ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


สายน้ำที่ขาดหาย article
 
 

ฝุ่นสีแดงๆเกาะกระจกหน้าต่างหนาจนไม่สามารถจะมองผ่านไปได้ แต่ผมไม่สนใจมันนักหรอก กลับเป็นเรื่องดี เพราะผมจะได้ไม่ต้องเห็นโลกภายนอกอีก

            พ่อกับแม่ผมอพยพไปอยู่อเมริกาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว คนอื่นๆก็เช่นกัน ทุกคนพากันอพยพไปยังต่างประเทศ ญี่ปุ่นบ้าง ออสเตรเลียบ้าง ไม่ก็ทางยุโรป ทุกคนหนีประเทศไทยไปหมด แม้แต่ผมเอง ก็กำลังจะจากไปเช่นกัน

            ผมลุกยืนขึ้น ฟูกบนเตียงยังคงเป็นรอยบุ๋มตามน้ำหนักตัวที่นั่งกดเมื่อครู่ บ่งบอกถึงความเก่าแก่ของนุ่นที่อัดอยู่ข้างใน ผมไม่เคยสังเกตเห็นมันมาก่อน แต่วันนี้ผมอยากจะดูทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นรอยบุ๋มเล็กๆนี่ รอยขีดข่วนบนผนังห้อง แม้กระทั่งสีทาบ้านที่เลอะพื้น ผมแค่อยากไว้อาลัยให้กับพวกมันเพราะต่อไปนี้ คงจะไม่มีวันได้พบเจอกันอีกแล้ว ในขณะเดียวกัน จิตใจผมก็หวนรำลึกไปถึงเรื่องที่ทำให้อยากร้องไห้

            ผมมีน้องสาวหนึ่งคน... น้องชื่อระริน

           

“พี่จ้ะ พี่” เด็กหญิงผมเปียวัยห้าขวบวิ่งหน้าตั้งตาตื่นเข้ามาในห้องนอนของผม มือโบกหนังสือปกดำเล่มโต “พี่ พี่จ้ะ”

            ผมวางหนังสือการ์ตูนลงแล้วหันไปมองน้องสาว รู้สึกรำคาญนิดๆที่โดนขัดจังหวะ แต่พอเห็นใบหน้ากลมๆตัวอวบๆของน้องแล้วความรำคาญก็ละลายหาย

            “มีอะไรฮึ” ผมถาม พลางนิ่วหน้าขมวดคิ้วให้ดูดุๆ

            “พี่ชายคนเก่ง” น้องยิ้มกว้างจนเห็นฟันซี่เล็กๆที่เรียงกันเป็นแถว “น้องมีอะไรจะให้พี่ดูด้วยล่ะ”

            “อะไรอีกล่ะ เด็กเจ้าปัญหา” ผมถ าม พลางขยี้หัวน้องเบาๆ

            น้องรีบกางหนังสือลงบนพื้น แล้วพลิกไปยังหน้าที่ต้องการ มือเล็กๆนั้นจับหน้ากระดาษพลิกไปพลิกมาอย่างไม่ค่อยถนอมจนเกิดเป็นรอยยับย่น

            “นี่ไง เจอแล้ว” เสียงแหลมเล็กกังวานเมื่อเสียงกรอบแกรบของกระดาษยุติลง น้องเงยหน้าขึ้นมามองผม แล้วจิ้มนิ้วไปยังรูปภาพกรอบใหญ่นั้น “นี่อะไรอ่ะ น้องอยากรู้จัง”

            ผมแกล้งชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ๆ แล้วเอาหัวโขกกับหัวน้องทีหนึ่งจนน้องร้องลั่น แล้วถอยออกไปบ่นอุบ “พี่อ่า แกล้งน้องอีกแล้วนะ” น้องขมวดคิ้วเล็กๆ ทำหน้าจริงจังซึ่งน่าหัวเราะมากกว่า

            “บ่นเป็นยายแก่ไปได้” ผมบอก “เธออยากรู้ไม่ใช่เหรอว่านี่อะไร”

            น้องพยักหน้าถี่ๆ แต่คงยังไม่หายระแวง จึงยังไม่เข้ามาหา

            “อยากรู้ก็เข้ามาสิ เดี๋ยวก็ไม่เห็นหรอก”

