เมื่อโรนัลด์ เรแกน ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใน ค.ศ.1981 เขาได้ประณามซานดินิสต้าที่ร่วมมือกับคิวบาในการ ส่งออก การปฎิวัติมาร์กซิสต์ไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคลาตินอเมริกา เช่น เอล ซัลวาดอร์ เรแกนมอบนโยบายให้ ซีไอเอ.ให้ความสนับสนุนด้านการเงิน อาวุธ และการฝึกอบรมกองกำลังฝ่ายตรงข้ามกับซานดินิสต้า เช่น อดีตพลพรรคกองกำลังแห่งชาติของระบอบโซโมซากลุ่มต่อต้านเหล่านี้ถูกฝ่ายซ้ายขนานนามว่า พวกต่อต้านการปฎิวัติ (contrasrevolutcionarios) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า คอนทร้าส์ ซึ่งอาศัยแนวชายแดนของฮอนดูรัส และคอสตา ริกา เป็นฐานที่มั่น ดำเนินการโค่นล้มรัฐบาลแซนดินิสต้าด้วยสงครามกองโจร การก่อวินาศกรรม และบ่อนทำลายเศรษฐกิจ รวมทั้งการคว่ำบาตรการค้าและวางทุ่นระเบิดใต้น้ำท่าเรือของนิคารากัว
ในปี 1983 รัฐสภาสหรัฐฯ ได้ห้ามรัฐบาลของประธานาธิบดีเรแกนให้ความสนับสนุนทางการเงินแก่คอนทร้าส์ แต่เรแกนยังคงสนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐบาลนิคารากัวต่อไปด้วยวิธีลอบขายอาวุธให้อิหร่าน และนำเงินที่ได้มาให้คอนทร้าส์ เมื่อเรื่องแดงขึ้นเรแกนภาคเสธว่าเขารู้แต่เรื่องการขายอาวุธให้อิหร่าน แต่ไม่ทราบเรื่องเงินที่นำไปให้คอนทร้าส์ ส่งผลให้ความผิดตกหนักอยุ่กับ พ.ท.โอลิเวอร์ นอร์ท ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคง
ผลการเลือกตั้งทั่วไปในปี 1990 ได้นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่นิคารากัว เมื่อพรรคการเมืองฝ่ายค้านทั้งซ้ายและขวามีชัยเหนือประธานาธิบดีแดเนียล โอเตก้า แห่งซานดินิสต้า ซี่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับประธานาธิบดีเรแกนแห่งสหรัฐฯ ฝ่ายค้านได้ร่วมมือกันตั้งรัฐบาลผสม โดยมีนางวิโอเล็ตต้า ชามอร์โร ขึ้นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของนิคารากัวและของทวีปอเมริกา นางชามอร์โร ได้สร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในประเทศที่เต็มไปด้วยความแตกแยกมาเป็นเวลาหลายสิบปี และสลายกองกำลังทั้งของซานดินิสต้าและคอนทร้าส์ลง รวมทั้งจัดการกับหนี้สิน 1.2 หมื่นล้านดอลล่าร์ ที่รัฐบาลซานดินิสต้ากู้ยืมจากต่างประเทศเพื่อใช้ในช่วงการปราบปรามคอนทร้าส์
การเลือกตั้งในปี 1996 และ 2001 ซานดินิสต้าประสบความพ่ายแพ้ แต่ในปี 2006 อดีตประธานาธิบดีแดเนียล โอเตก้า ซึ่งหมดอำนาจไปเป็นเวลานานถึง 16 ปี ก็สามารถหวนกลับมาคว้าชัยชนะได้อย่างหวุดหวิด ด้วยคะแนนเสียง (จากการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง) 37.99 เปอร์เซ็นต์ หลังจากที่เพิ่งมีการเปลี่ยนแปลงคะแนนขั้นต่ำจากเดิม 45 เปอร์เซ็นต์ เป็น 35 เปอร์เซ็นต์
ในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งใหม่ ในตอนแรกนายโอเตก้ามีท่าทีประนีประนอมกับพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม และว่าจะเคารพในหลักการค้าเสรีและธุรกิจของเอกขน กับแสดงอาการญาติดีกับสหรัฐฯ แต่ในเวลาเดียวกันก็กระชับความสัมพันธ์กับประธานาธิบดีฮูโก้ ชาเวซ แห่งเวเนซูเอล่า
อย่างไรก็ตาม โอเตก้าคุมอารมณ์อยู่ได้ไม่นานก็ออกมาประกาศในโอกาสวันครบรอบ 29 ปี แห่งการโค่นล้มระบอบโซโมซาว่า พรรคฝ่ายค้านและสหรัฐฯ กำลังวางแผนบ่อนทำลายรัฐบาลของตน และขู่ว่าจะดำเนินการปราบปรามฝ่ายตรงข้ามด้วยกำลังอาวุธ
ครับ ก็เห็นทีว่าความวุ่นวายและความขัดแย้งทางการเมืองครั้งใหม่ในนิคารากัว ตั้งเค้ามารำไรแล้วล่ะครับ