สิ่งที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์ก็คือมิจฉาทิฐิ หรือความเชื่อมั่น ยึดมั่น ถือมั่นในทางที่ผิด แต่สิ่งที่เป็นอันตรายยิ่งไปกว่านั้นก็คือการไม่รู้หรือไม่ยอมรับว่าความเชื่อมั่น ยึดมั่น ถือมั่น ของตนเองนั้นเป็นสิ่งที่ผิด และดึงดันจะเชื่อจะถือและประพฤติปฏิบัติตามความเชื่อความยึดถือนั้นต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อต่อสู้เอาชนะกับผู้อื่นที่มีความคิดเห็นแย้งหรือความเห็นต่างจากตน
จริงอยู่ว่าความเชื่อนั้น บางครั้งก็อาจจะเป็นสิ่งที่ยากแก่การตัดสินว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด ยิ่งในโลกปัจจุบันที่เป็นยุคของข้อมูลข่าวสาร การประชาสัมพันธ์ และโทรคมนาคมด้วยแล้ว ยิ่งยากขึ้นไปอีกหลายเท่า เพราะมนุษย์สามารถที่จะเลือกดู เลือกฟัง และเลือกรับข่าวสาร ที่ถูกกับจริตและความเชื่อของตน ไม่ต้องดูอื่นไกลหรอกครับเอาแค่คนกรุงเทพฯ กับคนในต่างจังหวัด ตอนนี้ต่างคนต่างก็อ่านหนังสือพิมพ์ ฟังวิทยุ หรือดูรายการโทรทัศน์ ไปคนละทาง และพูดไปคนละอย่าง จนเหมือนกับอยู่คนละประเทศกัน
ถ้าจะถามว่าแล้วในสถานการณ์ปัจจุบัน ความเชื่อเช่นใดถึงจะเป็นความเชื่อที่ถูก ผมคิดว่าความเชื่อที่ถูกนั้น ต้องตั้งอยู่บนเหตุผลและข้อเท็จจริง เป็นไปตามทำนองคลองธรรม รวมทั้งกฎเกณฑ์ซึ่งเป็นที่ยอมรับของคนหมู่มากที่มีใจสุจริต ไม่ใช่ประเภทพวกมากลากไป หรือเอากฎหมู่ขึ้นมาเหนือกฎหมาย และสำหรับคำถามที่ว่าทำอย่างไรคนเราจึงจะสามารถละทิ้งหรือเปลี่ยนความเชื่อในทางที่ผิดมาเป็นความเชื่อในทางที่ถูกได้ คำตอบก็คือต้องมีสิ่งที่แสดงหรือยืนยันได้อย่างมั่นคงว่าความเชื่อในอีกทางหนึ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง มิใช่แค่การโฆษณาชวนเชื่อ หรือเป็นเพียงกลยุทธ์ในการทำสงครามช่วงชิงประชาชน และต้องเป็นความเชื่อที่เกิดจากการศึกษา เปรียบเทียบ และใช้วิจารณญาณอย่างละเอียดลออ มิใช่การกรอกหู การกล่าวร้ายป้ายสี หรือสร้างเรื่องอันเป็นเท็จ
ซึ่งสุดท้ายแล้ว คนที่จะตัดสินใจว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิดได้ดีที่สุด ก็คือตัวของคน ๆ นั้นเอง
การที่จะเปลี่ยนความเชื่อของมนุษย์นั้น ในสมัยโบราณนิยมการใช้กำลังหรือบีบบังคับด้วยเงื่อนไขและข้อกำหนดต่าง ๆ แต่ในปัจจุบัน การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องโดยสันติวิธี เป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่ทั้งนี้ ก็ต้องอาศัยการเปิดใจให้กว้างของทั้งสองฝ่าย ยอมรับรู้รับฟังในสิ่งที่อาจจะผิดแผกแตกต่างไปจากสิ่งที่ตนเคยรู้หรือเคยเชื่อมาก่อน เปิดโอกาสให้แสดงผลดีผลเสียของความเชื่อนั้น แล้วปล่อยให้เป็นการกำหนดใจตนเอง ว่ายังจะขืนเชื่อมั่น ยึดมั่น ถือมั่น ในมิจฉาทิฐิ หรือจะยอมรับสัมมาทิฐิ
ที่สำคัญคือการจะทำความเข้าใจหรือเปลี่ยนแปลงความเชื่อของคนนั้น ต้องทำด้วยความเมตตา การยอมรับในสิทธิส่วนบุคคล การยอมรับในความคิดเห็นที่แตกต่าง และด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน ตราบใดที่ยังกระแหนะกระแหน เย้ยหยัน เปรียบเปรย คนที่มีความคิดคนละอย่างว่า เป็นคนโง่ ถูกจูงจมูก หรือรับอามิสสินจ้าง และคิดว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกต้อง ฉลาดกว่า เก่งกว่า ดีกว่า ตราบนั้นก็คงไม่มีทางที่จะพูดกันรู้เรื่องหรอกครับ
ในการทำสงครามนั้น การตั้งเป้าหมายที่ผิดก็อาจนำไปสู่ความพ่ายแพ้ตั้งแต่เริ่มแรก ในเรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน ถ้าตั้งเป้าหมายเสียใหม่ว่า การต่อสู้ในวันนี้ไม่ใช่เพื่อเอาชนะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นการเอาชนะมิจฉาทิฐิในตัวคน
นั่นย่อมจะเป็นชัยชนะที่สงบสุข เยือกเย็น และยั่งยืนกว่าเป็นไหน ๆ