ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


เธอสุขได้อย่างไรเมื่อผองชนทุกข์ยากลำเค็ญ article
 
 
ก่อนหน้านี้…

ผมรู้จักเธอจากกิจกรรมเชียร์ของคณะตอนเรายังเป็นนักศึกษาใหม่ เมื่อขึ้นปีสองผมได้พบเธอน้อยลงเพราะสาขาที่ต่างกัน หากเจอโดยบังเอิญเราเพียงเอ่ยทักทายและส่งยิ้มให้กันอย่างคนรู้จัก ใจหวังอยากชวนเธอไปทานข้าวด้วยบ้างแต่ถ้อยคำกลับพลัดหายในลำคอเสียทุกคราว จึงไม่อาจทราบได้ว่าเธอจะตอบรับหรือปฏิเสธ

 

จนกระทั่ง…

เมื่อราวๆสัปดาห์ก่อน เพื่อนคนหนึ่งชวนผมไปออกค่าย ผมไม่ใช่นักกิจกรรม, ไม่ใช่นักอนุรักษ์และไม่ใช่นักนิยมไพร แต่ผมก็ตอบตกลง  ครั้นพอถึงวันปฐมนิเทศค่าย เขากลับบอกว่าติดธุระสำคัญไม่อาจไปได้ เขาแสดงความเสียใจและบอกผมว่า

“เอ็งจะไปหรือไม่ก็ได้”

นี่เขาเห็นผมเป็นอะไรกัน...

ผมจึงมีโอกาสพบเธออีกหนหนึ่งในวันปฐมนิเทศค่ายนั่นเอง

 

ค่ำคืนวันอาทิตย์ปลายเดือนสิงหาคม...

ภายหลังแยกย้ายกับกลุ่มเพื่อนแล้ว ผมขับมอเตอร์ไซด์มาส่งเธอที่หอพัก อากาศเย็นหลังฝนตกทำให้ผมขับช้าๆ หรือแท้จริงแล้วอาจด้วยเหตุผลอื่น...

ผมแค่อยากยืดเวลาที่เราใกล้ชิดกันให้ยาวนานออกไป

เมื่อถึงหน้าหอพัก ผมตัดสินใจเอ่ยถามเธอบางอย่างหลังหายใจเข้าลึกๆ

“ทำไมเหรอ” เธอตอบ

ผมก้มหน้าและเอ่ยอีกคำถาม หลังหายใจเข้าลึกยิ่งกว่าครั้งไหนในชีวิต

เธอพยักหน้าแทนคำตอบ ก่อนเดินเข้าหอพักไปอย่างอ้อยอิ่ง

“…”

ผมได้แต่ยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจากมา ระหว่างกลับหอพักตนเอง ผมก็หวนคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นตลอดสองวันที่ผ่าน...

 

บ่ายแก่ๆของวันศุกร์...

เราชาวค่ายเริ่มออกเดินทางด้วยการโบกรถโดยแบ่งเป็นสามกลุ่ม และผมกับเธอได้อยู่กลุ่มเดียวกัน เป็นการเดินทางออกค่ายที่ดูแปลก อาจเพราะนี่ไม่ใช่ชมรม หากแต่เป็นการรวมกลุ่มของนักศึกษาบางคนที่ไม่ต้องการถูกยึดติดกับข้อจำกัดหลายๆอย่าง จากทางมหาวิทยาลัยที่มีต่อชมรมต่างๆ

“พวกเราคือกลุ่มอิสระ” รุ่นพี่คนหนึ่งป่าวประกาศตอนปฐมนิเทศชาวค่าย และขยายความต่อไปว่า เช่นนี้จึงทำให้

งบประมาณของกลุ่มเรามีอย่างจำกัดจำเขี่ย รายรับส่วนใหญ่ได้มาจากการเปิดหมวกร้องเพลง ออกค่ายจำเป็นต้องโบกรถไป แต่ผมรู้สึกว่าการเดินทางอย่างนี้ให้บรรยากาศดีอยู่ไม่น้อย

 

