ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


อรุณรุ่ง article
 
 

อรุณรุ่งของวันใหม่เริ่มต้น เมื่อแสงสว่างส่องลอดผ่านใบไม้ ตกกระทบลงมาที่เปลือกตาของอ้ายพัน ซึ่งกำลังนอนรอความตายอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ไม่ไกลนักจากสนามรบในท้องทุ่งภูเขาทอง ที่การสู้รบระหว่างทัพของพระมหาจักรพรรดิและพระเจ้าแปรได้จบสิ้นไปแล้ว อ้ายพันเผยอเปลือกตา ลืมขึ้นสู้แสงตะวันอ่อนๆ เสียงของการ้องขึ้นที่ไหนสักแห่งในบริเวณของราวป่า

ความรู้สึกขมปร่าบังเกิดขึ้นในลำคอ จากการไม่ได้กินน้ำมาตั้งแต่ศึกเริ่มต้น อ้ายพันลองเปล่งเสียงรอดผ่านริมฝีปากออกมา แต่ที่หูของมันได้ยิน มีเพียงเสียงครางฟังไม่ได้ศัพท์ มันอยากจะลุก แต่ก็รู้ว่าขาที่ขาดจากระเบิดปืนใหญ่ไม่เอื้อให้มันขยับไปไหนได้ดั่งใจนึก ใจของมันอยากไปให้พ้นราวป่าและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง

เย็นวาน มันเห็นฝูงแร้งลง ขณะที่พวกไพร่เลว ออกมาขนศพทหารฝ่ายกรุงศรีฯ กลับเข้าเมือง มันพยายามจะขยับเคลื่อนกายให้พวกไพร่เห็น และพามันไปจากความตายที่กำลังจะมาถึง แต่ไม่ว่าจะร้อง หรือพยายามพลิกตัวเพื่อคลานให้พ้นจากศพนับสิบที่ขวางหน้ามันอยู่สักปานใด พวกไพร่เลวที่มีสภาพไม่ต่างจากโครงกระดูกเดินได้ ก็ไม่มีทีท่าสนใจหรือแสดงว่าได้ยินเสียงอ้ายพันเลยแม้แต่คนเดียว

            "อย่างน้อยเอากูไปกับศพคนอื่นๆ ก็ได้" อ้านพันรำพึงในใจ ตลอดเย็นวันวานที่เสียงร้องของแร้งดังขึ้นเหนือหัวไม่มีหยุด จนถึงค่ำคืน ที่เสียงของแร้งหายไป กลายเป็นเสียงของนกแสกดังขึ้นมาแทน ประกายตาของพวกมันที่สะท้อนแสงคบรอบๆ สนามรบ ซึ่งถูกปักไว้เพื่อขับไล่หมาป่าและเสือมิให้มาฉีกกินซากศพ ดูราวกับดวงตาของภูตผีที่กำลังยิ้มเยาะมายังอ้ายพัน

            "เออ ! หัวเราะไปเหอะ หัวเราะไปเลย ไอ้พวกผีเปรต มึงเอากูไปไม่ได้ดอก" อ้ายพันกู่ร้องด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง แล้วหัวเราะ หัวเราะทั้งที่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร

            เมื่อน้ำค้างลง บรรยากาศเย็นยะเยือกโอบคลุมร่างกาย อ้ายพันก็เริ่มสวดมนต์ อ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษากรุงศรีฯ แม้ในใจหนึ่งจะกระซิบแย้งด้วยน้ำเสียงกร้าวว่า

"สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ช่วยมึงดอก อ้ายพันเอ๋ย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังไม่ช่วยเจ้าอยู่หัวเลย ไฉนท่านจะมาช่วยมึง ตรอมใจตายไปซะเหอะวะ"

            ในดวงตาที่พร่าเลือนจากน้ำตา มันมองเห็นดวงตาของสัตว์ในความมืดของป่าอยู่รายล้อมรอบกายเต็มไปหมด แต่อ้ายพันไม่ยอมตาย มันลืมตาตลอดคืน แม้จะเพลียแสนเพลีย จนกระทั่งความเจ็บปวดที่มาเป็นพักๆ ก็ไม่ทำให้มันรู้สึกรู้สมอีกต่อไป อ้ายพันก็ยังลืมตา ลืมเพื่อให้รู้ว่า ดวงตาแวววาวในความมืดจะไม่ขยับเข้ามาใกล้ แล้วกลืนกินมัน ในขณะที่มันไม่รู้ตัว แม้จะเหนื่อยแสนเหนื่อย เพลียแสนเพลีย แต่อ้ายพันก็ยังฝืนขืนลืมตา เพื่อให้รู้สึกว่าตัวมันยังมีชีวิต ยังสามารถสู้ด้วยแรงเฮือกสุดท้ายได้ หากพวกสัตว์เดรัจฉานบังอาจเข้ามาใกล้

