ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


เมื่อโลกนี้ไร้สีสัน... article
 
  

เวลากลางดึกของคืนหนึ่งในฤดูหนาว
ผู้คนโดยทั่วไปสมควรนอนหลับอยู่ภายใต้ผ้าห่มหนานุ่มที่ให้ความอุ่นสบาย
จะหาสิ่งใดที่สุขกว่านี้เห็นจะไม่มี
แต่ความสุขนั้นมันไม่ได้เกิดได้แต่คนทุกคน
ยังมีคนบางคนที่กำลังทุกข์อย่างแสนสาหัสในขณะที่ผุ้คนส่วนใหญ่กำลังมีความสุขในห้วงเวลานี้

บนสะพานลอยที่มีแสงจากสปอร์ตไลท์สาดจ้าดุจเวลากลางวัน ยังมีคนบางคนนอนขด
กอดร่างตัวเองด้วยความหนาวเหน็บและสั่นสะท้านทุกครั้งที่ลมหนาวพัดมากระทบผิวกายผอมโซ
ที่ดูไปไม่ต่างจากซากศพ
ทั่วทั้งร่างมีเพียงเสื้อเก่าขาดและกางเกงขายาวที่ผ่านการใช้งานมาอย่างสมบุกสมบันเป็นเครื่องป้องกันลมหนาวเท่านั้น

พนักงานเก็บขยะ และคนกวาดถนนปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างเคร่งครัด
ราวกับว่าภารกิจนี้ไม่มีวันจบวันสิ้น...

บริเวณนี้โดยปรกติในเวลากลางวัน
ถือเป็นแหล่งชุมชนที่คราคร่ำไปด้วยผุ้คนมากหน้าหลายตา
บริษัทห้างร้านพากันเปิดกิจการเพิ่มขึ้นเป็นดอกเห็ด
ในยุคที่ผู้คนเร่งรีบ ใครสามารถกอบโกยได้ก็รีบฉวยโอกาส
ราคาที่ดินพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
ตึกสูงทั้งสมบูรณ์และที่ยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างพากันก่อเกิดขึ้นมาเย้ยฟ้าท้าดิน

แต่ท่ามกลางพายุแห่งทุนนิยมเหล่านี้ยังมีร้านขายผลงานศิลปะเล็กๆตั้งอยู่
คล้ายเป็นจุดแต้มตำหนิในวงกลมใหญ่
ร้านศิลปะที่ว่านี้เป็นตึกแถวสองชั้น
ชั้นล่างเป็นที่ขายผลงานศิลปะซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลงานของตัวเจ้าของร้าน
ส่วนชั้นบนเป็นที่ซุกหัวนอน

ช่วงสองวันมานี้หากใครไม่เร่งรีบจนเกินไปนักก็คงจะทันสังเกตเห็นว่า
ร้านศิลปะนี้ไม่ได้เปิดให้บริการตามปกติ แต่ยังไงก็แล้วแต่จะมีใครสนใจเล่า
ในเมื่อต่างคนต่างก็เร่งรีบกับภารกิจของตน
จนไม่เหลือเวลาให้สนใจในสิ่งอื่นรอบๆตัว

"ศิลปะน่ะขายไม่ได้หรอกในยุคนี้ คุณขายที่ตรงนี้ให้ผมดีกว่า"
ใครคนหนึ่งเคยบอกเจ้าของร้านเช่นนี้

ในห้องรูปสี่เหลี่ยมบนชั้นสองของร้านศิลปะ
เป็นห้องที่เหมาะจะเรียกเป็นที่ซุกหัวนอนอย่างยิ่งเพราะนอกจากฟูกเก่าๆติดผนังด้านหนึ่งของห้องกับหมอนและผ้าห่มผืนบางแล้ว
 ทั้งห้องยังมีของอีกแค่ไม่กี่อย่าง
ส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการวาดภาพและภาพที่วาดเสร็จแล้ววาง
พิงตามผนังห้องซ้อนทับระเกะระกะ
บนผนังด้านหนึ่งมีหน้าต่างสองบานพอให้แสงสาดลอดเข้ามาแต่ก็ถูกปิดไว้ด้วยผ้าม่านเก่าขาด
 กลางห้องตั้งไว้ด้วยโต๊ะตัวหนึ่ง
บนโต๊ะมีโคมไฟราคาถูกที่กำลังส่องแสงริบหรี่ตามแบตเตอรี่ที่อ่อนแรง
ที่เขี่ยบุหรี่เต็มไปด้วยก้นบุหรี่นับสิบมวนและขี้เถ้ากองพะเนิน
ซองบุหรี่ว่างเปล่าหนึ่งซองกับหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งวางอยู่ริมๆขอบโต๊ะ