“นี่เป็นค่ายที่ออกไปศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตและปัญหาของชาวบ้านในหมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งภาครัฐเองต้องการโยกย้ายผู้คนออกจากพื้นที่ทำกิน อันเนื่องมาจากการประกาศเขตอุทยานขึ้นใหม่แต่ซ้อนทับกับพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน” พี่เมฆซึ่งเป็นพี่เลี้ยงประจำกลุ่มของผมเล่าให้ฟัง(อันที่จริงตอนปฐมนิเทศก็ดูเหมือนว่าจะกล่าวหนหนึ่งแล้ว)ขณะเราอยู่บนรถกระบะคันหนึ่งที่โบกได้ กลุ่มของเราโบกรถเพียงสองคันก็ถึงจุดนัดหมาย(อีกสองกลุ่มที่เหลือจากการสอบถามพบว่าอาศัยรถโบกไม่น้อยกว่าห้าคัน)

“โชคมักจะเข้าข้างมือใหม่” พี่เมฆเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ในกลุ่มมีเพียงพี่เมฆคนเดียวที่เคยเดินทางด้วยการโบกรถ(อย่างนับครั้งไม่ถ้วน) ระหว่างทางผมได้พูดคุยกับเธอมากกว่าเท่าที่ผ่านมารวมกันเสียอีก

บางสิ่งบางอย่าง... ได้ถูกถักทอขึ้นด้วยเรียบง่ายเช่นนี้เอง

 

จุดนัดหมายคือหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ติดชายขอบเขตอุทยานที่ประกาศขึ้นใหม่ “เราจะเห็นว่า หมู่บ้านแห่งนี้มีไฟฟ้าใช้ มีโรงเรียน หรือสิ่งอำนวยต่างๆอันพึงมีจากทางภาครัฐ แล้วหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่งล่ะ? ห่างจากที่นี่เพียงสิบกว่ากิโลเมตรเท่านั้น เป็นเช่นไรกัน? นั่นคือสถานที่ที่เราจะเข้าไปเรียนรู้และแสวงหาคำถามกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น” พี่เมฆกล่าวขึ้นระหว่างพวกเรา(ชาวค่ายทุกคนมารวมกันครบแล้ว)รอรถที่ติดต่อไว้มารับเพื่อพาเข้าไปยังหมู่บ้าน

“แสวงหาคำถาม” ฟังดูโก้อย่างบอกไม่ถูก เห็นทีผมจะต้องจดจำไปใช้บ้าง

 

การเข้าถึงตัวหมู่บ้านแห่งนี้ต้องผ่านด่านตรวจของอุทยานก่อน เจ้าหน้าที่ดูไม่ตื่นตัวมากนัก คงเพราะทราบจากการแจ้งล่วงหน้าแล้ว ความวิบากของหนทางกอปรกับสายฝนที่โปรยปรายลงมา พวกผู้ชายจึงต้องลงเข็นรถกันหลายหน ในที่สุด เราก็ถึงหมู่บ้านอย่างทุลักทุเล ระยะทางเพียงสิบกว่ากิโลเมตรแต่ใช้เวลาร่วมชั่วโมง

ชาวบ้านหลายคนรอเราอยู่บริเวณศาลาประชาคม(สร้างโดยนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่มาออกค่ายก่อนหน้านี้) อาศัยแสงวอมแวมจากเปลวเทียนและตะเกียง กับไฟฉายไม่กี่อัน ในหมู่บ้านไร้ซึ่งไฟฟ้า ไม่มีบ้านเลขที่ ไม่มีผู้ใหญ่บ้าน ไม่มีสิ่งอำนวยใดๆจากทางราชการ จะมีก็เพียงถนนสายที่นำเราเข้ามาแค่นั้น แต่ปลายทางของถนนสายนี้หาใช่ที่หมู่บ้าน หากด้วยวัตถุประสงค์อื่นที่ผมจะได้รู้ในภายหลัง

 

เราแบ่งกันออกเป็นสี่กลุ่มเพื่อแยกเข้าพักอาศัยกับแกนนำชาวบ้านที่ตระเตรียมรออยู่ ก่อนแยกย้ายตามกลุ่ม ผมหันมองไปมาอยู่ครู่หนึ่งคล้ายรอคอยบางสิ่ง

รอยยิ้มสองรอยที่ส่งถึงกันนั่นเอง

 

กลุ่มของผมมีห้าคน มีพี่เมฆ,ผมและเพื่อนนักศึกษาอีกสามคน โดยเข้าพักบ้านของหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่ง แม่น้อย คือชื่อที่พวกเราเรียกหญิงเจ้าของบ้าน  หลังจัดแจงข้าวของและล้างเนื้อล้างตัวเรียบร้อย พวกเราก็เข้านอน เสียงพี่เมฆพูดคุยกับแม่น้อยอยู่ใต้ถุนบ้านฟังไม่ได้ใจความนัก ผมหวนคิดเรื่องราวระหว่างเดินทางได้ครู่เดียวก่อนเผลอหลับด้วยความเพลีย

 

เช้าวันเสาร์ซึ่งฟ้าครึ้มฝน...