            น้องบุ้ยปาก คงชั่งใจอยู่ว่าจะเชื่อผมดีรึเปล่า และแน่ล่ะ น้องต้องเชื่อผมอยู่แล้ว น้องจึงเขยิบเข้ามาหา แล้วยื่นหน้าจ่อหนังสืออีกครั้ง

            “พี่บอกมาสิว่าอะไร”

            “น้ำตก” ผมอธิบาย “น้ำตกไง เธอเคยเห็นแล้วนี่”

            คราวนี้ น้องส่ายหน้า แล้วจ้องผมเขม็ง

            “เคย” ผมยืนยันคำเดิม

            “ไม่เคยซักกะหน่อย” น้องเถียง “ถ้าน้องเคยเห็น น้องก็ต้องรู้จักสิ”

            “เคยหรอก แต่เธอจำไม่ต่างหาก”

            น้องเริ่มขมวดคิ้วอีก จากนั้นก็เริ่มเอานิ้วเข้าปาก

            “จำไม่ได้เห็นจะได้เลย”

            “ก็จะจำได้ไงล่ะ” ผมดึงมือเธอออกจากปาก แต่น้องยังทำทีขืน จึงต้องออกแรงกดมือนั้นไว้ แล้วเล่าต่อ “ตอนนั้นเธอยังเด็กอยู่เลย แค่ขวบเดียวเอง แต่พี่แปดขวบแล้ว พี่ก็เลยจำได้”

            น้องเริ่มทำตาโตขึ้นเมื่อจ้องหน้าผม แล้วหันไปจ้องหนังสืออีกครั้งก่อนจะหันมาจ้องหน้าผมต่อ

            “แล้วน้ำตกนี่สวยไหม” น้องถาม

            ผมยักไหล่ เอนตัวพิงขอบเตียงแล้วเหยียดขาที่ขัดสมาธิออก

            “พี่อ่ะ บอกน้องมาเร็วเข้า น้องอยากรู้แล้วนะ” น้องเขย่าแขนผม แต่ผมแกล้งทำเป็นหลับตาจะนอนหลับ

            “แสบตาจังเลย สงสัยแดดจะเข้ามามากไป นี่ก็ตั้งบ่ายสามแล้ว แดดแรงซะด้วยสิ”ผมแกล้งบอกไปอย่างนั้น น้องจึงเลิกเขย่าแขนผม ผมแอบปรือตาขึ้นมอง เห็นน้องเดินหย่องแหย่งไปทางหน้าต่างห้อง แล้วดึงผ้าม่านสีเขียวทึบปิดเพื่อกั้นไม่ให้แสงแดดจ้าในยามบ่ายผ่านเข้ามา จากนั้นน้องก็ลงมานั่งที่เดิม ผมรีบหลับตา รอจนน้องเขย่าแขนผมอีกครั้ง จึงค่อยลืมตาขึ้น

            “พี่ เล่าได้รึยัง น้องอยากรู้จริงๆนะ”

            ผมเอามือลูบคอตัวเองเบาๆ พลางส่ายหน้าไปมา ก่อนจะตอบน้องไปว่า

            “คอแห้งจังเลย อยากดื่มน้ำ”

            น้องเริ่มทำปากเบ้ แล้วหันหน้าหนีไปทางอื่น พลางบ่นเสียงดัง

            “พี่นี่เรื่องมากจังเลยนะ”

            ผมแทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่เมื่อเห็นอาการของน้อง แต่พอน้องหันมา ผมก็แสร้งทำหน้าเข้มต่อ

            “งั้นก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่ไปหาดื่มเองก็ได้” แล้วผมก็ทำท่าว่าจะลุก แต่น้องรีบลุกขึ้นก่อน

            “เดี๋ยวน้องไปเอาเองค่า รอก่อนนะ”

            แล้วน้องก็วิ่งหน้าตั้งออกไปเหมือนเดิม ผมเปียของเธอสะบัดแกว่งไปมาตามจังหวะก้าว ผมมองตามเธอจนลับทางเดินที่หักมุมหลบถัดห้องของพ่อแม่

           

