ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


การเดินทางของชายชรา article
 

 

ชายชราเดินลงจากภูเขาด้วยความเร็วเท่าที่สังขารวัยแปดสิบปีของแกจะให้ได้ แกรีบร้อนเสียจนเดินสะดุดแม้กระทั่งก้อนกรวดเล็กๆไปตลอดทาง รีบร้อนเสียจนลืมมองสองข้างทาง และเดินหลงทิศหลงทางไปถึงสองครั้ง ทั้งที่ใช้เส้นทางสายนี้มากว่าครึ่งชีวิต รีบร้อนเสียจนไม่สนใจหมู่เมฆที่เริ่มมารวมตัวกันอย่างหนาแน่น ดำทะมึนไปทั่วท้องฟ้า และอากาศที่อบอ้าวรุนแรงในเวลานี้

และเมื่อเส้นทางเล็กๆที่ชายชราเดินมานำแกไปบรรจบที่น้ำตกแห่งหนึ่งในภูเขา ชายชราก็ได้รู้ทันทีว่าแกหลงทางเป็นรอบที่สามแล้ว ความจริงแกต้องเดินแยกขวาที่ทางแยกเมื่อสักครู่นี้ต่างหาก และหากเดินถูกทางจะพบทางเกวียนที่จะนำเข้าสู่หมู่บ้านตีนเขาแน่นอน

ชายชรารู้สึกปวดเข่าหนึบๆ และเจ็บเท้าที่สวมใส่เพียงรองเท้าแตะเก่าๆบางๆ โดยไม่ต้องสงสัย สังขารของแกไม่นำพาเสียแล้ว ไม่เหมือนเช่นวัยหนุ่มที่เดินป่าได้ตลอดทั้งวันทั้งคืน เมื่อมองน้ำตกเบื้องหน้าที่ไม่ได้ต้องการมาพบ แกก็รู้สึกขำในความเลอะเลือนของตน จนเปล่งเสียงหัวเราะออกมาก้องป่า หน้าตาของแกแจ่มใสขึ้นโดยพลัน หลังจากเดินหน้านิ่วคิ้วขมวดเป็นปมมานานสองชั่วโมง แล้วแกก็พาร่างกายยักแย่ยักยันไปนั่งที่ก้อนหินริมน้ำตก ให้ละอองน้ำกระเซ็นใส่ตัวเล่นๆเป็นการคลายร้อน

ขณะเหม่อมองสายน้ำใส มือขวาของชายชราเผลอลูบๆคลำๆกระเป๋าเสื้อด้านซ้ายโดยไม่รู้ตัว ในกระเป๋าเสื้อมีกระดาษสีขาวแผ่นหนึ่งถูกพับสอดใส่อยู่ มันแนบไปกับผิวหนังหน้าอกที่เหี่ยวย่นของแก และคล้ายมันแนบไปกับหัวใจในเวลานี้ โดยรู้ตัว แกหยิบจดหมายฉบับนั้นขึ้นมาอ่านอีกครั้ง จดหมายที่เป็นสาเหตุให้แกต้องรีบร้อนลงจากภูเขาทั้งที่ไม่เคยคิดจะไปจากมันไม่ว่ากรณีใดๆ จดหมายที่แกเพิ่งอ่านไปรอบเดียวแต่มันตราตรึงเสียจนเหมือนแกอ่านมันมาชั่วชีวิต

 