เจ้าของร้านเป็นชายหนุ่มวัย 27 ปีนั่งพิงบนพนักเก้าอี้ไม้
สองขากางออกห่างจากกัน  มือซ้ายวางลงข้างลำตัวอย่างผ่อนคลาย
มือขวาถือวัตถุสีดำมะเมื่อมสะท้อนแสงจากโคมไฟวาววับจ่อไปที่ขมับขวาของตัวเอง
แสงริบหรี่จากโคมไฟก็เพียงพอจะทำให้ห้องที่มืดสนิทเช่นนี้เกิดแสงเงาที่แลดูไปทั้งน่ากลัวและน่าเศร้าไปในเวลาเดียวกัน
หากเป็นงานศิลปะก็ดูจะเป็นงานที่แลดูสับสนและลึกลับพอๆกับงานของ แวนโก๊ะ
ศิลปินเอกในดวงใจเขา

"คนที่รักศิลปะน่ะ ไม่มีทางเป็นคนเลวหรอก"
คำพูดประโยคนี้ของอาจารย์ประสิทธิ์ดังขึ้นมาในห้วงสำนึกของเขา

อาจารย์ประสิทธิ์เป็นอาจารย์สอนศิลปะที่เขารักมากที่สุด
เป็นอาจารย์ที่มากกว่าอาจารย์สำหรับเขา...

เขายังจำเรื่องราวในสมัยเด็กๆได้ดีราวกับมันเพิ่งเกิดมาเพียงไม่นาน
ความทรงจำพาเขาย้อนกลับไปตอนอายุ 5 ขวบ

หลายคนเคยกล่าวไว้ว่า "เด็กๆก็เหมือนผ้าขาวสะอาด
แล้วแต่ว่าผู้ใหญ่จะแต่งเติมสีสันใดๆลงบนผ้าขาวผืนนี้"
ชีวิตของตัวเขาก็เช่นกัน
เขาถูกแต่งเเต้มสีสันแห่งความรุนแรงลงในผ้าครั้งแรกเมื่อพ่อกับแม่ทะเลาะกันโดยที่เขาสามารถเข้าใจเรื่องราวได้ตอนอายุ
5 ขวบ
ตอนอายุได้ 7 ขวบ พ่อกับแม่ก็แยกทางกัน
สีทึมทึบแห่งความแตกแยกถูกทาลงบนผ้าขาวอีกครั้ง
แต่อันที่จริงมันเหมือนทาทับไปบนหัวใจดวงน้อยๆของเขามากกว่า

เขาอยู่กับแม่ตามลำพังได้เพียงปีเศษ แม่ก็มีสามีใหม่
ฐานะของพวกเขาในช่วงนั้นถือว่าปานกลางพอมีพอกินไม่ขัดสนมากนัก
เขาสามารถไปโรงเรียนได้โดยไม่ต้องเจียดเวลาไปทำงานพิเศษเหมือนเพื่อนบางคนที่มีฐานะยากจน
 พ่อใหม่และแม่ดูเหมือนจะรักกันดี ทั้งคู่ช่วยกันทำมาหากิน
ดูไปคล้ายชีวิตที่สมบูรณ์แบบ

เขาชอบวาดรูประบายสีตั้งแต่เด็กๆ และดูเหมือนว่าแม่จะชอบรูปที่เขาวาดเสียด้วย
แม่มักชมเขาไม่ขาดปากว่าเขาเป็นเด็กมีพรสวรรค์ ทำให้เขารู้สึกอิ่มเอิบยิ่งนัก
ครั้งแรกที่เขาพบกับอาจารย์ประสิทธิ์ก็ตอนที่เขาเรียนอยู่ชั้นมัธยม 4
อาจารย์เข้ามาสอน 'ศิลปะและศิลปินเอกของโลก'
เรื่องราวของศิลปินเอกหลายคนถูกถ่ายทอดออกมาจากอาจารย์ประสิทธิ์
แต่มีอยู่เพียงคนเดียวที่ดึงดูดความสนใจของเขาได้...