ประตูห้องนอนเปิดค้าง เผยให้เห็นทางเดินอันว่างเปล่าอย่างไร้ปราณี แม้มีหลายครั้งที่ผมต้องการความเงียบสงบ แต่ความเงียบแบบนี้ ผมไม่เคยต้องการมัน ทางเดินนี้ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ และไม่มีน้อง มันเหมือนกับว่าชีวิตผมจะมีแต่ความว่างเปล่า รวมไปถึง หัวใจของผมเองด้วย

            ผมหลับตานิ่งครู่หนึ่ง หันกลับไปมองห้องนอนตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย น้ำตาผมจะไหลจริงๆแล้ว แต่ทำไงได้ล่ะ หากสิ่งเก่าไม่จบ สิ่งใหม่คงไม่เกิด เมื่อผมลั่นกุญแจห้องแล้ว ผมก็จะไม่ได้กลับมาที่นี่อีก หัวใจผมปวดร้าว ความคิดของผมก็ทำให้หัวใจผมแทบปริแตก แต่ก็ไม่ตลอดเวลาหรอก  มันมีเหมือนกันที่ความคิดจะแฉลบออกนอกทาง อย่างความคิดที่ว่า ผมจะลงกลอนทำไม ในเมื่อ ต่อไปนี้ประเทศไทยจะไม่มีใครอยู่อีกแล้ว นั่นสิ ผมลงกลอนทำไม ผมต้องการล็อคอะไรกันแน่ ห้องนอนหรือตัวผมเอง

            แคร็ก! กุญแจปิดสนิท ผมใส่ลูกกุญแจลงกระเป๋ากางเกง จากนั้นผมก็เดินไปตามทางเดิน ในช่วงจังหวะที่ขายาวเก้งก้างของผมก้าวไป สมองผมก็สร้างจินตภาพขึ้นมา ผมเห็นผมเปียของน้องสะบัดอยู่ข้างหน้า ผมเปียสีดำ เหวี่ยงไปมา แล้วน้องก็หยุดวิ่ง หันหน้ามาทางผม เสียงของน้องดังขึ้นว่า “ตามจับให้ได้สิ” ตาผมร้อนผ่าวอีกแล้ว

            พ้นทางหักมุมข้างห้องพ่อกับแม่แล้ว โทรศัพท์ก็ดังขึ้น ผมปล่อยให้เสียงกริ๊งดังอย่างนั้นหลายครั้ง ก่อนจะก้าวเท้าอันอ่อนล้าไปหา แล้วยกหูโทรศัพท์ขึ้น

            “ครับ” เป็นเพียงคำเดียวที่ผมจะพูดได้ในตอนนี้

            “ต่อ นี่น้านะ เครื่องบินช่วยเหลือเที่ยวสุดท้ายจะออกคืนนี้แล้วนะ เธอรีบมาหาน้าที่ศูนย์เลยนะ”

            “ผม...” ผมพูดไม่ออก และนั่นคือความจริง เพราะแม้แต่จะคิดถ้อยคำ ผมก็ยังคิดไม่ออกเลย จะให้ผมพูดอะไรได้เล่า

            “อย่าทำตัวอย่างนี้นะต่อ” น้าสาวตวาด “หัดยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้แล้ว เธอโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ นี่พ่อกับแม่ทุกข์ใจเรื่องเธอมาก น้าเองก็ไม่สบายใจเลยที่เธอเป็นแบบนี้”

            “ครับ”

            “งั้นเธอมาที่ศูนย์เดี๋ยวนี้เลย เธอตกเครื่องรอบนี้ไม่ได้แล้วนะ เพราะถ้าหมดเที่ยวนี้ เธอจะต้องอยู่ในประเทศนี้คนเดียวแน่ๆ น้าช่วยเหลือเธอได้แค่นี้แหละ ออ... แล้วนี่คือคำสั่งนะ เข้าใจไหม”

            “แต่... ผมขอไปหาน้องก่อนได้ไหมครับ”

            เสียงน้าสาวขาดหายไปครู่หนึ่ง ไม่ใช่เพราะว่าไร้คลื่น หรือสัญญาณขาดหาย ผมแน่ใจว่า น้าสาวคงคิดหนัก กลัวว่าผมจะหนีไปอีก เหมือนอย่างคราวที่แล้ว