ถึงพี่บุญ

ฉันเขียนจดหมายฉบับนี้ในวาระสุดท้ายของชีวิต หวังว่าปลั่งจะส่งให้ถึงมือพี่และพี่จะเปิดอ่านมัน ฉันคิดว่าคงอยู่ได้อีกไม่นาน เมื่อสามเดือนก่อนเจ้าเก่งหลานชายของฉันพาฉันไปหาหมอที่ในตัวเมืองเพราะฉันปวดท้องเหมือนไส้จะขาดตลอดเวลา เข้าๆออกๆโรงพยาบาลหลายครั้ง จนเมื่อสองวันก่อนหมอบอกว่า ฉันเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ฉันตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะไม่เข้าไปหาหมออีก จะขอตายที่บ้านหลังนี้ บ้านของเรา ก่อนตายฉันมีหลายสิ่งหลายอย่างจะคุยกับพี่ แต่ก็รู้ว่าพี่คงไม่ลงมาจากภูเขาแน่นอน และเวลาของฉันคงเหลือไม่นาน ฉันอยากขอโทษพี่ ขอร้องให้พี่ให้อภัยฉัน อยากได้รับการอโหสิกรรมจากพี่ ฉันรู้ว่าสิ่งที่ฉันทำลงไปมันเลวเกินไปสำหรับการให้อภัย ฉันอยากให้พี่รู้ว่าหลายปีที่ผ่านมานี้ฉันเหมือนคนตกนรกทั้งเป็น ฉันอยู่อย่างเดียวดาย ถูกรุมประณามจากชาวบ้าน ตั้งแต่พี่จากไปฉันก็เลิกไปสอนหนังสือเพราะแม้แต่เด็กนักเรียนยังรังเกียจ  ฉันไม่โทษใครหรอกเพราะสิ่งที่ฉันได้รับมันสาสมกับสิ่งที่ทำแล้ว เพียงแต่สิ่งที่ทำให้ฉันทรมานยิ่งกว่าการรังเกียจใดๆก็คือ ฉันรู้เสมอว่าฉันรักพี่คนเดียว เรื่องเลวทรามในวันนั้นเกิดขึ้นเพราะใจฉันมันเลวเอง แต่ฉันก็รู้ว่าฉันไม่ได้รักผู้ชายคนอื่นนอกจากพี่เลย มันคงไม่มีประโยชน์ที่ฉันจะมาบอกอะไรพี่ตอนนี้ ฉันหวังอีกสิ่งหนึ่งก่อนตาย ฉันอยากพบพี่เหลือเกิน อาจเป็นคำขอร้องที่มากเกินไป แต่พี่จะให้อภัยและมาพบหน้าผู้หญิงใกล้ตายคนนี้สักครั้งได้ไหม                                                                                   

รักพี่บุญเสมอ

                                                                                                                  แก้ว

           

ชายชราอ่านข้อความซ้ำไปซ้ำมาสองรอบ จดหมายสั้นๆฉบับเดียวได้กวนตะกอนของอดีตให้ขุ่นคลักขึ้นมาในใจอีกหน ทั้งๆที่มันนอนนิ่งอยู่ในจิตใจของแกมากว่าสี่สิบปีแล้ว แม้ความแก่ชราจะนำมาซึ่งการลบเลือนของความทรงจำ แต่มันช่างชัดเจนในความรู้สึกเสียจนแกนึกว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ความแค้นในอดีตทำให้ต้องหลบหนีมันมาสู่ชีวิตเงียบสงบบนภูเขา ในตอนแรกแกก็ยังทุรนทุรายอยู่กับความขุ่นมัวนั้น แต่ไม่นานก็พบความสงบที่สุขลึกล้ำ บางคราแกออกจะลืมๆไปเลยว่าแกมาอยู่บนนี้เพราะใคร ด้วยเรื่องอะไร ต้นไม้ สัตว์ป่า และหนังสือ ช่วยบรรเทาอาการทรมาน แกพึงใจที่จะอยู่บนนี้ด้วยเพราะความชื่นชมวิถีชีวิตที่สันโดษ แม้ไม่เคยนึกถึงเรื่องการให้อภัย แต่แกก็ไม่ได้อยู่กับความแค้นมานานแล้ว

