ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


ใส...ซื่อ...บริสุทธิ์ (ใจ) article
 
 

เสียงเคาะประตูห้อง ดังเบาๆ  รู้ได้ถึงความเกรงใจ  ผมลุกขึ้นมา เปิดประตู ก็พบกับ เอ๋...  ซึ่งเป็นเด็กรุ่นน้อง เป็นนักศึกษามาจากจังหวัดสตูล  แต่พักอยู่หอพักเดียวกับผม ผมพักอยู่ที่นี่หลายปีแล้ว เอ๋...  เขาเป็นประธานซุ้มจังหวัดสตูล   ประจำมหาวิทยาลัยรามคำแหง และ เอ๋... พูดขึ้นมาว่า

                                พี่เปี๊ยก..... โครงการผ่านแล้ว อย่าลืมสัญญานะ......

                   ผมนอนฟังแล้ว  พยักหน้า แบบว่ารับทราบ แต่ยังไม่มีอารมณ์ จะคุยด้วยในตอนนี้ เสียงรองเท้าเดินหายไปนานแล้ว แต่ผมยังนอนมองฝ้าเพดานอย่างล่องลอย จนหาจุดจบไม่ได้  เมื่อวานเป็นวันอาทิตย์ ผมเข้าไปเอาของที่สวนจตุจักร เพื่อมาขายที่หน้ารามฯ  ซึ่งทำมาหลายปีแล้ว  เพื่อประทังชีวิตและเรียนหนังสือ ซึ่งใกล้จะจบ แต่ก็ยังไม่จบสักที  ซึ่งผมขายของร่วมกับเพื่อน โดยเพื่อนรับผิดชอบขายในสวนจตุจักรและผมขายที่หน้ารามฯ ส่วนเที่ยงคืนจะรวมกันไปขายที่สนามหลวง จนกว่าจะสว่างถึงจะกลับ แต่บางวันก็ตั้งวงกันแถวนั้นจนกว่าจะกลับบางคืนก็หนักแทบจะเก็บของไม่ไหว อย่างเมื่อคืนก็หนัก เพราะรู้สึกว่ายังมึน ด้วยฤทธิ์เหล้า นึกถึงคำพูดของเด็กรุ่นน้องอย่าง  เอ๋ ....

                         เอ้อ.. ผมเคยสัญญาว่า ถ้าเขาไปออกค่ายอาสาพัฒนาที่จังหวัดสตูล ผมจะไปด้วย  จะว่าไปแล้วผมไม่อยู่ในฐานะที่จะไปออกค่ายอาสาพัฒนาแล้ว เพราะผมแก่เกินกว่าที่จะไปออกค่าย สมควรตั้งหน้าตั้งตาเรียนให้จบภายในปีนี้ เสียด้วยซ้ำ แต่ไปก็ดีเหมือนกันผมยังไม่เคยไปถึงสตูลเลย เพราะใครๆ ก็ไม่อยากไป    3-4  จังหวัดชายแดนภาคใต้  แต่ผมคิดว่า  ผมไปในฐานะช่วยเหลือเขา เขาคงไม่คิดร้ายหรอก และอยากจะไปเที่ยวด้วย ทั้งๆที่ผมก็อยู่นครศรีฯ แต่ผมก็ยังไม่เคยไปเที่ยวจังหวัดทางภาคใต้เลย จึงตัดสินใจไปกับเขา

                       ในวันเดินทาง ผม ไปขึ้นรถบัส ที่ในรามฯ ไปถึงรถ   พวกน้องๆ ก็เริ่มจะมองกันแล้ว   และยิ้มเพราะผมขายของอยู่สวนจตุจักร การแต่งตัวไม่ต้องพูดถึงว่าจะเชยอุปกรณ์นี้กินขาดและไว้ผมยาวประบ่า หยิก.....หยอย ...ฟูฟ่อง...... อีกหลายคนเริ่มมองด้วยความแปลก  ก็ได้ยินเสียงทักจากข้างหลังว่า

                       สุดยอดเลยพี่..........เดี่ยวกระเป๋าเอาไปไว้ข้างรถให้ รุ่นน้องคนหนึ่งพูดและยื่นมารับกระเป๋า

