ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


รุ้งกินน้ำของปานวาด article
 

 

๑.  โซ่แห่งความรัก

ใต้หลังคามุงจากที่เก่าคร่ำคร่า แสงไฟริบหรี่จากตะเกียงสะบัดปลิวไปตามแรงลมที่พัดผ่านรอยแยกของฝาบ้านที่ทำจากไม้ไผ่  เสียงร้องของชื่นดังโหยหวนปานจะขาดใจ เนื่องเดินงุ่นง่านอย่างกระวนกระวาย นอกชานที่ทำจากไม้กระดานเก่า ๆ ซึ่งบางแผ่นก็ผุกร่อนเป็นรูโหว่สะเทือนไปตามจังหวะย่างก้าว  

“จวนแล้ว ๆ เอ้าเบ่งเข้า เออ...เออนั่นแหละ มาข้าช่วยอีกแรง”

เสียงยายเมี้ยนหมอตำแยมือดีของหมู่บ้านร้องเสียงดังแข่งกับเสียงชื่น ทำเอาเนื่องยิ่งกระวนกระวายหนักขึ้น ชื่นเจ็บท้องตั้งแต่หัวค่ำป่านนี้ยังไม่ยอมคลอด ท้องฟ้าที่มืดมิดเริ่มเรื่อเรืองด้วยแสงของดวงตะวันที่ กำลังโผล่พ้นเหลี่ยมเขา ฝูงนกเริ่มออกหากินเหมือนทุก ๆ วัน เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า แสงแดดเริ่มแรงจ้าขึ้นตามลำดับจนเนื่องรู้สึกได้ถึงไอร้อน เหงื่อเม็ดโต ๆ ไหลย้อยไปทั่วใบหน้าที่บ่มไปด้วยความกังวล

และแล้วจู่ ๆ อากาศก็เปลี่ยนแปลงกระทันหัน เมฆฝนก่อตัวขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว ฝนเริ่มลงเม็ด ถี่ขึ้นเรื่อย ๆ  จนกระทั่งกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา เสียงฟ้าร้องครืน ๆ สลับกับแสงฟ้าแลบ และตามด้วยเสียงฟ้าผ่าติด ๆ กันสองครั้ง เนื่องหลบฝนไปนั่งพิงเสาที่ชายคา แต่ก็ยังไม่วายถูกน้ำฝนราวีจากรอยรั่วที่ซ่อมไว้ชั่วคราวอย่างลวก ๆ

ร่างสูงโปร่ง ที่มีเพียงกางเกงสามส่วนเพียงตัวเดียว เผยให้เห็นกล้ามอกเป็นมัดที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อและละอองฝน บวกกับผิวที่ค่อนข้างคล้ำเพราะกรำแดดจากการทำนาทำให้มองดูเหมือนรูปปั้นที่สง่างาม ดวงตาที่ฉายแววเด็ดเดี่ยว บ่งบอกถึงความเป็นนักสู้ ผมหยักศกเปียกชุ่มด้วยน้ำฝนตกลงมาปรกหน้าผาก แต่ดูเหมือนเจ้าของจะไม่สนใจนัก

                                                ...................  

สักพักหนึ่งฝนซาเม็ดธรรมชาติคืนความงดงามให้กลับมาอีกครั้ง แต่บรรยากาศโดยรอบยังชุ่มฉ่ำด้วยละอองฝน เกล็ดน้ำยังเกาะอยู่ตามยอดหญ้าเป็นหย่อม ๆ แสงอาทิตย์แทรกตัวออกจากกลีบเมฆสีเทา สาดแสงสวยงามปะทะกับละอองฝนในท้องฟ้าบังเกิดเป็นรุ้งกินน้ำสีสวย เสียงร้องของเด็กแรกเกิดดังขึ้นทำให้เนื่องตื่นจากภวังค์ลุกขึ้นอย่างดีใจ ยังไม่ทันจะก้าวเท้าเดิน เสียงยายเมี้ยนก็ตะโกนออกมาจากข้างใน

            “ผู้หญิง พ่อเนื่อง ลูกเป็นผู้หญิง”