หากไปพบแก้วแล้วข้าจะทำอะไร ชายชรารำพึงอยู่ในใจด้วยความหมองหม่น อาจไปเพื่อขอร้องแกมบังคับให้แก้วไปรักษาตัว อาจไปพบหน้าครั้งสุดท้ายและเอ่ยคำให้อภัย อาจอยู่เคียงข้างจนแก้วหมดลมหายใจ หรืออาจไปตบหน้าสักฉาดและด่าให้สมแค้นที่ฝังแน่นในอกถึงสี่สิบปี ในอย่างหลังคงไม่ใช่แน่ๆ แกเพิ่งพบว่าชีวิตบนภูเขาทำให้สงบสุขเสียจนไม่อยากกลับไปจมในความแค้นให้เสียเวลาอีก แก้วสำนึกผิดและได้รับการลงโทษจากสังคมมานานแล้ว แกเองก็รู้สึกผิดที่ไม่เคยกลับลงไปเลยแม้จะได้ยินมาบ้างว่าชีวิตแก้วตกต่ำเพียงใด ยิ่งเมื่อรู้ว่าแก้วกำลังจะตาย ภายในใจของแกร้อนรุ่มด้วยความเป็นห่วง ภาพเก่าๆที่แกนึกหวนไปเต็มไปด้วยความรัก ไม่ใช่ความชิงชัง

ชีวิตรักของครูหนุ่มและครูสาวแห่งโรงเรียนตีนเขาในอดีตหวนย้อนสู่ห้วงคำนึงอีกครั้ง แรกเริ่มมันผลิบานออกด้วยเพราะอุดมการณ์แรงกล้าที่ตรงกันของทั้งคู่ สองชีวิตสองแรงช่วยเหลือพัฒนาชาวบ้านตีนเขาอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ในที่สุดครูบุญและครูแก้วก็ตัดสินใจแต่งงานและมาใช้ชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นคู่ที่มีแต่ความน่าชื่นชม และน่ายกย่อง จากวัยหนุ่มสาวสู่วัยกลางคน ไม่มีลูกน้อยในสายเลือดของตนไว้ชื่นชม แต่ก็มีลูกศิษย์ที่รักเสมอบุตรตนไว้คอยหล่อเลี้ยงหัวใจครูทั้งสอง  ความรักยังดำเนินเสมอต้นเสมอปลาย จนกระทั่งเหตุการณ์พลิกผันในค่ำวันหนึ่ง ครูบุญซึ่งบอกครูแก้วไว้ว่าจะไปค้างบนภูเขากับเพื่อน แต่กลับเปลี่ยนใจย้อนกลับมาและเห็นภาพเมียตัวเองกำลังเล่นชู้อยู่กับบุคคลแปลกหน้า ชู้คนนั้นกระโดดลงเรือนหนีไปได้ ครูบุญไม่ออกตาม ไม่ด่าไม่ว่าครูแก้ว เก็บเสื้อผ้า หนีกระเซอะกระเซิงขึ้นภูเขา มานอนซมอยู่กระท่อมกลางป่าที่ทิดจันเพื่อนเก่ายกให้อยู่ เพื่อนที่แสนใจดีมากินนอนอยู่กับแกเกือบเดือน และสอนการใช้ชีวิตบนภูเขา เมื่อทิดจันกลับไปใช้ชีวิตในหมู่บ้านก็ยังขึ้นมาส่งของใช้ที่จำเป็นให้แกบ่อยครั้ง ต่อเมื่อเพื่อนตายก็เป็นหน้าที่ของลูกหลาน ปลั่งกับปานมาหาแกบ่อยที่สุด และยิ่งบ่อยขึ้นเมื่อแกแก่ตัวลง ด้วยความเป็นห่วงในสังขารที่โรยราและพร้อมหลุดร่วงในทุกขณะ

