ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


บทสัมภาษณ์จาก Hi class magazine article

Text:

ประภัสสร เสวิกุล
นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยคนที่ 14
นักเขียนที่เป็นนักการทูต และนักการทูตที่เป็นนักเขียน

ประภัสสร เสวิกุล-นักเขียนใหญ่ชื่อก้องชาวกรุงเทพฯ คนนี้ได้แรงดาลใจในการเป็นนักเขียนจากการเป็นนักอ่านตัวฉกาจ ในฐานะนักเขียนประภัสสรมีสำนวนภาษาที่งดงามตามพื้นฐานความเป็นนักกลอน อีกทั้งเนื้อหางานเขียนของเขาก็ลึกซึ้งเข้าถึงคนอ่าน บ้างกระชากใจ และบ้างโอบกอดหัวใจคนอ่านไว้อย่างนุ่มนวลอ่อนโยนซึ่งความสามารถตรงนี้ส่วนหนึ่งมาจากภาระหน้าที่ในฐานะนักการทูตที่ต้องเดินทางไปพำนักอยู่ต่างบ้านต่างเมืองบ่อยครั้ง ทำให้ประภัสสรได้ผ่านพบเรื่องราวต่างๆมากมายจนกลายมาเป็นวัตถุดิบในการเขียนหนังสือ ประภัสสรมีผลงานวรรณกรรมระดับรางวัลมากมายหลายเรื่องแต่ที่คุ้นหูคุ้นตาและเป็นงานชิ้นเอกในดวงใจใครหลายคน ก็ เช่น อำนาจ, เวลาในขวดแก้ว, ขอหมอนใบนั้น…ที่เธอฝันยามหนุน, ลอดลายมังกร ฯลฯ ประภัสสรเคยดำรงตำแหน่งเป็นนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยคนที่ 14 โดยดำรงตำแหน่งถึง 2  สมัยระหว่างปี พ.ศ. 2544-2548 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอัครราชทูตที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงซันติอาโก ประเทศชิล และยังมีผลงานเขียนออกมาอย่างสม่ำเสมอ แม้กายจะอยู่ไกล แต่แฟนๆ ของประภัสสรคงไม่ต้องกังวลอีกต่อไป
กิติคุณ คัมภิรานนท์ 
Photo:ชุติมา เสวิกุล

ี เพราะเมื่อไม่นานมานี้ประภัสสรเพิ่งเปิดเว็บไซต์ส่วนตัวในชื่อ www.psevikul.com ไว้เป็นที่สนทนาประสามิตรกับแฟนๆ นักอ่านและนักอยากเขียนทั้งหลายด้วยความเป็นกันเอง

 

อะไรที่ทำให้คุณเริ่มเป็นเขียนและอะไรที่ทำให้คุณยังเป็นนักเขียน
ความซาบซึ้งและติดตรึงใจในรสชาติที่ไพเราะอ่อนหวานของบทกลอนต่างๆ ที่คุณพ่อคุณแม่สอนให้ท่องจำ ตั้งแต่ยังไม่ทันได้เข้าโรงเรียนซึ่งมีทั้งสามัคคีเภทคำฉันท์ โคลงโลกนิติ ลิลิตตะเลงพ่าย เป็นต้น ครั้นเมื่อเริ่มเรียนหนังสือผมก็ชอบท่องอาขยานหรือบทกลอนในหนังสือเรียนสมัยก่อนนั้น แล้วก็เริ่มชอบการอ่านหนังสือมากแต่หนังสือที่ผมชอบอ่านค่อนข้างจะเป็นอะไรที่สูงเกินวัยอย่างสามก๊ก  หิโตปเทศ ราชาธิราช หรือมิลินทปัญหา พวกนี้ผมอ่านตั้งแต่เด็ก เมื่ออ่านมากก็เลยเกิดความรู้สึกอยากเขียนบ้างเพราะความประทับใจมีมาก ผมจึงเริ่มด้วยการเขียนกลอนเป็นบทๆ ส่งไปลงพิมพ์ตามนิตยสารต่างๆ หลังจากนั้นผมก็หันมาเขียนเป็นพวกลำนำประกอบเพลง ด้วยการนำเนื้อเพลงสากลที่เพราะๆและกำลังฮิตมาแต่งเป็นกลอน โดยถอดความหมายตามเนื้อเพลงผมหลงใหลได้ปลื้มกับการเขียนกลอนอยู่ถึง 6 ปี จึงได้เริ่มหันมาเขียนเรื่องสั้นและก็เขียนเรื่องสั้นมาถึง 12ปีกว่าจะลงมือเขียนนวนิยาย  แต่ไม่ว่าจะเขียนอะไร ผมเขียนด้วยความรักและพลังความตั้งใจเต็มที่ และสิ่งที่ทำให้ผมยังเป็นนักเขียนอยู่ทุกวันนี้ ก็ คือ ความรัก ความผูกพัน และความปรารถนาดีที่ผู้อ่านมอบให้ผม ไม่ว่าจะเป็นคำบอกกล่าว เล่าว่าชอบอ่านเรื่องนั้นเรื่องนี้ของผม คำขอบคุณ และรอคอยที่จะอ่านเรื่องต่อๆ ไปที่ผมจะเขียนออกมา รวมทั้งขอให้ผมเขียนเรื่องดีๆมีคุณค่าออกมาอีก สายสัมพันธ์ทางใจเหล่านี้เป็นสิ่งมีค่าที่ผู้อ่านมอบให้กับผมตลอดมา ทำให้ผมมีพลังและกำลังใจในการที่จะสร้างงานดีๆ ออกมา และเป็นเสมือนสัญญาใจที่ผู้อ่านและผมมีให้ต่อกัน