กำหนดการง่ายๆในเช้านี้คือ ศึกษาวิถีชุมชนตามแต่การนำพาของเจ้าของบ้าน ผมคาดว่า แต่ละกลุ่มคงมีพี่เลี้ยงคอยซักไซ้เรื่องราวต่างๆจากชาวบ้าน ให้ลูกค่ายได้รับรู้ถึงปัญหาที่เกิดอยู่ขณะนี้ เห็นได้จากพี่เมฆจะคอยสอบถามแม่น้อยอยู่เป็นระยะๆ ระหว่างทางที่แม่น้อยพาเราไปนาข้าวไร่ของเธอ ละอองฝนที่โปรยลงมาให้ผมรู้สึกชุ่มฉ่ำ ผมได้กลิ่นหอมอ่อนๆเมื่อเราผ่านทุ่งข้าวขจีในนาของชาวบ้านคนหนึ่ง แมกไม้เขียวสด นกร้องเจื้อยแจ้ว นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายอย่างนี้ เพื่อนคนอื่นๆดูเริงร่าเช่นกัน จนแทบไม่มีใครใส่ใจบทสนทนาระหว่างพี่เมฆกับแม่น้อยมากนัก

 

“ใกล้ถึงแล้ว” แม่น้อยบอก พร้อมกันนั้น ผมก็ได้ยินเสียงเพลงแตกพร่าที่น่าจะมาจากวิทยุเก่าๆแว่วทักทายเรา พอพ้นทิวไม้ภาพที่เห็นทำให้ผมคล้ายพลัดหายไปจากกาลเวลาอย่างสิ้นเชิง แม้จะเป็นเวลาชั่วขณะก็ตามที

กระท่อมบนเนินขนาดย่อม รายล้อมด้วยทิวข้าวกำลังโบกพลิ้วไปมาตามกระแสลม ฉากหลังเป็นเทือกเขาและเมฆเทาหม่น ขณะแดดส่องผ่านเมฆลงมา ผมรู้ว่าคำบรรยายแทนได้เพียงเศษเสี้ยว แค่พอให้เห็นเค้าโครงเท่านั้น...

“ไร้ถ้อยคำบรรยาย” ผมขอเลือกใช้วลีเชยๆนี้แทนดีกว่า

 

ดูเหมือนละอองฝนจะหยุดโปรยลงมาแล้ว เพื่อนร่วมกลุ่มสามคนขอตัวเดินเที่ยวชมโดยรอบ พวกเขาคงได้ภาพถ่ายสวยๆไปอวดคนอื่นเป็นแน่ ส่วนผม,พี่เมฆและแม่น้อยมุ่งสู่กระท่อม แม่น้อยบอกว่าพ่อ(แฟนแม่น้อย)มักมานอนที่กระท่อมในช่วงนี้ ตอนนี้คงออกไปทำอะไรสักอย่าง อาจหาของป่าหรือไม่ก็เก็บฟืน เรานั่งล้อมวงกัน กลางวงมีกองขี้เถ้าแต่ยังมีไออุ่นอยู่  พี่เมฆใช้ไม้เขี่ยกองขี้เถ้าไปมาก่อนเขี่ยเศษถ่านที่พบเข้ารวมกัน เป่าสองสามที กองเศษถ่านก็แดงปลั่ง ผมทำตัวเป็นดังนกรู้โดยหาเศษไม้ใบหญ้ามากองทับ แล้วช่วยกันเป่าอยู่ครู่เดียวเราก็ได้อาศัยไออุ่นจากกองไฟกัน

บนหัวของพี่เมฆและผมเต็มไปด้วยขี้เถ้าก่อนเราจะปัดออก

แม่น้อยหัวเราะออกมา

เป็นครั้งแรกที่ผมเห็น

คล้ายว่าการหัวเราะคือโรคติดต่อชนิดหนึ่ง

เราสามคนหัวเราะจนลั่นกระท่อม

 

แม่น้อยไปค้นเจอขวดกาแฟของพ่อ มีเพียงกาแฟอย่างเดียว ต้มในหม้อบุบเบี้ยวใบหนึ่งเดียวของที่นี่

