ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


การผ่านพ้นแห่งยุคสมัย article
 
 

          ดวงตะวันยังไม่เผยแสงโผล่พ้นเหลี่ยมเขาทางด้านตะวันออก  เมื่อความมืดยังโรยตัวฉาบทาทั่วโค้งฟ้าเบื้องหน้า  ขณะย่ำเดินฉันคล้ายได้ยินเสียงร่วงหล่นของหยดน้ำค้างที่ชื้นพรมตามใบหญ้า  และนั่นเสียงสะบัดผ้าถุงตามจังหวะสาวเท้าย่างของแม่ที่ทำลายความเงียบ  ความเหน็บหนาวยามเช้ามืดในช่วงปลายฤดูหนาวเสียดแทรกอยู่ทุกผิวสัมผัส

 

         เราเดินดุ่มไปตามถนนสีฝุ่นดินแดง  ก่อนจะเลี้ยวลัดเลาะไปตามทางเท้าบนคันนา  เวิ้งทุ่งนาทั้งผืนเย็นเยียบไปด้วยกระไอน้ำค้าง  ความเปียกชื้นบนเรียวหญ้าที่สากคม  ทำให้รู้สึกคันแสบไปทั้งท่อนขา  แต่ทว่ารองเท้ายางรถคู่ทนยังเหยียบย่ำไปข้างหน้า

 

         ฉันนึกถึงการตัดสินใจของพี่ชายทั้งสาม ที่กำลังหลับอุตุอยู่ใต้ผ้าห่มผืนอบอุ่นที่บ้าน ในขณะสาวเท้าอันหนักอึ้งราวกับมีบางสิ่งฉุดดึงไว้  มีแต่ฉันเท่านั้นแหละที่ไม่กล้าต่อต้านต่อคำพูดของแม่ในทุกครั้งที่พี่ชายทำเช่นนั้น  แม่จึงสะบัดหน้ามาอีกทางแล้วสบถด้วยน้ำเสียงปวดร้าว  ก่อนจะฉุดมือฉันเร่งฝ่าเท้าออกจากประตูบ้าน

 

         “ กว่าจะถึงที่นั่นก็คงเกือบชั่วโมงหรอก  หากแกยังต้วมเตี้ยมอยู่อย่างนั้น ” และต่อมาประโยคนั้นก็ทำเอาฉันร้อนวาบเหมือนถูกไฟจี้เข้าจังหนับ เงาตะคุ่มของแม่ทิ้งช่วงห่างจากฉันไปไกล  ขณะเสียงผ้าถุงสะบัดพึ่บพั่บเร่งถี่ขึ้น “ ฉันเสียใจเหลือเกินให้ตายสิ  กับพวกพี่ๆของแก  เพียงคนเดียวเท่านั้นแหละที่จะเป็นเพื่อนฉันไปถึงที่นั่น  แต่ก็ไม่มีใครที่จะเงยหัว  พวกมันนอนก้นโด่งกันทั้งนั้น  ฉันเสียใจแทนวิญญาณพ่อของพวกแกเหลือเกิน...”  เสียงของแม่เบาหวิวลอยหายไปกับสายควันหมอก  ราวกับกระชากให้ฉันเร่งฝีเท้าขึ้นอีก  กระทั่งเสียงพึมพำได้หยุดลง

 

         พวกเขาทั้งสามจะหลับอยู่ที่นั่นจนตะวันสายโด่ง  ฉันรู้ไม่มีใครแยแสต่อแสงแรกของอาทิตย์  ทุกคนกล้าที่จะขบถต่อคำพูดของแม่หรือแม้แต่พ่อเมื่อคราวยังมีชีวิตอยู่  แต่ตอนนี้พ่อจากไปแล้ว  พ่อจากไปก่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่จะมาถึง  งานศพของพ่อสิ้นสุดลงตั้งแต่เช้าของเมื่อวาน  ซึ่งมีผู้คนมากมายในหมู่บ้านต่างทยอยมาร่วมทำบุญใส่บาตร  อันเป็นพิธีสุดท้ายที่เป็นไปอย่างเรียบง่าย  เราไม่มีเสียงร่ำไห้สำหรับการจากไปของพ่อ  นอกจากความเงียบเหนือความเงียบคือรอยอาลัยในยามสุดท้าย

 

         แม่เหนื่อยล้าซีดเซียวและผอมลงจนไม่ใช่แม่คนเดิม  งานลุล่วงไปพร้อมกับลมหายใจที่คล่องขึ้น  แม้กระทั่งพี่ชายบางคนที่จากบ้านไปถึงแปดปีโดยไม่เคยเยี่ยมหน้ามาบ้าน  แต่ทุกคนต้องกลับมาช่วยกันทุกอย่างในยามของความเป็นความตาย  และเพื่อไว้อาลัยในครั้งนี้  จึงไม่มีใครกล้าลงโทษจิตใจตัวเองกับการปฏิบัติในสิ่งไม่ถูกต้อง  พ่อที่เราอยากเปรียบดังบทสวดแห่งการต่อสู้  ที่ทำให้ลูกต้องมีหัวใจขบถขึ้นพร้อมกับความคิดเพื่อการมีชีวิตอยู่  กับงานที่ลุล่วงไปราวกับการตั้งคำถามใหม่สำหรับทุกชีวิตในครอบครัว  ทว่าอาจไม่มีใครรู้ว่า  แม่ยังมีเสียงหนึ่งที่ร่ำไห้อยู่ในอก  อาจเป็นเสียงร่ำอาลัยของแม่  หรือเสียงเพรียกของพ่อจากที่นั่น?!

