ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


มือศิลป์ article
 

 ทั่วทั้งตำบลเมืองหอมแดง ไล่ตั้งแต่ลูกเล็กเด็กแดงยันเฒ่าชะแรแก่ชรา ไม่มีใครไม่รู้จักครูบุญสินแห่งโรงเรียนบ้านนาดอน  ด้วยหน้าตาอันหล่อเหลาคมคาย  รูปร่างสะโอดสะองกระเดียดไปทางพระเอกลิเก  บวกกับท่าเดินอันอรชรอ้อนแอ้น และพาหนะประจำกายคือม้าเหล็กเมดอินเจแปนสีเหลืองอ๋อย ที่ส่งเสียงคำรามแปร๊นๆ จนแสบแก้วหูไปทั่วหมู่บ้านทั่วตำบลนั้น มีเขาคนเดียวเท่านั้น ที่ใครๆ ต้องเอี้ยวตัวมองตามหลังจนคอแทบเคล็ด  เมื่อยามครูบุญสินโชว์ลีลาพุ่งทะยานไปตามท้องถนนเวลาเดินทางไปและกลับจากโรงเรียน หรือทุกเวลาที่ครูบุญสินปรากฏตัว  เมื่อหันไปดูแล้ว ก็จะมีคำอำนวยอวยพรสวดชะยันโตไปพร้อมเสร็จสรรพ   โดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ แต่สำหรับบรรดาเด็กๆ วัยสะรุ่นแล้ว มีแต่เสียงโห่ร้องเฮฮาตบไม้ตบมือชอบอกชอบใจ โดยเฉพาะท่ายกล้อหน้าขี่ล้อเดียวให้วิ่งได้ไกลตั้งหลายสิบวา เวลาที่เจ้าตัวครึ้มอกครึ้มใจ หรือเมาแอ๋ได้ที่

                เขาเป็นครูหนุ่มที่หน้าหวานพอฟัดพอเหวี่ยงกับไชยา มิตรชัย สูงเพรียวราวฝาแฝดกับกุ้ง สุธิราช แต่ที่เด็ดจนผู้คนยกให้เป็นคนเด่นคนดังประจำตำบลอย่างเป็นเอกฉันท์ เห็นจะได้แก่การกินเหล้าที่ไม่เลือกสีและยี่ห้อ ขอให้ได้ชื่อว่าเหล้า รับรองครูบุญสินต้องนั่งถองชนิด “เหล้าไม่หมดไม่มีกำหนดกลับ”  หรือจนกว่าจะคอพับนั่นแหละ ถึงจะยอมศิโรราบให้ขวดเหล้า  แต่ถึงแม้จะคอพับคาขวด มือก็ยังกำแก้วกำขวดไม่ยอมวาง  ถ้ามีใครไปสะกิดให้รู้สึกตัว  เขาก็จะลุกขึ้นร่วมวงใครต่อใครได้สบายโดยไม่ต้องลุกไปล้างหน้าล้างตาให้สิ้นเปลืองน้ำแม้แต่ขันเดียว

                ต่อให้กินเหล้าเมาขนาดไหน ถ้าเป็นวันที่ต้องไปทำหน้าที่พ่อพิมพ์ของชาติ ยามเช้าสายๆ ชาวบ้านจะต้องได้ยินเสียงเจ้าม้าเหล็กรูปร่างปราดเปรียวสีเหลืองอ๋อย คำรามแปร๊นๆ ไปตามท้องถนนในหมู่บ้าน ตะลุยลัดเลาะเลี้ยวโลดแล่นฝ่าท้องทุ่งนาไปยังโรงเรียนบ้านนาดอนที่เขาทำการสอนด้วยระยะทางกว่าสิบกิโลเมตร  เมื่อชาวบ้านหันไปมองก็จะเห็นครูบุญสินในมาดและบุคลิกที่สุดเนี้ยบ ผมเผ้าทาครีมหวีจนเรียบแปล้  เสื้อผ้าสะอาดสะอ้าน รอยเตารีดประทับทาบเสื้อกางเกงเป็นมันวาว กลีบเสื้อคมยังกับใบมีด  ใบหน้าขาวผ่องเป็นยองใยด้วยแป้งฝุ่นที่ลูบไล้นวลเนียนทั่วใบหน้า  และไล่อาบลงมาจนถึงคางกับขากรรไกรและลามไปจนทั่วคอ  ถ้าไม่สังเกตให้ดี ก็จะไม่รู้หรอกว่า สิ่งที่ผิดปกติของครูบุญสิน อยู่ที่ดวงตาที่แดงก่ำและเหม่อลอย   และถ้าใครเดินเฉียดเข้าไปใกล้ๆ ครูบุญในรัศมีหนึ่งช่วงแขน จะถูกกลิ่นเหล้ากระโจนเข้ากระแทกใบหน้าจนแทบหงายผึ่งเลยทีเดียวเชียวแหละ