" วินเซนท์ แวน โก๊ะ(Vincent Van Gogh)  เกิดเมื่อ 30 มีนาคม ค.ศ. 1853
เป็นชาวดัชท์
เป็นศิลปินเอกที่ยืนอยู่บนเส้นด้ายบางๆที่คั่นระหว่างความเป็นอัจฉริยะกับคนวิกลจริต
และถ้าจะบอกว่าเขาเป็นอัจฉริยะ
เขาก็เป็นอัจฉริยะหลังความตาย เพราะตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู่นั้น แวน โก๊ะ
ขายรูปที่ตัวเองวาดได้เพียงรูปเดียว
แต่กลับมีชื่อเสียงสูงสุดหลังจากที่เสียชีวิตไปแล้ว
ภาพวาดของเขาเป็นศิลปะแนว 'โมเดิร์นอาร์ท' หรือ 'อิมเพรสชั่นนิสต์'
ภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดของแวนโก๊ะ คือ The  Starry Night
เขาจบชีวิตตัวเองลงด้วยการยิงตัวตายเมื่ออายุได้เพียง 37 ปี
เพราะทนแรงกดดันในชีวิตและสังคมไม่ไหว "

เขาก็ไม่รู้ว่าทำไมตนเองถึงได้รู้สึกสนใจในตัวศิลปินเอกผู้นี้เป็นพิเศษ
แต่ทันทีที่มีเวลาเขาก็ไปค้นหาประวัติและผลงานของศิลปินท่านนี้โดยไม่รีรอ
ภาพ  The  Starry Night  ของแวนโก๊ะ ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรง
เขาเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่างานศิลปะมันมีพลังดึงดูดเขาแค่ไหน

" The  Starry Night เป็นภาพวาดสีน้ำมันบนผืนผ้าใบ
แสดงถึงแสงสีในยามค่ำคืนของชนบท
ท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มประดับด้วยดวงจันทร์และดวงดาว
ลายเส้นโค้งวนและการตวัดพู่กันของแวนโก๊ะ
ส่งให้ภาพนี้ดูลี้สับสนอย่างบอกไม่ถูกในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงสภาพจิตใจของศิลปินเอกผู้นี้ราวกับเป็นกระจกสะท้อน
"

ถึงตรงนี้เขาตั้งใจแน่วแน่ว่าจะเอาดีทางด้านศิลปะที่เขารัก  รู้สึกหัวใจพองโต
สีสันสดใสแห่งความฝันถูกป้ายลงบนผ้าในหัวใจของเขาเป็นครั้งแรก

เขาสนิทกับอาจารย์ประสิทธิ์อย่างรวดเร็วเพราะเป็นผุ้รักชอบในสิ่งเดียวกัน
ยามว่างก็จะไปนั่งวาดรูปในสวนสาธารณะหรือตามที่ต่างๆ
อาจารย์ให้คำแนะนำต่างๆมากมาย เขาเปี่ยมไปด้วยพลัง
และรู้สึกเป็นสุขที่สุดในชีวิตช่วงนี้

แต่ก็อย่างว่า...ความสุขมักจะอยู่ได้ไม่นาน

เมื่อแม่รู้ความตั้งใจอันแน่วแน่ของเขาที่จะเรียนทางด้านศิลปะ
แม่พยายามเกลี้ยกล่อมให้เขาเปลี่ยนใจ
แม่อยากให้เขาเรียนหมอหรืออะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ศิลปะ
"ศิลปะน่ะ เรียนจบไปจะทำมาหากินอะไร  แม่อยากให้ลูกคิดดูให้ดีๆ
ถึงจะเรียนหมอลูกก็สามารถวาดรูปได้นี่ ไม่เห็นจำเป็นต้องไปเรียนเลย" แม่บอก