                          รถออกจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ประมาณเที่ยงๆ  นั่งรถไปเรื่อยๆ  ไปถึงจังหวัดสตูล ใกล้ๆ สว่าง  ก่อนจะเดินทางไปยังโรงเรียนที่เป็นเป้าหมาย ในอำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล ก็ประมาณ 8-9 โมง เมื่อไปถึงเขาเตรียมต้อนรับ ซึ่งมีทั้งคณะครูและเด็กนักเรียน พวกเราชาวค่ายฯไปถึงก็เข้าแถวเท่าที่จะทำได้  และได้มีผู้ชายคนหนึ่ง แต่งกายด้วยความภูมิฐาน เดินมาโดยที่ทางโรงเรียนไม่ทราบหมายกำหนดการณ์     มาก่อน  ซึ่งมาทราบพร้อมกับพวกผมว่า ชายผู้นี้ เป็นหัวหน้า สปจ. จังหวัดสตูล และมีศักดิ์เป็นลุงของ เอ๋ เอง  ท่านก็มาพูดกล่าวต้อนรับ ทันใดนั้นสิ่งที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อนก็เกิดขึ้นจนได้ คือฝนดันตก จึงได้เห็นสภาพครูใหญ่บ้านนอก ซึ่งวิ่งไป วิ่งมา โดยที่ทำอะไรไม่ถูก  วิ่งไปเอาร่มมากางให้  หัวหน้า สปจ. จังหวัด ก็โดนดุอีกว่า

                    “มากางให้ผมทำไม กางให้น้องๆ ซิ ผมไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้คุณ พวกน้องๆซิ มาทำประโยชน์ให้คุณ .....

                   ผมมองเห็นหน้าครูใหญ่ เหมือนจะร้องให้ ก็ร้องไม่ออก จะยิ้มก็ยิ้มไม่ได้  หน้าซีด !สงสัยจะคิดในใจ........ โดนไปอยู่เจาะไอร้อง แน่ กู !

              เมื่อเสร็จพิธีการแล้ว ก็วิ่งไปหลบฝนกัน เด็กๆ ก็ไปเข้าห้องเรียนหนังสือตามปกติ พวกเรามานั่งคุยกันว่าจะเอาอย่างไร  และสรุปแผนออกมาว่า จะสร้างสนามบาสเก็ตบอล แต่หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ก็มีเรื่องมาคุยกันอีกรอบว่า ทางโรงเรียนขอให้สร้างสนามบาสเก็ตบอลใหญ่ โดยจะใช้เป็น สนามวอลเลย์บอล 2 สนาม ซึ่งตกลงกันตามนั้นโดยทางโรงเรียนจะช่วยในค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นนิดหน่อยและจะหาบริจาคหรือหาจากที่ใด เพิ่มเติม

                    เอ๋... พูดว่าเราจะทำไปเรื่อย ๆ และจัดแข่งขันฟุตบอลกับส่วนราชการของอำเภอ กั้นผ้ารอบสนามแล้ว เก็บเงินคนเข้ามาดู พร้อมทั้งหาวัสดุในการก่อสร้างในท้องถิ่น

                   ที่ประชุมก็ตกลงกันว่า พวกผู้ชาย จะออกไปตัดไม้ไผ่ในหมู่บ้าน มาใช้แทนเหล็ก ในการทำโครงสร้างของพื้นสนามบาสเก็ตบอล

                    แต่ผมคิดในใจว่าแข่งขันฟุตบอลกั้นผ้าเก็บเงินคนมาดู เป็นไปได้อย่างไรวะ  บ้านผมจัดแข่งฟุตบอลระดับตำบล โทษที่เหอะ.....! หมายังไม่มองเลย ! แล้วจะเก็บเงินใครได้วะ   คิด....แต่ไม่คัดค้าน  เพราะว่าแต่ละพื้นที่ ไม่เหมือนกัน

              วันนี้เป็นอะไรไปไม่รู้ฝนตกทั้งวัน ตั้งแต่เช้า พวกเราก็ได้แต่นั่งคุยกัน และวางแผนงานล่วงหน้า  พอตกช่วงบ่ายฝนหยุดตก .....พี่นิยม ........ นักการภารโรง ประจำโรงเรียน  ที่หน้าดุ ไว้หนวด  เครา แต่ใจดี และที่สำคัญเข้าใจวัยรุ่นเสียด้วย พาพวกผู้ชายไปตัดไม้ไผ่มาเตรียมพร้อมไว้ก่อน เพราะต้องเอามาผ่าอีกรอบ  ก็คุยกันไปทุกอย่าง  แต่ส่วนมากเขาจะคุยกับผม  หรือเพราะว่าหน้าตาผมแก่กว่าคนอื่น ก็ไม่รู้  เขาถามว่ากินเหล้าไหม แต่ที่นี่เป็นถิ่นอิสลาม  อ้อ  ลืมบอกไปว่าพี่นิยม แกเป็นชาวพุทธ  แกบอกว่าไม่เป็นไร เดี่ยวจัดการให้  แต่คงไม่ได้ทุกคืน เพระเกรงใจชาวบ้าน

