันทร์ผ่อง ของแม่ article
จุกน้ำปลา...พาโชค article
เวลาของพ่อ article
การค้นพบตัวเองที่ไม่ใช่ตัวเอง article
เพียงภาพในวัยเยาว์ article
น้ำตาลทราย article
การเดินทางของชายชรา article
บทเรียนน้ำตา article
กลางเมืองหลวง article
ประตูที่ถูกเลือก article
ร้องเรือ: ลำนำที่ผันแปร article
ดาวน์ความสำเร็จ article
ไอ้หมา article
คุณย่ากับคุณป้าข้างบ้าน article
ข้างหลังภาพนั้น article
วัฏพินาศแห่งสยามประเทศ article
คลีนิกเรื่องสั้น 16 article
หรือฉันเองที่แตกต่าง article
เด็กชายวิสรุจณ์...ซุกซน article
ใบไม้เปลี่ยนสี article
มรดกพ่อ article
ก้าวแรกของนักล่าดวงจันทร์ article
เพื่อนตาย article
หุ่นยนต์สังกะสี article
คิดถึงพ่อ article
สาวหน้าใสกับหัวใจน้องเหมียว article
แดร๊กคิวล่ากระหายเลือด...ของคุณ article
ก็เพราะว่า...เรารักนาย article
อ้อมกอดทะเล article
เรือของพ่อ article
ไม่โกรธใช่ไหม article
ในความทรงจำ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