            “ก็ได้ แต่เครื่องจะออกตอนสองทุ่มนะ มาให้ทันนะต่อ น้าขอสั่ง”

            “ครับ”

            ผมรับคำ แล้วก็เงียบกันอยู่สักพักใหญ่ๆกว่าน้าสาวจะวางสายโทรศัพท์ ผมเองก็จะวางหูโทรศัพท์กลับไว้ที่เก่าแล้ว แต่ก็เปลี่ยนใจ วางไว้ข้างๆแทน ต่อไปนี้ คงไม่มีใครโทรมาหาผมได้อีก

            ห้องนั่งเล่นว่างเปล่า ทีวีไร้คนเปิดดู โซฟาสีเขียวอ่อนไร้ร่องรอยของคนนั่ง ผมกวาดตามอง จู่ๆสายตาก็จับเข้ากับตุ๊กตาหมีที่นอนเล่นในซอกตู้

            มันเป็นตุ๊กตาหมีของน้อง

 

“เฮ้อ มีข่าวออกมาแล้วนะว่าเราต้องอพยพ”

เสียงพ่อพูดอย่างเคร่งเครียดขณะนั่งอยู่บนโซฟาสีเขียว มีผมกับน้องก็นั่งเล่นอยู่บนพื้น น้องกำลังจับตุ๊กตาหมีทำท่าทางต่างๆ ส่วนแม่นั้นอยู่ในครัว กำลังทำอาหารเสียงฉู่ฉี่

เสียงฉู่ฉี่ในครัวจางหาย แม่เข้ามาในห้องพร้อมกับอาหารที่ไอขึ้นกรุ่น

“แล้วนี่เราจะเอายังไงกันคะ ใจจริง ฉันเองไม่อยากไปจากที่นี่หรอก อยู่มาตั้งแต่เกิด จะให้ไปอยู่ที่อื่นคงไม่เหมือนที่นี่”

พ่อเขยิบที่ให้แม่ได้นั่ง แม่จึงนั่งลงข้างๆพ่อ ผมยาวของแม่เกล้าตึง ทำให้เห็นใบหน้าอ่อนละมุม

            “มันจำเป็น” พ่อกล่าว ผมรู้สึกถึงความหดหู่ในถ้อยคำนั้น “ประเทศไทยแย่แล้ว อาหารมีไม่พอ ผู้คนอดอยากกันทุกวัน คุณก็เห็น เดี๋ยวนี้โจรมากขึ้น คนที่โกงกินก็มีมากขึ้น คอยดูเถอะ เดี๋ยวก็จะมีคนตายเพราะความอดอยากนี่ล่ะ”

            แม่ได้แต่ถอนหายใจ สายตาแม่จับจ้องโทรทัศน์ ก่อนจะเอ่ยปากลอยๆ

            “เมื่อก่อนไม่เห็นเป็นอย่างนี้ ฉันไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

            “ก็จะอะไร้” พ่อทำเสียงสูงจนน้องหันไปมอง แต่ผมรีบชวนน้องเล่นตุ๊กตาหมีต่อเพื่อไม่ให้น้องสนสิ่งที่พ่อกับแม่พูด

            ส่วนผมเอง ผมก็ยังคงแอบฟังต่อไป...

            “โทษกันว่าโลกร้อน ทำให้อาหารน้อยลง ทั้งพืชผัก ทั้งสัตว์ ทั้งน้ำ ขาดแคลนหมด แต่ถ้าจะให้ผมโทษจริงๆ ผมอยากโทษพวกเราต่างหาก โทษคนไทยทั้งหลายที่ชะล่าใจว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องไกลตัว เอาแต่เชื่อว่าประเทศไทยจะเป็นครัวโลก แล้วไงล่ะ ตอนนี้ครัวพังแล้วไง แม้แต่คนที่อยู่ในครัวก็ยังไม่มีอะไรจะกินเลย”

            “แผ่นดินก็แห้งแล้ง” แม่เสริม “คุณจำน้ำตกที่เราเคยพาลูกๆไปเที่ยวได้ไหมคะ ได้ข่าวว่ามันแห้ง ไม่มีน้ำไหลแล้ว”

