ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


ยุงร้ายกว่าเสือ?

 

                         

    

ขณะที่เรากำลังตื่นตระหนกกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ก็ยังมีโรคร้ายอีกชนิดที่กำลังคุกคามคนไทยอยู่ หนำซ้ำยังมีท่าว่าจะลุกลามอย่างรวดเร็วกว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เสียด้วยซ้ำ โรคที่ว่านี้ก็คือโรคชิคุนกุนยา ซึ่งฟังชื่อทีแรกหลายคนจะนึกว่าเป็นโรคที่มาจากญี่ปุ่น แต่ความจริงแล้วโรคนี้มีแหล่งกำเนิดในอาฟริกา และชื่อชิคุนกุนยาก็เป็นภาษาของชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ตามชายแดนของประเทศแทนซาเนียและโมซัมบิก  ซึ่งมีความหมายว่า “ปวดเข้ากระดูก”

            โรคชิคุนกุนยาพบครั้งแรกที่อาฟริกา ในปี 2498 และระบาดไปหลาย ๆ ประเทศ  การแพร่เชื้อของโรคนี้ มีทั้งจากลิงบาบูนสู่คน และคนสู่คน ทั้งนี้โดยมียุงลายเป็นพาหะ การระบาดของโรคชิคุนกุนยาในเอเชีย เริ่มที่อินเดีย 2506 หลังจากหายไปพักหนึ่งก็กลับมาระบาดใหม่ในปี 2549 ซึ่งครั้งนี้ นอกจากอินเดียแล้วยังแผ่ไปถึงปากีสถาน สิงคโปร์ และมาเลเซีย ด้วย ซึ่งในสองประเทศหลังสันนิษฐานว่ามีสาเหตุมาจากแรงงานชาวอินเดีย

            อาการของผู้ป่วย จะมีไข้สูงอย่างเฉียบพลัน มีผื่นคันขึ้นตามร่างกาย ตาแดง ปวดตามข้อ หรือข้ออักเสบ ซึ่งส่วนมากจะเป็นข้อเล็ก ๆ เช่นข้อมือ ข้อเท้า บางรายจะมีอาการปวดมากจนไม่สามารถขยับข้อมือข้อเท้าได้ ซึ่งอาการดังกล่าวจะหายไปเองภายในเวลา 1-2 สัปดาห์ แต่ก็มีโอกาสที่จะกลับมาเป็นได้ใหม่ ใน 2-3 สัปดาห์ต่อมา ทั้งนี้ อาการปวดข้ออาจจะเรื้อรังได้เป็นแรมเดือน แม้อาการของโรคชิคุนกุนยาจะใกล้เคียงกับโรคไข้เลือดออกและหัดเยอรมัน แต่ไม่พบว่าผู้ป่วยจะมีอาการรุนแรงถึงขั้นช๊อค หรือมีเลือดออก

            โรคชิคุนกุนยามีการะบาดในประเทศไทยมาแล้ว 7 ครั้ง ครั้งแรกในปี 2531 ที่จังหวัดสุรินทร์ การระบาดครั้งต่อ ๆ มา พบที่จังหวัดต่าง ๆ ในภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ สำหรับในปีนี้ พบการระบาดครั้งแรกที่จังหวัดพัทลุง กลุ่มผู้ป่วยจะมีอายุระหว่าง 25-34 ปี และจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2252 มีผู้ป่วยกว่า 2 .2 หมื่นคน ใน 28 จังหวัด ซึ่งผุ้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้ ตั้งแต่สงขลาลงไปถึงนราธิวาส ปัตตานี ยะลา ตรัง พัทลุง สตูล รวมทั้งนครศรีธรรมราช ภูเก็ต และกระบี่ ที่สำคัญคือขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนที่ใช้รักษาและป้องกันโรคนี้แพทย์จะให้การรักษาไปตามอาการของผู้ป่วย เช่นถ้าเป็นไข้ก็ให้ยาลดไข้ ปวดข้อก็ให้ยาบรรเทาอาการปวด

            โรคนี้จะพบมากในฤดูฝน เนื่องจากเป็นช่วงที่จำนวนยุงลายจะเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติวิธีป้องกันโรคชิคุนกุนยาที่ได้ผลที่สุด คือการกจัดยุงลาย และทำลายแหล่งน้ำขังภายในบ้านไม่ให้ยุงลายมาวางไข่ รวมทั้งหาฝาปิดบ่อน้ำ โอ่งน้ำ ให้มิดชิด กับใช้ยากันยุง และสารไล่ยุงเพื่อป้องกันไม่ให้ยุงกัด

            แม้ว่าโรคชิคุนกุนยายังไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ก็ทำให้ผู้ป่วยได้รับความทรมานไม่ใช่น้อย คนที่เคยเป็นโรคเก๊าต์ รูมาติซั่ม หรือข้ออักเสบ คงจะทราบถึงรสชาติของอาการปวดข้อได้เป็นอย่างดี

            ครับ ยุงร้ายกว่าเสืออย่างที่โบราณว่าไว้ เว้นแต่พวก “เสือหิว” ที่ท่าทางว่าจะร้ายกว่ายุงสัก 4 พันเท่า

 

  
  
                                                    ..................................... 

                                                    

                         ลงพิมพ์ในนสพ.คม ชัด ลึก วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2552

 

 

                            ภาพจาก  http://www.greenpacks.org/


 

 
 



วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์

สมองกลวง
เหยื่อทุนนิยม
นโยบายประชาระทม
สวัสดีปีใหม่ครับ
รัฐบาลจอมปลอม
เรื่องผี ๆ
เรื่องกล้วย ๆ
ผู้ให้ กับผู้รับ
ซอมบี้
โลกแตก?
เรื่องโกง ๆ ฝัน ๆ
หลีไป๋ กับคนเลี้ยงไก่ชน
เปลือย
ตาบอดคลำอาเซียน
คนแบกหนี้
แมวกับหนู
โกงสิ้นชาติ
สถานการณ์ที่ไม่มีสงคราม แต่ก็ไม่มีสันติภาพ
โดดเดี่ยวและเดียวดาย
พม่าตาใส ไทยตามัว