แต่เมื่อเขายังยืนยันความตั้งใจแน่วแน่ของเขา แม่เดือดดาลเป็นการใหญ่
เขากับแม่เริ่มมีปากเสียงกันบ่อยขึ้น
เมื่อรวมกับชีวิตของแม่กับพ่อใหม่เริ่มจะคลอนแคลนไม่สมบูรณ์แบบเหมือนในตอนแรก
แม่จับได้ว่าพ่อใหม่มีผู้หญิงคนอื่น  ทำให้แม่ระบายออกกับเขามากเป็นเท่าตัว

เขาไม่เข้าใจจริงๆ ทำไมเมื่อครั้งหนึ่งเเม่ชมว่าเขามีพรสวรรค์ทางด้านศิลปะแท้ๆ
แต่เมื่อเขาตั้งใจจะเอาดีทางด้านนี้แม่กลับไม่ยอมให้เขาเรียน
เขารู้สึกสับสนไปหมด ไม่รู้ควรทำอย่างไร
ระหว่างนี้แหละที่อาจารย์ประสิทธิ์เข้ามามีบทบาทในชีวิตส่วนตัวของเขามากขึ้น...


นึกถึงตอนนี้เขาอดยิ้มด้วยความสมเพชไม่ได้  มือขวาที่ถือปืนสั่นคลอนเล็กน้อย


...เขากลายเป็นคนเงียบๆ  ออกห่างสังคมเพื่อนฝูง รู้สึกสับสนในจิตใจ
จนอาจารย์ประสิทธิ์สังเกตเห็น จึงได้ถามถึงสาเหตุ
ความคับข้องใจทั้งหมดจึงได้พรั่งพรูออกมาดุจสายน้ำเชี่ยวกราก
ระหว่างที่ฟังอาจารย์ประสิทธิ์พยักหน้าน้อยๆด้วยความเข้าใจ และเห็นใจเขา
อาจารย์พยายามปลอบใจและให้คำแนะนำแก่เขาไปในคราวเดียว " อนาคตของเธอ
อย่างไรเธอก็ต้องเป็นคนตัดสินเอาเอง แต่ครูอยากจะบอกอะไรเธอไว้สักอย่าง
เธอจงจำไว้ให้ดี  ' ไม่ว่าเธอจะทำอะไรก็แล้วแต่
แต่คนรักศิลปะน่ะไม่มีทางเป็นคนเลวหรอก ' ครูเชื่ออย่างนั้น"

จากคำพูดของอาจารย์ประสิทธิ์ แม้เขาจะไม่เข้าใจมันนักในวันนั้น
แต่มันก็ทำให้เขาตัดสินใจได้
เขาตกลงที่จะเรียนหมออย่างที่แม่ต้องการพร้อมๆกับการศึกษางานศิลปะด้วยตัวเองไปด้วย
 เขาคร่ำเคร่งกับงานของศิลปินในโลก โดยเฉพาะกับงานของ แวน โก๊ะ
ในขณะเดียวกันความรักและเคารพต่ออาจารย์ประสิทธิ์ยิ่งทวีขึ้นทุกวัน

ตอนอยู่มัธยม 6 ปีสุดท้ายก่อนจะต้องเข้าสู่รั้วมหาลัย เขาได้พบรักกับสาวคนหนึ่ง
เธอชื่อว่า ฟ้า   เขารักเธอมาก มากจนเขาคิดว่าเขายอมให้เธอได้ทุกอย่าง
เป็นอีกครั้งที่สีชมพูสดใสของความรักถูกทาทับไปบนผ้าขาวในหัวใจเขา
ทุกอย่างดูเหมือนจะเข้าสู่หนทางแห่งความสุข  จนกระทั่ง...