            แต่ดวงตาแวววาวที่สะท้อนแสงคบก็ไม่เคยขยับเข้ามา ดวงตาแวววาวทั้งหลายนั้นได้แต่เฝ้ามองดูมันนิ่งๆ ไม่ขยับ ไม่เคลื่อนไหว ตลอดค่ำคืน

อ้ายพันมองดูดาวเคลื่อนคล้อยบนท้องฟ้า ผ่านกิ่งก้านของต้นโพธิ์เหนือหัวมัน ความเงียบสงัดแผ่ปกคลุมทั่วทั้งป่า จนเมื่อตกดึก ห้วงเวลาตกอยู่ระหว่างวันที่กำลังจะผ่านพ้นและวันที่กำลังจะมาถึง อ้ายพันจึงเริ่มรู้สึกว่าร่างกายของมัน ไม่มีความรู้สึกอีกต่อไป แล้วมันก็ได้ยินสรรพเสียงของป่า แว่วดังมาในหู สติที่ใกล้จะดับวูบลงของมัน ระลึกขึ้นได้ ว่า คือเสียงของสัมภเวสี เสียงของภูตผีที่ยังติดอยู่ในพรมแดนระหว่างสองโลก เสียงที่มันเรียนรู้จากหลวงตาตั้งแต่เด็กแล้ว ว่า ห้ามร้องทัก ทุกครั้งที่ได้ยิน 

            แต่อ้ายพันร้องทัก ในยามที่สติเลือนรางเต็มทีนั้น มันไม่รู้ดอกว่าเสียงแว่วที่ได้ยิน เป็นเสียงผีหรือคน มันรู้แต่ว่า มันต้องร้อง ต้องพูดออกไป เพื่อให้รู้ว่าในป่าที่มืดมิด เต็มไปด้วยซากศพนั้น มีร่างของมันนอนรอความตายอยู่เพียงลำพัง แต่ทันทีที่มันขยับปาก กู่ร้องดังออกมาไม่เกินเสียงกระซิบเป็นคำว่า "ช่วยด้วย" สติของมันก็ดับวูบลง

            จากนั้น จะเกิดสิ่งใดบ้างรอบตัว มันก็ไม่ได้ยิน ไม่รับรู้อีกต่อไป จนเมื่ออรุณรุ่งมาถึง พร้อมด้วยแสงตะวันที่ส่องลอดผ่านกิ่งก้านของต้นโพธิ์นั่นเอง อ้ายพันถึงรู้สึกตัว และรับรู้ว่ามันยังมีลมหายใจ

พวกโครงกระดูกเดินได้เริ่มทยอยออกมาจากราวป่า เพื่อทำงานเก็บซากศพของพวกมันต่อไป อ้ายพันลองขยับตัวอีกครั้ง เพื่อจะพลิกตัว หันไปเรียกร้องความสนใจจากพวกไพร่เลว ให้มาช่วยมัน บางทีเมื่อเย็น พวกมันอาจจะเหนื่อย แสงโพล้เพล้อาจไม่สว่างพอให้พวกมันมองเห็นร่างอ้ายพัน

อ้ายพันพยายามจะพลิกร่าง แต่ร่างกายตั้งแต่ลำคอลงไปกลับไม่มีอาการตอบสนอง สัมผัสที่มันรู้สึกได้จากปลายท่อนขาที่ขาดกระจุย เป็นแต่เพียงความว่างเปล่า ราวกับมันมีชีวิตแค่เพียงส่วนหัวขึ้นมาเท่านั้น

ลมโชยเอื่อยพัดมาต้องร่าง กลิ่นคาวเลือดอ่อนจางลงไปพร้อมๆ กับที่กลิ่นของธูปและเสียงสวดลอยตามลมเข้ามาในโสตสำนึก

เปลวเทียนวูบไหวในความทรงจำที่อ่อนล้า อ้ายพันมองเห็นตัวเองเมื่อตอนก่อนจะสึก ภายในโบสถ์ของวัดอโยธยา มีหลวงตาที่เลี้ยงมันมาตั้งแต่เกิด