                แต่สิ่งที่ผมหวั่นนั้น ......มันไม่ใช่อย่างที่ผมคิด .....ผมทึ่งและยอมรับคนที่นี่ ชาวบ้านเขาสามัคคีกันมีคนมาดูแข่งฟุตบอลประมาณ 200-300 คน เก็บเงินและร่วมบริจาคได้เงินมาอีกหมื่นกว่าบาท  พวกเราชาวค่ายอาสาฯ มองหน้ากันว่าเป็นไปได้อย่างไร อย่างนี้ก็ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว 

                      รุ่งเช้า  ครูใหญ่เรียกประชุมครูต่างๆ พวกเราเลยแบ่งกลุ่มออกไปสอนหนังสือเด็กนักเรียนกัน ผมไปสอนกับ รุ่นน้องผู้หญิงคนหนึ่ง  ชื่อ หยำฮะ  เป็นสาวอิสลาม จังหวัดสตูล ที่มีความทันสมัยมาก และเก่งมากเขาสอนภาษาอิสลาม และการปฏิบัติตัว พอถึงคิวผม ก็ไม่รู้จะพูดอะไร ก็เลยบอกว่าใครร้องเพลงได้เอาไปเลยเพลงละ 10 บาท เด็กๆ ก็กล้าแสดงออกมากและเก่งด้วย  ทำให้ผมหมดไปหลายบาทเหมือนกัน

                         และได้รู้จักเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อ “ ขวัญ ”  ซึ่งเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 2 ซึ่งอายุประมาณ 8-9 ขวบ ซึ่งเธอได้ร้องไปหลายเพลง หลังจากนั้น ตอนเที่ยงหลังกินข้าวเสร็จ ผมนั่งบนเก้าอี้  ใต้ต้นไม้มองสนามหญ้าและคิดในใจว่าจะต้องดำเนินการอีกกี่วันถึงจะเสร็จ  ตามที่โรงเรียนขอ และกำลังคิดอะไรเพลินๆอยู่นั้น ได้ยินเสียงพูดคุยและหัวเราะของเด็กๆ นักเรียน ผมหันมามองก็พบกับขวัญ และเพื่อนๆประมาณ 5-6 คน

              ขวัญ ถามผมว่า .... พี่เล่นดนตรี เหรอ...

                    ผมมองหน้าและ พูดว่า ...พี่เล่นดนตรีไม่เป็น ร้องเพลงก็ไม่เป็นด้วย....

                      เด็ก ๆ ทุกคนมองหน้าผมแบบสงสัยว่าเป็นไปได้อย่างไร หน้าตาและไว้ผมยาว เหมือนนักดนตรี แต่บอกว่าเล่นดนตรีไม่เป็น

                      เด็กคนหนึ่งมองหน้าและพูดว่า .....นึกว่าพี่เล่นดนตรีอยู่ วงคาราบาว.... เสียอีก

 ผมมองและยิ้มให้เขาแบบว่าปลอบใจไม่อยากให้เขาผิดหวังในตัวผมที่เขามองและตั้งความหวังไว้   ก็คุยกันไปเรื่อยๆ และแล้ว ....สรรเพ......เหระ.... ก็หลุดจากปากคนแล้ว คนเล่า ที่พูดเรื่องของตนเองออกมา อย่าง ใส.. ซื่อ...และบริสุทธิ์ ไม่มีการปิดบังและเหมือนกับว่าพวกเขายอมเปิดใจต่อผมแล้ว

                     และขวัญถามผมว่า มาคุยทุกๆวันได้ไหม ผมบอกว่าได้ คุยได้ตลอดเวลา ซึ่งในกลุ่ม ขวัญจะเป็นคนพูดเก่งที่สุด และผมก็เล่าเรื่องที่เรียนระดับมหาวิทยาลัย และบอกน้องๆว่าให้เรียนให้สูงๆ นะ ซึ่งน้องๆ จะเข้าใจเพราะเป็นภาชาวบ้านที่ทุกคนเข้าใจ

      ผมดูขวัญจะเป็นเด็กพูดเก่ง ร่าเริง กล้าแสดงออก มองโลกในแง่ดี แต่พอเขาเล่าเรื่องครอบครัวของเขาให้ฟัง ผมอึ้ง

                      เขาบอกว่า  พ่อเขาเป็นอิสลาม  แม่เขาเป็นคนไทยพุทธ เรียนหนังสือในเมืองเลยเจอกัน และแต่งงานกลับมาอยู่ที่อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล และมีบุตรสองคนเป็นแฝด ผู้หญิงทั้งสองคน ชื่อว่า ขวัญ และ เรือน  แต่ต่อมา พ่อกับแม่มีปัญหากัน แยกทางกัน แม่เอาคู่แฝดที่ชื่อ เรือนไป ส่วนขวัญ ขออยู่กับพ่อ ที่อำเภอ ทุ่งหว้าต่อ แต่ถ้าเข้าเมืองก็จะแวะไปหาเรือนและแม่ ทุกครั้ง และเราก็ยังรักกันอยู่ แม้ระยะทางจะเป็นอุปสรรคก็ตาม

