ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


คืนข้ามปี article
 

เสียงหวีดร้องของผู้หญิงคนหนึ่งทำให้ผมสะดุ้งตื่น ผมดีดตัวเองจากที่นอน อาการปวดตุ๊บ ๆ ที่หัวยังคงมีเหมือนเมื่อคืนหากดูเหมือนว่ามันจะหนักกว่าเล็กน้อย เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นตามเนื้อตัวและหน้าผาก ผมสลัดภาพฝันนั้นออกจากหัวของตัวเอง ดึงตัวเองกลับมาหาความจริงรอบตัวแล้วต้องถอนลมหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนที่จะหอบตัวเองเข้าห้องน้ำด้วยความทุลักทะเลเต็มที สภาพผมตอนที่ถึงจุดหมายคิดว่าคงไม่แตกต่างไปจากไอ้ตัวสี่ขาตรงมุมตึก มันทำตัวเป็นผู้เก็บกวาดของเก่าให้ผู้ที่กินเผื่อมันได้ดีเสมอ ผมไม่ได้เป็นคนรักความสะอาดนัก หากเหตุผลของทุกครั้งที่อาบน้ำก็คงจะหนีไม่พ้นผมทนกลิ่นของตัวเองไม่ได้เท่านั้นเอง ทันทีที่สายน้ำจากก๊อกพรมลงหัวไหลรินไปตามลำตัว  ผมรู้สึกสดชื่นขึ้น แต่เนื้อสมองที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยเลือด 70% ผสมออลกอฮอล์ 30% มันตื้อ ๆ ความทรงจำเมื่อไม่กี่ชั่วโมงมานี้ยังคงเลือนราง จำได้ว่า เมื่อตอนที่ลุกจากที่นอน แม่สาวสวยลีลาเด็ดที่ผมหิ้วมาจากที่ไหนสักแห่งยังคงนอนเนื้อตัวเปลือยเปล่าอยู่บนเตียงของผม  ความเมาบวกกับความเร่งรีบทำให้ทั้งผมและเธอไม่แม้แต่จะกดสวิตซ์เปิดแอร์ แน่นอนความร้อนเร่าในตัวผมมากล้น ราวกับองศารอบตัวต่ำลงทุกทีในชั่วโมงนั้น ผมออกจากห้องน้ำด้วยอาการที่ดีขึ้นนิดหน่อย เธอยังคงนิ่งสนิท ลมหายใจสม่ำเสมอ  สภาพห้องไม่ต่างอะไรกับภาวะสงครามยุติ ซากปรักหักพังยังเกลื่อนเต็มห้อง ผมจำไม่ได้ว่าสงครามระหว่างผมกับเธอยุติลงตอนไหนพอ ๆ กับตอนนี้ที่ผมแยกไม่ออกว่าเสื้อผ้าชิ้นไหนเป็นของใคร  ร่างบางบนเตียงของผมเริ่มขยับตัว เธอยังคงสวยใสไม่ได้เปลี่ยนจากเมื่อคืน 
“ตื่นเร็วจัง” เสียงทักใสๆ ปรากฏขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มหวานบนใบหน้าเธอ 
“คุณหิวหรือยัง ไปอาบน้ำสิเดี๋ยวไปกินข้าวกัน” ผมจำชื่อเธอไม่ได้ด้วยซ้ำ 
“ยังไม่หิวค่ะ แต่อยากทำอย่างอื่นมากกว่า” 
“งั้นเหรอ แล้วคุณจะกลับเองหรือว่าจะให้ผมไปส่ง” ผมแสร้งไม่เข้าใจเจตนาของเธอซะงั้น 
“หนิงไม่ได้คิดจะประเดี๋ยวประด๋าวกับคุณหรอกนะค่ะ” ผมรู้แล้วว่าเธอชื่อหนิง 
“ผมก็ไม่ได้จะให้ใครเอาห่วงมาหยัดใส่คอ เราตกลงกันแล้ว ก็เป็นไปตามนั้น”  
“ฉันกลับเองได้ คุณไม่ต้องลำบากหรอก” 
ณ ห้องสี่เหลี่ยมที่ผมใช้เป็นที่ซุกหัวนอนและประกอบกิจกรรมสนองตัณหาทางกาย ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง ราคาค่างวดของมันแสนโหด หากผมก็เลือกที่จะมีมันไว้ประดับบารมี ผมอยู่กับสังคมอันฉายฉวยเสมอมา ทุกค่ำคืนคือการทำงานและการพบปะเพื่อนฝูง นักดนตรีเล็ก ๆ อย่างผมไม่ได้เป็นที่น่าภาคภูมิใจสำหรับบุพการี  แต่กระนั้นผมก็เลือกสิ่งนี้เพื่อจะสนองตอบอารมณ์ของตัวเอง สังคมของผมคร่าคร่ำไปด้วยผู้คนมากหน้า  ผมเคยบอกตัวเองว่าผมไม่เคยเหงา แต่ทุกครั้งผมกลับสัมผัสความรู้สึกเหงาอยู่เนื่อง ๆ เสมือนหนึ่งว่ามีเพียงผมกับมันลำพังบนโลก ความสวยงามบนโลกสำหรับผมจางหายไปที่ไหน เมื่อใด และผมมีชีวิตเช่นนี้มานานสักเท่าใด  ผมฝังคำถามเหล่านี้ไว้ในเนื้อสมองเสมอมา 
ในค่ำคืนของวันหยุดยาวอย่างปีใหม่ผมเลือกที่จะหยุดเช่นกัน ( ผมไม่แคร์ว่าแขกที่ห้องอาหารของร้านที่ผมทำงานอยู่จะมากน้อย ) ท้องถนนที่เคยพิการอย่างกรุงเทพกลับมาใช้งานได้คล่องอีกครั้ง ด้วยผู้คนเกือบครึ่งในกรุงเทพได้หลั่งไหลกับบ้านเกิดเพื่อไปเติมเชื้อไฟให้ชีวิต พลังแห่งรักและศรัทธา เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ผมเคยได้ยินมาว่าอย่างนั้น และผมก็เชื่อว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น ผมขับเคลื่อนรถสปอร์ตคันสวย ( ปัจจัย 5 ที่ผมและใครหลายคนทึกทักเอาเองว่ามันมีความจำเป็นมากเทียมเท่ากับปัจจัยข้ออื่น ๆ )  ความสวยของมันโฉบเฉี่ยวไปตามถนนเส้นคุ้นเคย หัวใจของผมเป็นผู้บังคับพวงมาลัย และหัวใจของผมอีกเช่นกันที่เป็นตัวผลักจุดหมายปลายทางของผม ผมเลือกที่จะปิดแอร์แล้วเปิดกระจกรถรับลมเย็น ๆ ผมสูดลมเข้าเต็มปอดหวังจะขับไล่ความอ่อนหล้าในตัว ผมไม่เคยทราบผลว่ามันช่วยได้จริงหรือเปล่า หากนั้นคือสิ่งที่ผมทำในทุกครั้งที่ผมหาทางออกไม่เจอ ดีเจจากคลื่นวิทยุในตัวรถที่ผมเปิดทิ้งเอาไว้ ส่งเสียงสดใสอวยพรส่งท้ายปีเก่า ผมไม่ได้อยากฟังเพลงหรือคำอวยพรใดในเวลานี้หากสิ่งที่ผมต้องการคือ เพียงบางเสียงมาแทนที่ความเงียบงันที่ปกคลุมอยู่รอบตัว ผมเหยียบคันเร่งเกินกว่าครั้งใดที่เคยเหยียบ เหมือนผมกำลังพึ่งพาความเร็ว ผลักผมออกจากบางสิ่งบางอย่าง ความรู้สึกโดดเดียวเป่าลมหายใจรดต้นคอผมอยู่ทุกวินาที ผมไม่อยากมีมัน ผมไม่เคยต้องการมัน เสียงเรียกเข้าจากมือถือทำให้ผมลดความเร็วลง ผมกรอกเสียงตามสายอย่างไม่ใยดีนัก แม้เสียงที่ตอบรับผมจะฟังดูร้อนรนก็ตามที 
“เฮ้ย ! ไอ้เดย์ นี่แกอยู่ไหนว่ะ  นี่เจ้าของร้านจะหันพวกกูทำยำอยู่แล้ว” 
“กูบอกแล้วไงว่าไม่ให้พวกเองรับงาน” 
“เฮ้ย! ช่วยหน่อยเหอะ กูจะตายอยู่แล้ว “ 
“เดี๋ยวกูโทรบอกพี่เอกให้ แกเล่นแทนกูได้ พวกเองอยู่ร้านไหน” 
ผมจัดการปัญหาที่เพื่อนผมก่อจนเสร็จสิ้น แม้นเพื่อนผมจะดูไม่ดีนักในสายตายของคนอื่น แต่พวกมันก็มีน้ำใจกับผมเสมอมา ผมเร่งความเร็วของรถอีกครั้ง ความว่างเปล่าเกาะกุมผมจนได้  สองข้างทางมืดสนิทผมออกจากเขตกรุงเทพผ่านเลยเขตปริมณฑลมามากแล้ว ผมอยากมีเพื่อนหรือเปล่านะ แล้วทำไมผมถึงไม่อยู่รวมฉลองวันปีใหม่ในกรุงเทพ ผมมาทำอะไรที่นี้ ผมแตะเบรคทันทีเมื่อรู้สึกได้ถึงล้อยางเสียดสีกับพื้นทราย ผมมาที่นี้จนได้ หาดสีขาวสะอาดที่ผมคุ้นเคย ผมถอดรองเท้าเปิดประตูรถแล้วเหยียบย่ำไปยังเม็ดทรายละเอียดนุ่มเท้า ผมกลับมาสู่ความทรงจำเก่า ๆ ที่มันผุพังแต่ไม่เคยจางหาย มันกลายเป็นผังผืดในเนื้อหัวใจของผมไปเสียแล้ว ภาพของใครคนหนึ่งฉายชัดขึ้น ณ ที่ตรงนี้ ผมรักเธอและยังคงรักเธอเสมอ ผมเป็นสุขและเจ็บปวดในทุก ๆ ครั้งที่นึกถึงเธอ แม้กระนั้นผมก็ยังบังอาจแลกความเจ็บปวดอันแสนสาหัสกับความสุขอันน้อยนิด ถ้าเพียงเธอยังอยู่ แม้จะไม่ใช่ที่ตรงนี่ด้วยกัน ถ้าเพียงผมไม่ขี้ขลาดจนเกินไปในวันนั้น ชายหาดแห่งนี้ในวันนี้คงไม่มีเพียงคลื่นลมกับผมเพียงเดียวดาย ผมเจ็บปวดซ้ำ ๆ กับเรื่องเดิม ๆ ผมไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมผมจึงไม่มีภูมิต้านทานความเจ็บปวดนี้เสียที ในเมื่อครั้งหนึ่งผมเหงาอยู่ตรงนี้เพียงลำพัง ในที่ตรงนี้   
 