เนื่องตื่นเต้นดีใจจนบอกไม่ถูก วิ่งเข้าไปชะโงกดูลูกสาวอย่างใกล้ชิด ใบหน้ากลมๆ เล็ก ๆ นั้นเป็นสีชมพูเข้ม ปากนิดจมูกหน่อย ตาที่หลับพริ้มใต้วงคิ้วเรียวยาวสะดุดตายิ่งนัก เนื่องบอกตัวเองว่า “ปานวาด” คือชื่อที่เหมาะสมกับลูกมากที่สุด เขายื่นมือออกไปสัมผัสผิวอันบอบบางของลูก มันเป็นสัมผัสแรกของพ่อที่มีต่อลูกน้อย เนื่องมองลูกนิ่งนานเหมือนจะถ่ายทอดความรักอันใหญ่หลวงของพ่อให้ลูกได้รับรู้ ชื่นนอนดูสามีด้วยความรัก ดีใจที่วันนี้ได้ให้ของขวัญอันล้ำค่าแก่เนื่อง “ลูก” เป็นสิ่งที่ทั้งคู่รอยคอย ใบหน้าเล็ก ๆ ที่ห่อหุ้มด้วยผ้าอ้อมสีมอ ๆ ขยับไปมา ทำปากขมุบขมิบ ทำให้เนื่องอดหัวเราะไม่ได้

๒. ครอบครัวอบอุ่น

เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ  ผูกแกละสองข้างวิ่งเหยาะ ๆ ตามเนื่องและชื่นไปตามคันดินกลางทุ่งนา มือข้างหนึ่งจับมือชื่นไว้แน่นเพราะกลัวล้ม  อีกข้างหนึ่งถือกระป๋องน้ำใส่ปูขาเกสองตัวที่แอบจับมาได้จากทุ่งนา  วิ่งไปพลาง ตาก็เหลือบมองปูในกระป๋องไปพลาง กลัวมันจะปีนหนีหายไประหว่างทาง

ทั้งหมดหยุดพักใต้ต้นไม้ใหญ่ริมทุ่งนา ไม่ไกลจากที่นี่ มีคลองชลประทานสำหรับทดน้ำเข้านาให้ชาวบ้านในหน้าแล้ง ที่คลองแห่งนี้ปานวาดหมายมั่นจะเอาเจ้าขาเกไปปล่อย แต่ขอกินข้าวให้อิ่มเสียก่อน เจ้าขาเกจึงจะเป็นอิสระได้ ปานวาดเข้าใจเอาเองว่าปูขาเกคงชอบที่ที่มีน้ำมาก ๆ แต่ถ้าเจ้าขาเกพูดได้มันคงร้องบอกว่าขออยู่ที่ทุ่งนาดีกว่า ฉันไม่ชอบคลองชลประทานจ้า แต่เมื่อมันพูดไม่ได้มันจึงต้องยอมรับในสิ่งที่เธอคิดตามประสาเด็ก ปูนาตัวเขื่องเดินไต่ไปมาในถังอย่างไม่รู้เบื่อเพื่อหาทางออก ปาดวาดมองดูมันอย่างสงสาร เธอคิดว่าขาเกทั้งคู่คงจะหลงทางอยู่ในทุ่งนาประเดี๋ยวก็คงจะดีใจได้กลับบ้าน         

ชื่นมองปานวาดยิ้มน้อย ๆ ถอดปิ่นโตออกทีละชั้นแล้วเรียกปานวาดมากินข้าว วันนี้มีข้าวเหนียว น้ำพริกผักบุ้งต้ม ยอดกระถิน ปลาย่างแห้ง และไข่ต้มของโปรดของปานวาด ทั้งสามกินข้าวกลางวันเสร็จแล้ว เนื่องคลี่ผ้าขาวม้าออก บอกชื่นว่าขอเอนหลังสักพัก ชื่นเรียกปานวาดมาล้างหน้าล้างตา กลางวันแดดจัดอากาศก็ร้อน หลังจากนั้นก็ให้ลูกนอนหนุนตัก ชื่นนั่งพัดวีให้ปานวาดตลอดเวลาจนเธอหลับไปบนตักของเธอ หญิงสาวนั่งมองหน้าลูก นับวันลูกยิ่งคล้ายพ่อมากขึ้น โดยเฉพาะ คิ้วที่โก่งงามดกดำคู่นั้น และปากเรียวบางช่างพูดที่ชอบเม้มเวลาใช้ความคิด ถอดพ่อมาทุกอย่าง ชื่นเผลอยิ้มคนเดียว แต่ดวงตาที่ประดับด้วยขนตางอนช้อยนั้นเหมือนแม่ เนื่องเคยบอกเธอว่า หลงไหลสาวบ้านนาคนนี้ก็เพราะขนตางอนช้อยนี่แหละ คราวนี้ชื่นเผลอหัวเราะคนเดียวเมื่อนึกถึงคำพูดของเนื่อง