ในเดือนสิงหาคม ขณะนั้นเขาเรียนแพทย์ศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งอยู่ปี 2
เสียงโทรศัพท์กลางดึกปลุกให้เขาต้องตื่นจากความหลับใหลอันแสนสุข
เขารับโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงส่อความหงุดหงิด
แต่เมื่อได้รับฟังปลายสายถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆออกมาจนหมด
เขาก็แทบจะทรงตัวไว้ไม่อยู่  เมื่อได้สติจึงได้รีบไปบอกแม่
"แม่ !  พ่อตายแล้ว!! "  เขาหยุดหายใจก่อนจะกล่าวต่อไป
"ทางโรงพยาบาลโทรมาบอกว่าพ่อถูกรถชนอาการสาหัส และมาสิ้นใจที่โรงพยาบาล"
แม่มองหน้าเขาด้วยสีหน้า งงๆ
ก่อนที่หน้าของแม่จะขาวซีดลงจนเห็นได้ชัดและแม่ก็ล้มฟุบลงไปบนที่นอน
สิ้นสติสมประดี

แม้เขากับพ่อใหม่จะไม่ได้สนิทกันมากนัก
แต่เขาก็ให้ความเคารพราวกับเป็นพ่อแท้ๆของเขา
ความรู้สึกในเวลานี้ของเขาหม่นหมองทึบทึมพอๆกับสีเทาหม่น

หลังพิธีศพของพ่อใหม่ซึ่งจัดแบบเรียบง่าย
ตำรวจยังไม่สามารถจับตัวคนที่ขับรถชนพ่อใหม่ได้
เขารู้สึกว่าตำรวจไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่แต่ก็ไม่สามารถทำอย่างไรได้
เหตุการณ์เลวร้ายดูเหมือนจะประดังเข้ามาในชีวิตเขาไม่หยุดหย่อน
หลังการเสียชีวิตของพ่อใหม่ได้เพียงปีเศษ
แม่ก็เสียชีวิตจากไปอีกคนด้วยโรคที่รุมเร้า

เขาตัดสินใจออกจากมหาวิทยาลัยในขณะที่เรียนอยู่ปีที่ 3
อาศัยการวาดรูปขายประทังชีวิต  ช่วงแรกๆด้วยความสงสารของผู้คนระแวกนั้น
ความมีน้ำใจของเพื่อนบ้านก็มาช่วยอุดหนุนงานของเขาอย่างสม่ำเสมอ
ภาพวาดของเขาถอดแบบมาจาก แวน โก๊ะ ศิลปินเอกในดวงใจ แม้จะไม่ดีเท่าก็ตาม

หลังจากแม่เสียชีวิตได้ไม่นาน ฟ้า
ก็ขอเลิกกับเขาด้วยเหตุผลที่ผู้หญิงสิ้นคิดนิยมกัน "เราเข้ากันไม่ได้"
เขาหดหู่และสิ้นหวัง แม้จะเสียใจแต่ก็ไม่เอ่ยคำทัดทาน
เขาเข้าใจฟ้า  ชีวิตเขาตอนนี้ไม่มีอะไรจะยืนยันอนาคตได้เลย
ลำพังตัวเองยังไม่แน่ว่าจะเอาตัวรอดได้หรือไม่
ผืนผ้าสีขาวในใจเขานับวันมันชักจะเหลือที่ว่างน้อยเต็มที

เหตุการณ์ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ เมื่อระแวกชุมชนใกล้บ้านถูกสร้างเป็นบริษัท ร้านค้า
ร้านอาหาร สำนักงาน รวมถึงห้างสรรพสินค้า   ผู้คนที่เคยคุ้นตาค่อยหายไปทีละคน
วิถีชีวิตใหม่ๆของผุ้คนใหม่ๆ เปลี่ยนไปจากเดิม  ทุกอย่างดูสับสนวุ่นวาย
ร้านศิลปะของเขาถูกลืมเลือนเหมือนไม่มีมันอยู่ที่นี่เลย และในไม่ช้า
ตัวเขาก็คงจะถูกลืมเลือนไปด้วยเช่นกัน

สิ่งเดียวที่ยังทำให้เขายืนหยัดอยู่ได้และเป็นสีขาวช่องสุดท้ายที่เหลือบนผืนผ้าสีทึมทึบก็คือคำพูดของอาจารย์ประสิทธิ์
" คนที่รักศิลปะน่ะ ไม่มีทางเป็นคนเลวหรอก"
เขารักศิลปะ เขาย่อมไม่ใช่คนเลว  เมื่อเขาไม่ใข่คนเลว
สักวันสวรรค์คงต้องประทานสิ่งดีๆให้แก่เขาบ้างเป็นการตอบแทน
อาจจะก่อนที่เขาจะตายหรือหลังจากที่เขาตายก็ตาม  เหมือนอย่างแวน โก๊ะไง
เขาเป็นศิลปินเอกของโลกเชียวนาแม้จะหลังจากความตายก็เหอะ
เหมือนแสงรำไรที่อยู่ทางปลายสุดของอุโมงค์มืดมิดสำหรับเขาเวลานี้



