ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


บ้านนั้นเขามีงานศพ article
 
 

  

รถกระบะสีขาวที่บรรทุกลังพลาสติกขนาดใหญ่สูงพ้นหลังคา เบาคันเร่ง  เปิดไฟเลี้ยว แล้วเลี้ยวไปในซอยเล็กๆ เป็นถนนลูกรังสีแดงมีรอยรถคันที่วิ่งผ่านก่อนหน้าครูดไว้เป็นทาง  เขาโขยกเขยกรถไปตามรอยและเลี้ยวเข้าไปจอดในที่จอดตามที่คนที่ยืนโบกรถอยู่ชี้ทางให้ พอเปิดประตูจะก้าวลงปรากฎว่าทางเป็นโคลนเละเทะไปหมด จึงปิดประตูขยับไปข้างหน้าอีกหน่อยพอพ้นทาง เขาลงจากรถกดล็อคจากกุญแจรีโมท เจ้าภาพงานศพรีบเดินมาถึงตัว ยกมือไหว้ทักทายกัน แล้วกึ่งจับกึ่งจูงให้เขาเข้าไปในเต้นท์ที่กางไว้ มีโต๊ะอาหารวางเรียงราย มีคนนั่งอยู่ก่อนแล้วทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของเต้นท์  แต่ละโต๊ะกำลังนั่งรับประทานอาหาร แกล้มกับเสียงคุยสัพเพเหระ ดังปนเปกับเสียงเพลงบรรเลงจากเทปคลาสเซ็ท ที่ดังผ่านลำโพงตัวใหญ่

 

เขาถูกเชิญไปนั่งที่โต๊ะพับ แบบสำเร็จรูปของร้านที่รับจัดโต๊ะจีนตามต่างจังหวัด ที่มักทำจากขาแสตนเลส แล้วมีไม้กระดานแผ่นหนึ่งวางไว้ด้านบน เก้าอี้พลาสติกสีฟ้า พ่นตรายี่ห้อของร้านไว้หรา ที่ขอบพนักพิง เจ้าภาพเรียกหาอาหารมาเสริ์ฟ เพราะเขามาเพียงลำพัง เจ้าภาพจึงนั่งลงข้างๆ เพิ่งได้คุยกันถนัดถนี่ก็ตอนนี้เอง

 

"กินข้าวๆ "   เจ้าภาพคนนี้เป็นเพื่อนเขย อายุมากกว่าเขาหลายปีไม่สนิทกันเท่าใดนัก  ส่วนเพื่อนของเขาซึ่งเป็นลูกสาวของศพที่ตั้งอยู่ริมตัวบ้านรี่ออกมาจากเรือน คงจะมีใครสักคนไปตาม ใบหน้าอิดโรย กับร่างกายผ่ายผอมของเธอดิ่งมาหาเขา

 

"กินข้าวสินิคม"    คำแรกที่ออกจากปากเพื่อนซึ่งเคยรักกันมาก สมัยเรียนมัธยมมาด้วยกัน

 

"เอาสิ เธอนั่นแหละ นั่งกินกับเรา  คุณด้วยนะเทอด กินข้าวกินปลากันเสียบ้าง ทั้งคู่นั่นแหละ"   รวิดาแทรกตัวลงนั่งข้างๆ สามี พยักหน้า ให้สามีเป็นตักข้าวจากแจก 

 

"นานมากแล้วที่ไม่ได้พบกัน เธอไม่ได้มาที่นี่กี่ปีแล้ว"   รวิดาถาม

 

"เกือบยี่สิบปี  ก็ตั้งแต่ย้ายไป เราพบเธอในเมืองตลอดมา  งานแต่งเธอเราก็ไม่ได้มา ขอโทษด้วยนะ"

 

"นึกยังไงถึงกลับบ้านล่ะคราวนี้"

 

"แม่อยากกลับมาอยู่ที่นี่ ให้เรามาหาซื้อที่ แล้วปลูกบ้าน เหตุผลของแม่เราปฏิเสธไม่ได้"