หญิงสาวเอนหลังพิงต้นไม้ แหงนหน้ามองท้องฟ้า นึกถึงความสุขที่ไม่ต้องมีอะไรมากนัก มีเพียงความรักความอบอุ่น จากสามี และความน่ารักของลูก ก็เพียงพอสำหรับเธอ แม้ชีวิตจะต้องอยู่อย่างกระเบียดกระเสียน ก็เต็มอิ่มไปด้วยความสุข ชื่นเป็นหญิงแกร่งหนักเอาเบาสู้ ไม่เคยปริปากบ่น มีแต่คอยเป็นกำลังใจให้เนื่องต่อสู้กับปัญหาต่าง ๆ

                                                .......................

มโนภาพของปานวาดสดสวยงดงาม ดึงเธอเข้าสู่ห้วงแห่งความฝัน เด็กหญิงฝันเห็นท้องทุ่งอันเขียวขจี หมู่ผีเสื้อแสนสวยบินล้อลมเหนือยอดข้าวที่ออกรวงสีทองเต็มท้องทุ่งไกลสุดสายตา เมื่อสายลมพัดผ่านรวงข้าวก็เอนไหวไปตามแรงลมเป็นระยะ ๆ เหมือนระลอกคลื่นในคลองชลประทานที่กระเพื่อมขึ้นลง ดวงอาทิตย์ยิ้มให้เธอพร้อมกับพยักเพยิดให้ออกวิ่งเล่น เด็กน้อยวิ่งไปไกลและไปหยุดยืนที่ปลายนาด้านหนึ่งมองเห็นภูเขาอยู่ไม่ไกล เบื้องหน้ามีลำธารเล็ก ๆ น้ำใสแจ๋วน่าอาบ เธอตั้งใจจะลงเล่นน้ำให้ฉ่ำใจ แต่ไม่ทันที่จะได้สนุกสนานในสายน้ำอย่างที่ตั้งใจไว้ เสียงของแม่ก็ปลุกปานวาดให้ตื่น ความฝันอันแสนหวานของเธอจึงถูกพักไว้แค่นี้

 

๓.  ของเล่นแสนรัก

            วันนี้เป็นวันสำคัญของปานวาด เธอนั่งมองพ่อเอาฟางแห้งหนึ่งกำมือมาตัดให้เท่ากันยาวประมาณสองคืบ แล้วรวบทบครึ่งเอาเชือกรัดส่วนบนที่ถูกจับโค้งงอเข้าหากันเป็นส่วนหัว แบ่งฟางสองข้างของลำตัวออกเป็นสามส่วน สองส่วนซ้ายขวาพ่อจะเอาไม้ดามให้กางออกเป็นแขนมัดด้วยเชือกอีกทียึดให้มั่น ส่วนที่เหลือเป็นลำตัว

เด็กหญิงนั่งจนชิดไม่ยอมละสายตาไปจากมือพ่อแม้แต่วินาทีเดียว จากนั้นแม่ก็เอาเศษผ้าเก่ามาตัดเป็นแผ่นกลม ๆ กว้างเท่าจานข้าวเจาะรูเล็ก ๆ  สองรู แล้วนำมาหุ้มที่ส่วนหัว เอาเชือกรัดที่คอเพื่อทำเป็นใบหน้า สำหรับรูเล็ก ๆ สองรู เป็นที่สำหรับแขนยื่นออกไป ที่เหลือปล่อยให้เป็นกระโปรงบานพริ้ว แม่เอากระดุมสีดำมาทำเป็นลูกตา ตัดเศษผ้าสีแดงทำเป็นรูปปากแล้วเย็บติดอย่างระมัดระวัง จากนั้นเอาน้ำของผลตำลึงสุกแต้มที่แก้มสองข้าง ปานวาดจึงได้ตุ๊กตาน่ารักยิ้มหวานเป็นของขวัญในวันครบรอบวันเกิดอายุครบห้าขวบของเธอ