                เวลาออกจากบ้านไปทำหน้าที่พ่อพิมพ์ของชาติ บุคลิกราวกับเทพบุตรออกไปชื่นชมนางฟ้า นี่คือคำชื่นชมแกมประชดประชันของชาวบ้าน แต่ตอนเย็นๆ ขากลับเข้าบ้านนั้น ราวกับเทพบุตรไปรำท่าหนุมานคลุกฝุ่นที่ไหนมาสักแห่ง ผมเผ้าครูบุญสินจะฟูเป็นกระเซิงไม่มีรูปทรง เสื้อผ้าปล่อยลอยชายยับยู่ยี่ คอที่เคยตรงๆ ก็จะพับไปซ้ายทีขวาที เมื่อยามขับขี่รถ

                แม้เสียงรถจะสร้างความรำคาญให้ชาวบ้าน ถึงเขาจะชอบดื่มเหล้า แต่ครูบุญสินก็ไม่เคยไประรานมีเรื่องมีราวสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้กับผู้ใด  เมาหนักๆ ก็ล้มตัวลงนอน หมอนไม่เคยถามหา  ยุงก็ไม่เกรงขาม  แต่แปลกอย่างเหลือเชื่อที่คนทั้งตำบลรักครูบุญสิน เพราะความที่มีน้ำจิตน้ำใจช่วยเหลือชาวบ้านเมื่อยามมีบุญมีงาน ไม่ว่างานแต่งงานบวช  งานบุญผ้าป่าบุญกฐิน งานบ้านงานวัดงานวา สารพัดงาน ครูบุญสินไม่เคยเกี่ยงงอนเมื่อชาวบ้านไหว้วานมา  ด้วยการช่วยเหลือเขียนตัวหนังสือตกแต่งป้ายฉากให้กับชาวบ้าน  และก็เพราะฝีไม้ลายมือในการประดิดประดอยตัวหนังสือ  ด้วยลีลาที่พลิ้วไหว อ่อนช้อย คมกริบ หลากหลายรูปแบบ ราวกับตัวหนังสือหลุดมาจากบล็อกแบบพิมพ์ที่ไหนสักแห่ง หาใช่ฝีมือการเขียนของมนุษย์ไม่ ชาวบ้านจึงขนานนามให้เขาว่า “ครูบุญสิน มือศิลป์ไร้เทียมทาน”  และที่ชาวบ้านอนุโมทนาสาธุอย่างที่สุดก็คือ ครูบุญสินไม่เคยเรียกร้องค่าจ้างรางวัลใดๆ ทั้งสิ้น  แม้จะมีบางคนพยายามยัดเยียดเงินทองใส่มือให้ ครูบุญสินก็ไม่ยอมรับโดยเด็ดขาด  แต่ถ้าฝากเหล้าให้ถือกลับบ้านไปสักขวดสองขวด  เขาจะคว้าหมับมันที    