 

"เอาสิ.. เดี๋ยวเราจะดูๆ ให้  ว่าแต่......"    รวิดาหันไปตามเสียงเรียก  ข้าวยังไม่ทันจะเข้าปากด้วยซ้ำ

 

"ขอตัวเดี๋ยวนะ  .. กินข้าวกับแฟนเราไปก่อน"

 

"เชิญครับๆ "   คุณเทอดพยักเพยิด แต่เขาก็ยังไม่ทันจะได้ตักอาหารใส่จานด้วยซ้ำ  กลุ่มชายใส่เสื้อแจ็คเก็ตสีขาว4 คนก็เดินเข้ามาในบริเวณงาน ใกล้เข้ามาจึงเห็นว่าปักโลโก้เป็นชื่อบุคคลแล้วก็มีหมายเลขกำกับด้วย

 

"เดี๋ยวขอตัวสักครู่นะ..  "   ทั้งโต๊ะจึงเหลือจานข้าวสามใบ กับชายหนุ่มนั่งตามลำพัง นิคมสังเกตเหตุการณ์รอบตัวท่าทางคุณเทอดพินอบพิเนาชายทั้งสี่ เชื้อเชิญให้ไปนั่งที่โซฟา ดูเหมือนจะเป็นที่นั่งที่หรูที่สุดในบริเวณงานศพนี่สามคนนั่งคุยกัน ส่วนคุณเทอดเดินคู่กับชายอีกคนไปทักทายผู้คนตามโต๊ะต่างๆ คนในโต๊ะต่างยกมือไหว้ผู้ที่เดินมาทักทายก่อนเสมอ มาถึงเขา

 

“คุณนิคม นี่ท่าน สว. สองสมัยของจังหวัดเรา”    คุณเทอดผายมือแนะนำ

 

“เพื่อนรวิดาครับท่าน”   ผู้น้อยควรให้ความเคารพผู้สูงวัย เขายกมือไหว้ชายคนนั้น เขารับไหว้แล้วเข้ามาลูบหลัง ลูบไหล่ จับมือบีบเบาๆ

 

"อย่าลืมเลือกเบอร์......นะ ฝากด้วยนะ"  

 

“ครับ?”   เขาเงยหน้า สบตาคนที่สูงวัยกว่า ดวงตาของเขาเปี่ยมแววเมตตา ดุจประหนึ่งเป็นกัลยาณมิตรกันมานาน

 

“อย่าลืมเลือกเบอร์.....นะ ฝากด้วยๆ”  ไหล่เขาถูกตบเบาๆ ก่อนไออุ่นนั้นจะจางจากไป  ท่านว่าที่ สว. สมัยที่สามเดินไปทักโต๊ะถัดไป เขามองตามยิ้มๆ ไม่ตอบรับหรือตอบปฏิเสธ  'แม่เอ๊ย..แม้แต่งานศพก็ไม่เว้น'   เขาลงมือรับประทานอาหารให้จานให้หมด ถือว่าปลูกข้าวเองไม่เป็นไม่ควรจะกินทิ้งกินขว้าง ตามคำสอนของแม่

 

กินเสร็จก็ลุกขึ้นลำเลียงจานและอาหารไปคืนในครัว ซึ่งตั้งเป็นเต้นท์ถัดไปทางด้านขวามือ ทางเดินค่อนข้างเฉอะแฉะ หลังจากเสร็จงานเขาจึงกลับมานั่งที่เดิม มองไปรอบๆ ผู้คนเริ่มทยอยเข้ามาร่วมในงานมากขึ้น งานศพคนต่างจังหวัดก็แบบนี้ อุ่นหนาฝาคั่ง ส่วนใหญ่เป็นผู้เฒ่าผู้แก่ และชาย-หญิงที่มีครอบครัวแล้วกับเด็กๆ ซึ่งเป็นลูกหลาน