            อาจเป็นเพราะคำว่าน้ำตก น้องเลยทำตาโตแล้วหันไปทางพ่อกับแม่เหมือนจะถามอะไรสักอย่าง แต่ผมรีบห้ามน้องด้วยสายตา ทำให้น้องเงียบไปได้

            น้ำตกแห้งไปแล้วหรือ... จะเป็นไปได้อย่างไร... ผมนึกสภาพที่น้ำตกไม่มีน้ำไม่ออกเลย

            “เดือนร้อนกันไปหมดล่ะสิ” พ่อว่า จากนั้นก็นิ่งไปกันอีกสักพัก ราวกับจะบอกกันว่า อย่าไปพูดถึงปัจจุบันอันเลวร้ายเลย

            “คุณว่า เราไปอยู่อเมริกากันดีไหมคะ” แม่ถาม

            “อือ... ไม่รู้สินะ พวกเราก็มีเพื่อนอยู่ที่นั่น อาจจะดีก็ได้”

            “แล้ว...” คำพูดของแม่ราวกับเสียงกระซิบ “เขาจะให้พวกเราย้ายไปเมื่อไหร่ล่ะ”

            “เห็นว่าไม่เกินอาทิตย์หน้า เราคงต้องเตรียมตัวกันแล้วล่ะ”

            แม่พยักหน้าเบาๆ แล้วลุกไปจากห้อง เข้าไปในครัวอันเป็นสถานที่ของแม่

 

ผมเอนหลังพิงขอบเตียงอ่านการ์ตูน ขณะที่น้องนอนคว่ำหน้าบนเตียงนั้น ตรงหน้าน้องมีหนังสือเล่มเดิม กางหน้าเดิมวางอยู่

            “น้องอยากไปเที่ยวน้ำตกอีกจังเลย พี่พาน้องไปได้ไหม”

            ผมไม่ยอมตอบ เพราะอยากอ่านการ์ตูนให้จบ น้องก็ไม่ได้เซ้าซี้ว่าอะไร บางที น้องอาจถามลอยๆ

            ผมพลิกหน้ากระดาษต่อไปอีก การ์ตูนที่อ่านเป็นเรื่องฮีโร่ที่ช่วยเหลือโลก หลายต่อหลายครั้ง โลกต้องเจอกับวิกฤต แต่ก็มีพระเอกนางเอกกลุ่มนี้ช่วยเหลือได้ทันเวลา

            “แม่บอกว่าน้ำตกไม่มีน้ำ แล้วทำไมเขาถึงเรียกว่าน้ำตก”

            คำถามของน้องทำให้ผมสะดุด ผมเหลียวมองน้องที่ตั้งหน้าตั้งตาดูรูปภาพในหนังสือ

            น้ำตกที่ไม่มีน้ำ ทำไมถึงยังเรียกว่าน้ำตก... ผมเองก็ไม่รู้จะตอบคำถามนี้อย่างไรดี จะให้ผมบอกน้องหรือว่าเพราะคนใจร้ายเที่ยวทำลายต้นไม้ต้นหญ้า เพราะโลกนี้มีแต่คนที่ใส่ใจแต่ตัวเองไม่เคยใส่ใจสิ่งรอบข้าง น้ำตกก็เลยไม่มีน้ำอย่างที่มันควรมี ความจริงอันโหดร้ายเหล่านี้ บอกไปน้องจะเข้าใจไหม แล้วถ้าผมบอกไปแล้วน้องเข้าใจ น้องจะยอมรับได้ไหม

            โลกร้อน ภาวะเรือนกระจก น่าตลกที่นักวิทยาศาสตร์ทำนายว่าจะมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นแล้วมันก็เกิดขึ้นจริง นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้ทำนายการเปลี่ยนแปลงของโลกหรอกนะ ที่แท้ นักวิทยาศาตร์ได้ทำนายสภาพของมนุษย์ต่างหาก พวกเขาทำนายว่าหากมนุษย์ยังคงดำรงชีพเช่นนั้น กระทำตัวเช่นนั้น มีนิสัยเช่นนั้น ผลจะเกิดอะไร นี่คือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ได้ทำนาย แต่คนส่วนใหญ่มักคิดว่า นักวิทยาศาสตร์กำลังทำนายความเป็นไปของโลก และเมื่อคิดเช่นนั้นแล้ว คนเราก็เลยเห็นว่าไม่ใช่เรื่องของตัว พอไม่เห็นเป็นเรื่องของตัว พวกเขาก็ไม่เคยใส่ใจอะไรอีก