                 ผมฟังและมองไปที่สนามหญ้าและคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ตามที่ขวัญ เล่าให้ฟัง แต่นี่ ขวัญ เข้าห้องเรียนไปนานแล้ว แต่ผมยังเหม่อมองและคิดว่าถ้าครอบครัวเขาไม่มีปัญหา ขวัญ  น่าจะร่าเริงกว่านี้ และมีความสุขมากกว่านี้แน่  แต่คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าคนเรา ถ้าเปิดใจให้เขา เขาก็จะปิดใจให้เรา และเปิดด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วย

                ผมแปลกใจ ที่นี่ ไม่เหมือนที่อื่น พวกผู้ใหญ่จะเข้ามาดูแลตลอดเวลา ไม่ใช่ผู้ใหญ่บ้านนะครับ แต่จะเป็นพวกปลัดอำเภอ หรือพวก สปจ. จังหวัด บ้าง อำเภอบ้าง จะนำขนมหวานและข้าวต้มมาฝากทุกตอนค่ำ และญาติของ เอ๋... ก็เอาอาหารทะเลมาฝาก   เฮ้ย... มาออกค่ายอาสาพัฒนา หรือท่องเที่ยวกันแน่ ว๊ะ... แต่ละคนน้ำหนักขึ้นกันเป็นแถว เพราะว่าช่วงแรกงานยังไม่หนัก แต่กินหนักไปแล้ว  

  ทุก ๆ เช้า ขวัญเอาของมาฝากทุกวัน จะเป็นผลไม้ในท้องถิ่น ไม่ว่าเป็น กล้วย... กระท้อน...        ฝรั่ง ฯลฯ ถ้าไม่เจอผมในตอนเช้าเขาจะเก็บไว้ให้ตอนเที่ยง บางครั้งผมตื่นสายเพระว่านอนดึกมากๆ หรือก็สว่างไปเลย  ผมก็เกรงใจ ถามขวัญ ว่า …..

พ่อไม่ว่าเหรอ ที่จะต้องหาผลไม้มาฝากพี่ ทุกๆวัน ขวัญบอกว่า พ่อไม่ว่า เพราะว่าทำการบ้านก่อนแล้ว ค่อยๆหาผลไม้ เพราะในท้องถิ่นมีเยอะ พ่อว่าเสียด้วยซ้ำว่า...ไม่อายพี่เขาเหรอ   ที่เอาผลไม้ที่ไม่มีค่าอะไรมาฝากพี่เขา.....  ขวัญบอกพ่อว่า .....ไม่อายหรอก พี่เขาคุยดี พูดดี และมาสร้างประโยชน์แก่หมู่บ้านเรา เราต้องดูแลเขา ...... ผมฟังแล้วอึ้ง นี่หรือคำพูด คำจาของเด็กอายุ 8-9 ขวบ  ผมเรียนมหาวิทยาลัยแต่เหมือนผมมาเรียนความเป็นอยู่ของสังคมจากเด็กอายุแค่นี้ คนเราถ้ากล้าเปิดใจให้เขา เขาก็จะกล้าเปิดใจให้เราอย่างแน่แท้ ขวัญจะมีอะไรก็มา พูดและเล่าให้ผมฟังทุกเรื่อง ทุกอย่าง  ทั้งที่ในโรงเรียนและที่บ้าน

งานเดินไปเรื่อยๆ แต่ก็เหนื่อยขึ้น แต่ทุกคนก็ไม่ท้อ เพราะมาด้วยใจทุกคน ยิ่งผมตัวใหญ่ด้วยแล้ว เหนื่อยมากหน่อย เพราะยกกระสอบปูนซีเมนต์ไปใส่โม่ผสมปูนทั้งคืน   ถึงเวลานอนยิ่งกว่าโดนหมัดเขาทรายเสียอีก เพราะสลบ  แทบไม่ต้องอาบน้ำเลย

แต่...พอดีที่นี่ชุมชนแข็งแกร่งมากๆ ประธานเยาวชน อายุแค่ 18 แต่มีเพาเวอร์มากๆ เรียกเยาวชนทุกคน หลังรับประทานอาหารเสร็จให้มารวมกันที่โรงเรียน ผมก็ต้องอึ้ง เป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ เพราะว่าเยาวชนมาเป็นร้อยคน พระเจ้า…มาทั้งผู้หญิงและผู้ชาย มาช่วยกันทุกๆอย่าง  ที่สามารถทำได้