คุณลักษณะของนักเขียนที่ดี และต้นแบบในการเขียนหนังสือของคุณ
                นักเขียนที่ดีในทัศนะของผมต้องมีคูณสมบัติอย่างไรบ้าง…คงไม่มีอะไรมาก ขอแค่ให้มีความรับผิดชอบ มีความจริงใจ มีความตั้งใจจริง และเคารพในตัวของคุณเองและเคารพผู้อ่าน เท่านี้เองครับเพราะนักเขียนสร้างโลกด้วยปากกา (ยุคนี้ต้องคอมพิวเตอร์) นักเขียนสามารถทำให้โลกยิ้มหัวเราะด้วยความสุ๘เบิกบาน หรือเศร้าสร้อยหม่นหมอง ทำให้โลกบริสุทธิ์ งดงาม หรือสกปรกแปดเปื้อน เอ่ยเอื้อนด้วยถ้อยคำอ่อนหวานหรือหยาบคาย ดังนั้น ผมคิดว่า ความรับผิดชอบของนักเขียนจึงเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญที่ผมอยากให้มี ความจริงใจและตั้งใจในการทำงานและนำเสนอเรื่องราวออกสู่สาธารณชน การมอบแต่สิ่งที่ดีงามให้กับคนอ่าน ไม่มอมเมา หรือฉุดคนอ่านให้ตกต่ำ นักเขียนที่ดีต้องยกระดับคนอ่านหรือแฟนหนังสือของตัวเองให้ก้าวหน้าในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ  และสุดท้ายคือการเคารพตัวของตัวเองและเคารพผูอ่าน นั่น คือ เขียนในสิ่งที่สมเหตุสมผลให้สาระและแง่คิดต่อผู้อ่าน
                ในส่วนของบุคคลผู้เป็นต้นแบบ ก็คงต้องบอกว่าผมก็คงจะไม่ต่างจากนักเขียนคนอื่นๆซึ่งย่อมจะมีนักเขียนในดวงใจสักคนหรือหลายคนแต่เมื่อถึงเวลาที่จะสร้างงาน นักเขียนจะต้องสร้างแนวทางของตนที่เป็นเอกลักษ์หรือรูปแบบเฉพาะตัวไม่ว่าจะเป็นแนวคิด การวางโครงเรื่อง สำนวน ภาษา กลวิธีการนำเสนอ จะติองเป็นต้นแบบของตนเอง ไม่ใช่เพียงแค่สำเนาของคนอื่น

ปณิธานสูงสุดในฐานะนักเขียน
                ทำงานทุกชิ้นให้ดีที่สุด และให้ผู้อ่านได้รับสิ่งดีๆ มากที่สุด