เป็นครั้งแรกที่ผมลิ้มลองดื่มกาแฟโดยปราศจากเครื่องปรุงแต่ง ผมแสดงสีหน้าพิกล

เสียงหัวเราะจึงลั่นกระท่อมอีกหน

แล้วเสวนาวงกาแฟก็เริ่มขึ้น คราวนี้เองที่ผมมีความตั้งใจอยากรับรู้เรื่องราวต่างๆอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ออกค่ายมา ให้รู้สึกละอายตัวเองนัก ผมมองย้อนความเดียงสาที่แสดงออกของตน ผมอยากเอ่ยสารภาพบาป แต่เมื่อเหลียวมองพี่เมฆ ผมรู้ได้ทันทีว่าไม่มีความจำเป็นเลย

 

เหมือนพี่เมฆจะรู้ พี่เมฆน่าจะรู้ เพราะเขาเริ่มการสนทนาหนนี้ด้วยเรื่องราวเดิมๆซ้ำอีกครั้ง คล้ายคุรุผู้ทบทวนบทเรียนให้ศิษย์ด้อยปัญญาอย่างมีเมตตา แม่น้อยยังเสริมในบางเรื่องอีก หนึ่งคนถามกับอีกสองคนตอบ ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงได้รู้ว่าถนนสายที่นำเราเข้ามาคือทางขนไม้เถื่อนสายเก่า และกำลังจะเปิดให้บริการอีกครั้งหากอพยพชาวบ้านออกไปได้สำเร็จ ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงรับรู้ถึงจุดประสงค์ของการออกค่ายครั้งนี้อย่างถ่องแท้ ด้วยเหตุนี้เองผมจึงเริ่มเข้าใจความทุกข์ยากของผู้ที่ถูกเรียกว่า “คนชายขอบ” ด้วยเหตุนี้เองผมจึงเริ่มสำเหนียกรู้ถึงความไม่ชอบธรรม, ความไม่เท่าเทียม ของอำนาจรัฐ และด้วยเหตุนี้เองที่ก่อให้เกิดคำถามมากมายอันนำไปสู่การแสวงหาคำตอบในภายหลัง

นี่เป็นเพียงก้าวเล็กๆของผม ไม่อาจเรียกได้ว่าคือก้าวอันยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ

 

ตอนบ่าย เราชาวค่ายกลับมารวมกันที่ศาลาประชาคม ตั้งวงเสวนาแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่ได้ไปเรียนรู้มา กลุ่มหนึ่งไปเก็บของป่า(หน่อไม้และเห็ด) อีกกลุ่มไปเดินป่าก่อนแวะเล่นน้ำตกเล็กๆแห่งหนึ่ง สองกลุ่มที่เหลือได้ไปดูนาข้าว วงเสวนาเริ่มเป็นกันเองจากความสนิทสนมที่เพิ่มพูน จบแล้วมีกิจกรรมนันทนาการเพื่อผ่อนคลายและเชื่อมความสัมพันธ์ของชาวค่ายไปในตัว ก่อนจะให้แยกย้ายกลับไปเตรียมการแสดงของแต่ละกลุ่มในค่ำคืนนี้

ผมอยากชวนเธอไปเดินเล่นแต่คิดว่าคงไม่เหมาะนัก เราจึงเพียงแต่พูดคุยทักทายแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่ไปประสบมาสู่กันฟัง

บางสิ่งบางอย่างที่ถูกถักทอ... ได้สานต่อและดำเนินไปตามครรลองด้วยตัวมันเอง

 

ดูเหมือนว่าการแสดงของนักศึกษาในคืนนี้ ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของชาวบ้านได้บ้าง สังเกตได้จากเสียงหัวเราะปรบมือชอบใจ การแสดงของกลุ่มหนึ่งดูจะได้รับความสนใจจากชาวบ้านเป็นพิเศษ ถึงกับเรียกร้องให้มีการแสดงอีกครั้ง เมื่อเสร็จสิ้นการแสดง ชาวบ้านรีรออยู่พักหนึ่ง พอเห็นว่าไม่มีสิ่งน่าสนใจแล้วจึงแยกย้ายกลับไปนอนเพื่อเอาแรงไว้ต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆในวันพรุ่ง แต่ชาวค่ายส่วนใหญ่ยังรวมตัวกันอยู่ เป็นวงสนทนาย่อมๆอยู่สักพัก แล้วการขับกล่อมบรรเลงบทเพลงก็เริ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นเพลงค่ายกับเพลงเพื่อชีวิต ซึ่งไม่คุ้นหูผมเอาเสียเลย แต่ก็เข้าบรรยากาศอย่างดีเยี่ยม ชั่วขณะหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว สายตาของผมเลื่อนไปทางเธอ นั่นทำให้ดวงตาสองคู่ได้พบกัน

ถ้อยอันใดดูเหมือนจะไร้ค่าหากเอ่ยออกมา ณ ห้วงเวลานั้น...