 

คนกลุ่มใหญ่เป็นชายสูงอายุเดินเข้ามาอีก ไม่มีใครจำเขาได้สักคน เพราะเขาไปจากที่นี่ตั้งแต่อายุแปดขวบ นี่ปาเข้าไปยี่สิบปีแล้ว ใครจะมาจำได้ ขนาดเขายังแค่รู้สึกคุ้นๆ แต่นึกไม่ออกแล้วว่าใครเป็นใครบ้าง ผู้ตายอายุ 79 ปีก็น่าจะเป็นเพื่อนรุ่นเดียวๆ กันกับแม่ของเพื่อน

 

เขามองนาฬิกา สองทุ่มห้านาทีแล้วพระสงฆ์ยังไม่มา ชายกลุ่มที่เดินมา นั่งกันอยู่ที่โต๊ะข้างๆ เขา สักพักมีเด็กชายวัยประมาณสิบขวบเอาซองมาให้ แล้วก็นั่งรวมกลุ่มอยู่ด้วย คุณเทอดเดินเข้ามาหา ยกมือไหว้ทุกคนในโต๊ะ และยิ้มเลยมาถึงเขา สุรายี่ห้อดัง ราคาค่อนข้างสูงถูกยกมาตั้ง น้ำแข็ง โซดาพร้อม เด็กชายที่อยู่ในโต๊ะเป็นคนรินแจก ท่าทางชำนาญ สองสามคนเริ่มดึงบุหรี่มาจุดสูบ การสนทนาเริ่มขึ้น แต่ก็ฟังไม่ได้ศัพท์เพราะแต่ละโต๊ะ กิน คุย ดื่ม สูบบุหรี่ เออ..เมื่อไหร่จะมีกฏหมายห้ามดื่มกินให้งานศพออกมาบ้างวะ ลูกเล็ก เด็กแดง วิ่งเล่นกันให้คึกคัก

 

ว่าที่ท่าน สว. กลับมาทางเขาอีก คราวนี้ยิ้มให้แล้วเดินผ่านเลยไปยังโต๊ะชายสูงอายุ พร้อมกับลงทุนนั่ง หางตาเห็น “ท่าน” เริ่มกระดก คุยกันไป ก็ไม่พ้นเรื่องการเมือง หลายกรึ้บเข้าก็ได้ที่ เสียงเริ่มดังแข่งกับเสียงดนตรีบรรเลง ฮาเฮ  

 

เขาถอนหายใจ กลิ่นบุหรี่ตลบอบอวน ขนาดว่านี่เป็นเต้นเปิด มีแต่หลังคากันฝนยังขนาดนี้ นี่ถ้าอยู่ในห้องหับมิดชิดบรรยากาศจะสักขนาดไหน

 

เสียงโฆษกเริ่มประกาศ ไม่กี่อึดใจพระสงฆ์ห้ารูปเดินเข้าย่องๆ กันเข้ามา ก็น่าเห็นใจพระ ถนนเป็นลูกรัง บริเวณงานก็เพิ่งกลบๆ ถมๆ กันมีทั้งดิน ทั้งทราย ปนๆ กันพอปรับพื้นที่ให้เรียบแล้วกางเต้นท์ได้  พระเดินไปนั่งประจำตำแหน่งที่เจ้าภาพจัดไว้ให้ ตรงหน้าหีบศพ ว่าที่ท่าน สว. สมัยหน้าเดินกลับไปนั่งรวมกลุ่มกับเพื่อนที่มาด้วยกัน

 

เขายังไม่ได้เคารพศพเลยตั้งแต่มา  ก็มาถึงก็ถูกเกณฑ์ให้มานั่งกินข้าว ยกถ้วย-ชามไปคืน แล้วก็เลยนั่งจ่อมสังเกตการณ์อยู่ตรงนี้โดยไม่ได้ลุกไปไหนอีก  มองไปทางหีบศพ ซึ่งตั้งอยู่นอกตัวบ้าน แต่มีการต่อเติมตัวบ้านมีหลังคายื่นออกมา แล้วเอาเต้นท์กางทับไปอีกที คงจะกันฝนเพราะบังเอิญสองวันนี้ฝนตกหนัก ดินและถนนจึงยังฉ่ำแฉะอยู่อย่างนี้ 