ผมเหงา และผมอยากคุยกับใครสักคนใครก็ได้ในตอนนี้ ผมจิ้มปลายนิ้วลงบนแป้นมือถือ ผมไม่รู้จักหมายเลขที่ตัวเองกดด้วยซ้ำ  
“สวัสดีค่ะ “ เสียงผู้หญิงสดใสที่ตอบกลับมานั้นทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น อย่างน้อยที่ตรงนี้ผมก็ไม่ได้รู้สึกถึงความเดียวดายมากนัก 
“สวัสดี ทำไมไม่พูดล่ะ สวัสดีค่ะ ถ้าคุณไม่พูดฉันจะวางล่ะนะ” เสียงของเธอเริ่มหงุดหงิดเล็กน้อย 
“คือ ผม ผมเพียงแต่เหงา” 
“คุณต่อผิดหรือเปล่าค่ะ ฉันชื่อมุก คุณตั้งใจจะโทรเบอร์นี้หรือเปล่า” 
“ครับ ผมไม่รู้จักคุณหรอก ผมเพียงแต่สุ่มกดเบอร์ ขอโทษที บางทีคุณคงกำลังจะฉลองปีใหม่กับครอบครัว” 
“ค่ะ คือฉันกำลังจะออกไปแต่ยังไม่ได้ออกไป ที่ร้านหมายถึงร้านของเราก็มีงาน งานเล็ก ๆ” 
“งั้น ผมวางสายดีกว่าคุณจะได้ไปร่วมงาน” 
“ทำไมคุณไม่ไปฉลองปีใหม่กับ เพื่อน ๆ ครอบครัว หรือ แฟน” 
“ผม ผมตัวคนเดียวนะฮะ ฟังดูอาจจะไม่เชื่อตอนนี้ผมอยู่คนเดียว” ผมบอกออกไปปนเสียงหัวเราะขื่น ๆ  
“เชื่อค่ะ เพราะตอนนี้ฉันก็กำลังยืนอยู่คนเดียว”  
เสียงนับถอยหลังจากดีเจในวิทยุที่ผมเปิดทิ้งไว้ลดเลขต่ำลงทุกที ทั้งผมและเธอนิ่งเงียบ ดูเหมือนว่าเราสองคนกำลังรอการสิ้นสุดในการนับนั้น 
“สวัสดีปีใหม่” ทั้งผมและเธอเอ่ยขึ้นพร้อม ๆ กัน ตามด้วยเสียงหัวเราะต่อท้ายจากทั้งสองฝ่าย 
“มีความสุขมาก ๆ นะครับ” 
“ขอบคุณค่ะ ขอให้คุณหายเหงาสักทีนะ” ผมยิ้มให้กับคำอวยพรเล็ก ๆ จากเธอ คำอวยพรของเธอเป็นจริง อย่างน้อยตอนนี้ผมก็ไม่เหงาจนเกินไป 
“ขอบคุณมากนะครับ ขอบคุณอีกที ที่คุณคุยกับผม” 
ผมคุยอะไรกับเธออีกนิดหน่อยประโยคสุดท้ายของเธอยาวเหยียดหากผมอบอุ่นใจแปลก ๆ   
“อย่าอยู่กับความเหงามากนักนะค่ะ เพราะถ้านานวันเข้าคุณยังอยู่กับมัน ผู้ที่นำความเดียวดายมาให้ อาจไม่ใช่ความเหงา แต่จะเป็นคุณเองต่างหากที่สร้างความรู้สึกนั้นขึ้นมาเอง”  
ผมเอ่ยคำขอบคุณกับเธออีกครั้ง เป็นครั้งที่สาม ก่อนจะวางสายจากเธอ  แล้วผมก็มานั่งตีความจากประโยคนั้นของเธอ เธอเองก็คงเคยเหงา ผมล้มตัวนอนลงบนผืนทราย ดูเหมือนว่าแสงดาวบนท้องฟ้ากำลังเต้นระบำจากจังหวะคลื่นลม ผมอมยิ้มให้ทุกประโยคของมุก ใช่สินะเธอชื่อมุก เธอวางสายจากผมทั้งที่ยังไม่ทันได้รู้จักชื่อผมด้วยซ้ำ เสียงจากทะเลขับกล่อมจนผมผล็อยหลับไป 