            "เอ็งคิดดีแน่แล้วใช่ไหมวะ อ้ายพัน ?" หลวงตามองมันด้วยดวงตาสงบ มันเคยบอกกับหลวงตาครั้งหนึ่ง ว่าดวงตาของหลวงตาเหมือนกับดวงตาของพระประธานในโบสถ์ หลวงตายิ้มรับโดยไม่พูดอะไร หลวงตาเลี้ยงมันด้วยความเงียบสงบของอาณาเขตวัดและเสียงสวดมากกว่า ด้วยคำพร่ำสอน

            "จ๊ะ หลวงตา ฉันคิดดีแล้ว ฉันอยากไปรับใช้เจ้าอยู่หัว ฉันอยากเป็นนายกองทะลวงฟันเหมือนพ่อ" อ้ายพันตอบ ตลอดวัยเด็ก หลวงตาไม่เคยสอนให้มันรู้จักการต่อยตี หรือรู้จักการฟันดาบ มันเรียนรู้ทั้งหมดจากเด็กวัดด้วยกัน และโลกที่อยู่นอกกำแพงวัด

หลังจากตอบออกไป หลวงตาก็ถอนหายใจเบาๆ พูดกับมันด้วยถ้อยคำเดียวกับที่เคยพูดกับมันครั้งหนึ่ง ในตอนทำวัตรเย็น เมื่อหลวงตาสังเกตเห็นสภาพของมันหลังกลับมาจากนอกกำแพงวัด ถ้อยคำราบเรียบที่อาจเป็นคำสอนครั้งแรกเท่าที่อ้ายพันเคยได้ยินจากปากหลวงตา

            "ไม่มีมนต์คาถาใดของสมณโคดมที่ปกป้องผู้คนจากคมศาสตราวุธได้ดอกนะ อ้ายพัน ตัวของคนผู้นั้นเอง ที่มองเห็นพระธรรมคำสอนต่างหาก จะเป็นมนต์คาถา เป็นเกราะป้องกันคมศาสตราวุธมิให้มาต้องกาย"

            หลวงตาทำพิธีสึกให้มันในวันนั้น จากพระ มันกลายมาเป็นทิดอยู่สิบวัน แล้วอ้ายพันก็เข้าเป็นทหาร โดยไม่ต้องรอให้หลวงมาเรียก เพื่อดำเนินตามรอยเท้าของพ่อที่มันเชื่อว่าคงเป็นนายทหารอยู่ที่ไหนสักแห่งในเมืองที่งดงามราวกับปราสาทของเทพยดานั้น

             มันฝึกดาบ ฝึกมวย เพิ่มเติมกับทหารคนอื่นๆ ตลอดพรรษาแรกที่มันเป็นทหาร ขณะที่ข่าวคราวการสู้รบทางหัวเมืองเหนือของพระมหาธรรมราชากับกองทัพของพระเจ้าหงสาวดีลิ้นดำ ก็ลือเลื่องไปทั่วภายในขอบรั้วกำแพงกรุงอโยธยา

            จนเมื่อการเคี่ยวกรำด้วยเสียงตะโกนด่า การต่อย เตะ และคมดาบผ่านร่างของอ้ายพัน นับไม่ถ้วน มากพอให้มันบอกกับตัวเอง ว่ามันหาได้เป็นเพียงชายหนุ่มที่เพิ่งก้าวพ้นกำแพงวัดอีกต่อไป มันก็มั่นใจในมือของตน พร้อมๆ กับที่ทัพของพม่าก็เคลื่อนเข้ามาถึงทุ่งภูเขาทอง

            อ้ายพันฆ่าฟันพวกพม่าไปได้เป็นจำนวนมาก เลือดสาดกระเซ็น เสียงโห่ร้อง กัมปนาทของปืนใหญ่กึกก้องอื้ออึงในรูหู มันฟันดาบอย่างบ้าคลั่ง ข้าศึกคนแล้ว คนเล่า ล้มลงต่อหน้า มันรับรู้จากในส่วนลึกของตัวมัน ว่าเดรัจฉานภายในกายกำลังกู่ร้องด้วยความสมใจจากการได้ดื่มกินเลือด ต่อเมื่อต้นโพธิ์ต้นเดียวกับที่โอบร่างมันอยู่ในตอนนี้ปรากฏขึ้นในคลองจักษุ เสียงกู่ร้องจึงได้หยุดเงียบ และมันถึงได้มองเห็นเปลวเทียนส่องกระทบจีวรสีน้ำตาลไหม้แก่ๆ ของหลวงตาสะท้อนขึ้นมาในดวงตา แสงของเทียนและสีของจีวร บัดเดี๋ยวก็เจิดจ้า บัดเดี๋ยวก็หม่นหมอง ในช่วงขณะที่มันรับรู้ว่าเสียงต่างๆ รอบตัวเงียบหาย และทุกอย่างดูเหมือนจะหยุดนิ่งไปนั่นเอง ลูกระเบิดจากปืนใหญ่ก็ตกลงใกล้กับขาของมันพอดี