ชายชราถอนหายใจยาว พับจดหมายลงกระเป๋าเสื้อ ขณะนี้แกเริ่มสนใจท้องฟ้าที่มัวมืดแล้ว เสียงร้องคำรามจากฟากฟ้าทำให้หนักใจ ใกล้ตกแต่ก็ยังทัน แกอาจถึงหมู่บ้านก่อนฝนตกก็ได้หากเริ่มเดินทางตอนนี้ คิดแล้วแกจึงยันกายขึ้นจากก้อนหิน หัวเราะเบาๆให้ขาที่สั่นพับๆของแก เนื้อตัวที่ชื้นจากละอองน้ำตกบวกกับสภาพอากาศทำให้รู้สึกหนาว แต่ก็แข็งใจเร่งฝีเท้าแข่งกับก้อนเมฆที่ใกล้จะกลั่นฝนเต็มที

ในความเร่งรีบชายชราพบว่าแกไม่สามารถทำอะไรได้ดีเลย แกสะดุดรากไม้กับก้อนหินอีกแล้ว และขณะนี้ก็เริ่มไม่แน่ใจกับเส้นทางที่กำลังเดินอยู่ มันดูเข้ารกเข้าพงเสียจนแกไม่แน่ใจว่าจะพบทางเกวียนที่ตั้งใจไว้ บรรยากาศขมุกขมัวทำให้มองไม่ค่อยเห็นทาง เมื่อเห็นว่ารีบไปก็มีแต่แย่ลง แกจึงผ่อนฝีเท้าลงและฮัมเพลงด้วยเสียงแหบแห้งของ  “สวยก็จริงนะสาว ขาว ก็จริงนะน้อง…” เพลงนี้แกชอบร้องแซวแก้วตอนจีบกันใหม่ๆ แกเป็นคนชอบร้องเพลง จึงมักจะสรรหาเพลงมาเจื้อยแจ้วให้ครูสาวฟังอยู่ไม่ขาด ครูสาวมักนั่งอมยิ้มฟังอย่างตั้งใจ และเมื่อนั้นแกจะฉวยโอกาสล้มตัวลงนอนบนตักนุ่มของแก้วโดยที่ปากยังร้องเพลงไม่หยุด นึกมาถึงตรงนี้แล้วก็ขำในความกะล่อนตัวเอง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่แกกำลังนอนตักแก้วอยู่บนแคร่ในสวนหลังบ้าน ลูกศิษย์เจ้ากรรมโผล่มาหาครูแก้วของมัน ตอนนั้นยังไม่ได้แต่งงานกันและแกก็กลัวแก้วจะเสียหาย แกจึงทำเป็นโก่งคออ้วกและพูดเสียงดังว่าครูแก้วครับขอยาผมหน่อย ครูแก้วที่รับมุกทันก็เออออเดินเข้าบ้านไปหยิบยา แต่ก็ขำไปตลอดทาง ความกะล่อนของครูหนุ่มมีมากมาย แกคิดถึงตอนที่แกมีสาวหมู่บ้านอื่นมาติดพัน สาวเจ้าตามตื้ออยู่นาน แกไม่ได้สนใจอะไรนักเพราะมีแก้วอยู่ทั้งคน แต่แก้วก็มีอารมณ์หึงตามประสาผู้หญิง หลังจากตั้งวางท่านิ่งเฉยอยู่นาน วันหนึ่งแก้วระเบิดอารมณ์ใส่โดยที่แกไม่ทันตั้งตัว ด้วยอารมณ์ที่ฉุนเฉียวพอกัน เมื่อแก้วถามด้วยการตัดพ้อว่า “พี่เคยคิดถึงแก้วบ้างไหมเวลาเราไม่ได้เจอกัน” แกตอบกลับด้วยท่าทีเย็นชาว่าไม่คิดถึง และแก้วก็ทำใจแข็งหันหลังเดินจากมา แกนึกขึ้นได้ว่าพูดแรงเกินไปจึงเดินตามและบอกแก้วว่า “พี่ไม่คิดถึงแต่คิดถึงมากต่างหาก พี่ไม่รักแก้วแต่พี่รักมากต่างหาก” เท่านั้นเองครูสาวก็หัวเราะคิกคักได้ในอาการแถไปเรื่อยของแก และในวันต่อมานั้นเองแกก็ขอแก้วแต่งงานทันที ด้วยเพราะแกประจักษ์แจ้งแก่ใจว่าชาตินี้ทั้งชาติคงรักผู้หญิงคนไหนไม่ได้นอกจากแก้ว