“สวัสดีค่ะ” 
“เบอร์คุณมุกหรือเปล่าครับ” ผมถามทั้งที่จำปลายเสียงนั้นได้ดี 
“ค่ะ มุกค่ะ” 
“ผมเองนะครับ ผมที่คุยกับคุณในวันปีใหม่ ไม่แน่ใจว่าคุณจะจำผมได้ไหม” 
“คนขี้เหงา” แปลกดีแท้ ผมจำไม่ได้ว่าหัวใจตัวเองเต้นแรงอย่างนี้ในครั้งสุดท้ายนั้นเมื่อไร 
“ผมคุยกับคุณได้ไหม” 
“ไม่ได้ ได้ยังไงค่ะ ยินดีมากค่ะ ถ้ามันจะทำให้คุณรู้สึกดี” 
“ขอบคุณนะครับ ผมชื่อเดย์” 
มุกทำร้านอาหารเล็ก ๆ อยู่ราชบุรี เธอทำเพราะความชอบส่วนตัว มีแม่และพี่ชายให้ความช่วยเหลือในทุก ๆอย่าง จากที่ผมคุยกับเธอได้ในระยะหนึ่ง ผมบอกจากความรู้สึกของตัวเองว่าเธอเป็นเป็นคนเปิดเผยและเป็นตัวของตัวเองสูง เธอทำให้ผมยิ้มได้ทุกครั้งที่คุยกัน เธอทำให้ผมร้องเพลงในห้องน้ำได้อีกครั้ง เธอเข้ามาเป็นมาผลักความรู้สึกเหงาเดียวดายในตัวของผมให้จมหายไป เธอชอบผัดผักรวมน้ำมันหอย เธอทานผลไม้ได้ทุกชนิด เธอชอบฟังเพลงคลาสสิค   
เก้านาฬิกาโดยประมาณอาจเป็นเวลาสายมากแล้วสำหรับคนอื่น แต่สำหรับผมมันยังไม่ใช่เวลาที่จะต้องย้ายก้นจากที่นอน หากวันนี้ผมพาตัวเองมาถึงราชบุรี ผมแทบจะไม่ได้นอนด้วยซ้ำ นี่เป็นวันแรกในรอบหลายปีที่ผมเห็นดวงตะวันโผล่จากขอบฟ้า ผมดับเครื่องยนต์ริมฟุตบาท  มองหาลักษณะป้ายตามที่มุกอธิบาย “ร้านชื่อชงโค ป้ายสีม่วงอ่อนตัวหนังสือสีขาว ถ้าคุณมาถึงแล้วหาไม่เจอ โทรหามุกก็ได้“ ผมจดจำรายละเอียดทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว ในคำบอกเล่าของเธอ ป้ายปีกไม้ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่แขวนอยู่ตรงทางเข้า ทางเข้าเป็นซุ้มไม้เลื้อยออกดอกเล็ก ๆ สีเหลืองปนส้ม ตัวร้านถูกล้อมด้วยเข็มดอกสีขาวตัดแต่ง ข้างในร้านเต็มไปด้วยพรรณไม้หลากชนิด คิดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น หากผมไม่รู้จากมุกมาก่อน ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองจะมองว่าสถานที่นี้คือร้านอาหาร ผมสาวเท้าเข้าไปในตัวร้านด้วยจังหวะของหัวใจ แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ผมจะเดินค่อมจังหวะอยู่ ถ้าขืนผมเป็นอย่างนี้บ่อยครั้งอนาคตอาชีพนักดนตรีของผมมีหวังดับสูญเป็นแน่ บรรยากาศในร้านเย็นสบายทั้งที่แดดตอน 10 โมงกำลังเฉิดฉาย ต้นไม้หลักในร้านส่วนใหญ่เป็นต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ป้ายชื่อร้าน ดอกสีม่วงของมันไม่ได้ให้ความรู้สึกเศร้านักเพราะมีสีขาวแสมตรงขั้วดอกมองแล้วเย็นตา โต๊ะเก้าอี้ในร้านส่วนใหญ่ทาบทาด้วยสีขาวดูเหมือนว่าผู้ตกแต่งตั้งใจจะให้เช่นนั้น ด้วยคงเห็นว่าบริเวณร้านที่ห้อมล้อมด้วยสีเขียวจากต้นไม้นานาพรรณจะมืดคลึ้มจนเกินไป ผ้าปูโต๊ะเป็นสีม่วงเช่นกันหากมีสีขาวเส้นเล็ก ๆ พาดผ่านตัดกันไปมาจนกลายเป็นตารางสี่เหลี่ยม  แม้แต่ดอกไม้ในแจกันก็ถูกตกแต่งไว้ด้วยช่อชงโคเช่นกัน ผู้คนในร้านดูบางตาแต่ก็นับว่าเยอะแล้วสำหรับเวลาเช้าอย่างนี้   
“กี่ที่ค่ะ” สาวน้อยวัยใสไถ่ถามผมด้วยน้ำเสียงห่วงใย 
“ที่เดียวครับ” ผมอดไม่ได้ที่จะยิ้มตอบรับไมตรีของเธอ ผมเดินตามเธอเข้ามาจนถึงโต๊ะตัวในสุดของร้าน 
“รับอะไรดีค่ะ ที่นี้มี..........” แล้วเธอก็ท่องเมนูเป็นนกแก้วนกขุนทองให้ผมฟัง แต่สมาธิของผมไม่ได้อยู่ที่เธอเสียแล้ว หากมันวิ่งตามผู้หญิงตัวสูงร่างบางคนนั้น ที่เดินวนไปเวียนมาอยู่ระหว่างโต๊ะลูกค้ากับเคาเตอร์เซอร์วิส เธอคล่องแคล้วและสดใส แต่ที่สว่างไสวกว่าอะไรทั้งหมดคือรอยยิ้มของเธอ  
“สรุปคุณรับอะไรดีค่ะ” ผมจำต้องหันมามองคนที่ยืนตรงหน้าอีกครั้ง 