การทำงานเขียนชิ้นหนึ่งของคุณเริ่มที่ไหนและจะจบลงที่ไหน
                เริ่มจากการวางโครงเรื่อง การหาข้อมูลการบ่มเพาะความคิดจนได้ที่ จากนั้นก็ลงมือเขียนและเมื่อเรื่องเดินมาถึงจุดสุดท้าย นั่นคือภาพรวมอย่างกว้างๆ แต่จุดเริ่มต้นของนิยายหรือเรื่องสั้นแต่ละเรื่องก็แตกต่างกันไป เช่นบางครั้งอาจจะเกิดจากอาการที่มีอะไรบางอย่างมาโดนใจอย่างจังทำให้อยากจะเขียนถึงหรือลงรายละเอียด บางครั้งก็เกิดจากได้ชื่อเรื่องมุกเด็ดๆ มา จนบอกกับตัวเองว่าเรื่องนี้ไม่เขียนไม่ได้แล้ว อย่างไรก็ตามเมื่อลงมือทำจริงๆ แล้ว หลายเรื่องก็ไม่ได้ลื่นหรือเป็นไปตามที่คิด บางเรื่องต้องใช้เวลาหาข้อมูลหรือปรับเรื่องอีกพักใหญ่ทีเดียวครับ

ตลอดมาจนถึงทุกวันนี้ หากมีใครถามคุณว่าทำอาชีพอะไรคุณตอบว่า…
            ผมคิดว่าทุกคนตอบแทนผมได้ว่าผมเป็นนักเขียนที่เป็นนักการทูต และนักการทูตที่เป็นนักเขียน

สิ่งสำคัญที่สุดที่วรรณกรรมชิ้นหนึ่งพึงมี
                วรรณกรรมคือกระจกเงาที่สะท้อนภาพความเป็นไปทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองทัศนคติ ความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนในแต่ละช่วงสมัย ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดที่วรรณกรรมชิ้นหนึ่งพึงมีนอกจากสิ่งต่างๆที่กล่าวมาแล้ว ก็คือ การให้ความคิด ความหวังและกำลังใจ รวมทั้งวิถีแห่งการดำเนินชีวิตอันเหมาะควร วรรณกรรมที่ดีมักจะไม่ใช่คำตอบที่รวบยอดหรือสมบูรณ์ในตัวของมันเองหากแต่เติมเต็มด้วยภูมิหลัง ประสบการณ์ และการแตกโตทางความคิดที่แตกต่างกันออกไปของผู้อ่านเพราะนั่นคือการทำงานร่วมกันของนักเขียนกับนักอ่านและทำให้วรรณกรรมชิ้นนั้นได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและยืนยง

ในฐานะนักเขียน อะไรสำคัญกว่ากันระหว่าง “พรสวรรค์” กับ “พรแสวง”
            พรสวรรค์ให้พลังบรรเจิด พรแสวงให้พลังบรรจง ถ้าคุณไม่มีพรสวรรค์ คุณก็ต้องบรรจงหาสิ่งต่างๆมาเสริมแต่ง

มองวงการวรรณกรรมไทย
                วงการวรรณกรรมไทยในยุคนี้ยังไม่ถึงกับตีบตันหรือล้มหายตายจากอย่างที่ใครต่อใครพูดกัน เพราะมีคนอยากเป็นนักเขียนอยู่อีกมากและก็เขียนกันออกมาดีๆ ก็เยาะ แต่ที่อยู่ในขั้นต้นก็เยาะ สำหรับผมคิดว่าการที่จะทำให้วงการวรรณกรรมเข้มแข็ง จำเป็นที่จะต้องสร้างนักอ่านที่มีคุณภาพ ควบคู่ไปกับการสร้างนักเขียนและวัฒนธรรมในการวิจารณ์
                ผมเห็นว่าวรรณกรรมไทยในปัจจุบันมีความหลากหลายขึ้น ทั้งในด้านของรูปแบบและเนื้อหาแต่ยังถือว่าอยู่ในระยะเริ่มต้นซึ่งคงต้องการเวลาอีกสักระยะหนึ่งเพื่อปรับเปลี่ยนตัวเองจนกว่าจะตกผลึก