แต่พวกเขาขอต่อรองว่าขอให้ละครจบก่อนได้ไหม เพราะติดละครกัน ผมจำไม่ได้ว่าละครเรื่องอะไร ทางที่ประชุมก็ตกลง เพราะว่า ต้องเร่งงาน เทพื้นสนามในครั้งที่ใหญ่ เพราะว่าต้องใช้ช่างของหมู่บ้านในการปาดหน้าปูน จึงต้องเร่งเคลียร์พื้นที่กันและต้องเร่งเคลียร์ไม้ไผ่ใช้ที่วางแทนเหล็กต้องวางให้ดี ไม่ให้ถึงพื้น เพราะว่าปลวกกินได้ถ้าวางถึงพื้น ทำให้อายุการใช้งานน้อย บางครั้งบทเรียนเหล่านี้ ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัยหรอก แต่จะสอนกันตรงที่ค่ายอาสาพัฒนานี่แหละ หน้าที่หลักก็เป็นของผมอีกคือต้องขนกระสอบปูนมาไว้ที่ใกล้ๆกับโม่ปูน แต่ยังดีที่ใกล้โม่ปูนจะมีสิ่งหนึ่ง แขวนไว้ ซึ่งอยู่ในถุงกรอบแกรบและห่อไว้ด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ ไม่ต้องบอกก็น่าจะรู้ว่า พี่นิยมจัดการมาให้แน่นอน นั้นคือหนีไม่พ้นสุรา แน่นอน ได้มานิดหน่อย ก็ทำงานกันปร๋อ......เลย

วันรุ่งขึ้น ... เขาบอกว่าให้นอนพักผ่อนกันก่อน เพราะงานตอนเย็นงานหนักแน่  พอถึงตอนเย็นพวกชาวค่ายก็มาพร้อมกันและเตรียมงานกันตลอดเวลา พอถึงตอนเย็นพวกเยาวชนก็มาทำงานร่วมกับชาวค่ายฯ โดยทำหน้าที่ส่งถังปูนซีเมนต์ เพื่อนำไปเทพื้น ซึ่งต้องยืนสลับกัน จากหน้าโม่ปูนถึงที่เทพื้น โดยสลับระหว่างพวกค่าย ที่ข้างผมสลับด้วยผู้หญิงทั้งสองคนแต่ได้ยินแต่เสียงพูดเพราะว่าคลุมหน้ามาทุกคน  คนหนึ่งชื่อ ชิดะ แต่อีกคนจำชื่อไม่ได้เพราะภาษาอิสลามจะจำยาก จะช่วยกันขนปูนเทพื้นให้ทันกับช่างที่มาปาดหน้าปูนให้ ประมาณห้าหกคน ที่มาช่วย งานก็เลยเดินเร็ว ทำงานกันจนเหนื่อย คืนนั้นประมานสี่ทุ่มก็ขอให้เยาวชน กลับบ้านกัน พวกเราก็ทำงานกันต่อแล้ว ล้างเครื่องมือแล้วค่อยๆนอน หลับด้วยความสนิท ตอนเช้าตื่นมาเคลียร์งานนิดหน่อย

ยังมีเวลาเคลียร์งานอีกสองวัน นั่งคิดอะไรเพลินๆ ขวัญก็วิ่งมาหาและบอกว่า......

 พี่ ..คืนวันสุดท้าย เขาจะจัดงาน หนูก็ต้องขึ้นเวทีแสดงด้วย พี่จะให้อะไรหนู พร้อมกับยื่น กระท้อนห่อ ให้หนึ่งลูก

ผมมองและยิ้มพร้อมบอกว่า ไว้ถึงวันงานก่อนแล้วค่อยคุยกันว่าจะให้อะไร เธอวิ่งหายไปโดยไม่ได้ฟังคำตอบหรอกว่าผมจะให้อะไร วันนี้ เคลียร์งานที่ใกล้จะจบแล้ว ทุกคนคุยกันและยิ้มให้กันชนิดที่ไม่เคยเห็นยิ้มที่ไหนเป็นอย่างนี้มาก่อน ตั้งแต่อยู่ที่ค่าย

และแล้วก่อนวันสุดท้ายก็มาถึง ผมตื่นเช้าอาบน้ำ ว่าจะไปเดินตลาดกันหน่อย ก็เดินไป ตลาดเช้าของชุมชนในหมู่บ้านที่นำของมาขาย รวมกันไม่เหมือนปัจจุบันที่ต้องไปซื้อของที่ห้างฯ ซึ่งเป็นของไอ้พวกฝรั่งหัวแดง แต่คนไทยชอบ วันนั้น เดินไปเรื่อยๆ เพื่อนสะกิดผม ชี้ให้ดูเด็กนักเรียนคนหนึ่ง น่าจะอายุประมาณ 17-18 ปี ผิวขาว  หน้าเข้ม คิ้วดก ผมดำสนิท หน้าตาเหมือนลูกครึ่งฝรั่ง แต่เป็นคนไทย นี่หรือที่เขาว่า แขกขาว  โอ...   พระเจ้า ... ทำไมหน้าตา น่ารักอย่างนี้ พอเห็นว่าพวกเรามองมากแล้ว เธอหันมามองและยิ้มให้กับทางกลุ่มผม แต่ไม่แน่ใจว่า ยิ้มให้ใคร ผมและเพื่อนๆ ต่างมองหน้าว่าเขายิ้มให้ใครกันแน่ เราเดินตลาดไปทั่วทั้งตลาดและซื้อขนมมานั่งกินกันที่เก้าอี้ และคุยกัน จู่ๆ เด็กนักเรียนคนนั้น เดินเข้ามาและก็ยื่นถุงขนมมาให้ผม พร้อมบอกว่า…..