“ผมขอกาแฟร้อน ๆ ที่หนึ่ง” เธอรับคำแล้วเดินจากไป ผู้หญิงคนนั้นก็พลอยหายไปด้วยผมเข้ามองหาแต่เธอ แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งจากเสียงเสียงเรียกเข้าจากมือถือ เสียงที่ผมกรอกลงไปหวังจะแข่งกับเสียงรัวข้างในของหัวใจ 
“มุกนะค่ะ คุณไม่ได้เป็นอะไรใช่ไหม” 
“ฮือ?” 
“คือจะสิบโมงอยู่แล้ว มุกกลัวคุณจะเกิดอุบัติเหตุ”  
“ผมอยู่ในร้านของคุณ” 
“ตรงไหน?” 
“ผมสั่งกาแฟไปที่เดียว จะเรื่องมากไปหรือเปล่า ถ้าผมอยากให้เจ้าของร้านมาเสิร์ฟเอง” 
ถ้วยกาแฟตรงหน้าไม่ได้ดึงดูดผมเท่าผู้ที่ยกถ้วยมา ผมแอบยิ้มให้กับตัวเองในสิ่งที่คาดเดาเอาไว้ เจ้าของน้ำเสียงแจ่มใสกับเจ้าของรอยยิ้มสว่างไสวเมื่อครู่นี้คือคนคนเดียวกัน เสียงกร๊องแกร๊งของช้อนกระทบถ้วยกาแฟไม่อาจกลบเสียงหัวใจของผมได้ เธอเลื่อนถ้วยกาแฟหอมกรุ่นมาเตะจมูกผม ผมเลือกที่จะเงียบแทนการเป็นฝ่ายเริ่มต้น 
“ร้านหายากไหมผมเลือกที่จะส่ายหัวแทนคำตอบ 
“มาถึงนานหรือยังผมทำเหมือนเดิมอีกครั้งก่อนยกถ้วยกาแฟขึ้นจ่อที่ปาก 
“ถ้าถามแล้วไม่พูดอีก มุกจะเลิกคุยด้วยแล้วนะ” 
“กาแฟอร่อยดีนะครับ คุณทำเองด้วยหรือเปล่า” เธอส่ายหน้าส่งยิ้มล้อเลียนผม ผมอดยิ้มไม่ได้ในท่าทางของเธอ 
“จะกินอย่างอื่นไหมค่ะ” 
“ผัดผักรวมน้ำมันหอย ฝีมือคุณนะ” 
“ฮืม ได้แต่ต้องเพิ่มราคานะ เพราะแม่ครัวใหญ่ลงมือเอง” 
“ผมขับรถมาไกลถึงราชบุรียังไม่ได้นอนด้วยซ้ำ นึกว่าจะมีคนเลี้ยงข้าว” เธอเดินเข้าครัวไปพร้อมกับเสียงหัวเราะอันสดใส วันใหม่ของผมช่างสวยงาม ผมพึ่งรู้ว่าสิ่งดี ๆ ที่เกิดจากการตื่นเช้า ควรคู่กับการคนที่ตื่นเช้าเท่านั้น ไม่น่าเชื่อว่าชีวิตของผมจะมีเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นในชีวิต บ่อยครั้งที่ผมนึกถึงใครสักคนเคียงข้าง แต่ผมไม่เคยมั่นใจว่าจะมีใครคนนั้นอยู่จริง ในทุกครั้งผมไม่กล้าแม้แต่จะฝันเพียงเพราะกลัวความเจ็บปวดแต่ครั้งนี้ผมพร้อมจะกระโจนเข้าหามัน แสงแดดไม่ได้แผดเผาน่ากลัวอย่างที่ผมคิด ความร้อนของมันถูกบดไว้บังด้วยไอเย็นสบายจากมุก มันจึงส่งผ่านถึงผมได้เพียงไออุ่นบาง ๆเท่านั้น ผมนั่งสูดออกซิเจนจากต้นไม้รอบ ๆ เข้าจนเต็มปอดการเต้นของหัวใจลดจังหวะลง ผมเฝ้ามองการทำงานของบริกรหนุ่มสาว ที่นอกจากจะผ่านการอบรมในด้านการบริการอันยอดเยี่ยมแล้ว ผมยังรู้สึกถึงความห่วงใยแฝงไว้ในการบริการนั้นด้วย ผมตื่นจากภวังค์ เมื่อมีอาหารวางบนโต๊ะ ผมรู้สึกอิ่มมากแล้วกับกาแฟหนึ่งถ้วย หากผมก็รวมช้อนกับซ่อมไว้ในมือทันทีทั้งที่ข้าวยังไม่ลงจาน คนคดข้าวยิ้มให้ผมเล็กน้อยก่อนวางมันลงในจาน และนี่จะเป็นข้าวคำแรกในรอบสัปดาห์ แม่ครัวใหญ่นั่งมองผลงานของตัวเองหมดไปที่ละอย่าง ผมกินได้มากกว่าครั้งไหน และมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้แกล้งเอาใจเธอ 
“อิ่มเร็วจัง ไม่อร่อยเหรอ”  
“ทุกครั้งผมกินได้น้อยมาก ถ้าเทียบกับครั้งนี้ คุณแต่งร้านเองหรือ” 
“ค่ะ ฮืม คุณว่า…เป็นไงบ้าง” 
“น่ารักดี แล้วทำไมถึงชื่อชงโค” 
“มันเป็นต้นไม้ที่ชอบแดด มุกเองก็ชอบแสงแดด เวลาไข่มุกเจอแสงแดดมันวาว ๆดี คุณว่าไหม?” 
“ไม่จริงหรอก แม้ในเวลากลางคืนคุณก็ต้องสวยมากแน่ ๆ” ประโยคนั้นก้องอยู่ในหัว หากไม่มีแม้แต่ลมผ่านออกจากไรฟันของผม 
“คุณเดย์ คุณว่าไงค่ะ” 
“มุก ไม่ว่าอยู่ที่ไหนตอนไหนก็มีค่าของความเป็นมุกเสมอ” ดวงตาของมุกยิ้มสดใส ผมหลงรักเธอเสียแล้ว ทำไมมันถึงได้ง่ายดายอย่างนี้ ผมจะทำยังไงต่อไปดี ผมพูดยังไงกับเธอ ถ้าผมบอกว่าผมรักเธอเธอจะว่ายังไง 
 