                เช้าวันหนึ่ง  ที่สนามหญ้าหน้าเสาธงโรงเรียนบ้านนาดอน  หลังจากนักเรียนแยกย้ายเข้าชั้นเรียนไปแล้ว  คณะครูที่มีทั้งหมดสิบสองคนถูกอาจารย์ใหญ่เรียกประชุมเรื่องเร่งด่วนกะทันหัน ครูทุกคนรวมทั้งภารโรงมายืนตีวงล้อมอาจารย์ใหญ่พร้อมหน้า ขาดแต่ครูบุญสินเท่านั้นที่ยังไม่มา แม้เวลาจะสามโมงกว่าเข้าไปแล้ว  อาจารย์ใหญ่วัยใกล้เกษียณหุ่นโอ่งมังกรเมืองราชบุรีเดินงุ่นง่านเป็นเสือติดจั่นอยู่กลางวงคณะครู  สีหน้าของครูแต่ละคนนั้นพะอืดพะอมยังกับผิดสำแดงอะไรสักอย่าง สายตาจับจ้องอาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนตุ๊ต๊ะหน้าบอกบุญไม่รับ  เหมือนกำลังแบกโลกทั้งโลกไว้แต่เพียงผู้เดียว

                “ไม่มีใครรู้เลยเรอะ   ว่าเขามัวทำอะไรอยู่ เขาจะมาหรือไม่มา ลาก็ไม่ลา ไปไหนมาไหนก็ไม่บอกใครสักคำ อะไรกัน มาสายทั้งปี” เสียงเข้มๆ ของอาจารย์ใหญ่   ทำเอาครูทุกคนมองตากันล่อกแล่ก แต่บางคนก็แอบอมยิ้มขยิบตาให้กัน ทันใดนั้นทุกคนก็หันหน้าไปทางประตูเข้าโรงเรียนราวกับนัดกันไว้   เมื่อเสียงคำรามแปร้นๆ  แหวกอากาศเข้ามาปานฟ้าจะถล่มทะลาย

                “มาแล้ว  มาแล้ว  มาแล้วครับอาจารย์ใหญ่ ” เสียงครูทองสาแสดงความดีใจเต็มที่

“อาจารย์ใหญ่คะ  ทุกคนไม่มีใครเขากล้าใช้เขาหรอกนะคะ  มีแต่อาจารย์ใหญ่คนเดียวนั่นแหละที่จะกล้าใช้ ” ครูลำยองรีบแนะนำ เหมือนรู้ใจอาจารย์ใหญ่ ทันทีที่ครูบุญสินเลี้ยวรถเข้าประตูโรงเรียน

                “เดี๋ยวผมไปตามให้นะครับ” ครูสาครรีบเสนอหน้าหวังประจบเต็มที่

                “ไม่ต้องหรอก อาจารย์ใหญ่จะไปหาเขาเอง เอาล่ะทุกคนแยกย้ายไปทำงานได้ ”อาจารย์ใหญ่ร่างตุ้ยนุ้ยปฏิเสธความหวังดีของเพื่อนครู แล้วร่างกลมๆ ก็กลิ้งหลุนๆ เข้าหาครูบุญสินที่กำลังวาดขาลงจากพาหนะคู่กาย ใต้ร่มมะม่วงด้านหลังอาคารเรียน ด้วยท่วงท่าที่ไม่ปกตินัก

                “คุณบุญสิน  ที่ประชุมครูตกลงเลื่อนกิจกรรมการจัดงานวันแม่แห่งชาติมาเป็นวันพรุ่งนี้ เพราะถ้าจัดวันเสาร์แล้วจะมีปัญหาหลายอย่าง ที่สำคัญก็คือ ครูเราต่างก็มีธุระปะปังกันแทบทุกคน  เพราะงั้นให้คุณบุญสินรีบเขียนป้ายจัดฉากให้เสร็จในวันนี้เลย  ภาคบ่ายครูผู้หญิงเขาก็จะมาผูกผ้าจัดเตรียมสถานที่   และจะมีการประชุมนักเรียน ซักซ้อม พิธีไหว้แม่อีกด้วย ที่สำคัญก็คือ  ป้ายต้องเสร็จภายในวันนี้” อาจารย์ใหญ่ฉุนกึกกับกลิ่นประหลาดที่โชยมาปะทะใบหน้า จนแทบจะเบือนหน้าหนี แต่ก็จำใจต้องยืนประจัญหน้า พยายามบังคับน้ำเสียงให้ฟังดูหนักแน่นจริงจัง น่าเกรงขาม   แต่ก็ต้องสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้สึกว่า ดวงตาครูบุญสินนั้นเหมือนกำลังอยู่ในห้วงอารมณ์แห่งความฝัน

                “ว่าไงล่ะ..ได้ยินที่อาจารย์ใหญ่พูดไหม..หือ..”