อร่อยนะ... ลองดู หนูซื้อมาให้... ผมได้แต่มองหน้าไม่กล้ารับ เพราะผมไม่รู้ว่าเป็นใครกัน เพื่อนผมทุกคนงงกันหมด และเธอก็พูดว่า…

....อะไรกัน ไม่ทันข้ามคืนจำไม่ได้แล้ว ....ผมงงเป็นไก่ตาแตก ใครกันและเพื่อนๆ ผู้หญิงที่มาจากค่ายอาสาพัฒนาก็เดินมาแซวกันใหญ่ น้องเขาก็ยกมือไหว้ เพื่อนๆ ผู้หญิงเหล่านั้น ทุกคนงง

น้องเขาเดินมาที่ผมแล้วหยิกผมที่แขน ในเชิงหยอกเล่นว่า ....ที่เมื่อคืนคุยกันทั้งคืนมาตอนเช้าทำเป็นไม่รู้จัก ซะแล้ว  หนู ชิดะ ไง ….

โอ้...พระเจ้า... อีกครั้งเถอะ ทำไมเรา ตาไม่มีแววเลย เมื่อคืนคุยกันทั้งคืนอย่างที่เธอว่า เพราะเธอถามผมหลายเรื่อง เพื่อจะเปรียบเทียบว่าเรียนที่ไหนดี เพราะเธอใกล้จะจบมัทธยมศึกษาแล้ว เมื่อรู้ว่าเป็นใคร ก็ต้องขอโทษและก้มมองพื้นด้วยความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง ผมนั่งหน้าชา ชนิดเพื่อนมาตบหน้า ผมยังไม่รู้สึกตัว

เฮ้ย ผมพลาดไปได้อย่างไร แต่ก็ว่ากันไม่ได้ ผมเห็นแต่แววตาที่สดใส เพราะถ้าเป็นผู้หญิงจะคลุมหน้ามาหมดทุกคน มองไม่เห็นหน้า พอถอดผ้าคลุมหน้าออก ผมก็จำไม่ได้ ผมขอโทษน้องเขาด้วย ( ถ้าอ่านเจอ )

พอตกตอนเย็น ก็เรียกประชุมกัน เอ๋ ...บอกว่าให้ทางค่ายคิดการแสดงมาหนึ่งชุด ผมบอกให้คนอื่นแสดงเถอะ ผมไม่ถนัดของอย่างนั้น

งานในคืนนั้นก็มาพร้อมกันทั้ง นายอำเภอ ปลัดอำเภอ และคณะต่างๆ มาร่วมงานเลี้ยงพวกผมไม่ค่อยมีหน้าที่  จึงไม่ค่อยสนใจใคร นั่งโจ้เหล้า ... อยู่กับพี่นิยม

คืนนั้น ขวัญ เป็นคนรำอวยพรเปิดงาน รำเสร็จเธอวิ่งมาหาผม และชูเงินให้ผมดูว่าเธอได้รางวัลมาร้อยกว่าบาท  เอ้อ ...ผมกะจะซื้อของขวัญให้แต่ก็ลืมเลยจำเป็นต้องควักเงินมาให้หนึ่งร้อยบาท และพูดว่า…..

พี่ ...ขอโทษจริงๆ พี่ลืม  ขวัญคงไม่ว่าพี่นะ....

เธอยิ้มและส่ายหน้าว่าไม่โกรธ เธอรับเงินและไหว้ พร้อมกับพูดว่า

......ไว้เจอกันพรุ่งนี้ นะพี่...และเธอก็วิ่งไปเปลี่ยนเสื้อผ้า

        รุ่งเช้า... ทุกคนตื่นเช้า อาบน้ำกันแต่เช้า แ....แต่บางคนบ้านอยู่ที่จังหวัดสตูล ก็ไม่ตื่นเต้นเพราะบางครั้งก็กลับบ้านได้อยู่แล้ว  เด็กนักเรียนเข้าแถว ผู้หญิงอยู่ฝั่งหนึ่ง ผู้ชายอยู่ฝั่งหนึ่ง แล้วให้ชาวค่ายฯ เดินผ่ากลาง พวกผู้หญิงเดินนำหน้า เด็กนักเรียนก็ร้อง ชาวค่ายฯก็น้ำตาซึม ผมเดิน มาเรื่อยๆ กำลังจะเดินสุดแถวแล้ว สิ่งที่ผมไม่นึกไม่ฝัน ก็เกิดขึ้น ….