ภายในห้องเงียบสนิท  แสงจากโคมไฟดูเหมือนใกล้จะดับเต็มที
เสียงหมาเห่าดังมาไกลๆ ก่อนจะเงียบลงอีกครั้ง  เขาหลับตานิ่งสนิท
ปืนยังคงจ่ออยู่ที่ขมับขวา  เสียงถอนหายใจแรงๆ  เขาลืมตา
จ้องไปที่หนังสือพิมพ์บนโต๊ะ
ภาพใบหน้าของอาจารย์ประสิทธิ์ที่คุ้นเคยโชว์หราอยู่บนนั้น
ด้านขวาของรูปเป็นพาดหัวข่าว

' จับได้แล้ว อาจารย์โฉดลวงนักเรียนหญิงข่มขืน  สารภาพสิ้น7
ปีก่อนเคยขับรถชนคนตายเพราะเมาอีกคดี '
ใต้พาดหัวข่าวมีรูปของพ่อใหม่ขนาดเล็กแปะอยู่

ความรักของคนเราเป็นเรื่องแปลก ยามที่เรารักหรือเคารพใครสักคนด้วยหัวใจทั้งหมด
แต่เมื่อความรักนั้นกลับถูกทรยศหักหลัง
เราจะยิ่งรู้สึกแค้นคนผุ้นั้นมากเป็นทวีคูณ
ยิ่งรักมากก็ยิ่งแค้นมากไม่ผิดจริงๆ

บัดนี้ที่ว่างสุดท้ายบนผืนผ้าที่เคยขาวบริสุทธิ์กำลังจะถูกทาทับด้วยสีที่ดำสนิท
 สำหรับเขาแล้วโลกในยามนี้ไม่เหลือสีสันใดๆอีกต่อไป  ทุกสิ่งดูดำมืดไปหมด
ไม่ใช่สิ !  ความจริงแล้วมันไม่เคยมีสีสันใดๆมาตั้งแต่แรก
สีดำต่างหากเป็นสีที่จริงแท้ที่สุด  ชั่ววินาทีนั้น ภาพ  The  Starry Night
ผุดขึ้นในหัว เขาคิดว่าเขาหยั่งถึงความลึกลับและสับสนของภาพนั้น
เขาสัมผัสได้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของงานศิลปะและของแวน โก๊ะ

สิ่งที่เขาอยากรู้และยังไม่รู้เพียงอย่างเดียวในตอนนี้ก็คือ แวน โก๊ะ
กำลังคิดอะไรกันนะ ในขณะที่เขายิงตัวตาย... แต่ช่างเถอะ!
ยังไงก็ตามเวลานี้เขาเดินมาถึงสุดทางแล้ว
เขากำลังจะจบเรื่องราวทุกอย่างเหมือนที่ศิลปินเอกผู้ยิ่งใหญ่ของเขาและของโลกเคยทำไว้

แบตเตอรี่โคมไฟที่เคยฉายแสงริบหรี่มานานพลันดับสิ้นอายุขัยของมัน
พร้อมๆกันกับที่ความมืดเข้าครอบงำเสียงปืนก็ดังขึ้น  เสียงโลหะกระทบพื้น
ก่อนทุกอย่างจะเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง  เป็นความสงบอย่างแท้จริง
ความสงบอันเป็นนิรันดร์