 

         แม่กำลังนำทางฉันมุ่งไปสู่ที่นั่น  และความเงียบยังเกาะกุมหัวใจของเราทั้งสอง  ฉันรู้ว่าแม่ไม่เคยโกรธพี่ชายทั้งสามคนอย่างจริงจังนั่นหรอก  แต่มีบางสิ่งทำให้แม่ต้องลุกขึ้นมาในเวลาเยี่ยงนี้  มันเริ่มจากยามบ่ายของเมื่อวาน  หลังจากงานศพได้สิ้นสุดไปแล้วตั้งแต่ตอนเช้า  แต่เราทุกคนได้ยินเสียงชัดเจนของเจ้าแบ็คโฮไอ้มือยักษ์ซึ่งกำลังขู่คำรามดังก้องมาจากที่นั่น  ขณะที่ทุกคนกำลังเหยียดร่างระทวยอย่างเหนื่อยอ่อนกับทุกสิ่งทุกอย่าง  ทั้งที่เรารู้อยู่แก่ใจว่านั่นคือการรุกคืบของบางสิ่งบางอย่าง  สิ่งที่เคืองขัดต่อตัวตนของพ่อ  กระทั่งครอบครัวเกิดการแตกแยกทางความคิด  และตลอดชีวิตของพ่อต้องคอยแต่มือกุมขมับ

 

         ในท่ามกลางความเงียบและมืดรางเลือนไร้เสียงเปล่งออกมาจากหัวใจของแม่  ทั้งหมดจดจ่อกับการเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ฉันกำลังตั้งคำถามในใจเมื่อรู้สึกอึดอัดใจไปกับอาการของแม่ และอดคิดถึงเรื่องราวของพ่อไม่ได้

 

          ภาพหนึ่งประทับในเบ้าความคิด  เราเคยนิ่งฟังคำพูดของพ่อในวงข้าวซึ่งเต็มไปด้วยความอึดอัด  เรามักถกปัญหากันก็ในระหว่างมื้ออาหาร  นิทานเรื่องเก่าที่จบสิ้นในเวลาต่อมา  พี่ชายคนโตที่รับรู้ร่วมเหตุการณ์ครั้งนั้น  ทว่าในเวลาต่อมาเขานั่นแหละที่ต่อต้านพ่ออย่างหัวชนฝา

 

          “ มันจบไปแล้วพ่อ...มันจบไปแล้ว! ”  เขาย้ำน้ำเสียงเย็นชาท่าทีเหนื่อยหน่าย

 

           ความคิดของเขานั่นเริ่มต้นขึ้นก่อนพี่ชายอีกสองคนจะคล้อยตาม  เขาต้องการจะค้นหาสิ่งดีๆกว่านั้น  ในโลกสมัยใหม่ของเขามีอีกหลายอย่างต้องเลือกมากกว่านั้น  และทุกอย่างก็ดูจำเป็นสำหรับเขาทั้งสิ้น  นั่นเป็นเพียงนิทานเรื่องเก่าที่พ่อมักเล่าอยู่บ่อยๆ  ทว่าในนิทานของพ่อไม่มีมหาบุรุษในความคิดของเขา

 

          อย่างไรฉันยังเกิดไม่ทันหรอกกับเหตุการณ์ที่เล่าของพ่อ  นั่นเป็นเรื่องราวยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาแล้วล่ะ  แต่มันคือเบ้าหลอมของการดำรงอยู่ของพ่อ  สมัยเมื่อทหารจีไอพลุกพล่าน  แม้แต่เศษกระป๋องเบียร์นั่นก็เป็นรายได้ของพ่อ  ความขยันอดทนอย่างแสนสาหัสกับการตระเวนเพื่อซื้อขายสิ่งของเล็กๆน้อยๆ  พ่อไขว่คว้าทุกอย่างเพื่อแลกกับการอยู่รอดของครอบครัว  สิ่งสำคัญนั่นคือความสมถะและประหยัดมัธยัส  กระทั่งภาพร่างของครอบครัวได้ก่อขึ้น

 

          เมื่อฝรั่งถูกต่อต้านและหนีหายกลับประเทศ  เมียเช่าฝรั่งหยุดการใช้จ่ายซื้อของอย่างฟุ่มเฟือยเหมือนเคยเป็น  และมีหลายคนหนีคว้างไปกับผัวฝรั่ง  พ่อจึงพาครอบครัวหนีจากเมืองใหญ่เข้าสู่ชนบทอำเภอ  เงินก้อนหนึ่งที่อุตส่าห์อดออมถูกแปรสภาพเป็นบ้านหลังพอคุ้มหัว  และกลายเป็นร้านขายของชำเล็กๆในเวลาต่อมา  มันเป็นความภาคภูมิใจที่มักถ่ายทอดให้ลูกรับรู้อยู่บ่อยตั้งแต่เด็ก  ความมานะอุตสาหะและการวางแผนกับลมหายใจข้างหน้า  เราเห็นภาพตากแดดสู้ลมจนเหงื่อโทรมกายของการต่อสู้ชัดในเบ้าตา  ก่อนที่ลูกจะเติบโตขึ้นมาทุกวันปี

 

          นิทานเรื่องนั้นไม่มีมหาบุรุษสำหรับพี่ชายคนโต  และมันก็จบลงอย่างไม่มีวันถูกรื้อฟื้นขึ้นอีกกระทั่งลมหายใจสุดท้ายของพ่อ เมื่อวันหนึ่งที่ความขัดแย้งกลายเป็นพายุอารมณ์  ฉันรู้ว่าจานข้าวที่หล่นตุ๊บจากมือเขาจนแตกเป็นเสี่ยงๆเม็ดข้าวเกลื่อนกระจายเต็มพื้น  นั่นเป็นเรื่องมีความหมายมาจากก้นบึ้งของพี่ชาย  แต่มันก็ทำให้พ่อต้องตวาดเสียงสั่นจนหัวฟัดหัวเหวี่ยง