ตุ๊กตาน้อยตัวนี้ไม่มีราคาค่างวดอะไรเลยแต่มันมีค่าสำหรับปานวาดอย่างยิ่ง เพราะมันเกิดจากความร่วมแรงร่วมใจกันของพ่อแม่และปานวาด เธอตั้งชื่อเจ้าตุ๊กตาน้อยว่า “พี่รุ้ง” เพราะเธอชอบรุ้งกินน้ำ หลังฝนตกทุกครั้ง ปานวาดจะวิ่งไปที่ทุ่งนาคอยดูรุ้งกินน้ำสีสวยที่ทอดโค้งหมือนสะพานบนท้องฟ้า ปลายข้างหนึ่งนั้นโค้งต่ำลงจรดพื้นดิน ส่วนอีกข้างหนึ่งบางครั้งก็หายไปในท้องฟ้า บางครั้งก็หายไปที่สันเขา เด็กน้อยตื่นเต้นทุกครั้งที่เห็น นึกอยากชี้ชวนให้พ่อกับแม่ดูพี่รุ้งแสนสวยแต่เพราะแม่เคยสอนว่าเมื่อเห็นรุ้งกินน้ำแล้วอย่าชี้เดี๋ยวนิ้วกุด ปาดวาดกลัวนิ้วกุดจึงไม่กล้าชี้รีบเอามือไพล่หลังทันทีเพียงแต่ส่งเสียงดัง ๆ ทักทายพี่รุ้งของเธออย่างมีความสุข  

เนื่องเคยสอนลูกให้รู้จักธรรมชาติของรุ้งกินน้ำและสีต่าง ๆ ที่ประกอบเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เรียกว่า “รุ้งกินน้ำ” เพราะเห็นลูกชอบสีสวย ๆ เหล่านั้น

“รู้มั้ย สีที่เห็นสวย ๆ นั่นน่ะ ความจริงมีหลายสี คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง” เนื่องพูดกับปานวาดขณะกำลังยืนดูรุ้งกินน้ำ ปานวาดพยักหน้าเข้าใจแต่จำได้ไม่หมดว่ามันมีสีอะไรบ้าง รู้แต่ว่ามันช่างสวยเหลือเกิน เสียงเนื่องสอนลูกเบา ๆ ต่อไป พลางทำมือทำไม้ประกอบให้ลูกเข้าใจ

“ไหนดวงอาทิตย์วาด”

“โน่น” ชี้มือไปที่ดวงอาทิตย์

“ดวงอาทิตย์อยู่ทางนี้ แล้วพี่รุ้งอยู่ทางไหน”

“ทางนี้”

เธอหันหน้าไปทางรุ้งกินน้ำแทนการชี้เพราะจำได้ว่าแม่เคยห้ามไว้

“เห็นไหม รุ้งกินน้ำจะอยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์เสมอ”

ใบหน้ากลมแป้นพยักหงึก ๆ ตามเสียงพ่อ เนื่องจูงมือลูกเดินกลับบ้านแล้วพูดต่อ

“จะเห็นรุ้งกินน้ำก็ตอนหลังฝนตกเท่านั้นเพราะละอองน้ำหลังฝนตกเมื่อกระทบกับแสงของดวงอาทิตย์ จะเกิดการหักเหของแสงทำให้เกิดเป็นแถบสีสวยงาม”

“ทำไมพ่อรู้เรื่องพี่รุ้ง” เด็กหญิงเอียงคอถามพ่ออย่างสงสัย เนื่องหัวเราะขยี้ผมลูกเป็นการหยอกเย้า

“ก็พ่อเคยอ่านเคยเรียนมานี่ อ่านมากก็รู้มาก” เนื่องพูด ดวงตาเป็นประกาย ความคิดหนึ่งแว่บขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ แววตานั้นเศร้าสลดลงอย่างเห็นได้ชัด

“อ่านจากไหน” เสียงปานวาดทำลายความเงียบขึ้น

“อ่านจากโรงเรียนสิลูก ตอนเด็ก ๆ พ่อเรียนหนังสือนะ เรียนเก่งด้วย” ตอบลูกด้วยเสียงสดชื่นเพื่อปิดบังอะไรบางอย่างลึก ๆ

“พ่อเก่งจัง” พยักหน้าว่าเข้าใจแล้วก็นิ่งเงียบไป

 ปานวาดจับใจความได้ว่ารุ้งกินน้ำจะมาเยี่ยมเธอหลังฝนตก และเกิดตรงข้ามกับดวงอาทิตย์เสมอ ดังนั้นหลังฝนตกทุกครั้งเธอจะวิ่งไปที่ทุ่งนาเพื่อรอดูรุ้งกินน้ำให้ชัด ๆ  ในใจนั้นอยากลอยล่องขึ้นไปหาพี่รุ้งอยากไปวิ่งเล่นอยู่บนแถบสีอันสวยงามนั้นให้สนุกสนาน แต่ถ้าได้ขึ้นไปวิ่งเล่นบนนั้นจริง ๆ คงต้องวิ่งทั้งวันเพราะพี่รุ้งตัวโตมากไม่ว่าเธอจะวิ่งไปทางไหนหรือวิ่งไปไกลแค่ไหนก็มองเห็นพี่รุ้งตลอดเวลา