รุ่งอรุณที่คุ้นตามาเยือนอีกครั้ง  ร้านค้าวุ่นวายกับการเรียกลูกค้าเข้าร้าน
ผุ้คนมากหน้าหลายตาเดินกันขวักไขว่ เด็กนักเรียนมือหนึ่งถือนมกล่อง
อีกมือถือขนมปังวิ่งออกมาจากบ้าน
แม้แต่เวลาจะกินอย่างเป็นสุขยังไม่มี   รถราส่งควันพิษลอยทั่วในอากาศ
บริเวณป้ายรถเมล์แน่นขนัดด้วยผุ้คน ยามที่รถจอดคนจะเฮละโลเบียดเสียดกันขึ้นรถ
คุณยายคนหนึ่งถูกเบียดจนจำใจต้องถอยหลังออกมา
และตัดใจจากรถคันนั้นเนื่องจากผุ้คนบนรถนั้นแน่นขนัดจนลามมาถึงบันไดขึ้น-ลงรถ
เสียงบีบแตรรถดังสับสนวุ่นวายไปหมด

ท่ามกลางการเคลื่อนไหวที่สับสนวุ่นวายอยู่นี้
ไม่มีใครทันได้สังเกตเห็นถึงความสงบของบ้านตึกแถวเล็กๆสองชั้นที่ 'เคย'
เป็นร้านขายงานศิลปะ
ความนิ่งสงบของมันหาใช่เป็นจุดแต้มตำหนิในวงกลมใหญ่ไม่
แต่เป็นดวงดาวเล็กๆที่มีประกายแสงเจิดจ้าบนผืนฟ้าสีน้ำเงินเข้มอันเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย
บนภาพ The  Starry Night ของแวน โก๊ะ ต่างหาก

 

 
 
 
 
 

คลีนิกเรื่องสั้น 42

เมื่อโลกไร้สีสัน

นรินทร์ สุนทรนวพัฒน์

 

            “Starry, starry night.

            Paint your palette blue and grey,

            Look out on a summer’s day,

With eyes that know the darkness in my soul.

Shadows on the hills,

Sketch the trees and the daffodils,

Catch the breeze and the winter chills,

In colors on the snowy linen land.”

อ่านเรื่อง “เมื่อโลกไร้สีสัน” แล้ว ทำให้อดที่จะนึกถึงเพลง Vincent ของ Don McLean ไม่ได้ โดยเฉพาะการที่อารมณ์ของเพลง เรื่องสั้น และภาพเขียน Starry Night ซึ่งอยู่ในประมาณที่ใกล้เคียงกัน

คุณนรินทร์สร้างเรื่องสั้นเรื่องนี้ได้ดี ในส่วนของเค้าโครง เนื้อหา และบรรยากาศ ซึ่งผูกพันกลมกลืนและลื่นไหลไปด้วยกัน รวมทั้งการนำเอา van Gogh และภาพเขียนชื้นเอกของเขามาบรรจุไว้ในเรื่องอย่างเหมาะควร ได้ช่วยเพิ่มน้ำหนักของตัวเรื่องและความเป็นเหตุเป็นผลในพฤติกรรมของตัวละครโดยผู้เขียนไม่จำเป็นต้องตอบคำถามหรือให้คำอธิบายแก่ผู้อ่านเพิ่มเติม

            ในส่วนของสิ่งซึ่งเป็น “กุญแจ” ดอกสำคัญของเรื่องนี้ คือ “อาจารย์ประสิทธิ์” นั้น คุณนรินทร์ก็ลำดับความสัมพันธ์ของ “เขา” กับ “อาจารย์ประสิทธิ์” อย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยเฉพาะการที่อาจารย์ก้าวเข้ามาในช่วงเวลาที่ “เขา”กำลังโดดเดี่ยวและแสวงหาตนเอง การชื่นชอบในจิตรกรคนเดียวกัน ความรู้สึกที่เหมือนกับอาจารย์เป็นสีขาวช่องสุดท้ายบนผ้าสีทึบทึม (ซึ่งเป็นคำเปรียบเทียบที่ดีมาก) และคำพูดที่ปลุกปลอบใจซึ่งเป็นเสมือนคาถาที่ “เขา”เชื่อถือและยึดมั่นอย่างแน่นแฟ้นมาตลอดว่า “คนที่รักศิลปะน่ะ ไม่มีทางเป็นคนเลวหรอก”    

            เมื่อนำความเชื่อที่ล่มสลายลงพร้อมกับความผิดหวังและสะเทือนใจอย่างรุนแรง ปัญหาชีวิตส่วนตัวที่พานพบและผจญอยู่ มาผสานกับ วิธีการยุติเรื่องราวที่รุมเร้าของ van Gogh ที่ “เขา”หลงใหล ก็ทำให้ “เสียงปืนที่ดังขึ้น” ก้องอยู่ในใจของผู้ที่ได้อ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้