 

          “ นั่นเป็นฉันหรอก! ”  พ่อกุมศีรษะแน่น  ดวงไฟร้อนเร่าเต้นระริกในแววตา  “ นั่นเป็นฉันหรอก  พวกแกคงไม่มีวันเข้าใจ ”  พ่อชี้มือกราดสบถด่าทุกคนไปหลายคำ  กระทั่งพี่ชายคนโตระเบิดออกมาอีก

 

         “ ขอร้องเถอะพ่อ ”  เขากระชากเสียงเข้าใส่พ่อ “ ขอร้องเถอะ  ผมเหนื่อยเหลือเกินที่จะฟังเสียงพ่อกับนิทานปรัมปรานั่น  เฮอะ  นิทานเรื่องข้าวกิโลละหกสลึง  พ่อสามารถอยู่ได้ด้วยเงินวันละไม่ถึงสิบบาท  แต่เดี๋ยวนี้ทุกอย่างมันผ่านไปแล้วล่ะพ่อ  มันจบลงแล้วได้ยินมั้ย  มันจบลงแล้ว ”

 

          “ ฉันกำลังอธิบายให้แกรู้ว่านั่นคือการอดทนต่อความยากลำบาก  และไม่ว่าสมัยไหนมันก็หนีไม่พ้นหรอก  และมันก็ไม่มีวันจบด้วย ” พ่อกัดฟันเหนื่อยหอบ

 

          “ พ่อก็พูดอยู่นั่น  ทำไมพ่อไม่พูดว่าพ่อขลาดกลัวมัน  ความเป็นอยู่ของครอบครัวที่จมอยู่กับความลำเค็ญอดทน  มันไม่ใช่สิ่งที่ต้องการหรอก  มันต้องเปลี่ยนแปลงสิพ่อ  ทำไมพ่อไม่คิดถึงสิ่งที่ดีขึ้นกว่านี้ล่ะ? มันต้องเปลี่ยนแปลง!...”  พี่ชายคนโตโต้และตอกย้ำไม่หยุด

 

         อาหารมื้อนั้นจืดชืดยิ่งกว่าน้ำล้างชาม  ไม่มีใครรู้ว่าความเงียบที่ติดตามมาคือความคับแค้นใจ  เสียงที่แว่วอยู่ในหัวขณะมือยังกุมขมับในเวลาต่อมา สิ่งนั้นทำให้ใบหน้าพ่อหมองหม่นลงทุกวัน  และรอยย่นบนหน้าผากนั้นหยุดการไล่ระลอกคลื่น  นอกจากความเหี่ยวย่นได้ถมทับลงใบหน้ามากมายเกินวัยอายุ

 

          เรื่องเล่าของพ่อในวันนั้นกลายเป็นเรื่องจืดชืดน่าเบื่อ  มันไม่เหมือนทุกครั้งที่ลูกๆนั่งตาปริบจดจ่อฟังทุกประโยคถ้อยคำเมื่อครั้งยังเล็ก  ฉันเชื่อว่าพี่ชายคนโตคงรู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้างแหละ  เมื่อพ่อเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงในช่วงวัยของพ่อ  และนั่นหมายถึงสิ่งที่ได้มา  ร้านค้าเล็กๆนั่นคือเม็ดเหงื่อที่โทรมกาย  ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป  ขณะที่ความยากจนยังห่อหุ้มเปลือกตัว  เรื่องราวเหล่านั้นไม่สามารถกำจัดสิ่งที่เป็นความอยาก  และทางเลือกมากมายของลูกในเวลาต่อมาได้

 

          เมื่อลูกๆเติบโตจนเป็นวัยรุ่น  ระหว่างพ่อแม่ลูกความคิดยิ่งนับวันเหมือนเส้นประกอบมุมที่เริ่มต้นจากจุดเดียวกันทว่าลากห่างกันออกไปทุกช่วงความยาว  รายรับรายจ่ายของครอบครัวหมายถึงบ่าที่แบกหามของพ่อและแม่  และเมื่อความคิดต้องการไม่ลงรอยกัน  ยิ่งทำให้ครอบครัวหาทางออกไม่ได้

 

          พ่อเฝ้าคร่ำครวญถึงสิ่งที่ผ่านมา  นั่นหมายถึงถ้อยคำพร่ำบอกลูกๆในวงข้าว  พ่อสอนลูกร่ำเรียนเพื่อเป็นเจ้าคนนายคน  แต่ไม่เคยให้ดิ่งลึกสัมผัสกับการต่อสู้ปฏิบัติสักอย่าง  แม้แต่การตกปลาหรือเก็บผักหญ้าตามป่าสวน  การเรียนรู้ธรรมชาติด้วยสัญชาตญาณการอยู่รอด  นั่นคือข้อห้ามเด็ดขาดของพ่อแทนการนั่งจุมพุกอยู่กับหน้าหนังสือ  นอกจากเรื่องเล่าในวงข้าว  ลูกๆไม่มีโอกาสแม้แต่ได้เหยียบย่างลงในผืนนาที่พ่อกล่าวถึง  ลูกๆทุกคนเรียน  เรียนกันอย่างบ้า  และนั่นก็เพียงคัมภีร์สำเร็จรูปที่ให้คำตอบโดยไม่ต้องมีวิธีคิด  พ่อได้แต่พร่ำบ่นว่านั่นคือภูมิปัญญาของพ่อที่ไม่อาจสอนสื่อให้ลูกๆเข้าใจได้