๔.  ความสูญเสีย     

            เสียงลมกรรโชกหนักติดต่อกันมาทั้งคืน ฝนตกตั้งแต่ตอนเย็นจนรุ่งเช้าก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด วันนี้ เนื่องกับชื่นอยู่บ้านเพราะออกไปทำนาไม่ได้ และที่สำคัญกลัวลูกจะไม่สบายถ้าต้องตามไปทุ่งนาด้วย

            “เฮ้อ เมื่อไหร่จะหยุดเสียทีนะ ฉันว่าปีนี้น้ำจะมาแรงนะพี่เนื่อง”

            “นั่นน่ะสิ ท่าจะไม่ดี”

            เนื่องพูดตอบขณะนั่งลับมีด เตรียมไว้ตัดไม้ทำเขื่อนกั้นน้ำ สายตาจ้องจับอยู่ที่คมมีดอันคมกริบแต่สมองของเนื่องกำลังคิดหนัก หากฝนไม่หยุดหมายความว่าน้ำจะตามมาเรื่อย ๆ ถ้าเป็นอย่างนั้นน้ำก็จะท่วมนา และถ้านาล่มนั่นหมายถึงว่าปีหน้าครอบครัวจะเอาอะไรกิน แววครุ่นคิดในดวงตาบ่งบอกถึงความกังวลแต่มิได้ปริปากให้ชื่นรู้ เขาชำเลืองดูลูก ปานวาดกำลังสาละวนกับตุ๊กตาตัวโปรดพูดอะไรงึมงำอยู่คน เขาแอบถอนหายใจลึก ๆ  แวบหนึ่งที่ภาพในอดีตผุดขึ้นในความทรงจำ ใบหน้าที่กังวลนั้นเปลี่ยนเป็นเศร้าไปชั่วขณะ

                                                            ...................

            บ่ายคล้อย ฝนซาลงบ้างแต่ยังไม่หยุดเสียทีเดียว เนื่องสังเกตเห็นน้ำที่เอ่อท่วมดินหน้าบ้านเป็นสีส้มเหมือนสีดินจากภูเขา ปกติน้ำไม่เคยเป็นสีนี้เลยต้องมีอะไรสักอย่างเกิดขึ้นแน่ ด้วยความสงสัยจึงลุกขึ้นหยิบหมวกและมีดติดตัวไปเล่มหนึ่ง หันมาบอกชื่นว่าจะลงไปดูน้ำที่นาสักหน่อยว่าเป็นอย่างไรบ้างเพราะน้ำเริ่มมาแล้วคันดินอาจจะพังก็ได้ พูดจบก็ก้าวลงบันไดหายไปอย่างรวดเร็ว ไม่ทันที่ชื่นจะตอบว่าอย่างไร

            ฝนที่ทำท่าว่าจะหยุดตกเมื่อสักครู่กลับหนาเม็ดขึ้นอีก แล้วก็ตกอีกละลอกหนึ่ง น้ำที่เจิ่งนองใต้ถุนเริ่มสูงขึ้นสีเข้มขึ้นกว่าเดิม ชื่นได้แต่คอยด้วยความเป็นห่วงเมื่อไหร่เนื่องจะกลับมา

                                                            ...................

            เนื่องเดินตรวจคันดินที่ทุ่งนา ทำให้สังเกตเห็นสายน้ำที่ไหลทะลักเข้านาทางทิศตะวันออก คันดินคงจะพังลงมา ทำให้น้ำจากภูเขาไหลทะลักเข้านาเป็นพื้นที่กว้าง เนียนเดินย่ำสายน้ำไปอย่างรวดเร็วเพื่อจะดูให้แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น ในช่วงนี้ฝนก็กระหน่ำลงมาอีกเหมือนฟ้ารั่ว เนื่องไม่หวั่นวิตกกับสายฝน ความกังวลว่านาจะเสียหายมีมากกว่าสิ่งใด เขาก้าวเท้ายาว ๆ อย่างเร่งรีบ และในช่วงนั้นเองพายุที่โหมพัดอย่างแรงเป็นบ้าเป็นหลัง ทำให้เนื่องเสียหลักล้มลงศรีษะฟาดพื้น ตกลงไปในคลองชลประทานลอยไปกับสายน้ำอย่างรวดเร็ว ในช่วงนาทีวิกฤตนั้นเขามองเห็นปานวาดวิ่งตามมา ในมือถือตุ๊กตาพี่รุ้งไว้แน่น เสียงปานวาดร้องเรียกพ่อดังสะท้านในอกแล้วค่อย ๆ เบาลงพร้อมกับภาพเหล่านั้นหายวับไป

                                                ...................