“รางวัล” จำเป็นไหมต่อวงการวรรณกรรมและสภาพการณ์ที่มีการประกวดรางวัลผุดขึ้นมากมายในปัจจุบัน คุณคิดเห็นว่ามันสื่อถึงอะไร
                จริงๆ แล้วผมว่าสำหรับคนที่มุ่งทำงานวรรณกรรมจริงๆ นั้น รางวัลเป็นเรื่องรอง ไม่มีความสำคัญเท่ากับเนื้องาน
                อย่างไรก็ตาม ในส่วนหนึ่งรางวัลถือเป็นเรื่องของกำลังใจหรือการยอมรับนับถือในระดับหนึ่งการมีรางวัลต่างๆ เพิ่มขึ้นในปัจจุบันนั้น ผมในฐานะผู้ริเริ่มและมีส่วนร่วมในการก่อตั้งรางวัลหลายรางวัล เช่น รางวัลนราธิป รางวัลพานแว่นฟ้า รางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด รางวัลอมตะ รางวัลอนุสรณ์อ.ไชยวรศิลป์ ฯ ยืนยันได้ว่าทุกรางวัลมีเจตนารมณ์ในอันที่จะส่งเสริมวรรณกรรมบ้านเราและก่อให้เกิดโอกาสหรือทางเลือกเพิ่มขึ้นไม่ติดยึดอยู่กับรางวัลหนึ่งรางวัลใดจนเกินไป นักเขียนสามารถค้นพบความสามารถของตนเองในแนวทางการเขียนที่แตกต่างกันออกไปตามประเภทของรางวัล แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็อยากเห็นนักเขียนทำงานของตนอย่างเต็มที่และดีที่สุดก่อนให้ผลงานประกาศความสามารถของตัวคุณเองซึ่งจะเป็นสิ่งที่จริงแท้และยั่งยืนกว่ารางวัลใดๆ ทั้งสิ้น

คำแนะนำถึงนักอยากเขียน ว่าต้องเริ่มที่จุดไหน และควรพัฒนาตนเองอย่างไร
                ต้องเป็นคนชอบอ่าน ชอบสังเกต เป็นนักคิด นักเขียน และนักวิจารณ์
                -การอ่านเป็นการย่นระยะเวลาของการหาความรู้ เพราะเท่ากับได้เรียนรู้กระบวนทัศน์ของนักเขียน ซึ่งบางคนอาจจะใช้เวลาหลายสิบปีและประสบการณ์อันมากมายในการสร้างงานชิ้นหนึ่งดังนั้น ยิ่งอ่านมากก็ยิ่งทำให้รู้จักโลก รู้จักคน หรือรู้จักชีวิตมากตามไปด้วย
                -โลกเรามีอยู่หลายมุม และแต่ละคนก็มองโลกในมุมมองที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับความเป็นคนช่างสังเกต ตลอดจนแสวงหามุมมองใหม่ๆ แปลกๆ ที่แตกต่างไปจากคนอื่น
                -ความเป็นนักคิดเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับนักเขียน ทั้งคิดค้นหาข้อเท็จจริง และค้นคิดในสิ่งใหม่ๆ
                -และการจะบรรลุความเป็นนักเขียนโดยสมบูรณ์ก็คือต้องลงมือเขียน โดยนำวัตถุดิบที่ได้จากการอ่าน การพบเห็นมากลั่นกรอง แล้วสร้างสรรค์ผลงานของตนเอง
                -ท้ายสุดก็คือการวิจารณ์เพื่อพิจารณางานเขียนของตนเอง หาข้อบกพร่องและแก้ไขให้ดีขึ้นก่อนออกสู่สายตาของผู้อ่านรวมทั้งยอมรับคำวิจารณ์ที่เป็นธรรมของคนอื่นด้วยใจที่เปิดกว้าง

รายนามนักเขียนคนโปรด  และหนังสือเล่มโปรด
               นักเขียนคนโปรด
                1.ยาสึนาริ คาวาบาตะ
                2.กาเบรียล กาเซียร์ มาเควซ
                3.พลตรีหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช
                4.จอห์น สไตน์เบ็ก
                5.พาโบล เนรูด้า

                หนังสือเล่มโปรด
                1.สามก็ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง(หน)
                2.South of the Border, West of the Sun ของ ฮารูกิ ฒูราคามิ / โตมร ศุขปรีชา แปล
                3.โลกียชน ของ จอห์น สไตน์เบ็ก
                4.เล่ห์เสน่หา ของ รพินทรนาถ ตะกอร์ / พงษ์เทพ แปล
                5.แผ่นดินอื่น ของ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์

 

                                                      ที่มาจาก Hi-class magazine vol.25 No.258 2007

 

 




บทสัมภาษณ์ ประภัสสร เสวิกุล

Famous Thai Writer ...
ประภัสสร เสวิกุล นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ จาก Mrthaijob.com article
เยี่ยมบ้าน ประภัสสร เสวิกุล กับการพูดคุยถึงบทบาทของนักเขียน ... article
ประภัสสร เสวิกุล-ถนนแห่งความหลากสี article
คุยเบา ๆ ก่อนบิน กับ ประภัสสร เสวิกุล article
คนรุ่นใหม่สนใจวรรณกรรมน้อยลง article
คุยนอกรอบ - ประภัสสรกับแนวคิดในการสร้างนักอ่าน+นักเขียนให้ก้าวไปพร้อม ๆ กัน article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