 

          เมื่อพ่อย่ำอยู่กับที่ สังคมรอบกายก็ยิ่งเคลื่อนไปข้างหน้าไม่หยุด  แล้วอีกครั้งพ่อก็พาครอบครัวถอยร่นออกจากตัวอำเภอเข้าสู่บ้านป่ากันดาร  พ่อพูดถึงผืนนาผืนหนึ่งที่นั่น  ซึ่งมีหลายอย่างที่จะอำนวยให้พ่อสงบได้

 

          ที่ย่านตลาดนั่นก็เปลี่ยนไปแล้ว  ร้านค้าเล็กๆที่เคยเป็นของเราถูกรื้อกลายเป็นตึกอาคารพานิชย์  ร่มเงาในทุกสายถนนถูกปิดลำแสงด้วยตึกสูงผงาดหลายชั้น  รถราแล่นขวักไขว่มากมาย  ถนนทุกสายขยายช่องเลนใหญ่ขึ้น  ย่านตลาดทั้งย่านกำลังถูกกระตุ้นให้เคลื่อนไหว...ทว่าเรากลับขนย้ายครอบครัวกันอย่างเงียบๆ  แต่ภายในไม่ถึงขวบปีแผ่นป้ายคัตเอ้าต์ขนาดใหญ่ก็ผงาดหราขึ้นในตัวอำเภอ  โครงการขยายงานก่อสร้างกำลังลามลึกเข้าถึงบันไดบ้านป่าของพ่อ

 

          มันเป็นช่วงตกต่ำสุดขีดของครอบครัวเมื่อการย้ายบ้านครั้งที่สองของพ่อ  และเมื่อลูกๆเติบโตเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น  ทุกวินาทีแห่งวันลูกๆจะถูกกล่อมประสาทให้หลับด้วยคำโฆษณาต่อหน้าทีวี  ไฟฟ้าของคนยุคหินใหม่สว่างจ้าพรางแสงริบหรี่ของตะเกียง  มีสิ่งให้เลือกมากมายของลูกที่พ่อแม่ต้องรับผิดชอบ  พ่อเหนื่อยที่จะอ้างเหตุผลของความจำเป็น  สุดท้ายก็จำยอมให้ลูกๆวิ่งตามทุกสิ่งอย่าง  และกลายเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์อย่างนักบริโภค

 

          ‘ มันต้องเปลี่ยนแปลงสิพ่อ ’  ฉันรู้ว่าพ่ออาจสะดุ้งกับประโยคนี้มาตลอดชีวิต  กระทั่งเชื้อธาตุถูกเผาไหม้  มันเปล่งออกมาจากปากพี่ชายคนโตซึ่งตอนนั้นอยู่ในวัยเพียงสิบเจ็ด  พ่อได้แต่นั่งก้มหน้า  ดวงไฟระริกไหวในแววตากลายเป็นนิ่งงัน  น้ำเสียงของพ่อแหบพร่าดังเบาราวลมทุ่งที่กำลังโชยมา

 

          “ ตราบใดที่แกยังไม่มีครอบครัว  แกคงไม่มีวันเข้าใจหรอก ”  เสียงนั้นแม้เบาหวิวน่าสงสารแต่ทว่ากลับไม่อาจสะกดหัวใจของลูกได้ 

 

          ในปีแรกของการย้ายครอบครัวสู่บ้านป่า  ฉันจำได้ว่ามีญาติๆของเราซี่งอยู่ในเมืองยอมสละเวลาอันมีค่ามาเยี่ยมเยียนเราถึงบ้าน  ราวกับมีการรวมญาติกันทั้งตระกูล  เมื่อมีเสียงสนทนากันครึกครื้นจากปากคนเพียงไม่กี่คน  พวกเขาพูดถึงชัยชนะในการเปิดขาย  เล่ห์เหลี่ยมเคล็ดลับในการแข่งขัน  และจบลงด้วยเสียงหัวร่ออันกังวาน

 

          ลูกๆต่างทำตาโตกับนิทานเรื่องใหม่ของพวกเขา  นั่นเองคือวันที่ฉันแอบมองเห็นแววตาของพ่อหม่นเศร้าเป็นทบทวี  พ่อได้แต่นั่งนิ่งตาปริบๆ  นานๆครั้งจะเปิดยิ้มเนือยๆกับทุกคน  เรากำลังได้ข้อเปรียบเทียบใหม่  และวันนั้นนั่นเองอาจเป็นประกายแรกที่ลูกชายคนโตถูกพัดเข้าสู่กระแสของโลกใหม่  โลกของคนทันสมัยที่ต้องแข่งขัน  โดยมีโภคทรัพย์เป็นมาตรวัดค่าของความเป็นคน

 

          พ่อไม่กล้าเปลี่ยนแปลงหรอก  ชีวิตของพ่อเริ่มต้นมาตลอดด้วยความไม่ประมาท  ยึดอยู่กับความสมถะมัธยัสถ์  และเมื่อพ่อรู้เห็นทุกอย่าง  พ่อยิ่งไม่กล้าที่จะเข้าแข่งขัน  พ่อไม่กล้าเสี่ยงหรือคลุกเกลือกกับความละโมบโลภมากของคนในโลก

 