 

เด็กสาวสองคนนั่งอยู่ด้านข้างหน้าหีบ มีกล่องตั้งอยู่ใบหนึ่งห่อด้วยกระดาษสีส้มแกมทองสะท้อนวิบวับ พระยังคงฉันท์น้ำปานะ เขาฉวยโอกาสลุกขึ้นหยิบกระเป๋าสตางค์ออกจากกระเป๋าหลัง ดึงธนบัตรออกมาใบหนึ่ง เดินไปที่เด็กผมม้า เธอเงยหน้ามายิ้ม ยื่นซองให้เมื่อเห็นเขาถือเงินมา เขาใส่ซองคืนให้

 

“ลงชื่อไหมคะ”

 

“ไม่ต้องล่ะ ขอบใจ”    เขายิ้มตอบ

 

ด้านหลังของเด็กสาวมีกระถางธูป มีธูปวางในพานพร้อมไฟแช็ค 4-5 อัน เขาหยิบธูปมาหนึ่งดอก หยิบไฟแช็คมาจุด ปัดให้ดับ วางไฟแช็คคืน กล่าวคำขออโหสิกรรมแก่มารดาของเพื่อนในใจ ปักธูปเสร็จ กำลังจะเดินกลับ เพื่อนสาวก็มากระซิบให้ไปนั่งหน้าพระ กลุ่มชาย 4 คนที่สวมแจ็คเก็ตขาวนั่งอยู่ที่โซฟา เขาจึงเลือกนั่งเก้าอี้ไม้ที่วางเรียงไว้ใกล้กันแทน เขาค้อมศีรษะให้

 

โฆษกประกาศอีกครั้ง ก่อนจะส่งไมโครโฟนให้ผู้หญิงสูงอายุคนหนึ่ง กล่าวนำสวด เขาแทบไม่เชื่อหู เออ เกิดมาจนอายุยี่สิบแปดปี เพิ่งเห็นเป็นครั้งแรกที่คนกล่าวนำสวดจะเป็นหญิง แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นที่แปลกใจของคนแถวนี้ ทุกคนว่าตาม ..

 

“นโมตัสสะ ภวโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธะสะ .... “  พิธีการทางศาสนาดำเนินไปสักสิบนาที

 

“ติ๊ดตะลิ้ดติ๊ดตี่.. ๆ ๆ “   เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือ  หนึ่งในกลุ่มชายสวมแจ็คเก็ต คนที่ลงเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาคนเมื่อกี้นั่นเอง

 

“ปาณาติปาตา เวรมณี....”

 

“อ้อ ครับๆ ตอนเย็นมีนัดเลี้ยงที่บ้านผมครับ ล้มหมูสอง วัวหนึ่งครับ”

 

“อทินฺนาทานา เวรมณี...”

 

“โอนแล้ว?  อ้อ ได้รับแล้ว ครับ....ครับ”      

 

“กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี..”

 

“เด็ก?  ครับๆ   ครับ..ๆ  สวัสดีครับ“     เสียงคุยแข่งพระเงียบไป  นิคมข่มสติ สายตากร้าวดิ่งลงพื้นตรงหน้า

 

“มุสาวาทา เวรมณี สิกขาปทังสมาทิยามิ”

 

“ติ๊ดตะลิ้ดติ๊ดตี่.. ๆ ๆ “

 

“เว้นจากการพูดเท็จ คำหยาบ..”