ในสิ่งสุดท้ายที่อ้ายพันรับรู้ ก่อนสติจะดับวูบ คือ เสียงสวดมนต์ที่เป็นเหมือนเพลงกล่อมนอนที่มันได้ยินมาตั้งแต่เด็ก        

            "เฮ้ย ! ไอ้ห่านี่มันทหารฝ่ายเรานี่หว่า" เสียงของไพร่เลวคนหนึ่งดังขึ้น อ้ายพันมองมายังใบหน้าย้อนแสงตะวันของหนึ่งในโครงกระดูกเดินได้ที่กำลังมองลงมาที่มัน พลางกวักมือร้องเรียกโครงกระดูกโครงอื่นๆ

            "เออว่ะ" ไพร่เลวอีกคน ขยับเข้ามาให้เห็นในแนวสายตา "แล้วเยี่ยงใด แม่งเสือกมานอนตายอยู่กับพวกพม่าวะ ?"

            "จะไปรู้เรอะ" ไพร่เลวคนแรกที่เห็นมันว่า

            "ช่างมันเถอะ อุ้มขึ้นใส่เกวียนดีกว่า ศพสุดท้ายแล้ว จะได้พักซะที"

            "เออ"

            อ้านพันรู้สึกว่าร่างของมันถูกยก มันยิ้มที่ในที่สุด หลังจากความอดทนมาทั้งคืนเพื่อต่อสู้กับความตาย มันก็สมหวัง  ลาทีพวกผีเปรตที่สิงสู่ในป่า แววตาแวววาวในความมืดของพวกสัตว์เดรัจฉาน มึงไม่ได้กลืนกินกูดอก อ้ายพันนึกอย่างลำพองในใจ มันไม่ได้ยินเสียงร่ำร้องจากภายในร่างอีก หัวของมันหงายกลับไปด้านหลัง ภาพของต้นโพธิ์ยืนต้นสงบนิ่งในสนามรบ สะท้อนในดวงตามัน  ต้นโพธิ์กลับหัวเปล่งแสงสีทองในอรุณรุ่ง

             เสียงสวดมนต์คืนกลับมาในสติ ขณะที่สายลมอุ่นพัดผ่านต้องร่างอ้ายพัน ในเสียงสวดและลมที่ได้ยิน เป็นครั้งแรก ที่มันเข้าใจในคำสั่งสอนของหลวงตา

 

********************

 

  

 
 
 
 

คลินิกเรื่องสั้น 48

อรุณรุ่ง

นิธิ นิธิวีรกุล

 

            “อรุณรุ่ง” นับเป็นเรื่องสั้นลำดับที่ 3 ของคุณนิธิที่เข้ามาสู่คลีนิกเรื่องสั้น - เรื่องสั้นของคุณนิธิมีลักษณะเด่นในแนวอิงประวัติศาสตร์ โดยเรื่องนี้ได้นำเหตุการณ์สงครามไทย-พม่าสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ ที่สมเด็จพระศรีสุริโยทัยขาดคอช้าง มาเป็นฉาก

            ปัญหาที่เห็นได้อย่างชัดเจนในเรื่องสั้นเรื่องนี้ก็คือ การที่ตัวละครในเรื่องขาดความสัมพันธ์กับเหตุการณ์เรื่อง ทั้ง ๆ ที่คุณนิธิสามารถนำเหตุการณ์มาใช้ประโยชน์ในการเขียนได้อย่างมาก โดยเฉพาะฉากการสัปยุทธ การยุทธหัตถี และการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระศรีสุริโยทัย ในมุมมองของคนธรรมดา (ไม่ใช่แบบพงศาวดาร) แทนที่จะเห็นเพียงภาพของคนที่บาดเจ็บใกล้ตาย ซึ่งหากไม่มีประโยคที่ว่า “การสู้รบระหว่างพระมหาจักรพรรดิ์และพระเจ้าแปรได้จบสิ้นไปแล้ว” ในตอนต้นของเรื่อง คนอ่านจะไม่สามารถรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพัน

            นอกจากการให้ความสำคัญต่อ “หลัก” ของเรื่องในประวัติศาสตร์ ที่จะใช้เป็นที่อิงแล้วภาพของสงคราม และอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครที่เผชิญกับสงครามและความเป็นความตายก็เป็นสิ่งที่คุณนิธิควรจะศึกษาหารายละเอียดเพิ่มเติม ทั้งเรื่องของไทย เช่น ขุนศึก และเรื่องสั้นบางเรื่องของคุณสุจิตต์ วงศ์เทศ หรือเรื่องของต่างประเทศที่มีผู้แปลเป็นไทย เช่น “แนวรบด้านตะวันตกเหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง” รวมทั้งภาพยนต์ อย่าง Saving Private Ryan หรือ Born on the 4th of July  ซึ่งภาพยนต์ทำนองนี้นอกจากจะแสดงให้เห็นภาพความโหดร้ายของสงครามแล้ว ยังบ่งบอกถึงความเป็นปุถุชนที่มีทั้งความกล้า ความรักตัวกลัวตาย ความเข้มแข็งความอ่อนแอ อยู่ในตัว ไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่แม้แต่น้อย

            นอกจากเรื่องสั้นในแนวประวัติศาตร์แล้ว การจับเอาชีวิตของคนเล็ก ๆ ที่เป็นเหมือนตัวไรบนขนราชสีห์มาเล่าขาน ดังเช่นคนงมของในแม่น้ำเจ้าพระยา หรือคนถือหีบเชี่ยนหมากของหม่อมราโชทัย แม้กระทั่งทหารเลวในสงครามช้างเผือกในเรื่องสั้นเรื่องนี้ ก็นับว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และคิดว่าคุณนิธิน่าจะสืบสานการทำงานในแนวนี้ต่อไป

 

ประภัสสร เสวิกุล

8 มีนาคม 2551

                       

 

 

 
 



คลีนิกเรื่องสั้น

รายการชีวิต
โจรปริญญา(ตี)
มือศิลป์ article
Love is....
อกแกก็อกฉัน...อกฉันก็อกแก article
ร่วมกินโต๊ะ
ภาพของฉัน article
คืนข้ามปี article
เหรียญบาทกับโบสถ์กลางน้ำ article
ใส...ซื่อ...บริสุทธิ์ (ใจ) article
นิยายรัก ฉบับป้าหมู article
สายน้ำที่ขาดหาย article
บ้านนั้นเขามีงานศพ article
หีบเชี่ยนหมากของอ้ายแก้ว article
การผ่านพ้นแห่งยุคสมัย article
แม่น้ำเจ้าพระยา article
เธอสุขได้อย่างไรเมื่อผองชนทุกข์ยากลำเค็ญ article
เมื่อโลกนี้ไร้สีสัน... article
ลั่น article
เสมือนรังดักแด้ที่เฝ้าฟูมฟักผีเสื้อให้โบยบิน article
แหว่ง article
รุ้งกินน้ำของปานวาด article
กล่องความทรงจำเก่า...และเงารัก article
จอมโจรหนอนหนังสือ article
มาลัยวรรณกรรม article
ห้องแห่งมิติอนันต์ article
ครูจันทร์ผ่อง ของแม่ article
จุกน้ำปลา...พาโชค article
เวลาของพ่อ article
การค้นพบตัวเองที่ไม่ใช่ตัวเอง article
เพียงภาพในวัยเยาว์ article
น้ำตาลทราย article
การเดินทางของชายชรา article
พันธะพรหมลิขิต article
บทเรียนน้ำตา article
กลางเมืองหลวง article
ประตูที่ถูกเลือก article
ร้องเรือ: ลำนำที่ผันแปร article
ดาวน์ความสำเร็จ article
ไอ้หมา article
คุณย่ากับคุณป้าข้างบ้าน article
ข้างหลังภาพนั้น article
วัฏพินาศแห่งสยามประเทศ article
คลีนิกเรื่องสั้น 16 article
หรือฉันเองที่แตกต่าง article
เด็กชายวิสรุจณ์...ซุกซน article
ใบไม้เปลี่ยนสี article
มรดกพ่อ article
ก้าวแรกของนักล่าดวงจันทร์ article
เพื่อนตาย article
หุ่นยนต์สังกะสี article
คิดถึงพ่อ article
สาวหน้าใสกับหัวใจน้องเหมียว article
แดร๊กคิวล่ากระหายเลือด...ของคุณ article
ก็เพราะว่า...เรารักนาย article
อ้อมกอดทะเล article
เรือของพ่อ article
ไม่โกรธใช่ไหม article
ในความทรงจำ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