          ทว่านั่นคือตัวตนของพ่อที่ลูกๆไม่ต้องการ ความที่ถูกบังคับให้เป็นฝ่ายไม่ต้องเลือก  นิ่งปริอดทนกับความเรียบง่าย  เรื่องเล่านกน้อยทำรังแต่พอตัวคือเรื่องน่าเบื่อเป็นที่สุด  ในสังคมที่มีสิ่งเย้าใจให้เลือกมากมาย  นิทานเรื่องใหม่ที่ลูกๆได้ฟังในวันนั้นต่างหากที่เล่าถึงมหาบุรุษในใจพี่ชายคนโต  กับกระแสบางอย่างในยุคของคนรุ่นลูกไม่อาจหนีพ้น  การนับหน้าถือตาและวัดค่าคนด้วยความร่ำรวย  ผู้มีเล่ห์เหลี่ยมไหวพริบสามารถปีนขึ้นสู่ยอดคนทั้งหลายนั่นต่างหากในนามของอัจฉริยะมหาบุรุษ    

 

          ยิ่งลูกโตพ่อยิ่งเหมือนถูกขูดเลือดจากปู  การใช้จ่ายภายในครอบครัวสูงขึ้น  พ่อนอนมือก่ายหน้าผาก  ถึงตอนนี้เสียงอึกทึกครึกโครมจากย่านตลาดกระเทือนเลื่อนลั่นเข้าถึงหูของพ่อ ซึ่งนอนปลงตกกับปัญหาต่างๆในบ้านป่า  พ่อมีเวลาคิดท่ามกลางแสงจันทร์ไม่กี่ชั่วโมง  เสียงมอเตอร์ไซค์สองจังหวะก็ดังกระแทกปั่นป่วนเบื้องในทำลายสมาธิ

          

          พ่อไม่มีเวลาแม้กระทั่งนอนทบทวนเรื่องราวเก่าๆ!

 

          สายลมร้อนพัดพาความเซซังผ่านไปปีแล้วปีเล่า  สายฝนร่วงหล่นเพียงนับเม็ดได้ก่อนถูกความร้อนแผดเผาจนเหลือแต่ความแห้งผาก  มรสุมลมหนาวที่เย็นเยือกเข้าถึงกระดูกของคนที่นับวันชรานั่นกลับนำปัญหาต่างๆสุมเข้ามาให้ขบคิดอย่างไม่จบสิ้น

 

         พ่อชอบนั่งอัดบุหรี่คนเดียวเงียบๆ  ทอดสายตาเหม่อมองออกไปเบื้องหน้า  ราวกับจ้องดูความเปลี่ยนแปลงของทั้งปวง  กระทั่งใบไม้ที่ร่วงหล่นสู่พื้น...ทว่าเหมือนพ่อกำลังครุ่นคิดถึงลูกชายคนโตที่ผลุนผลันออกจากหมู่บ้านไป หลังจากวันที่ถกเถียงกันอย่างหนักในวงข้าวเมื่อหลายปี  จานข้าวแตกเป็นเสี่ยงๆเม็ดข้าวเกลื่อนกระจายเขาประกาศต่อหน้าพ่อและทุกคน  หากชีวิตเขาไม่ดีขึ้นเขาจะไม่โผล่หน้ามาเหยียบบันไดบ้าน  หรือนั่นคือความผิดของพ่อที่ไม่สามารถหล่อเลี้ยงโอบอุ้มชีวิตหนึ่ง  ที่กำลังเติบวัยไปพร้อมกับโลกวัตถุที่เจริญก้าวหน้า     

 

         พ่อได้แต่เงี่ยหูฟังเครื่องยนต์แบ็คโฮคำรามลั่น หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นพาดหัวข่าวครึกโครมถึงการเปลี่ยน แปลงโฉมก้าวหน้าจากย่านตลาดอำเภอกลายเป็นเมือง 

 

        พื้นที่ส่วนหนึ่งซึ่งติดกับผืนนาของพ่อก็กำลังเปลี่ยนไป  ลำคลองที่เหือดแห้งนั้นจริงแต่สามารถขุดลอกแล้วสูบตาน้ำจากใต้ผืนดินปั่นขึ้นมา จนกลายเป็นลำธารเอ่อท้นด้วยมือแห่งเทคโนโลยีล้ำสมัย  ทว่าสิ่งนั้นชาวบ้านเช่นพ่อไม่มีสิทธิ์ปีติยินดีกับคนอีกกลุ่มที่เป็นผู้ครอบครองในรูปแบบธุรกิจ  นั่นคือทิวทัศน์สวรรค์แห่งใหม่ของคนกลุ่มเฉพาะพวกเขา

 

        ทว่าน่าแปลกพื้นที่รอบๆความเปลี่ยนแปลงนั่น  กลับกันดารแห้งผากกว่าเดิม  ราวกับถูกดูดซึมทุกอย่างไปสิ้น  ปูปลาในลำธารนั่นยากจะหามาจุนเจือรายจ่ายสำหรับคนในหมู่บ้าน  ครั้งหนึ่งฉันและแม่เคยเดินเลาะไปทั่วหมู่บ้าน  เพื่อจะหาซื้อปลาสักตัวมาทำเป็นอาหารในมื้อเย็น  แม่กำลังจะจ่ายเงินให้กับคนที่หาปลามาได้  ทว่าต้องสะอึกเมื่อลูกน้อยที่กระเตงอยู่บนเอวคนหาปลาร้องแผดจ้าขึ้น  หญิงรุ่นน้าฉุนกึก  ตวาดด่าลูกน้อยโดยยอมคลุกน้ำพริกกับข้าวเปล่าให้ลูกกินแทนการขายให้ได้เงินมา  แม่และฉันละเหี่ยใจกับภาพนั่น  จึงรีบกลับเข้าบ้านหวังจะออกไปตลาดอำเภอ  แต่ไม่นานหญิงขายปลาก็ปล่อยทิ้งลูกไว้ที่บ้านแล้ววิ่งแจ้นตามหลังเรามา ทั้งขอโทษขอโพย  ทั้งอ้อนวอนให้แม่ซื้อปลาตัวนั้น  และที่สุดแม่ก็ยอมให้คนขายปลาตาลุกวาวเมื่อได้เงินกลับบ้าน