ชื่นนอนไม่หลับได้แต่ผุดลุกผุดนั่งอย่างกระวนกระวายใจ นี่ก็มืดแล้วทำไมเนื่องยังไม่กลับ ขณะที่จิตใจกำลังยุ่งเหยิงนั้น  เสียงเพื่อนบ้านร้องตะโกนมาจากข้างล่างว่า

            “ชื่น เร็วเข้า ผู้ใหญ่ให้มาตาม ไปเร็ว ๆ”

            ได้ยินเท่านั้นชื่นปราดไปที่บันไดถามเสียงสั่นว่า

            “เกิดอะไรขึ้น พี่สอน”

            “ผู้ใหญ่ให้มาตาม ไม่รู้เหมือนกัน รีบไปเถอะ”

            ชื่นสงสัยแต่ก็ไม่รอคำตอบรีบคว้าตัวปานวาดพาวิ่งลงบันไดลุยน้ำตามสอนไปอย่างเร่งรีบ เด็กน้อยขยี้ตาเพื่อให้ชินกับความมืด น้ำเต็มไปหมดเกิดอะไรขึ้น มืดแล้วแม่ออกมาเดินทำไม เพราะน้ำที่เริ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ สอนจึงอุ้มปานวาดพาเดินฝ่าสายน้ำไปอย่างเร่งรีบ คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด รอบ ๆ ตัวมืดสนิทมีเพียงแสงสว่างจากไฟฉายของสอนที่เดินนำหน้าเท่านั้นทำให้การเดินทางขลุกขลัก ในที่สุดทุกคนก็มาถึงริมคลองชลประทาน          

ภาพที่เห็นทำให้ชื่นเข่าอ่อนพูดอะไรไม่ออก มีคนมุงดูกันเต็มไปหมด ร่างของเนื่องนอนทอดยาวที่ประตูกั้นน้ำคลองชลประทาน ชื่นทำอะไรไม่ถูกน้ำตาไหลอาบแก้มที่ซีดเผือด ไม่อยากเชื่อว่านี่เป็นความจริง หรือว่าเป็นเพียงความฝัน ชื่นหยิกแขนตัวเองจนรู้สึกเจ็บ ใช่แล้วมันไม่ใช่ความฝันแต่เป็นความจริง เมื่อได้สติชื่นวิ่งเข้าไปกอดร่างอันไร้วิญญานของเนื่องตัดพ้อต่อว่าเหมือนคนเสียสติ ทุกคนต้องเบือนหน้าหนีด้วยความสะเทือนใจ

            “ข้ากลับจากตรวจแนวคลองกับพวก เพราะน้ำคงจะมาหนักแน่คราวนี้ เผื่อว่าจะได้เตือนพวกเราให้เตรียมตัวกันถ้ามีอะไรเกิดขึ้น แล้วข้าก็มาเจอศพพ่อเนื่องลอยติดอยู่ที่ประตูน้ำนี่แหละ น้ำมันแรงมาก กว่าจะช่วยกันนำศพขึ้นมาได้ก็ทุลักทุเลเอาการ จากนั้นถึงให้เจ้าสอนไปบอกเอ็งนี่แหละ”

            ชื่นไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้นดวงตาพร่ามัวไปด้วยหยาดน้ำตา เธอจะทำอย่างไรเมื่อไม่มีเขา ทำไมธรรมชาติถึงใจร้ายเอาเนื่องไปจากเธอและลูก ปานวาดร้องเรียกพ่อไม่ขาดปาก เสียงผู้ใหญ่เตือนสติอีกว่า

            “ชื่น เอ็งต้องทำใจดี ๆ ไว้ ตอนนี้ก็เหลือแต่เอ็งกับลูกแล้ว ต้องดูแลกันให้ดี ถ้าล้มเจ็บไปอีกคน ใครจะดูแลลูก ยิ่งตอนนี้น้ำก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ ข้าต้องไปเตรียมการอีกหลายอย่าง เรื่องศพไม่ต้องห่วง ทางพวกเราจะช่วยกัน อยู่ตรงนี้ไม่ค่อยปลอดภัยเดี๋ยวจะให้ใครไปส่งเอ็งกับลูกที่บ้านก่อน”