ชายชราหยุดเดินที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง รู้สึกคุ้นๆว่าแกได้ผ่านทางนี้แล้ว ตอนนี้ฝนเริ่มพรำลงมาบ้างแต่ยังไม่เปียกมากนักเพราะร่มเงาของป่าช่วยบังไว้ ป่าทั้งป่ามืดเสียจนแทบมองทางข้างหน้าไม่เห็น และแกเริ่มยอมรับกับตนเองแล้วว่า แกหลงป่า แต่หากหยุดอยู่ตรงนี้ก็เสียเวลาเปล่า แกคลำทางไปเรื่อยเปื่อย ในสมองยังขบคิดถึงอดีตของแกกับแก้ว ทำไมหนอ แก้วจึงไม่เขียนจดหมายมาเร็วกว่านี้ เขียนมาในตอนที่ความแค้นได้สูญสลายไปแล้ว และแกมีกำลังวังชามากกว่านี้เพื่อกลับไปเริ่มต้นใหม่ แต่ตอนนี้คงยังไม่สายหรอกหากแกจะไปอยู่กับแก้วในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต ชายชู้จะเป็นใครก็ช่าง เรื่องมันจะเกิดขึ้นได้อย่างไรก็ช่าง ใครจะผิดก็ช่าง ตอนนี้แกไม่สนใจเสียแล้ว ความคิดถึงที่มีต่อแก้วผลักดันให้แกเดินไปข้างหน้า เดียวดายในป่ามืด แต่สว่างเจิดจ้าในจิตใจ

ชายชราแทบทรุดเมื่อพบว่าตนเองกำลังเดินเลียบกับน้ำตกสายเดิม น้ำตกสายนี้ไหลผ่านหมู่บ้านก็จริงแต่ไม่สามารถเดินไปตามทางของมันได้เพราะข้างหน้ามีหุบเหวใหญ่ แกรู้สึกหิวน้ำจึงตัดสินใจเดินเข้าหาน้ำตก เนื้อตัวเริ่มชุ่มโชกด้วยฝนปนเหงื่อ เหน็ดเหนื่อยแต่ก็บอกกับตนเองว่าต้องไม่ท้อ ขาสองของที่สั่นเพราะมันต้องการจะสู้ต่อไป

ก่อนจะถึงน้ำตก ชายชราได้ยินเสียงกู่เรียกแว่วมาจากข้างหนา มองไปอีกฝั่งหนึ่งของน้ำตก ปลั่งกับปาน ลูกและหลานของทิดจันนี่เอง กำลังโบกมือให้ไหวๆ พร้อมตะโกนถามแกว่าจะไปไหน แกไม่มีเสียงจะตอบจึงกวักมือเรียกชายหนุ่มทั้งสอง ปลั่งกับปานเดินลุยน้ำส่วนที่ตื้นเพื่อมาหา ส่วนแกก็ทำความตั้งใจเดิมเดินเข้าไปเพื่อดื่มน้ำ ขณะที่กำลังค้อมตัวลง มีลมพัดมาวูบหนึ่งและจดหมายที่หมิ่นเหม่อยู่ในกระเป๋าเสื้อก็หลุดลอยลงน้ำไปอย่างรวดเร็ว แกผวาไล่ตะครุบ แต่ลมนั้นยิ่งพัดมันห่างออกไป ไปสู่กลางสายน้ำตก แกจึงเดินลุยน้ำลงไป จังหวะพอดีกับที่เปล่งกับปานมาถึงตัวแกและคล้องแขนแกกันไว้คนละข้าง

“จะไปไหนครับลุงบุญ” เปล่งเอ่ยถาม จับต้นแขนชายชราไว้แน่น แกทำท่าจะสะบัดแขนออกแต่ก็สู้เรี่ยวแรงคนหนุ่มไม่ไหว