 

        นั่นเองที่พี่ชายสองคนลุกขึ้นด่าทอกับชีวิต  ครอบครัวบ้านป่าของพ่อไม่ใช่สิ่งที่พ่อเคยวาดหวังว่าจะสามารถอยู่ได้ด้วยความประหยัดสมถะอีกแล้ว  หากแต่คือบ้านชานเมืองแห่งใหม่ที่หลีกหนีการใช้จ่ายอย่างควบคุมไม่ได้  นั่นหมายถึงทุกอย่างอาจเป็นเงิน  พืชผักปูปลาเนื้อไก่มีอยู่ในรั้วสวนฟาร์มและบ่อเลี้ยงเท่านั้น  เราต้องซื้อเป็นจำนวนมากตามใจคนขายซึ่งส่งผลผลิตเหล่านั้นเข้าในตลาดอำเภอ  หรือหากเราจะซื้อพอกินในแต่ละมื้อ  เราต้องจ่ายเป็นราคาสูงกว่าในตลาด  นั่นไม่ใช่เรื่องน่าแปลกเพราะอาหารการกินทุกอย่างล้วนถูกส่งจากตลาดกลับเข้ามาขายใหม่อีกทอดในหมู่บ้านเรา

 

        เสียงแบ็คโฮคำรามลั่นขึ้นครั้งแรกเมื่อตอนลำคลองถูกขุดลอก  ก่อนแผนผังสถานพักผ่อนของคนเมืองจะก่อสร้างขึ้น  อีกครั้งที่ฉันเห็นพ่อทอดสายตายาวข้ามภูเขาทั้งลูกไปอีกฝั่งฟาก  ทว่านั่นคงไม่ใช่อีกแห่งที่พ่อจะอพยพไปสู่  เมื่อข่าวการย้ายชาวบ้านทางฟากโน้นหนีจากเขตป่า  และกำลังจะโดนสัมปทานกลายเป็นโรงงานโม่หินอีกหลายร้อยไร่  พ่อคงได้แต่นั่งเหม่อกุมขมับด้วยหัวใจล้าเหนื่อย  หรือพ่ออาจคิดถึงเรื่องเล่าเรื่องใหม่ หรือเป็นเพราะเสียงคำรามของแบ็คโฮ กระทั่งเสียงแผดสนั่นของยวดยานภายในหมู่บ้าน  หรืออาจเพราะคำโฆษณาจากตู้สี่เหลี่ยมที่ร่ำกรอกหูลูกๆมาตั้งแต่เด็ก  หรอกหรือที่ทำให้พ่อเฝ้ามองลูกๆด้วยหัวใจที่ไร้กำลัง?

 

        มันยิ่งฉุดให้เรี่ยวแรงจากเนื้อกายของพ่อจมดิ่งลึกลง  ในเวลาต่อมาที่ลูกชายอีกสองคนถึงเวลาออกจากหมู่บ้านเพื่อค้นหาบางสิ่ง  นั่นหรือคือสาเหตุที่พ่อกลายเป็นคนเฉื่อยชาไร้กำลังสู้งาน กระทั่งผืนนาที่เคยทำต้องรกร้าง และราวกับร่างนั้นไร้สิ้นวิญญาณ  ทุกอย่างที่หล่อหลอมตัวพ่อด้วยความเรียบง่ายไม่ประมาท  หากแต่นั่นกลับถูกปรามาสว่าความขลาดกลัว  หรือชีวิตเช่นนั้นจะสามารถอยู่ได้อย่างสงบหากคือตัวตนของพ่อ  แต่ทว่าน่าเสียดายที่ครอบครัวไม่ใช่ชีวิตเดียวเพียงของพ่อเท่านั้น

 

        ลูกของพ่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยทุกคน  และทุกคนต้องกระเสือกกระสนช่วยเหลือตัวเองหลังจบมัธยม  คงมีแต่พี่ชายคนโตเท่านั้นแหละที่ไม่จบแม้แต่มัธยมปลาย  เขาอายุห่างฉันซึ่งเป็นลูกสาวคนเล็กร่วมเกือบสิบปี  ใบหน้าครั้งสุดท้ายที่ฉันเห็นเขาคือเวลาแปดปีต่อมา  หลังจากวันที่ถกกันอย่างหนักในวงข้าว  ฉันรู้ว่าเขาไม่พร้อมจะส่งข่าวเรื่องการวางแผนชีวิตมาถึงครอบครัว  พวกเราเข้าใจหรอกว่าเพราะเหตุใด?