            อย่างไรก็ตามผมยังอยากให้คุณนรินทร์กลับไปอ่านเรื่อง “เมื่อโลกไร้สีสัน” ดูอีกครั้ง โดยเฉพาะในส่วนของการบรรยาย จะพบว่าบางช่วงยังมีจุดที่สะดุดไม่เรียบรื่น หากได้รับการปรับแก้จะทำให้เรื่องมีความสมบูรณ์ขึ้น และในตอนที่พูดถึงประวัติของ van Gogh นั้น อาจจะใช้วิธีแบ่งเป็น 2 หรือ 3 ช่วงสั้น ๆ สอดแทรกอยู่ระหว่างเรื่องด้วยคำพูดของคุณเอง แทนการหยิบมาจากหนังสือทั้งประโยค ก็จะช่วยให้เรื่องกลมเกลาและให้อารมณ์แก่ผู้อ่านยิ่งขึ้น

            “Now I understand what you tried to say to me,

            How you suffered for your sanity,

            How you tried to set them free.

            They would not listen, they did not know how,

            Perhaps they’ll listen now

 

ประภัสสร เสวิกุล

ซันติอาโก ชิลี, 10 ธันวาคม 2550

 

 




คลีนิกเรื่องสั้น

รายการชีวิต
โจรปริญญา(ตี)
มือศิลป์ article
Love is....
อกแกก็อกฉัน...อกฉันก็อกแก article
ร่วมกินโต๊ะ
ภาพของฉัน article
คืนข้ามปี article
เหรียญบาทกับโบสถ์กลางน้ำ article
ใส...ซื่อ...บริสุทธิ์ (ใจ) article
นิยายรัก ฉบับป้าหมู article
สายน้ำที่ขาดหาย article
อรุณรุ่ง article
บ้านนั้นเขามีงานศพ article
หีบเชี่ยนหมากของอ้ายแก้ว article
การผ่านพ้นแห่งยุคสมัย article
แม่น้ำเจ้าพระยา article
เธอสุขได้อย่างไรเมื่อผองชนทุกข์ยากลำเค็ญ article
ลั่น article
เสมือนรังดักแด้ที่เฝ้าฟูมฟักผีเสื้อให้โบยบิน article
แหว่ง article
รุ้งกินน้ำของปานวาด article
กล่องความทรงจำเก่า...และเงารัก article
จอมโจรหนอนหนังสือ article
มาลัยวรรณกรรม article
ห้องแห่งมิติอนันต์ article
ครูจันทร์ผ่อง ของแม่ article
จุกน้ำปลา...พาโชค article
เวลาของพ่อ article
การค้นพบตัวเองที่ไม่ใช่ตัวเอง article
เพียงภาพในวัยเยาว์ article
น้ำตาลทราย article
การเดินทางของชายชรา article
พันธะพรหมลิขิต article
บทเรียนน้ำตา article
กลางเมืองหลวง article
ประตูที่ถูกเลือก article
ร้องเรือ: ลำนำที่ผันแปร article
ดาวน์ความสำเร็จ article
ไอ้หมา article
คุณย่ากับคุณป้าข้างบ้าน article
ข้างหลังภาพนั้น article
วัฏพินาศแห่งสยามประเทศ article
คลีนิกเรื่องสั้น 16 article
หรือฉันเองที่แตกต่าง article
เด็กชายวิสรุจณ์...ซุกซน article
ใบไม้เปลี่ยนสี article
มรดกพ่อ article
ก้าวแรกของนักล่าดวงจันทร์ article
เพื่อนตาย article
หุ่นยนต์สังกะสี article
คิดถึงพ่อ article
สาวหน้าใสกับหัวใจน้องเหมียว article
แดร๊กคิวล่ากระหายเลือด...ของคุณ article
ก็เพราะว่า...เรารักนาย article
อ้อมกอดทะเล article
เรือของพ่อ article
ไม่โกรธใช่ไหม article
ในความทรงจำ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