“ไปเอาจดหมายให้ข้าหน่อย มันตกน้ำ นั่น! มันกำลังจะจม” เปล่งกับปานหันไปตามนิ้วที่คดงอของชายชราชี้ไป เห็นกระดาษสีขาวแผ่นหนึ่งลอยอยู่กลางน้ำตก บริเวณนั้นเป็นส่วนที่ลึกพอสมควร

“เดี๋ยวผมไปเอาให้” เปล่งเอ่ยเสียงหนัก ก่อนจะเดินลุยน้ำลงไปและลอยตัวเมื่อน้ำสูงเกินระดับศีรษะ ฝนที่พรำลงมาไม่ขาดสายทำให้เห็นกระดาษเจ้ากรรมไม่ชัด ลมพัดแรงจนมันค่อยๆลอยห่างไปจากตัว แต่ในที่สุดเปล่งก็คว้าไว้ได้ และว่ายกลับฝั่ง ขณะที่กำลังเดินลุยน้ำขึ้นมาท่ามกลางสายตาของชายชราและลูกชาย เปล่งคลี่จดหมายออกอ่าน มันเปียกแต่พออ่านรู้เรื่อง จดหมายของใครกันนี่ เขาพึมพำ แต่เมื่อเห็นชื่อที่ลงไว้ท้ายจดหมายก็ถึงกับขมวดคิ้ว

เมื่อเดินมาถึงบุคคลทั้งสองที่คอยอยู่ เปล่งเอ่ยถามชายชราด้วยอาการนอบน้อม

“ลุงบุญจะไปไหนครับ ออกมาทั้งๆที่ฝนตกอย่างนี้”

“ปู่บอกว่าจะเข้าหมู่บ้านแน่ะพ่อ” ลูกชายของเขาตอบแทน

เปล่งเลิกคิ้วทันทีเมื่อได้ยินคำตอบ “เข้าหมู่บ้านไปทำไมหรอครับ” เขาเอ่ยถามด้วยความสงสัยที่เปี่ยมล้น พ่อของเขาเคยเล่าเรื่องของลุงบุญให้ฟังไว้มากมาย และเหตุใดหนอลุงบุญจึงจะไปเหยียบหมู่บ้านตีนเขาอีกครั้ง ทั้งที่เคยสาบถสาบานเอาไว้

“จะไปเยี่ยมแม่แก้ว เขาเป็นมะเร็งไม่ใช่หรือ”

“แก้ว แก้วไหนล่ะพ่อ ใช่ยายแก้วที่…” เปล่งยกมือห้ามปากลูกชายไว้ เขายิ้มกว้างให้ชายชราเดินไปจับแขนแกเบาๆ

“กลับก่อนเถิดลุง เดี๋ยวฝนจะตกลงมาหนักขึ้น เราไปกันไม่ถึงหมู่บ้านหรอก”

“แต่ข้าต้องไป แม่แก้วเขากำลังจะตายนะ” ชายชราเถียงเสียงอ่อย เพราะตอนนี้แกเองก็เหนื่อยจะขาดใจอยู่แล้ว อีกทั้งยังรู้สึกร้อนๆหนาวๆเหมือนจะเป็นไข้

“เถิดลุง พรุ่งนี้ฉันจะพาลุงไปเอง เรากลับกันก่อนเถอะนะ ป่วยไข้ขึ้นมา ลุงนั่นแหละจะไปก่อนป้าแก้ว” เปล่งพูดในอาการติดตลก และพยักหน้าให้ลูกชายประคองชายชราออกเดิน

ไม่นาน เมื่อเดินมาถูกเส้นทาง ทั้งหมดก็ถึงกระท่อมสองชั้นของชายชรา ฝนตกหนักขึ้นมาทันทีเมื่อถึงที่หมาย เปล่งพาชายชราไปเช็ดเนื้อตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า และจากนั้นชายชราก็เอ่ยปากขอนอนพัก เพราะแกรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน

เปล่งเดินออกมานั่งกับลูกชายที่กำลังนั่งเหม่อมองสายฝนที่แคร่บนระเบียง

“แก้วไหนพ่อ” ปานถามคำถามเดิม

เปล่งนั่งมองจดหมายเปียกๆที่อยู่ในมือครู่หนึ่ง จึงตอบว่า “ก็ยายแก้วที่ตายไปเมื่อสิบกว่าปีก่อนนั่นล่ะ เฮ้อ” เปล่งถอนหายใจยาว

“แกคงไปรื้อๆของแล้วเจอจดหมายเข้านั่นแหละ ข้าล่ะสงสารจริงๆ แกน่าจะตัดสินใจลงเขาไปเมื่อตอนนั้นนะ”

ปานสีหน้าสลดลง เขาพอจะรู้เรื่องราวของปู่บุญมาบ้าง

“แล้วพรุ่งนี้ปู่จะลงเขาอีกหรือเปล่าพ่อ”

“ไม่หรอก เดี๋ยวแกก็ลืมเหมือนครั้งที่แล้วนั่นแหละ”

 

ชายชราหลับสนิทอยู่บนที่นอน ยิ้มน้อยๆที่มุมปาก ในฝัน การเดินทางสิ้นสุดลง แกลงไปถึงหมู่บ้านและได้พบแก้ว แก้วในฝันยังเหมือนเมื่อวันที่จากมา ทั้งสองร้องไห้และกอดกัน แกบอกแก้วว่าให้อภัยจนหมดสิ้นแล้ว และสัญญาว่าจะไม่พรากจากแก้วไปจนตาย

 

                                                                       

 
 
 

คลีนิกเรื่องสั้น 27

การเดินทางของชายชรา

ปาวีณ

 

            การเดินทางของคนเราล้วนมีจุดหมายที่ต่างกันออกไป และปลายทางนั้นบางคนอาจจะอยู่ใกล้แต่บางคนก็อาจจะไกลแสนไกล แต่ “การเดินทางของชายชรา” ของคุณปาวีณ นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจและคาดไม่ถึง ในท่วงทำนอง twist ending หรือหักมุม อันเป็นแนวหนึ่งของเรื่องสั้นแบบขนบนิยม

            การเขียนเรื่องที่พรรณาเรื่องราวของตัวละครให้คนอ่านเข้าใจในความเป็นมาในอดีตไปพร้อมกับบรรยายห้วงอารมณ์และความคิดในปัจจุบันโดยใช้เวลาไม่มากนัก นับเป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถของผู้เขียนอย่างหนึ่ง ขณะเดียวกันคุณปาวีณก็ยังได้สร้างปมปริศนาให้ผู้อ่านต้องติดตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างใจจดใจจ่อ

            ถ้าเปรียบกับการสร้างหนัง นักเขียนนอกจากจะเป็นคนสร้างเรื่อง สร้างบท สร้างตัวละคร สร้างฉาก ฯ  แล้ว ยังต้องเป็นผู้กำกับ ช่างภาพ และผู้ลำดับภาพ ด้วย และเราอาจสัมผัสเรื่องสั้นบางเรื่องด้วยอารมณ์และความรู้สึกมากกว่าแค่ตัวอักษร ทั้งนี้เป็นเพราะผู้เขียนได้ทำหน้าที่ผู้กำกับให้เนื้อเรื่อง ตัวแสดง เหตุการณ์ และความเคลื่อนไหว มีความลงตัวและกลมกลืน และทำหน้าที่ช่างภาพที่ทำให้เรามองเห็นอากัปกริยา บรรยากาศ และสภาพการณ์ อย่างชัดเจน รวมทั้งทำหน้าที่ลำดับภาพให้ลื่นไหล ไม่สะดุดหรือขัดตา หนังหรือละครเรื่องนั้นจึงจะออกมาดี ซึ่งเรื่องสั้น “การเดินทางของชายชรา” พอจะเป็นตัวอย่างของสิ่งที่ผมเปรียบเทียบไว้ข้างต้นได้ในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม การเขียนหนังสือกับการสร้างหนังมีส่วนเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือไม่มีสูตรแห่งความสำเร็จที่ตายตัว ต้องศึกษา ค้นคว้า และขวนขวายตลอดเวลา รวมทั้งต้องหมั่นตรวจสอบผลงานของตัวเองอยู่เสมอ ต้นทุนที่สำคัญอย่างหนึ่งของนักทำหนังคือการเป็นนักดูหนังมาก่อน และต้นทุนที่สำคัญของนักเขียน ก็คือต้องเป็นนักอ่านมาก่อนเช่นกัน