สายลมหนาวพัดผ่านไปแล้ว พายุร้อนเวียนเข้ามาทักทาย ก่อนสายฝนจะโปรยปรายมาปลุกทุกสรรพสิ่งจากนิทรา ยิ่งฤดูกลายเปลี่ยนไปสักเท่าใด ความรู้สึกของผมที่บอกกับตัวเอง ในวันที่เจอมุกครั้งแรกก็ยิ่งทวีคูณ ผมนั่งอมยิ้มให้กับเรื่องราวดี ๆ  ระหว่างผมกับมุก 1 ปีเคยเป็นเวลาแห่งความยากลำบากและยาวนานในการใช้ชีวิตของผม แต่ผมกลับรู้สึกว่าเรื่องราวของผมกับมุกพึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง  สายลมหนาววนกลับมาทำหน้าที่ของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ผมนั่งอยู่กลางพื้นทรายเฝ้ามองผู้หญิงที่ตัวเองหลงรักกำลังดำผุดดำว่ายอยู่กลางน้ำทะเลอย่างไม่กลัวความหนาวเย็น ดูเหมือนว่าความสดใสของเธอเกิดขึ้นพร้อมกับเกลียวคลื่น เธอไม่เคยกลัวตัวดำ เธอไม่เคยกลัวผมเสีย  เธอไม่เคยกลัวเล็บหัก ผมอยากให้เธอไม่กลัวคำบอกรักจากผมเช่นกัน 
“เดย์ มาทะเลทั้งทีไปเล่นน้ำกัน” ผมยิ้มแล้วส่ายหัว ก่อนส่งผ้าเช็ดตัวให้เธอ 
“แน่ใจนะค่ะว่าเราจะ เคาดาวน์ กันที่นี่” คราวนี้ผมพยักหน้า 
“หรือมุกอยากกลับไปฉลองกันที่ร้านไหมเธอส่ายหน้าบ้าง 
“ไม่ล่ะ กลัวใครบางคนเหงา” ผมหัวเราะได้เต็มเสียง ไม่บ่อยนักหรอกที่ผมจะเป็นอย่างนี้ 
“ไปอาบน้ำก่อนไหม” 
“ไม่ อยากเล่นน้ำต่อ” ว่าแล้วเธอก็วิ่งกลับลงทะเลไปอีก 
มืดมากแล้วผมลากมุกขึ้นไปอาบน้ำจนได้ เราจบมื้อค่ำบนหาดทรายที่เราปรักหักตั้งแต่เที่ยง ฝีมือข้าวกล่องของมุกยังอร่อยเสมอ ตะเกียงเจ้าพายุวับไหวไปตามแรงลม ผมรู้สึกอบอุ่นแม้มีเพียงไฟกองเล็กที่เราก่อทิ้งเอาไว้เราสองคนนั่งจ้องนาฬิกาเรือนเดียวกันตาแป๋ว ไม่มีทีท่าง่วงนอนให้อีกฝ่ายได้ล้อเลียน เราเริ่มนับถอยหลังกันเมื่ออีกไม่กี่วินาทีจะถึงเที่ยงคืน ทันทีที่คำว่าหนึ่งจบลงเราก็ตะโกนขึ้นพร้อมกัน 
“สวัสดีปีใหม่!!!!” 
“มีความสุขมาก ๆ นะมุก” 
“เดย์ก็เหมือนกันนะคะ” 
“ความจริง ผมพึ่งจะรู้จักความรู้สึกนั้นตอนที่ได้รู้จักคุณ” มุกยิ้มให้ผม ผมไม่แน่ใจว่าประโยคต่อไปของผมจะทำให้เธอยิ้มออก ผมมองทะเลดาวเบื้องหน้าระยับด้วยแสงจันทร์จากฟากฟ้า 
“ที่จริง ที่นี้สวยมาก เดย์น่าจะพามุกมาตั้งนานแล้วน้า หาดก็สวย น้ำก็ใส ตอนกลางคืนดาวยัง.......” 
“ผมรักมุกนะ” ผมแทรกเจตนาของตัวเองขึ้นทั้งที่คำของมุกยังไม่ทันจบประโยค ผมไม่รู้ว่าตอนนี้หน้ามุกจะเป็นยังไง ผมขลาดกลัวจนกระทั้งไม่กล้าหันไปมามองผลงานของตัวเอง ความเงียบของมุกยิ่งทำให้ใจของผมกระเจิง  
“ผมไม่ได้พึ่งรัก ผมมั่นใจ ไม่มีใครเหมือนมุก ในวันที่เจอมุกผมพึ่งรู้จักการที่จะอยู่เพื่อใครสักคน ผมพึ่งได้ยินเสียงหัวเราะของตัวเองในวันที่รู้จักมุก ผมรู้จักความหมายของระยะทางเมื่อตอนที่ผมคิดถึงมุก ผมมองดาวได้สวยเพราะคิดเสมอว่ามุกกำลังมองด้วยกัน ผม......” 
“มุกก็รักเดย์.............. จริง ๆ แล้วในชีวิตของมุก วันดี ๆ ผ่านเข้ามาเพียงไม่กี่ครั้ง แต่มุกรู้สึกว่าตัวเองมีวันดี ๆ เสมอในวันที่มุกมีเดย์” ผมพึ่งกล้ามองหน้ามุก ผมไม่แน่ในว่าดาวระยับที่อยู่ใบหน้ามุกเกิดจากแสงจันทร์จากฟ้าหรือตะเกียงเจ้าพายุใกล้ตัว น้ำตาที่อาบแก้มมุกส่องประกายงดงาม เธอพึ่งหันกลับมาส่งยิ้มให้ผลงานของตัวเองเช่นกัน  
“ถ้าการที่เดย์รู้จักมุกแล้วได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง เดย์ก็สอนให้มุกขอบคุณสายลมหนาวหน่อยได้ไหมที่ตอนนี้มุกกำลังจะได้ไออุ่นจากอ้อมกอดของเดย์” มุกก็สอนให้ผมขอบคุณสายลมหนาวเช่นกัน ขอบคุณที่มีมันเราจึงได้เรียนรู้ที่จะแลกไออุ่นด้วยการกอด ไม่น่าเชื่อว่าเขื่อนกันน้ำตาของผมจะเปราะบางได้ถึงเพียงนี้ คำพูดไม่กี่ประโยคของมุกกระเถาะเพียงเบา ๆ มันก็พังทลาย ไหลรินให้ความอบอุ่นบนใบหน้าผมก่อนจะร่วงหล่นให้ไหล่ของมุกรองรับมันไว้ 
“ขอบคุณนะมุก ขอบคุณจริง ๆ” 
“สงสัยจริง ๆ ทำไมมุกต้องมาหลงรักคนขี้เหงา แถมขี้แหยอีก” 
“แต่ผมไม่สงสัยทำไมผมถึงได้หลงรักผู้หญิงเจ้าน้ำตาอย่างมุก”