“เอ้อ..อ่า..เอ้อ..ครับ..ครับ”

                “เอาล่ะ รีบๆ ไปทำงานได้แล้ว  อุปกรณ์ทุกอย่างเตรียมพร้อมหมดแล้ว ไปเบิกได้ทีครูลำยอง”

                สั่งงานเสร็จอาจารย์ใหญ่ก็กลิ้งขึ้นบันไดอาคารเรียน   เพื่อเตรียมร่างคำปราศรัยไว้กล่าวในงานวันแม่  สำหรับคำกล่าวนั้นไม่มีปัญหาหรอก แต่หนักใจก็คำพูดที่จะหว่านล้อม ขุดเซาะแม่น้ำทั้งห้าสายให้ไหลมารวมกัน เป็นแม่น้ำสายเดียว เพื่อดูดเงินจากกระเป๋าสตางค์ของบรรดาคุณแม่ทั้งหลาย  ที่จะมาเป็นแม่ให้ลูกๆ ได้กราบไหว้นี่แหละ  คือ ปัญหาหนัก  คนที่เป็นแม่จริงๆ ก็คงจะไม่เท่าไหร่  แต่แม่ปลอมๆ ที่เป็นย่าเป็นยาย เป็นป้าเป็นอา หรือเป็นน้านี่แหละ  จะไม่ให้ความร่วมมือ เพราะคุณแม่ปลอมๆ เหล่านี้ จะอ้างว่าไม่มีเงิน  แล้วก็จะรอให้คุณแม่ตัวจริง ที่อยู่กรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัดส่งเงินมาให้  อ้างว่าตัวเองไม่มีรายได้อะไร  แค่เลี้ยงดูลูกหลานให้นี่ก็ลำบากลำบนมากพอแล้ว

                ..เฮ้อ  ผลงานตลอดปีการศึกษา  จะหาอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน หรือเป็นผลงานเด่นๆ ดังๆ  เพื่อให้ก้าวล้ำหน้าผู้บริหารคนอื่นๆ ก็ไม่มี  จนจวนเจียนจะสิ้นปีงบประมาณอยู่รอมร่อ  ก็ยังไม่เคยได้รับคำชมจากหัวการประถมศึกษาสักที  แบบนี้ก็มีแววกินแห้วอีกตามเคยเสียแล้วเรา  ทั้งอายุก็ใกล้ปลดเกษียณเข้าไปทุกที ความดีความชอบแทบไม่เคยสัมผัส  ชั้นเชิงในการเจรจาจ๊ะจ๋า ประจบสอพลอเพื่อให้ชื่อตัวเอง เข้าไปนอนอยู่ในสี่ห้องใจของหัวการประถมศึกษานั้น  ก็สู้บรรดาผู้บริหารหนุ่มๆ และพวกจอมกะล่อนทั้งหลายไม่ได้ หัวหน้าการย้ายมากี่คนๆ พวกมันก็พากันประจบอบไข่ไล่เสียบเสียอยู่หมัด  ทำไมมันถึงเข้าขากันได้กันดี หัวหน้าการแต่ละคนที่ย้ายมาก็เหลือเกิน  ห่า...แม่ง...ทำไมถึงมีแต่คนประเภทชอบเล่นชอบกิน ชอบเที่ยวเกี้ยวอีหนู  ทำตัวเป็นผีปอบผีกระสือ เที่ยวกิบตับกินไตเพื่อนผู้บริหาร หรือเพื่อนครูด้วยกัน  สองขั้นนั้น  มันไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของหัวหน้าการคนไหนสักหน่อย  สองขั้นมันก็คือ รางวัลแห่งการทำหน้าที่ด้วยความอุตสาหะ วิริยะ อุทิศ ทุ่มเท เสียสละทั้งใจและกายให้กับทางราชการ ใครปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างนี้  ผู้บังคับบัญชาก็พิจารณาให้คนนั้นไป ใครได้ไปแล้ว ก็ควรเปิดทางให้คนอื่นบ้าง หัวหน้าการก็น่าจะรู้จักใช้หัวสมองคิด  นี่มันอะไร...ใครกินเหล้ากับหัวหน้าการได้  ใครเล่นรัมมี่กับหัวหน้าการเป็น  ใครพาหัวหน้าการไปสวนอาหาร  ไปหาอีหนู ไปร้องคาราโอเกะบ่อยๆ หรือใครขยันหาของฝากไปให้หัวหน้าการ  คนนั้นคือคนที่ได้สองขั้นตลอดปีตลอดชาติ  ส่วนคนเหล้าไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ ลูบขานักร้องไม่เป็นอย่างเรา คงต้องรอชาติหน้า  นอกจากนั้น ใครที่หาเงินเข้าโรงเรียนได้เยอะแยะ  รีดไถผู้ปกครองเก่งๆ  คนนั้นก็ได้เป็นผู้บริหารดีเด่นและสองขั้นไป  เด็กนักเรียนใครจะเก่งหรือฉลาดกว่ากัน ไม่มีใครพูดถึง...ความคิดของอาจารย์ใหญ่สำรองล่องลอยไปกับร่างอ้วนตุ๊ตะ หายเข้าไปในห้องผู้บริหาร