 

เช้าวันอาทิตย์ซึ่งเมฆเทาหม่นแผ่คลุมฟ้า...

เป็นการตั้งวงเสวนากับชาวบ้าน และเมื่อถึงตอนจากลา แม่น้อยได้ร่ำไห้

มันเป็นไปอย่างเรียบๆและง่ายดาย  แกนนำชาวบ้านกล่าวอำลา นักศึกษากล่าวอำลา พวกเราร่วมร้องเพลง รถเข้ามารับ ขณะที่คนอื่นๆกำลังขึ้นรถ ผมและพี่เมฆได้เดินเข้าไปอำลาแม่น้อย

ถึงตอนนี้เองแม่น้อยก็ร่ำไห้ พร้อมกับเอ่ยอะไรบางอย่างออกมา

“แม่ไม่อยากเห็นนักศึกษาเข้ามาอีกแล้ว แม่ไม่อยาก เพราะอะไรหรือ? เพราะนักศึกษามักจะเข้ามาพร้อมกับความหวัง ความหวังให้กับคนอย่างพวกแม่ ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่พอลูกๆนักศึกษาจากไปก็นำมันกลับไปด้วย พร้อมทิ้งแต่ความผิดหวังไว้ข้างหลังโดยไม่เคยกลับมาเหลียวแลอีกเลย”

แม่น้อยกล่าวทั้งสะอื้น...

“...”

“...”

บางครั้งการเงียบก็อาจดีกว่าวาจาใดๆที่เอ่ยออกมา

พี่เมฆและผมได้แต่นิ่งเงียบพร้อมกุมมือแม่น้อยเอาไว้คนละข้าง

 

รถกำลังเคลื่อนจากหมู่บ้านอย่างช้าๆ...

“รักษาตัวนะลูกๆ” แม่น้อยตะโกนส่ง แววตาสุดท้ายที่แม่น้อยมองมา เป็นอย่างที่พบเห็นได้ในผู้เป็นแม่ยามต้องจากลา ผมไม่เคยได้รับแววตาเช่นนี้อีกเลยนับตั้งแต่แม่เสียชีวิต นี่เองที่ทำผมไม่อาจทนได้จึงเบือนหน้าหนีส่วนพี่เมฆเอาแต่ก้มหน้านิ่ง เขาอาจคิดว่าถูกหรือเปล่าที่ไม่ตอบอะไรไปในตอนนั้น หรืออาจเพราะไม่แน่ใจว่าหากตอบออกไปแล้วจะเป็นความจริงหรือไม่ ความเงียบอาจเป็นคำตอบที่ดีที่สุด หรือกลับกลายเป็นคำตอบที่แย่ที่สุดก็ได้

แท้จริงแล้วความเงียบหาใช่คำตอบ

ความเงียบก็เป็นได้แค่ความเงียบเท่านั้น

 

การแบ่งกลุ่มโบกรถในตอนกลับ ผมไม่ได้อยู่กลุ่มกับเธอ ไม่ได้อยู่กลุ่มกับพี่เมฆ และผมไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะสนทนากับใคร จึงได้แต่นั่งเงียบๆจ่อมจมอยู่ในห้วงภวังค์แห่งตน ช่วงแรกฝนตกลงมาเป็นระยะ ทำให้เราเปียกปอนและหนาวเหน็บตามๆกัน แต่อย่างน้อยฝนก็ไม่ตกตลอดเส้นทาง

เมื่อกลับถึงมหาวิทยาลัยด้วยสวัสดิภาพครบทุกคนแล้ว เรานัดแนะกินอาหารค่ำด้วยกัน

ไม่พ้นร้านเนื้อย่าง ไม่พ้นร้องคาราโอเกะ สูตรสำเร็จของนักศึกษา...