 

        พี่ชายอีกสองคนนั่นก็เงียบหายเช่นกัน  หลังจากเรียนจบต่างมีเวลาเป็นเงินเป็นทองอยู่กับการแข่งขันในโลกใหม่  เหมือนกับนิทานเรื่องใหม่ที่เคยฟังจากพวกญาติๆ

 

        จนกระทั่งแม้วันที่ลูกชายของพ่อจะกลับมา  แต่ทว่าไม่มีใครได้สัมผัสลมปลายอุ่นเฮือกสุดท้ายของพ่อ  หรืออาจเพราะความอับชื้นยากจนของชีวิตที่ทำให้ทุกคนลืมไปว่าครั้งหนึ่งเคยมีชีวิตอยู่  แม้แต่ลูกชายทั้งสามคน  ซึ่งแม้จะวิ่งวุ่นอยู่กับงานศพของพ่อ  ทว่าความคิดมาดมั่นกลับถูกติดแขวนไว้อีกที่หนึ่ง  นอกจากคำถกเถียงร่ำไรถึงเรื่องการชดเชยกับเวลาเมื่อกลับไปสู่งานอีกครั้ง  การทำงานอย่างบ้า  เหมือนครั้งหนึ่งที่ต้องเรียนอย่างบ้า และต้องหมกมุ่นอยู่กับการแข่งขัน

 

        พ่อจากไปแล้ว  และเสี้ยวแห่งการรับรู้ถึงความตาย  พ่อคงรู้หรอกว่าสิ่งไหนคือความสงบ  ศพของพ่อแห่เคลื่อนไปช้าๆ  ท่ามกลางเพลิงแดดระยิบจนสายตาพร่าพราย  ตามทางป่ามีเพื่อนบ้านประปรายราวยี่สิบคนถือมีดขวานและเชื้อเพลิงเดินร่วมขบวน  ขณะที่คนขับแบ็คโฮกำลังงีบพักผ่อน  เครื่องยนต์หยุดคำรามชั่วขณะเมื่อรอบๆลำธารแห่งใหม่ถูกปรับหน้าดินไว้อย่างสวยงาม

 

        ยามนั้นผืนดินที่ชิดติดกับพื้นที่แห่งใหม่คือดอนป่าช้าแห่งเก่า  ร่างของพ่อกำลังมอดไหม้ท่ามกองเพลิงที่ลุกโชน  วาระสุดท้ายของพ่อขณะแม่จุดธูปดอกสุดท้ายให้กับการรับรู้ของวิญญาณหนึ่ง  ไม่มีน้ำตาซึมผ่านบ่อน้อยขอบตา  และไม่มีใครรู้ถึงเสียงสะอื้นในอก 

 

        ทว่ามีแต่แม่เท่านั้นที่รู้ว่าการจากไปของพ่อสงบเพียงไร  ขณะที่ลูกๆซึ่งมีชีวิตอยู่ต้องต่อสู้กับการถูกพัดพาของกระแสหนึ่งในยุคสมัยของคนรุ่นลูก

 

        กลิ่นธูปลอยกรุ่น  มีแต่แม่เท่านั้นหรอกที่รู้ทุกอย่าง!

 

       ลมปลายหนาวพัดมาสะท้านเยือก  เรากำลังรอความอบอุ่นจากดวงตะวันซึ่งกำลังโผล่แสงเรืองรองทางด้านเหลี่ยมเขา  ความมืดสลัวค่อยเปิดเป็นม่านสว่างรำไร  ต้องประกายหยดน้ำค้างซึ่งกำลังระเหยอ้อยอิ่งไปจากใบหญ้า

 

        ฉันรู้ไม่มีใครแยแสต่อแสงแรกของอาทิตย์ และพี่ชายทั้งสามยังหลับคู้ไม่ยอมตื่น  ดูเหมือนแม่จะเร่งฝีเท้าเป็นทบทวี  และแล้วแสงสว่างรำไรก็ฉาบทาทั่วผืนทุ่ง  เราเห็นอาณาแห่งทิวทัศน์สวรรค์แผ่โอบหย่อมราวป่าที่นั่น  หย่อมป่าที่เรากำลังมุ่งสู่คือเชิงตะกอนของพ่อในป่าช้า  หย่อมป่าซึ่งเงียบสงบ  และพื้นที่แห่งทิวทัศน์สวรรค์นั่นเจ้าแบ็คโฮกำลังหลับใหล  หลังจากทำงานมาตลอดวันคืนดึกดื่น  แม่อาจคิดถึงเถ้าอังคารสุดท้ายของพ่อที่นั่น  อันเป็นสิ่งแทนการรำลึกและเคารพบูชารัก

 

        “ เดินเร็วๆกว่านี้ได้มั้ย  ลูกที่รักของฉัน?! ”  บ่อยครั้งที่แม่กระตุ้นด้วยคำพูดสะท้อนใจ

 

        เราสองคนแม่ลูกเร่งเท้าจนถึงเชิงป่าตีนดอน  เมื่อดวงตะวันแผ่รังสีอบอุ่นขึ้น  ทันใดเสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์แบ็คโฮก็คำรามขึ้น...ก่อนที่มือยักษ์ของแบ็คโฮจะทำงาน  และก่อนที่เถ้ากระดูกสุดท้ายของพ่อจะถูกกลบถมไม่เหลือแม้ร่องรอย

 

        วูบหนึ่งเรารู้ว่าสิ่งใดที่กำลังรุกคืบเข้ามา!!

 

                                            0000000000000000000000

 

 

คลีนิกเรื่องสั้น45

การผ่านพ้นแห่งยุคสมัย

กมล อัมวรรณ 

      แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงจะเป็นนิรันดร์ ไม่มีใครสามารถจะหยุดยั้งโลกหรือกาลเวลา

ไว้ได้ แต่บางครั้งการเปลี่ยนแปลงไม่ได้นำเราไปสู่สิ่งที่ปรารถนา และบ่อยครั้งที่การเปลี่ยน

แปลงคือความเจ็บปวด...เจ็บปวดกับสิ่งที่เปลี่ยนไป  เจ็บปวดกับความรู้สึกแปลกแยก และเจ็บปวดกับการถวิลหาคืนวันเก่าก่อน ซึ่งเรื่องสั้น “การผ่านพ้นแห่งยุคสมัย” นับเป็นอีกเรื่องราวหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงและความเจ็บปวดแห่งการไห้หาสิ่งที่ไม่มีวันจะหวนคืน