 

“เออ อยู่ในงานศพ”

 

“ฉิบหาย.. ลืม....เออ!! ไอ้สัตว์มึงก็จัดการไปเลยสิ ต้องรอให้กูสั่งอีกเหรอ”    ห่างกันเพียงคืบต่อให้กดเสียงต่ำอย่างไรก็ได้ยินครับท่าน..

 

“สุราเมรยมัชชปมาทฏัฐานา เวรมณี สิกขาปทังสมาทิยามิ ...”

 

ใจมันเดือดเสียแล้ว นิคมผงกศีรษะจรดนิ้วไปที่หว่างคิ้ว หันกลับมาไหว้ที่ไปโลงศพ  ค่อยๆ ค้อมตัวถอยห่างออกมา  เขาเดินกลับมาทาง โต๊ะผู้สูงวัยยังยกขึ้นกรึ้บยังอยู่  เด็กชายวัยสิบขวบที่เขาเห็นตอนแรก นั่งหันหลังให้พระสงฆ์ก้มหน้าเขียนอะไรยุกยิกๆ   เขาก้มหน้ามองทางเท้า  สาวเท้าเดินห่างออกมาเรื่อยๆ

 

โอ...นี่เขาอ่อนไหวเกินเหตุไปหรือเปล่า ????  

-------------

เขานั่งนิ่งอยู่ในรถยนต์ส่วนตัว คันที่จอดอยู่ข้างเป็นกระบะสองตอน ติดสติ๊กเกอร์หาเสียงรอบคัน  ใจเขายังไม่สงบ.. นิคมนั่งหลับตาพิงพนักนิ่งๆ 

ทันใดนั้นเขาก็ลืมตาโพลง !!! …

-------------

 

ชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง แต่งกายสุภาพเดินออกจากโรงแรม เขากระตุกยิ้มมุมปากให้สาวๆ หน้าเค้าน์เตอร์อย่างคุ้นเคย ขวามือของเขาเป็นล็อบบี้ ใครคนหนึ่งนั่งกางหนังสือพิมพ์อ่าน หัวข่าวเด่นหรา

“ว่าที่ สว. ซิ่งชนเสาไฟข้างทางดับอนาถ”  

 

  

 

 
  

คลินิกเรื่องสั้น 47

ประภัสสร  เสวิกุล

.......................................................

 

บ้านนั้นเขามีงานศพ

สีน้ำฟ้า

 

            เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อ่านได้”ลื่น” และ “รื่น” ตั้งแต่ต้นจนจบ โดยไม่มีตอนใดที่สะดุดความรู้สึกนอกจากคำบางคำที่ควรจะต้องปรับนิดหน่อยเพื่อให้มีความชัดเจนและกลมกลืนขึ้นเท่านั้น

 

               คุณสีน้ำฟ้า เปิดเรื่องได้น่าสนใจ และบรรยายบรรยากาศของงานศพในต่างจังหวัดและพฤติกรรมของนักการเมืองท้องถิ่นอย่างได้จินตภาพและอารมณ์ ทำให้ผมนึกถึงที่เพื่อนคนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังถึงการกระทำที่ไม่รู้จักกาละเทศะของนักการเมืองทำนองเดียวกับเรื่องสั้นเรื่องนี้ในงานศพของบิดา จนเขาทนไม่ไหวต้องตะเพิดนักการเมืองคนนั้นออกจากงาน

 

            ความรู้สึกอีกอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นแก่ผม หลังจากอ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้จบลงก็คือ ภาพของงานศพในปัจจุบันซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างมากมาย  ผมจำได้ว่าในสมัยที่ผมยังเป็นเด็กนั้น งานศพเป็นงานที่ต้องสำรวมารยาทท่ามกลางความรู้สึกที่เศร้าซึมและเต็มไปด้วยพิธีการ แทบจะไม่เห็นรอยยิ้ม หรือการพูดจาเล่นหัวกันเลยแต่เดี๋ยวนี้ งานศพกลายเป็นงานสังคมประเภท “บริการด่วน” แขกก็จะล่ก ๆ  มากันชั่วประเดี๋ยวเดียว และตั้งหน้าคุยกันเองโดยไม่สนใจคนอื่น เจ้าภาพก็จะทักทายแขกอย่างฉาบฉวย แม้แต่พระก็รีบเทศน์อย่างรวบรัด จนแทบจะไม่เหลือความสำคัญของงานอีกต่อไป