 

แม้ทุกคนดูเมื่อยล้าจากการเดินทาง แต่ก็ยังสนุกสนานเสียราวกับพวกเขาห่างมานานนับเดือน ความโหยหาสังคมอันคุ้นชินคงเป็นสิ่งที่ได้รับจากการออกค่าย นอกเหนือไปจากเรื่องเล่าสนุกๆ นอกเหนือไปจากภาพถ่ายงามๆ นอกเหนือไปจากการเหยียบย่ำทำลายฝันของผู้คนบางกลุ่มอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว คงเป็นได้แค่นี้สินะการออกค่าย หากเป็นเมื่อก่อนผมไม่น่าต่างจากนี้ แต่เพราะถ้อยคำของแม่น้อยที่ยังวนเวียนให้นึกคิด

ผมจึงเดินออกมา

และมองเหม่อผ่านหน้าต่าง ไปยังความว่างเปล่าที่แทรกอยู่ระหว่างเม็ดฝนต้องแสงไฟแห่งค่ำคืน…

  

 
 
 
 

คลินิกเรื่องสั้น 43

เธอสุขได้อย่างไรเมื่อผองชนทุกข์ยากลำเค็ญ

“ดุจดังฯ คนจร”

 

            เรื่องสั้น “เธอสุขได้อย่างไรฯ” ให้บรรยากาศย้อนยุค ทีมีด้วยกลิ่นอายเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ครั้งที่นักศึกษามหาวิทยาลัยออกค่ายอาสาพัฒนา ปัญหาของผู้คนในชนบท และอิทธิพลเถื่อน ซึ่งเป็น “สูตรสำเร็จ” ของเรื่องสั้นประเภทนี้ในสมัยหนึ่ง แต่ก็ต้องถือว่า “เธอสุขได้อย่างไรฯ”เป็นเรื่องสั้นแนวอุดคติที่หมดจดและงดงาม

            คุณ “ดุจดังฯ คนจร” มีความสามารถในการบรรยายเรื่องที่ให้จินตภาพ อารมณ์ และความรู้สึก ในโทนที่ทึมเทาแต่ก็แต้มพรายด้วยประกายสดใสของรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความอ่อนหวานที่เจืออยู่แผ่วบาง แต่จุดที่โดดเด่นของเรื่อง คือคำพูดของแม่น้อย ซึ่งคงจะสร้างความปวดแปลบในจิตใจของใครหลาย ๆ คน

            สิ่งหนึ่งซึ่งเร้นอยู่เบิ้องหลังเรื่องสั้นเรื่องนี้ก็คือ เส้นบาง ๆ แต่แข็งแกร่งและแน่นหนา ซึ่งคั่นอยู่ระหว่างโลกในความฝันกับโลกแห่งความเป็นจริง และอุดมคติกับสภาวการณ์ปัจจุบัน ขณะที่นักศึกษาคิดว่าการออกค่ายเป็นกิจกรรม “เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตและปัญหาของชาวบ้าน” แต่สำหรับชาวบ้านกลับรู้สึกคล้ายกับนักศึกษาเหล่านั้นเป็นเพียงสายลมที่แผ่วมาและผ่านเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นลมปากที่สร้างความผิดหวังแก่ชาวบ้านซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            และเมื่อนักศึกษากลับไปแล้ว วิถีชีวิตและปัญหาเดิม ๆ ของชาวบ้านก็ยังคงดำเนินต่อไป โดยไม่เคยได้รับการแก้ไขเยียวยา ไม่ว่าจะเป็นความยากจน การขาดแคลนที่ทำกิน การถูกคุกคามจากข้าราชการท้องถิ่นหรือผู้ทรงอิทธิพล

            และในขณะที่นักศึกษาฉลองความสำเร็จของกิจกรรมในร้านเนื้อย่าง และการร้องคาราโอเกะ

ชาวบ้านก็ยังคงเก็บหน่อไม้และเห็ดป่าเป็นอาหาร โดยไม่รู้ว่าจะถูกโยกย้ายจากผืนดินแห่งนั้นไปอยู่ที่ไหน? เมื่อไหร่?