เสียงหวีดร้องของผู้หญิงคนหนึ่งทำให้ผมสะดุ้งตื่น ยันตัวเองขึ้นจากพื้นทราย  น้ำตาที่เปียกชื้นทำเอาเม็ดทรายติดตามใบหน้าของผม ผมซบหน้ากับฝ่ามือตัวเอง ภาพไฟลุกท่วมตัวรถ ร่างไหม้ไฟของมุกเวียนเข้ามากหลอกหลอนผมอีกครั้ง มันเป็นภาพฝันเดียวยามผมหลับ ถ้าเพียงผมกลับเข้าไปช่วยเธอหรือตายด้วยกัน ผมคงไม่ต้องมานั่งเจ็บปวดอย่างนี้ ถ้าเพียงปีใหม่ขึ้นนั้นผมอยู่ที่นี้กับมุกจนถึงเช้า ถ้าเพียงแต่ไม่ตกลงกันกลับราชบุรี ถ้าเพียงคนขับรถคู่กรณีของผมไม่ดื่มเหล้า เหตุการณ์ที่ผมหักพวงมาลัยหลบรถที่กำลังสวนเลนน์มาก็คงไม่เกิดขึ้น รถของผมเสียหลักพุ่งชนแนวป่าอีกฟากของถนน เสียงระเบิดบริเวณกระโปรงหน้ารถดังกึกก้อง ผมรู้สึกเหมือนตัวเองจะหมดสติ พยายามปลดล๊อคสายรัดนิรภัยออกให้มุกก่อนที่ก้อนไฟก้อนหนึ่ง( ซึ่งคงเป็นร่างของมุกไหม้ไฟ )ผลักผมออกจากตัวรถ เข้าใจว่าประตูหน้าฝั่งผมน่าจะเปิดตอนรถชน ผมรู้สึกตัวอีกทีตอนไฟท่วมรถเกือบหมดแล้ว ร่างของมุกติดอยู่ในนั้น ผมจะช่วยเธอหากแรงระเบิดลูกใหม่กลับโยนผมออกมาอีกครั้ง ผมทั้งรักและทั้งเกลียดคืนวันปีใหม่ มันให้ความสุขและทุกข์กับผมในคราวเดียวกัน  ผมรักมุกและยังคงรักเสมอ ผมเป็นสุขและเจ็บปวดในทุก ๆ ครั้งที่นึกถึงเธอ  แม้กระนั้นผมก็ยังบังอาจแลกความเจ็บปวดอันแสนสาหัสกับความสุขอันน้อยนิด ถ้าเพียงเธอยังอยู่ แม้จะไม่ใช่ที่ตรงนี่ด้วยกัน ถ้าเพียงผมไม่ขี้ขลาดจนเกินไปในวันนั้น ชายหาดแห่งนี้ในวันนี้คงไม่มีเพียงคลื่นลมกับผมเพียงเดียวดาย ผมเจ็บปวดซ้ำ ๆ กับเรื่องเดิม ๆ ผมไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมผมจึงไม่มีภูมิต้านทานความเจ็บปวดนี้เสียที ในเมื่อหลายครั้งที่ผมเหงาอยู่ตรงนี้เพียงลำพัง ในที่ตรงนี้  ผมเหงา และผมอยากคุยกับใครสักคนใครก็ได้ในตอนนี้ ผมจิ้มปลายนิ้วลงบนแป้นมือถือ ผมไม่รู้จักหมายเลขที่ตัวเองกดด้วยซ้ำ 
“สวัสดีค่ะ “ เสียงผู้หญิงสดใสที่ตอบกลับมา 
“สวัสดี ทำไมไม่พูดล่ะ สวัสดีค่ะ ถ้าคุณไม่พูดฉันจะวางล่ะนะ” เสียงของเธอเริ่มหงุดหงิดเล็กน้อย 
“มุก นี่ผมเองนะ วันนี้คุณอยู่ไหน น่าจะมาที่นี้ด้วยกันนะ” 
“ค่ะ?”  
“คุณมาตอนนี้ก็ยังทันนะมุก มาขอบคุณสายลมหนาวด้วยกัน” 
“คุณคงต่อผิดแล้วละค่ะ”คู่สนทนาผมตัดสายไปเสียแล้ว 
เสียงนับถอยหลังจากดีเจในวิทยุที่ผมเปิดทิ้งไว้ในรถลดเลขต่ำลงทุกที ทั้งผมนิ่งรอคอยการสิ้นสุดในการนับนั้น 
“สวัสดีปีใหม่นะมุก” ผมบอกออกไปทันที่เลขตัวสุดท้ายสิ้นสุดลง 
“ตอนนี้ดาวสวยมากเลยนะมุก เสียงคลื่นก็เพราะ คุณบอกว่าชอบพวกมันไม่ใช่หรือ แล้วทำไมคุณไม่อยู่ดูด้วยกัน คุณไปอยู่ที่ไหน อย่าใจร้ายนักสิ ถ้าคุณสงสารผม ได้โปรดรับผมไปด้วย ผมกลัวกลางวันเพราะแสงแดดไม่ได้มีคุณอยู่ ผมทั้งรักทั้งเกลียดกลางคืนเพราะมันทำให้เราได้มารักกันและพรากเราจากกัน อย่าปล่อยผมไว้เพียงลำพังได้โปรด ลมหายใจของผมทรมานเสียยิ่งกว่าคนที่ตายไปแล้ว ผมรักชั่วโมงนี้พอ ๆ กับเกลียดชั่วโมงที่กำลังจะมาถึง ผมคงผ่านมันไปจนถึงตะวันดวงใหม่อันน่ากลัวไม่ได้” เม็ดทรายบนใบหน้าผมถูกล้างด้วยน้ำตาอีกเช่นกัน 
 