            ชื่นได้สติเงยหน้ามองผู้ใหญ่ด้วยสายตาที่แสดงความขอบคุณ กอดร่างขาวซีดของสามีด้วยความรักอีกครั้งเป็นการร่ำลาครั้งสุดท้ายก่อนจะลุกขิ้นเดินจากไป

            “ทำไมพ่อไม่กลับบ้านกับเรา” เอ่ยปากถามพร้อมกับสะอื้นถี่ ๆ

            “พ่อไม่กลับบ้านเพราะพ่อเขาไปสวรรค์แล้ว” ตอบลูกด้วยเสียงต่ำ ๆ พยายามไม่ให้เสียงสะอื้นหลุดลอดออกมาอย่างยากเย็น

            “แล้วพ่อจะกลับมาอีกมั้ย” ถามเพราะหวังว่าเดี๋ยวพ่อคงกลับมา

            “พ่อไม่กลับมาอีกแล้ว ไม่มีวันกลับมาอีกเพราะพ่อไปอยู่บนฟ้าแล้ว” ชื่นกอดลูกไว้แน่นเพื่อไม่ให้ลูกเห็นน้ำตาที่เริ่มไหลรินอีกครั้ง ปานวาดปาดน้ำตาสะอื้นอยู่ในอ้อมกอดแม่ หัวใจดวงน้อย ๆ แทบแตกสลาย ทำไมพ่อถึงทิ้งเธอไปในเมื่อพ่อสัญญาว่าจะพาเธอไปจับปูในวันพรุ่งนี้ แล้วจะไปดูรุ้งกินน้ำด้วยกัน

๕.  โศกนาฏกรรมซ้ำสอง    

            งานศพเนียนผ่านไปอย่างทุลักทุเลเพราะน้ำเริ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็สำเร็จไปได้จากความร่วมแรงร่วมใจของเพื่อนบ้าน ปานวาดซึมไปไม่ช่างพูดช่างเจรจาเหมือนเดิม แม้ลูกจะไม่เอ่ยถึงพ่อแต่ชื่นก็รู้ว่าลูกคิดถึงพ่อมากแค่ไหน ความระทมทุกข์ยังเกาะกินใจของทั้งสอง ฝนตกทุกวัน ทางการประกาศให้ระวังน้ำป่า ผู้ใหญ่ส่งข่าวมาว่าชื่นควรจะย้ายไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยกว่านี้ เพราะน้ำอาจจะท่วมสูงขึ้น และน้ำป่าอาจจะพัดท่วมบ้านเรือนเสียหาย บ้านของชื่นอยู่ในเส้นทางที่น้ำอาจไหลผ่านจึงควรย้ายไปที่อื่นเพื่อความปลอดภัย

            ชื่นมองไปรอบ ๆ ด้วยจิตใจเลื่อนลอย บ้านที่เธอและสามีช่วยกันสร้างด้วยน้ำพักน้ำแรง เมื่อไม่มีเนื่องบ้านจึงเป็นเหมือนสิ่งที่เขาทิ้งไว้ให้ เธอจะทิ้งไปได้อย่างไร ยังไงก็ต้องอยู่คอยดูแลรักษาบ้านนี้ไว้ให้ถึงที่สุด ชื่นจึงไม่ยอมย้ายไปไหนตามที่ผู้ใหญ่แนะนำ

                                                            ....................

            คืนนี้ปานวาดนอนไม่หลับ กระสับกระส่ายพลิกตัวไปมา ชื่นยังไม่เข้านอนเพราะต้องคอยดูน้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อจิตใจไม่สงบชื่นจึงไปรื้อเสื้อผ้าเก่า ๆ ของลูกมาปะชุนรอยขาดเพื่อให้มีอะไรทำจะได้ช่วยให้จิตใจไม่คิดฟุ้งซ่าน

            “สาธุ เจ้าประคุณ ขออย่าให้ตกอีกเลย พอแค่นี้เถอะ” ชื่นยกมือท่วมหัวไหว้เจ้าที่เจ้าทางก่อนจะนั่งชุนเสื้อให้ลูกต่อ เสียงฟ้าผ่าติด ๆ กันสามครั้ง ชื่นตกใจทำเข็มแทงมือ ส่วนปานวาดสะดุ้งตกใจเพราะเสียงฟ้าผ่าวิ่งเข้ามากอดแม่ด้วยความกลัว