 

            ย้อนกลับมาที่เรื่องสั้น “บ้านนี้เขามีงานศพ” สิ่งแรกที่คนอ่านได้เห็นในเรื่องนี้คือ “รถกะบะสีขาวที่บรรทุกลังพาสติกขนาดใหญ่สูงพ้นหลังคา” คำถามที่ตามมาก็คือ “ลังพาสติกขนาดใหญ่”นั้น บรรจุอะไร และมีความสัมพันธ์ต่อเรื่องอย่างไร ซึ่งก็ไม่ได้มีคำอธิบายหรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับลังเหล่านั้นอีก  หากคุณสีน้ำฟ้าจะบอกผู้อ่านแค่ “รถกระบะสีขาว” ก็ไม่ได้มีผลกระทบอย่างใดต่อตัวเรื่อง หรือหากอยากเก็บลังพาสติกไว้ คุณก็ต้องหาทางบอกกับผู้อ่านว่ารถกระบะบรรทุกลังมาทำไม โดยอาจเพิ่มในบทสนทนา เช่นให้เพื่อนถามว่า กลับมาแล้วจะทำอะไร เพื่อจะได้คำตอบว่า เลี้ยงปลา (หรืออย่างอื่น) เพื่อจะได้ยกลังที่ค้างอยู่ในใจคนอ่านลง

 

            ถัดมาก็คือการบรรยายความเคลื่อนไหวของรถ “เบาคันเร่ง เปิดไฟเลี้ยว แล้วเลี้ยวไปในซอยเล็กๆ” ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่รถทำให้เกิดขึ้นเองไม่ได้ ต้องมีคนอื่นเป็นผู้กระทำ หรือเป็นประธานประโยค ดังนั้น จึงต้องเติมคำว่า “คนขับ” หรือ “เขา” ไว้ข้างหน้าประโยคนี้เป็น “คนขับ (เขา) เบาคันเร่ง...”

 

            เพื่อนเขยที่ชื่อเทอดนั้น น่าจะใช้ว่า เทอด เฉย ๆ โดยไม่จำเป็นต้องเรียกว่า คุณเทอด และในตอนที่ “กลุ่มชายใส่เสื้อแจ๊กเก๊ตสีขาว” เดินเข้ามาในงานนั้น หลังประโยคคำพูดของเทอดที่ว่า “เดี๋ยวขอตัวสักครู่นะ...” ประโยคถัดมาจะกล่าวขึ้นลอย ๆ ขาดการเชื่อมโยง ควรจะเพิ่มคำบรรยายเช่น “เทอดบอก ขณะที่ลุกไปต้อนรับ”

 

            ประโยคที่ว่า “พระสงฆ์ห้ารูปเดินเข้าย่อง ๆ กันเข้ามา” น่าจะมีบางคำที่เกินมาและลักษณะการเดินของพระสงฆ์บนถนนลูกรัง ควรเป็น “กระย่องกระแย่ง” มากกว่า ย่อง ๆ

            คำผรุสวาท “แม่เอ๊ย...” โดยมากมักใช้ว่า “แม่งเอ๊ย...” ซึ่งให้ผัสสะจากรูปและเสียงได้ดีกว่า

            ตอนที่พระให้ศีลห้า กับคำพูดทางโทรศัพท์มือถือของผู้สมัคร ส.ว. คุณสีน้ำฟ้าสามารถให้อารมณ์และความขัดแย้งได้ดีมาก นับเป็นช่วงที่เด่นที่สุดของเรื่องสั้นเรื่องนี้