ผมหวังว่าคุณปาวีณคงจะมีกำลังใจที่จะเขียนงานชิ้นใหม่  และมีเวลาที่จะสะสมต้นทุนด้วยการอ่านงานของนักเขียนคนอื่นบ้างนะครับ

 

ประภัสสร เสวิกุล

ซันติอาโก ชิลี, 10 กรกฏาคม 2550

             

           

  




คลีนิกเรื่องสั้น

รายการชีวิต
โจรปริญญา(ตี)
มือศิลป์ article
Love is....
อกแกก็อกฉัน...อกฉันก็อกแก article
ร่วมกินโต๊ะ
ภาพของฉัน article
คืนข้ามปี article
เหรียญบาทกับโบสถ์กลางน้ำ article
ใส...ซื่อ...บริสุทธิ์ (ใจ) article
นิยายรัก ฉบับป้าหมู article
สายน้ำที่ขาดหาย article
อรุณรุ่ง article
บ้านนั้นเขามีงานศพ article
หีบเชี่ยนหมากของอ้ายแก้ว article
การผ่านพ้นแห่งยุคสมัย article
แม่น้ำเจ้าพระยา article
เธอสุขได้อย่างไรเมื่อผองชนทุกข์ยากลำเค็ญ article
เมื่อโลกนี้ไร้สีสัน... article
ลั่น article
เสมือนรังดักแด้ที่เฝ้าฟูมฟักผีเสื้อให้โบยบิน article
แหว่ง article
รุ้งกินน้ำของปานวาด article
กล่องความทรงจำเก่า...และเงารัก article
จอมโจรหนอนหนังสือ article
มาลัยวรรณกรรม article
ห้องแห่งมิติอนันต์ article
ครูจันทร์ผ่อง ของแม่ article
จุกน้ำปลา...พาโชค article
เวลาของพ่อ article
การค้นพบตัวเองที่ไม่ใช่ตัวเอง article
เพียงภาพในวัยเยาว์ article
น้ำตาลทราย article
พันธะพรหมลิขิต article
บทเรียนน้ำตา article
กลางเมืองหลวง article
ประตูที่ถูกเลือก article
ร้องเรือ: ลำนำที่ผันแปร article
ดาวน์ความสำเร็จ article
ไอ้หมา article
คุณย่ากับคุณป้าข้างบ้าน article
ข้างหลังภาพนั้น article
วัฏพินาศแห่งสยามประเทศ article
คลีนิกเรื่องสั้น 16 article
หรือฉันเองที่แตกต่าง article
เด็กชายวิสรุจณ์...ซุกซน article
ใบไม้เปลี่ยนสี article
มรดกพ่อ article
ก้าวแรกของนักล่าดวงจันทร์ article
เพื่อนตาย article
หุ่นยนต์สังกะสี article
คิดถึงพ่อ article
สาวหน้าใสกับหัวใจน้องเหมียว article
แดร๊กคิวล่ากระหายเลือด...ของคุณ article
ก็เพราะว่า...เรารักนาย article
อ้อมกอดทะเล article
เรือของพ่อ article
ไม่โกรธใช่ไหม article
ในความทรงจำ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