ขวัญ...เดินมาหาผม..และก้มลงกราบที่เท้าผม ผมตกใจมาก ผมนั่งลงและยกแขนให้ยืนขึ้น  เธอร้องให้และกอดผม ทุกคนหันมามอง แต่ขวัญร้องไห้ จนคนอื่นๆต้องเบือนหน้าหนีไปทางอื่น  ขวัญ ยกมือขึ้น ในมือกำพวงมาลัยอยู่หนึ่งพวง และพูดว่า…

หนู....ทำมาให้พี่คะ...มันอาจไม่สวย แต่หนูทำมาให้พี่ด้วยใจคะ....แล้วเธอมาคล้องที่มือผม

ผมอึ้งพูดไม่ออก... เหมือนมีอะไรมาจุกที่คอ ... เวลามันผ่านไปช้าเหลือเกิน เหมือนกับว่าโลกนี้มันไม่หมุนแล้ว ผมได้แต่เอามือตบหัวเบาๆ และบอกว่าให้ขยันเรียนหนังสือและเป็นเด็กดีนะ...ผมเดินขึ้นไปนั่งที่รถแต่ไม่พยายามมองมาที่ขวัญและเด็กนักเรียน คือพยายามมองไปที่อื่นเพราะกลัวเสียเหลี่ยมลูกกำนัน (ร้องไห้ด้วย) ทุกคนเดินขึ้นรถ และรถเริ่มขับออกมา แต่หันกลับไปมองเด็กยังร้องให้อยู่ แต่อย่างไร เราก็ต้องจากลากัน แต่ไม่เคยลบออกจากความทรงจำ ของขดลวดในสมองน้อยๆ เลย

ผมนึกถึงเหตุการณ์นี้ ที่ผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว  ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ปัจจุบันที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้าเราเปิดใจให้เขา ผมว่า เขาก็น่าจะเปิดใจให้เรา ทุกอย่างก็น่าจะดีกว่านี้

             

 

 
 
 
 

คลินิกเรื่องสั้น 51

ใส...ซื่อ...บริสุทธิ์ (ใจ)

ป.คอน

 

            เรื่องสั้นเรื่องนี้มีแนวคิดในเชิงมนุษยนิยม ที่ให้คุณค่าต่อการเสียสละความสุขส่วนตนเพื่อผู้อื่น ความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจ และการอยู่ร่วมกันโดยสันติของกลุ่มชนที่มีความแตกต่างกัน

ทางวัฒนธรรม และศาสนา

            การนำเสนอด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องจากความทรงจำของตัวละครช่วยให้เรื่องดำเนินไปตามเท่าที่ผู้เล่าได้พบเห็นโดยกำหนดมุมของภาพที่ผู้อ่านจะมองเห็นผ่านสายตาและความรู้สึกนึกคิดของผู้เล่า ซึ่งสามารถจำกัดเรื่องราวได้ตามที่ผู้เล่าต้องการ เป็นการบีบให้เรื่องแคบลงและตรงไปในทิศทางเดียว แม้ว่าในความเป็นจริงในการออกค่ายอาสาพัฒนาครั้งนั้นอาจจะมีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นอีกมากมายก็ตาม

            รูปลักษณ์และพฤติกรรมของเปี๊ยกอาจจะดูค่อนข้างแปลกกว่าสมาชิกคนอื่น ๆ ของค่ายอาสาฯ แต่ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าคนเรานั้นไม่อาจตัดสินกันจากสภาพภายนอก และเปี๊ยกก็ใช้

ความแปลกของตนเองให้เป้นประโยชน์ในการเรียกร้องความสนใจและสร้างความสัมพันธ์กับ

เด็ก ๆ ในพื้นที่ ได้เป็นอย่างดี

            ปัญหาเล็ก ๆ ของเรื่องสั้น “ใส...ซื่อ...บริสุทธิ์ (ใจ)” มีอยู่เพียงบางข้อ ข้อแรกคือการขึ้นต้นที่เป็นปัจจุบัน กับลงท้ายที่กลายเป็นว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งตรงนี้อาจแก้ไขด้วยการเพิ่มข้อความเข้าไปอีกสัก 2-3 บรรทัด ก่อนเริ่มเรื่อง เช่น

 “หนังสือพิมพ์ฉบับเมื่อวานที่ห่อของมายังวางทิ้งอยู่บนโต๊ะ ข่าวเหตุการณ์ภาคใต้ในหน้าหนึ่งทำให้ผมนึกถึงเรื่องบางเรื่อง

....................”