      คุณกมลให้ภาพของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของคนชายขอบ รวมทั้ง

อารมณ์ ความคิด และความรู้สึกของตัวละครต่าง ๆ ได้ในระดับที่ดี ทำให้ผู้อ่านรับรู้ถึงความขัดแย้งความหลังอันงดงามที่ยังคงฝังใจของคนรุ่นพ่อ กับความจริงอันเจ็บปวดที่คนรุ่นลูกเผชิญอยู่ โดยมีรถแบ็คโฮเป็นตัวแทนของการรุกรานซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ปราศจากการสิ้นสุด

            แม้ว่าเรื่องสั้นเรื่องนี้จะมีความยาวและเนื้อหาก็ไม่ได้สร้างความตื่นเต้นในแง่ของความแปลกใหม่ แต่คุณกมลก็มีความสามารถการหยิบยกเรื่องที่คนทั่วไปรู้กันเป็นอย่างดีมานำเสนอได้อย่างลื่นไหลและชวนติดตาม อีกทั้งบางวลีหรือโวหารก็ยังน่าสนใจ เช่น “เมื่อลูก ๆ เติบโตจนเป็นวัยรุ่น ระหว่างพ่อแม่ลูกความคิดยิ่งนับวันเหมือนเส้นประกอบมุมที่เริ่มต้นจากจุดเดียวกันทว่าลากห่างกันออกไปทุกช่วงความยาว” หรือ “เมื่อพ่อย่ำอยู่กับที่ สังคมรอบกายก็ยิ่งเคลื่อนไปข้างหน้าไม่หยุด” แต่ในทางกลับกัน สำนวนในเชิงอุปมาอุปมัยบางคำ เช่น “อาหารมื้อนั้นจืดชืดยิ่งกว่าน้ำล้างชาม” หรือ“ยิ่งลูกโตพ่อยิ่งเหมือนถูกขูดเลือดจากปู การใช้จ่ายภายในครอบครัวสูงขึ้น” ยังฟังดูแปร่งหู

             นอกจากนี้แล้ว คำพูดบางคำก็เป็นดราม่าอย่างมาก เช่น “เดินเร็ว ๆ กว่านี้ได้มั้ย ลูกที่รักของฉัน" หรือ “นั่นเป็นฉันหรอก” พ่อกุมศีรษะแน่น ดวงไฟร่อนเร่าเต้นระริกในแววตา “นั่นเป็นฉันหรอก พวกแกคงไม่มีวันเข้าใจ” ที่เหลือก็เป็นคำผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งหากคุณกมลอ่านทวน ก็คงจะพบและแก้ไขได้เองโดยไม่ยาก

            คุณกมลมีความสามารถในการเขียนเรื่องแนวนี้ได้ดี และน่าจะลองเขียนต่อไปอีกครับ 

ประภัสสร เสวิกุล

ซันติอาโก ชิลี, 15 มกราคม 2551

 
 

 




คลีนิกเรื่องสั้น

รายการชีวิต
โจรปริญญา(ตี)
มือศิลป์ article
Love is....
อกแกก็อกฉัน...อกฉันก็อกแก article
ร่วมกินโต๊ะ
ภาพของฉัน article
คืนข้ามปี article
เหรียญบาทกับโบสถ์กลางน้ำ article
ใส...ซื่อ...บริสุทธิ์ (ใจ) article
นิยายรัก ฉบับป้าหมู article
สายน้ำที่ขาดหาย article
อรุณรุ่ง article
บ้านนั้นเขามีงานศพ article
หีบเชี่ยนหมากของอ้ายแก้ว article
แม่น้ำเจ้าพระยา article
เธอสุขได้อย่างไรเมื่อผองชนทุกข์ยากลำเค็ญ article
เมื่อโลกนี้ไร้สีสัน... article
ลั่น article
เสมือนรังดักแด้ที่เฝ้าฟูมฟักผีเสื้อให้โบยบิน article
แหว่ง article
รุ้งกินน้ำของปานวาด article
กล่องความทรงจำเก่า...และเงารัก article
จอมโจรหนอนหนังสือ article
มาลัยวรรณกรรม article
ห้องแห่งมิติอนันต์ article
ครูจันทร์ผ่อง ของแม่ article
จุกน้ำปลา...พาโชค article
เวลาของพ่อ article
การค้นพบตัวเองที่ไม่ใช่ตัวเอง article
เพียงภาพในวัยเยาว์ article
น้ำตาลทราย article
การเดินทางของชายชรา article
พันธะพรหมลิขิต article
บทเรียนน้ำตา article
กลางเมืองหลวง article
ประตูที่ถูกเลือก article
ร้องเรือ: ลำนำที่ผันแปร article
ดาวน์ความสำเร็จ article
ไอ้หมา article
คุณย่ากับคุณป้าข้างบ้าน article
ข้างหลังภาพนั้น article
วัฏพินาศแห่งสยามประเทศ article
คลีนิกเรื่องสั้น 16 article
หรือฉันเองที่แตกต่าง article
เด็กชายวิสรุจณ์...ซุกซน article
ใบไม้เปลี่ยนสี article
มรดกพ่อ article
ก้าวแรกของนักล่าดวงจันทร์ article
เพื่อนตาย article
หุ่นยนต์สังกะสี article
คิดถึงพ่อ article
สาวหน้าใสกับหัวใจน้องเหมียว article
แดร๊กคิวล่ากระหายเลือด...ของคุณ article
ก็เพราะว่า...เรารักนาย article
อ้อมกอดทะเล article
เรือของพ่อ article
ไม่โกรธใช่ไหม article
ในความทรงจำ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