            ลมพายุพัดกระโชกอย่างแรงพร้อมกับเสียงคึ่ก ๆ ดังแว่วมา ชื่นเงี่ยหูฟังเสียงนั้นแต่ยังไม่ทันจะแน่ใจว่าเป็นเสียงอะไร น้ำก็ซัดโครมเข้าตัวบ้าน ฝาที่ไม่ค่อยแข็งแรงพังลงทันที ชื่นไม่ทันตั้งตัวมือกอดปานวาดไว้แน่น พร้อมกับสายน้ำก้อนมหึมาก็ถาโถมเข้าใส่สองแม่ลูก ปานวาดกรีดร้องเสียงดัง

            ในวินาทีนั้นทั้งสองแม่ลูกถูกน้ำพัดพาไปอย่างแรง ปานวาดสำลักน้ำแทบหายใจไม่ออก ความแรงของน้ำทำให้กำลังแขนเริ่มอ่อนแรงมือที่กอดลูกไว้ก็หลุดผล็อย ชื่นถูกน้ำพัดหายไปกับตา

ช่วงแห่งความชุลมุนวุ่นวายนั้น ปานวาดคว้าต้นไม้ไว้ได้เธอปีนขี้นให้พ้นสายน้ำ กอดต้นไม้ไว้แน่นซบหน้ากับกิ่งไม้ หลับตาด้วยความกลัว ทั้งลมทั้งฝนและสายน้ำที่เชี่ยวกราก ร่วมกันทำลายทุกสิ่งทุกอย่างลงในพริบตา “บ้าน” ที่เคยเป็นจุดรวมของความสุข บัดนี้เหลือเพียงเสาไม่กี่ต้นที่โผล่พ้นน้ำให้เห็นเท่านั้น

                                      ........................

 

                                                        (อ่านต่อ พร้อมคำแนะนำจากคุณประภัสสร)
 



คลีนิกเรื่องสั้น

รายการชีวิต
โจรปริญญา(ตี)
มือศิลป์ article
Love is....
อกแกก็อกฉัน...อกฉันก็อกแก article
ร่วมกินโต๊ะ
ภาพของฉัน article
คืนข้ามปี article
เหรียญบาทกับโบสถ์กลางน้ำ article
ใส...ซื่อ...บริสุทธิ์ (ใจ) article
นิยายรัก ฉบับป้าหมู article
สายน้ำที่ขาดหาย article
อรุณรุ่ง article
บ้านนั้นเขามีงานศพ article
หีบเชี่ยนหมากของอ้ายแก้ว article
การผ่านพ้นแห่งยุคสมัย article
แม่น้ำเจ้าพระยา article
เธอสุขได้อย่างไรเมื่อผองชนทุกข์ยากลำเค็ญ article
เมื่อโลกนี้ไร้สีสัน... article
ลั่น article
เสมือนรังดักแด้ที่เฝ้าฟูมฟักผีเสื้อให้โบยบิน article
แหว่ง article
กล่องความทรงจำเก่า...และเงารัก article
จอมโจรหนอนหนังสือ article
มาลัยวรรณกรรม article
ห้องแห่งมิติอนันต์ article
ครูจันทร์ผ่อง ของแม่ article
จุกน้ำปลา...พาโชค article
เวลาของพ่อ article
การค้นพบตัวเองที่ไม่ใช่ตัวเอง article
เพียงภาพในวัยเยาว์ article
น้ำตาลทราย article
การเดินทางของชายชรา article
พันธะพรหมลิขิต article
บทเรียนน้ำตา article
กลางเมืองหลวง article
ประตูที่ถูกเลือก article
ร้องเรือ: ลำนำที่ผันแปร article
ดาวน์ความสำเร็จ article
ไอ้หมา article
คุณย่ากับคุณป้าข้างบ้าน article
ข้างหลังภาพนั้น article
วัฏพินาศแห่งสยามประเทศ article
คลีนิกเรื่องสั้น 16 article
หรือฉันเองที่แตกต่าง article
เด็กชายวิสรุจณ์...ซุกซน article
ใบไม้เปลี่ยนสี article
มรดกพ่อ article
ก้าวแรกของนักล่าดวงจันทร์ article
เพื่อนตาย article
หุ่นยนต์สังกะสี article
คิดถึงพ่อ article
สาวหน้าใสกับหัวใจน้องเหมียว article
แดร๊กคิวล่ากระหายเลือด...ของคุณ article
ก็เพราะว่า...เรารักนาย article
อ้อมกอดทะเล article
เรือของพ่อ article
ไม่โกรธใช่ไหม article
ในความทรงจำ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