            ในความเห็นของผมเรื่องนี้น่าจะจบลงแค่ “นี่เขาอ่อนไหวเกินเหตุไปหรือเปล่า???” ก็น่าจะสื่อนัยของเรื่องทั้งหมดได้สมบูรณ์แล้ว ส่วนอีก 2 ย่อหน้าต่อมา นอกจากจะเป็นดราม่าไปหน่อย (ทำนองทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว) ยังเป็นบทสรุปเบ็ดเสร็จของผู้เขียน ที่ไม่เหลือช่องว่างให้ผู้อ่านได้เติมความรู้สึกนึกคิดส่วนตัวลงไปเลย...

            โดยส่วนตัวแล้ว ผมยังคิดว่า นักเขียนควรทำตัวเป็นแค่อัยการที่เสนอข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่อศาล แต่ไม่ควรที่จะทำตัวเป็นผู้พิพากษาที่ตัดสินคดีเสียเอง และในเวลาเดียวกันก็น่าจะเปิดโอกาสให้ผู้อ่านได้ทำหน้าที่ลูกขุนด้วย

 

 

ประภัสสร เสวิกุล

ชิลี 3 มีนาคม 2551

 

  

 

 
 
 



คลีนิกเรื่องสั้น

รายการชีวิต
โจรปริญญา(ตี)
มือศิลป์ article
Love is....
อกแกก็อกฉัน...อกฉันก็อกแก article
ร่วมกินโต๊ะ
ภาพของฉัน article
คืนข้ามปี article
เหรียญบาทกับโบสถ์กลางน้ำ article
ใส...ซื่อ...บริสุทธิ์ (ใจ) article
นิยายรัก ฉบับป้าหมู article
สายน้ำที่ขาดหาย article
อรุณรุ่ง article
หีบเชี่ยนหมากของอ้ายแก้ว article
การผ่านพ้นแห่งยุคสมัย article
แม่น้ำเจ้าพระยา article
เธอสุขได้อย่างไรเมื่อผองชนทุกข์ยากลำเค็ญ article
เมื่อโลกนี้ไร้สีสัน... article
ลั่น article
เสมือนรังดักแด้ที่เฝ้าฟูมฟักผีเสื้อให้โบยบิน article
แหว่ง article
รุ้งกินน้ำของปานวาด article
กล่องความทรงจำเก่า...และเงารัก article
จอมโจรหนอนหนังสือ article
มาลัยวรรณกรรม article
ห้องแห่งมิติอนันต์ article
ครูจันทร์ผ่อง ของแม่ article
จุกน้ำปลา...พาโชค article
เวลาของพ่อ article
การค้นพบตัวเองที่ไม่ใช่ตัวเอง article
เพียงภาพในวัยเยาว์ article
น้ำตาลทราย article
การเดินทางของชายชรา article
พันธะพรหมลิขิต article
บทเรียนน้ำตา article
กลางเมืองหลวง article
ประตูที่ถูกเลือก article
ร้องเรือ: ลำนำที่ผันแปร article
ดาวน์ความสำเร็จ article
ไอ้หมา article
คุณย่ากับคุณป้าข้างบ้าน article
ข้างหลังภาพนั้น article
วัฏพินาศแห่งสยามประเทศ article
คลีนิกเรื่องสั้น 16 article
หรือฉันเองที่แตกต่าง article
เด็กชายวิสรุจณ์...ซุกซน article
ใบไม้เปลี่ยนสี article
มรดกพ่อ article
ก้าวแรกของนักล่าดวงจันทร์ article
เพื่อนตาย article
หุ่นยนต์สังกะสี article
คิดถึงพ่อ article
สาวหน้าใสกับหัวใจน้องเหมียว article
แดร๊กคิวล่ากระหายเลือด...ของคุณ article
ก็เพราะว่า...เรารักนาย article
อ้อมกอดทะเล article
เรือของพ่อ article
ไม่โกรธใช่ไหม article
ในความทรงจำ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