ค่ำคืนที่ฟ้าหนาว ยังคงมีดวงดาวห่ม แต่หัวใจของผมไม่เคยจะหายหนาว  
ตั้งแต่คราวที่คุณเดินจากไป  
สุดที่รัก 
นานสักเท่าใดแล้วที่ผมก้าวผ่านความเหงา ความเดียวดายเพียงลำพัง 
เมื่อครั้งที่ผมเคยมีคุณ ผมไม่เคยคิดสักครั้ง ชีวิตที่ไม่มีคุณจะเป็นเช่นใด
ผมไม่เคยเฉลียวใจ  ผมคิดเพียง “เราจะมีกันและกันตลอดไป” 
จนเมื่อวันที่คุณก้าวจากผมไปไกลแสนไกล  
ผมทำได้เพียงนั่งมองการจากไปของคุณด้วยหัวใจที่แหลกสลาย 
ผมทำได้เพียงยืนมองการจากไปของคุณด้วยหยดน้ำตา 
ผมทำได้เพียงเท่านั้น ผมเป็นได้เพียงแค่คนที่ด้อยปัญญา  
หมดสิ้นหนทางที่จะเหนี่ยวรั้งคุณเอาไว้ แม้แต่เพียงเสี้ยวนาที 
สุดที่รัก 
หากวันนั้นที่ผมมีหนทางที่จะทำให้คุณหยุด อยู่กับผมเพียงแค่พริบตาเดียว 
หรือหากเบื้องบนสวรรค์จะกำหนดให้คุณอยู่กับผมต่อไป 
ผมจะไม่ให้แม้แต่วินาทีของลมหายใจ ไม่มีคุณ  
โปรดอภัยให้ผมด้วย หากผมเคยทำให้คุณเสียใจ 
โปรดอภัยในความโง่เขลาของผม ที่ครั้งหนึ่งมันทำให้คุณมีน้ำตา 
ได้โปรดให้ความล้ำค่าของความรักที่ผมมีต่อคุณ ดลบันดาลให้คุณอภัย 
ผมรู้ตัว ผมอาจหวังมากเกินไป แต่ผมห้ามตัวเองไม่ได้ แม้แต่ครั้งเดียว 
สุดที่รัก 
สายไปแล้ว สายไปแล้วใช่ไหม  ผมรู้ว่ามันสายไปเมื่อคุณก้าวออกไปจากชีวิตผม 
บางที หากวันนั้นผมฉุดรั้งคุณไว้ ผมอาจปวดร้าวมากกว่านี้สักร้อยเท่า 
ผมมิหาญกล้า จะรั้งคุณไว้เพียงเพื่อความสุขของตัวเอง 
ผมยอมให้ใครต่อใครตราหน้า ผมผู้แพ้จนคุณต้องลาจาก 
ผมยินยอมรับความเจ็บปวดนี้ไว้แต่เพียงผู้เดียว เพียงเพื่อความสุขอันยิ่งใหญ่ของคุณ 
ผมมิได้เป็นคนที่เข้มแข็งและเสียสละให้ใคร ผมมิได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น หากใครคนนั้นไม่ใช่คุณ 
สุดที่รัก 
วันนั้นที่เนื้อหัวใจของผมมันเจ็บปวด วันนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ 
ผมรู้ มันมิได้ตายด้าน เพียงเพราะมันมีความรักที่เคยได้จากคุณ...หล่อเลี้ยงเอาไว้ 
ผมมั่นใจ ผมยังคงมีลมหายใจอยู่เพื่อคุณเสมอ ตั้งแต่วันแรกที่ผมรู้จักคุณและจะตลอดไป 
ผมยังคงมีรักด้วยอดีตที่สวยงาม “ผมรักคุณเสมอ” 
สุดที่รัก 
โปรดอภัยให้ผม ที่บ่อยครั้งผมแอบขโมยเอาความรักที่เคยได้จากคุณมาต่อลมหายใจ 
และอย่ากังวลว่าผมจะเป็นเช่นใด โปรดอยู่ในที่ของคุณให้สุขสบาย 
ผมปรารถนาเพียงเท่านั้น เพียงแค่เนื้อหัวใจของคุณเป็นสุข 
หลับให้สบายเถิดที่รัก หากวันใดที่คุณเหงาโปรดมองดาวดวงที่เราเคยมองด้วยกัน  
หากวันใดคุณหนาว ได้โปรดให้เกียติรรำลึกถึงอ้อมกอดของผม....สักครั้ง 
ได้โปรดรอผมที่รัก วันนี้เรามีเพียงหัวใจที่เป็นดวงเดียวกัน สักวันผมจะไปเติมเต็มคำว่า “เรา” อีกครั้ง 
 
