ผมเชื่อว่าคงไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า ดินแดนอันร่มเย็นและเต็มไปด้วยสันติสุขอย่างเมืองไทยของเรา จะกลายเป็นประเทศที่มีการใช้ความรุนแรงทางการเมือง และมีสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจในสายตาของชาวต่างประเทศไปได้ ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน ซึ่งนอกจากจะเป็นสิ่งสร้างความวิตกกังวลแก่ภาครัฐและเอกชนในเรื่องการท่องเที่ยว การค้า และการลงทุนอันเป็นปัจจัยหลักของเศรษฐกิจไทยแล้ว อีกสิ่งหนึ่งซึ่งทุกฝ่ายควรคำนึงถึงเป็นอย่างยิ่งก็คือสภาพจิตใจ ความคิด และความรู้สึกของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเด็กและเยาวชนไทย
แน่นอนว่าในช่วงที่ผ่านมา การชุมนุม ความวุ่นวายทางการเมือง การก่อการจลาจล ตลอดจนความรุนแรงต่าง ๆ ได้กินพื้นที่ข่าวอื่น ๆ ของสถานีโทรทัศน์แทบทุกแห่ง บางสถานีผู้ชมสามารถเกาะติดสถานการณ์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และมีการเสนอภาพความรุนแรงดังกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะยอมรับในการทำหน้าที่ของผู้จัดรายการและคนข่าวที่เป็นไปด้วยความรวดเร็ว ฉับไว ทันเหตุการณ์ และให้รายละเอียดของข่าวอย่างละเอียดลออ ซึ่งในส่วนของผู้ชมย่อมเป็นประโยชน์ต่อการได้รับข้อมูลข่าวสารเช่นนี้ แต่ที่ผมเป็นห่วงก็คือเด็กและเยาวชนที่ดูข่าวร่วมกับผู้ใหญ่ ได้ซึมซับภาพและข่าวโดยขาดทั้งประสบการณ์และวิจารณญาณในการแยกแยะหรือพิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้น
หากจะมีการจัดลำดับความรุนแรงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสงกรานต์ปีนี้ ผมอยากให้เหตุการณ์ทุบรถนายกรัฐมนตรีและทำร้ายคุณนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ กับ เจ้าหน้าที่ รปภ.ที่กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 9 เมษายน เป็นความรุนแรงอันดับหนึ่ง รองลงมาคือการลอบสังหารคุณสนธิ ลิ้มทองกุล การขู่จะระเบิดรถก๊าซที่สามเหลี่ยมดินแดง การบุกโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ต ของกลุ่ม นปช. การปะทะกันระหว่างคนเสื้อแดงกับชุมชนนางเลิ้ง จนเป็นเหตุให้คนในชุมชนเสียชีวิต 2 ราย การวางแผนสังหารคุณชาญชัย ลิขิตจิตถะ องคมนตรี และการทุบรถนายกรัฐมนตรีที่พัทยา ฯลฯ
ตามความเป็นจริงแล้วทุกเหตุการณ์ที่ยกมากล่าวนี้ ล้วนแต่เป็นเรื่องที่มีความรุนแรง สะเทือนขวัญ และสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยทั้งสิ้น แต่ที่ผมให้อันดับความรุนแรงในกรณีของนายกรัฐมนตรีที่กระทรวงมหาดไทยไว้สูงกว่าเรื่องอื่น เป็นเพราะรายการข่าวของสถานีโทรทัศน์ทุกช่องได้ถ่ายทอดสดให้เห็นเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นที่กระทรวงมหาดไทยในวันนั้นอย่างจะ ๆ ตา ทั้งการกลุ้มรุมทุบตีขว้างปารถ และความพยายามที่จะลากตัวนายกรัฐมนตรี ออกมาจากรถเพื่อรุมทำร้าย ซึ่งคุณอภิสิทธิ์ฯ ก็ได้เปิดใจไว้ในรายการ นายกฯ อภิสิทธิ๊ฯ พบประชาชน เมื่อวันที่ 19 เมษายน ว่าที่กระทรวงมหาดไทยในวันนั้น ท่านถูกไล่ล่าแทบเอาชีวิตไม่รอด
เราลองมาสมมุติกันนะครับ สมมุติว่าหากวันนั้นท่านนายกรัฐมนตรีถูกลากตัวลงมาจากรถได้จะเกิดอะไรขึ้น? คุณอภิสิทธิ์ฯ อาจจะถูกทุบตีและทำร้ายร่างกายโดยกลุ่มคนเสื้อแดงที่อยู่ในภาวะทางอารมณ์ที่ไม่ปกติ คุณอภิสิทธิ์ฯ อาจจะถูกกระทำการหยาบหยามต่าง ๆ เพื่อให้ได้รับความอับอาย หรือที่รุนแรงไปกว่านั้น ก็คือคุณอภิสิทธิ์ฯ อาจถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม ต่อหน้ากล้องโทรทัศน์และแพร่ภาพออกไปทั่วประเทศ คิดดูเองก็แล้วกันว่ามันจะเป็นเรื่องที่ทารุณโหดร้ายขนาดไหน และสร้างผลกระทบต่อจิตใจและความรู้สึกของเด็กและเยาวชนไทยสักกี่แสนกี่ล้านคน และทำไมเด็ก ๆ เหล่านั้น ถึงต้องมารับผลอันเลวร้ายของความขัดแย้งทางการเมืองที่พวกแกไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อย
ใครก็ตามที่ก่อความวุ่นวายและเหตุการณ์รุนแรงในบ้านเมือง คุณอาจจะไม่เห็นแก่หน้าตาและศักดิ์ศรีของประเทศชาติ อาจไม่เห็นแก่หน้าอินทร์หน้าพรหมใด ๆ ทั้งสิ้น แต่คุณก้อควรที่จะเห็นแก่เด็กและเยาวชนไทยที่เมีหัวใจอันสะอาดบริสุทธิ์ ขอความกรุณาอย่านำความสกปรกใด ๆ มาแปดเปื้อนในใจดวงน้อยเลยครับ