ข้อที่ 2 อยากให้คุณ ป.คอน ลองกลับไปอ่านข้อความตอนต้นเรื่องดูอีกที “เสียงเคาะประตูห้อง ดังเบา ๆ รู้ได้ถึงความเกรงใจ ผมลุกขึ้นมาเปิดประตู ก็พบกับเอ๋......” กับย่อหน้าถัดมาที่ว่า

“ผมนอนฟัง พยักหน้าแบบว่ารับทราบ” คุณคงจะต้องเพิ่มเติมข้อความให้เห็นว่า หลังจากเปิดประตูไปพบกับเอ๋แล้ว เปี๊ยกก็เดินกลับไปที่เตียง ไม่เช่นนั้นจะเป็นแบบเพลง “ฉันทนาที่รัก” ที่ “ดับไฟใส่กลอนจะเข้ามุ้งนอนคิดถึงใบหน้า นั่งเขียนจดหมายแล้วส่งทิ้งไปโรงงานทอผ้า”

            ส่วนข้อที่ 3 ก็เป็นความคลาดเคลื่อนนิดๆ หน่อย ๆ เช่น “แต่งกายด้วยความภูมิฐาน”

ที่ถูกต้องคือ “แต่งการภูมิฐาน”,  “หมายกำหนดการณ์” ที่ถูกคือ “กำหนดการ”,

  “ภาษาอิสลาม” ไม่มีครับ เพราะอิสลามเป็นชื่อศาสนา น่าจะเป็น “ภาษายาวี” ซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่นของภาคใต้

 

            โดยรวมแล้ว “ใส...ซื่อ...บริสุทธิ์ (ใจ)” เป็นเรื่องสั้นที่ ใส ซื่อ และบริสุทธิ์ และให้ความสุขความอิ่มเอมใจอย่างมาก

 

ประภัสสร เสวิกุล

ชิลี, 19 กรกฏาคม 2551

 

 

   
 
 



คลีนิกเรื่องสั้น

รายการชีวิต
โจรปริญญา(ตี)
มือศิลป์ article
Love is....
อกแกก็อกฉัน...อกฉันก็อกแก article
ร่วมกินโต๊ะ
ภาพของฉัน article
คืนข้ามปี article
เหรียญบาทกับโบสถ์กลางน้ำ article
นิยายรัก ฉบับป้าหมู article
สายน้ำที่ขาดหาย article
อรุณรุ่ง article
บ้านนั้นเขามีงานศพ article
หีบเชี่ยนหมากของอ้ายแก้ว article
การผ่านพ้นแห่งยุคสมัย article
แม่น้ำเจ้าพระยา article
เธอสุขได้อย่างไรเมื่อผองชนทุกข์ยากลำเค็ญ article
เมื่อโลกนี้ไร้สีสัน... article
ลั่น article
เสมือนรังดักแด้ที่เฝ้าฟูมฟักผีเสื้อให้โบยบิน article
แหว่ง article
รุ้งกินน้ำของปานวาด article
กล่องความทรงจำเก่า...และเงารัก article
จอมโจรหนอนหนังสือ article
มาลัยวรรณกรรม article
ห้องแห่งมิติอนันต์ article
ครูจันทร์ผ่อง ของแม่ article
จุกน้ำปลา...พาโชค article
เวลาของพ่อ article
การค้นพบตัวเองที่ไม่ใช่ตัวเอง article
เพียงภาพในวัยเยาว์ article
น้ำตาลทราย article
การเดินทางของชายชรา article
พันธะพรหมลิขิต article
บทเรียนน้ำตา article
กลางเมืองหลวง article
ประตูที่ถูกเลือก article
ร้องเรือ: ลำนำที่ผันแปร article
ดาวน์ความสำเร็จ article
ไอ้หมา article
คุณย่ากับคุณป้าข้างบ้าน article
ข้างหลังภาพนั้น article
วัฏพินาศแห่งสยามประเทศ article
คลีนิกเรื่องสั้น 16 article
หรือฉันเองที่แตกต่าง article
เด็กชายวิสรุจณ์...ซุกซน article
ใบไม้เปลี่ยนสี article
มรดกพ่อ article
ก้าวแรกของนักล่าดวงจันทร์ article
เพื่อนตาย article
หุ่นยนต์สังกะสี article
คิดถึงพ่อ article
สาวหน้าใสกับหัวใจน้องเหมียว article
แดร๊กคิวล่ากระหายเลือด...ของคุณ article
ก็เพราะว่า...เรารักนาย article
อ้อมกอดทะเล article
เรือของพ่อ article
ไม่โกรธใช่ไหม article
ในความทรงจำ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