ผมบรรจุตัวหนังสือจนเต็มหน้ากระดาษผมอ่านทวนมันอีกครั้งก่อนปล่อยให้แรงลมทำหน้าที่พัดพามันปลิวว่อนไปเสมือนปรารถนาจะให้มันได้ทายทักเม็ดทรายทุกเม็ด น้ำทะเลไม่ได้เหน็บหนาวอย่างที่ผมคิด มิน่าละมุกถึงได้ชอบมันนัก  
ได้โปรดรอผมที่รัก วันนี้เรามีเพียงหัวใจที่เป็นดวงเดียวกัน ผมกำลังจะไปเติมเต็มคำว่า “เรา” อีกครั้ง 

                             

 

 
 
 
 

คลินิกเรื่องสั้น 53

คืนข้ามปี

โดย มะลิสด

 

            “”คืนข้ามปี” เปิดเรื่องอย่างชวนฉงนด้วยเสียงกรีดร้องของผู้หญิง และเรื่องราวต่าง ๆ ที่ค่อยเผยตัวเองออกมา จนถึงฉากสุดท้ายด้วยที่สร้างความสะเทือนใจ

            เรื่องของความรักและการพลัดพรากเป็นพล๊อตที่ใช้กันมานานแล้ว แต่ก็ยังมีผู้นำมาใช้อยู่บ่อย ๆ โดยขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้เขียน ว่าจะทำเรื่องธรรมดาให้กลายเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาได้อย่างไร จะสร้างเสน่ห์และความหวานชื่นของความรักได้แค่ไหน และจะพลิกผันเรื่องจากความสุขไปสู่ความเศร้าได้อย่างไร

            ใน “คืนข้ามปี” คุณมะลิสด ใช้วิถีชีวิตของผู้คนเและบรรยากาศของเมืองใหญ่มาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของตัวเรื่อง เพื่อให้เห็นถึงความโดดเดี่ยว เหงาเศร้า และการร่ำร้องหาใครสักคนที่เข้าใจเขา – การพบกันระหว่างเดย์กับมุก ก็แสดงถึงชีวิตสมัยใหม่ที่สร้างความสัมพันธ์ผ่านโทรศัพท์มือถือในวันปีใหม่ที่หงอยเหงา และจบลงด้วยความเจ็บปวดที่กลายเป็นบาดแผลในจิตใจของผู้ที่ยังอยู่ตลอดไป เพื่อก้าวไปสู่คำตอบสุดท้ายของเรื่อง

            คุณมะลิสด เขียนเรื่องสั้นเรื่องนี้ได้ราบรื่น น่าอ่าน และชวนติดตาม ปัญหาเล็ก ๆ ประการแรกอยู่ที่การคั่นเรื่อง ในตอนที่เดย์สนทนากับหนิง ตรง “ฉันกลับเองได้ คุณไม่ต้องลำบากหรอก” กับ ย่อหน้าต่อมา “ณ ห้องสี่เหลี่ยม...” ซึ่งสองส่วนนี้ควรจะคั่นเรื่องให้เห็นได้ชัดเจน เช่นเดียวกับ ในตอนที่เดย์พูดกับมุก ว่า “แต่ผมไม่สงสัยทำไมผมถึงได้หลงรักผู้หญิงเจ้าน้ำตาอย่างมุก” กับย่อหน้าต่อมา ที่ขึ้นต้นว่า “เสียงหวีดร้องของผู้หญิงคนหนึ่ง...”

            นอกนั้นแล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ

 

ประภัสสร เสวิกุล

30 มกราคม 2552

                               

  

   
 
 



คลีนิกเรื่องสั้น

รายการชีวิต
โจรปริญญา(ตี)
มือศิลป์ article
Love is....
อกแกก็อกฉัน...อกฉันก็อกแก article
ร่วมกินโต๊ะ
ภาพของฉัน article
เหรียญบาทกับโบสถ์กลางน้ำ article
ใส...ซื่อ...บริสุทธิ์ (ใจ) article
นิยายรัก ฉบับป้าหมู article
สายน้ำที่ขาดหาย article
อรุณรุ่ง article
บ้านนั้นเขามีงานศพ article
หีบเชี่ยนหมากของอ้ายแก้ว article
การผ่านพ้นแห่งยุคสมัย article
แม่น้ำเจ้าพระยา article
เธอสุขได้อย่างไรเมื่อผองชนทุกข์ยากลำเค็ญ article
เมื่อโลกนี้ไร้สีสัน... article
ลั่น article
เสมือนรังดักแด้ที่เฝ้าฟูมฟักผีเสื้อให้โบยบิน article
แหว่ง article
รุ้งกินน้ำของปานวาด article
กล่องความทรงจำเก่า...และเงารัก article
จอมโจรหนอนหนังสือ article
มาลัยวรรณกรรม article
ห้องแห่งมิติอนันต์ article
ครูจันทร์ผ่อง ของแม่ article
จุกน้ำปลา...พาโชค article
เวลาของพ่อ article
การค้นพบตัวเองที่ไม่ใช่ตัวเอง article
เพียงภาพในวัยเยาว์ article
น้ำตาลทราย article
การเดินทางของชายชรา article
พันธะพรหมลิขิต article
บทเรียนน้ำตา article
กลางเมืองหลวง article
ประตูที่ถูกเลือก article
ร้องเรือ: ลำนำที่ผันแปร article
ดาวน์ความสำเร็จ article
ไอ้หมา article
คุณย่ากับคุณป้าข้างบ้าน article
ข้างหลังภาพนั้น article
วัฏพินาศแห่งสยามประเทศ article
คลีนิกเรื่องสั้น 16 article
หรือฉันเองที่แตกต่าง article
เด็กชายวิสรุจณ์...ซุกซน article
ใบไม้เปลี่ยนสี article
มรดกพ่อ article
ก้าวแรกของนักล่าดวงจันทร์ article
เพื่อนตาย article
หุ่นยนต์สังกะสี article
คิดถึงพ่อ article
สาวหน้าใสกับหัวใจน้องเหมียว article
แดร๊กคิวล่ากระหายเลือด...ของคุณ article
ก็เพราะว่า...เรารักนาย article
อ้อมกอดทะเล article
เรือของพ่อ article
ไม่โกรธใช่ไหม article
ในความทรงจำ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