            ผมมองหน้าน้องอีกครั้ง ดูท่าทาง น้องคงชอบน้ำตกมาก

            “น้ำตกน่ะมีน้ำนะ” ผมบอก น้องหันมาทางผมแลวทำตาโต “แต่เพราะใครๆต่างก็ไม่ชอบน้ำตก ท้องฟ้าก็เลยดูดเอาน้ำไป คนที่ไม่ชอบจะได้ไม่รำคาญตาไง”

            น้องนิ่วหน้า น้องอาจจะเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่ผมคิดว่านี่คือทางออกที่ดีที่สุด ที่จะอธิบายให้น้องฟังในตอนนี้

            “แต่น้องชอบน้ำตกนี่นา น้องอยากเห็นน้ำตกนะ”

            ผมยิ้มให้น้อง “ถ้าเธอชอบนะ เดี๋ยวท้องฟ้าก็คงคืนน้ำให้น้ำตก เพื่อให้เธอได้เห็นน้ำตกสวยๆ”

            น้องคลี่ยิ้มกว้าง ใบหน้า ดวงตา และริมฝีปากของน้องสดใส ไร้ร่องรอยของความวิตกกังวล

            “พี่พาน้องไปเที่ยวน้ำตกนะ น้องอยากเห็นอ่ะ”

            ผมส่ายหน้า ผมไม่กล้าพาน้องไปหรอก มันอันตรายเกินไป

            “ทำไมล่ะ” น้องซัก

            “ร้อนจะตาย เธอไม่รู้หรอกว่ามีคนตายเพราะอากาศร้อนมากแค่ไหน”

            น้องยันตัวลุก แล้วเปลี่ยนท่านั่งเป็นท่าขัดสมาธิ ขณะที่ผมยังคงนั่งพิงขอบเตียงอยู่ในท่าเดิมไม่เปลี่ยน

            “แล้วพี่รู้ได้ไงล่ะ พี่ไม่ได้ออกไปข้างนอกสักหน่อย”

            ผมโบกมือตบหัวน้องเบาๆเป็นการสั่งสอน น้องเอามือลูบหัวตัวเองป้อยๆ

            “รู้สิ ก็พี่อ่านหนังสือได้ เธออ่านหนังสือไม่เป็นอย่าเถียงพี่จะดีกว่า”

            น้องทำหน้างอไปอีกทาง แต่ก็ไม่นานนักหรอก น้องก็หันกลับมาทางผม แล้วถามผมต่อไปอีก

            “เป็นยังไง ร้อนตาย”

            ผมยืดหลังตรงๆ แล้วลุกขึ้น จากนั้นก็นั่งลงบนเตียง หันหน้าเผชิญกับน้อง ก่อนจะทำท่าทางประกอบคำอธิบาย

            “คนที่ร้อนตายนะ จะรู้สึกว่าข้างในตัวเดือดปุดๆ เหมือนกับมีอะไรเต้นอยู่ในนั้น แล้วก็จะปวดหัวจี๊ดเลย จากนั้นตาก็จะลาย มองภาพต่างๆไม่ชัด เลือดกำเดาก็จะไหลย้อยออกมาจากจมูกทั้งสองข้าง แล้วเขาก็ตายไปเลย”

            น้องทำหน้าเบ้เหมือนเจอกับสิ่งไม่พึงปรารถนา ผมจ้องน้องทำหน้าอย่างนั้นอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา น้องตีเตียงด้วยมือทั้งสองข้างแรงๆ แล้วตะโกนเสียงดัง

            “พี่แกล้งน้องอีกแล้วใช่ไหมเนี่ยะ”

            “ฮ่ะ ฮ่ะ รู้ตัวช้านะเนี่ยะ”

            น้องสะบัดตัวไปมาอย่างไม่พอใจ ก่อนจะจ้องผมเอาเป็นเอาตาย

            “พี่พาน้องไปเที่ยวน้ำตกนะ น้องอยากไปน้ำตก อยากไป อยากไป อยากไป”

            รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของผมเริ่มหดหายไป ผมไม่อยากพาน้องไปเลย น้ำตก... ไม่อยากให้น้องผิดหวัง ที่สำคัญ มันอันตรายจริงๆ ข้างนอกมีคนตายเพราะอากาศร้อนหลายคนแล้ว น้องยังเป็นเด็ก จะทนได้แค่ไหนกัน

            “พี่ขี่จักรยานพาน้องไปนะ”

            ผมส่ายหน้า มันจำเป็นที่จะต้องใจร้าย

            “ไมล่ะ น้องอยากไปนี่นา หมีหมีก็อยากไปด้วย” น้องหมายถึงตุ๊กตาหมี

            แม้น้องจะอ้อนวอนขนาดนั้น ผมกลับนิ่งเสีย ได้แต่จ้องหน้าน้อง ไม่พูดไม่จา น้องคงน้อยใจที่ผมไม่ยอมตามใจ อาจจะผิดหวังและโกรธผม น้องจึงเงียบลง แล้วหันหน้าหนี ไหล่น้องเริ่มโยก แล้วก็เริ่มสะอื้น ผมอยากตะโกนว่าอย่าทำตัวงี่เง่าไปหน่อยเลยน่า แต่ผมก็ไม่ทำอย่างนั้น มันเป็นการทำร้ายจิตใจกันเกินไป

 

(อ่านต่อ พร้อมคำแนะนำจากคุณประภัสสร)



คลีนิกเรื่องสั้น

รายการชีวิต
โจรปริญญา(ตี)
มือศิลป์ article
Love is....
อกแกก็อกฉัน...อกฉันก็อกแก article
ร่วมกินโต๊ะ
ภาพของฉัน article
คืนข้ามปี article
เหรียญบาทกับโบสถ์กลางน้ำ article
ใส...ซื่อ...บริสุทธิ์ (ใจ) article
นิยายรัก ฉบับป้าหมู article
อรุณรุ่ง article
บ้านนั้นเขามีงานศพ article
หีบเชี่ยนหมากของอ้ายแก้ว article
การผ่านพ้นแห่งยุคสมัย article
แม่น้ำเจ้าพระยา article
เธอสุขได้อย่างไรเมื่อผองชนทุกข์ยากลำเค็ญ article
เมื่อโลกนี้ไร้สีสัน... article
ลั่น article
เสมือนรังดักแด้ที่เฝ้าฟูมฟักผีเสื้อให้โบยบิน article
แหว่ง article
รุ้งกินน้ำของปานวาด article
กล่องความทรงจำเก่า...และเงารัก article
จอมโจรหนอนหนังสือ article
มาลัยวรรณกรรม article
ห้องแห่งมิติอนันต์ article
ครูจันทร์ผ่อง ของแม่ article
จุกน้ำปลา...พาโชค article
เวลาของพ่อ article
การค้นพบตัวเองที่ไม่ใช่ตัวเอง article
เพียงภาพในวัยเยาว์ article
น้ำตาลทราย article
การเดินทางของชายชรา article
พันธะพรหมลิขิต article
บทเรียนน้ำตา article
กลางเมืองหลวง article
ประตูที่ถูกเลือก article
ร้องเรือ: ลำนำที่ผันแปร article
ดาวน์ความสำเร็จ article
ไอ้หมา article
คุณย่ากับคุณป้าข้างบ้าน article
ข้างหลังภาพนั้น article
วัฏพินาศแห่งสยามประเทศ article
คลีนิกเรื่องสั้น 16 article
หรือฉันเองที่แตกต่าง article
เด็กชายวิสรุจณ์...ซุกซน article
ใบไม้เปลี่ยนสี article
มรดกพ่อ article
ก้าวแรกของนักล่าดวงจันทร์ article
เพื่อนตาย article
หุ่นยนต์สังกะสี article
คิดถึงพ่อ article
สาวหน้าใสกับหัวใจน้องเหมียว article
แดร๊กคิวล่ากระหายเลือด...ของคุณ article
ก็เพราะว่า...เรารักนาย article
อ้อมกอดทะเล article
เรือของพ่อ article
ไม่โกรธใช่ไหม article
ในความทรงจำ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