            แม้เรื่องแนวอุดมคติ อย่าง “เธอจะสุขได้อย่างไรฯ” จะมีบรรยากาศย้อนยุค แต่ตลอดระยะเวลา 30 กว่าปีทีผ่านมา ปัญหาเหล่านั้นก็ยังคงดำรงอยู่เช่นเดิม เพียงแต่ยุคนี้อาจไม่มีกิจกรรมค่ายอาสาฯ อย่างนักศึกษาในเรื่องสั้นเรื่องนี้มากมายเหมือนสมัยก่อน

            ที่สำคัญก็คือ คุณ “ดุจดังฯ คนจร” นำเสนอเรื่องนี้ได้น่าสนใจ และมีลักษณะร่วมสมัยเป็นอย่างดี – ปัญหาประการเดียวของเรื่องสั้นเรื่องนี้อยู่ที่ชื่อเรื่อง ซึ่งฟังดูเก่าและขาดแรงดึงดูดใจเพียงพอ...แม้ว่าครั้งหนึ่งผมจะเคยเขียนกลอนบทหนึ่งไว้ในเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งว่า

            “ถ้าคนอื่นขื่นขมระทมทุกข์

            เราจะสุขอยู่ได้อย่างไรหนอ

            ถ้าผู้คนร้องร่ำน้ำตาคลอ

            ควรหัวร่อเริงร่าหรือว่าไร?”

            แต่ผมก็ตั้งชื่อเรื่องสั้นเรื่องนั้นว่า “เรื่องรักที่เราลืม” ซึ่งสร้างความสนใจได้มากกว่าการหยิบยก

ข้อความในบทกลอนบทนั้นมาตั้งเป็นชื่อเรื่อง

            อยากให้คุณ “ดุจดังฯ คนจร” ลองหาชื่อใหม่ดูนะครับ และจะส่งชื่อมาให้ผมดูด้วยก็ได้

           

 

ประภัสสร เสวิกุล

ซันติอาโก ชิลี, 10 ธันวาคม 2550

 

                       

 

 



คลีนิกเรื่องสั้น

รายการชีวิต
โจรปริญญา(ตี)
มือศิลป์ article
Love is....
อกแกก็อกฉัน...อกฉันก็อกแก article
ร่วมกินโต๊ะ
ภาพของฉัน article
คืนข้ามปี article
เหรียญบาทกับโบสถ์กลางน้ำ article
ใส...ซื่อ...บริสุทธิ์ (ใจ) article
นิยายรัก ฉบับป้าหมู article
สายน้ำที่ขาดหาย article
อรุณรุ่ง article
บ้านนั้นเขามีงานศพ article
หีบเชี่ยนหมากของอ้ายแก้ว article
การผ่านพ้นแห่งยุคสมัย article
แม่น้ำเจ้าพระยา article
เมื่อโลกนี้ไร้สีสัน... article
ลั่น article
เสมือนรังดักแด้ที่เฝ้าฟูมฟักผีเสื้อให้โบยบิน article
แหว่ง article
รุ้งกินน้ำของปานวาด article
กล่องความทรงจำเก่า...และเงารัก article
จอมโจรหนอนหนังสือ article
มาลัยวรรณกรรม article
ห้องแห่งมิติอนันต์ article
ครูจันทร์ผ่อง ของแม่ article
จุกน้ำปลา...พาโชค article
เวลาของพ่อ article
การค้นพบตัวเองที่ไม่ใช่ตัวเอง article
เพียงภาพในวัยเยาว์ article
น้ำตาลทราย article
การเดินทางของชายชรา article
พันธะพรหมลิขิต article
บทเรียนน้ำตา article
กลางเมืองหลวง article
ประตูที่ถูกเลือก article
ร้องเรือ: ลำนำที่ผันแปร article
ดาวน์ความสำเร็จ article
ไอ้หมา article
คุณย่ากับคุณป้าข้างบ้าน article
ข้างหลังภาพนั้น article
วัฏพินาศแห่งสยามประเทศ article
คลีนิกเรื่องสั้น 16 article
หรือฉันเองที่แตกต่าง article
เด็กชายวิสรุจณ์...ซุกซน article
ใบไม้เปลี่ยนสี article
มรดกพ่อ article
ก้าวแรกของนักล่าดวงจันทร์ article
เพื่อนตาย article
หุ่นยนต์สังกะสี article
คิดถึงพ่อ article
สาวหน้าใสกับหัวใจน้องเหมียว article
แดร๊กคิวล่ากระหายเลือด...ของคุณ article
ก็เพราะว่า...เรารักนาย article
อ้อมกอดทะเล article
เรือของพ่อ article
ไม่โกรธใช่ไหม article
ในความทรงจำ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