 

                “ไอ้หนุ่มสาครสัญจรหาปลา กลางท้องทุ่งนา  มีน้ำกับฟ้า...ฮ่า ฮ่า มาแล้วเหรอ กุ้ง-สุด-ทิ-รากกกก......” ครูสาครหอบแผ่นโฟมสี่ห้าแผ่น  วางแหมะลงบนพื้นคอนกรีตในโรงฝึกงาน ด้วยอารมณ์อันสดใสเบิกบานยิ่งนัก

                “ไอ้คร ทำไม ถึงได้อารมณ์ดี ร้องเพลงแต่เช้าเชียว”

                “อ๋าย..วันนี้ข้าสบายแล้วเพื่อน  ข้าได้รับภารกิจอันยิ่งใหญ่ คือ เป็นทีมงานเขียนป้ายร่วมกับเอ็งตลอดทั้งวัน  วันนี้ข้าจึงไม่ต้องเข้าห้องไปสอนนักเรียนให้ปวดสมองโว้ย  มา มา นี่โฟม สี พู่กัน คัตเตอร์ข้าไปเบิกมาหมดแล้ว”

                “แต่....”

                “เฮ้ย ไม่มีต่งมีแต่โว้ย รีบๆ เขียน  อาจารย์ใหญ่บอกเอ็งแล้วไม่ใช่เหรอ  มา มา ข้าจะเป็นคนตัดตัวหนังสือช่วยเอ็งโว้ย”

                “แต่..ข้า..”

                “แต่อะไรของเอ็งว่ะ ไอ้สิน” ครูสาครชักฉุน

                “ก็ข้ายังไม่ได้นอนเลยทั้งคืนโว้ย ข้าไปนั่งเฝ้าวงไฮโลที่บ้านคนตายมา นี่ข้ากะว่า จะหลบไปนอนที่ห้องพยาบาลสักงีบ  เอ็งอย่าไปบอกใครน่ะ”

                “เฮ้ย  ไม่ได้นะโว้ย เอ็งจะไปนอนหรือไปไหนไม่ได้เด็ดขาด  เอ็งจะต้องรีบเขียนป้ายวันแม่ให้เสร็จ  ถ้าไม่เสร็จรับรองเอ็งไม่ถูกด่าคนเดียว ข้าก็ต้องโดนด้วย มึงอย่าลืมซี นี่ใกล้จะสองขั้นแล้วนะ ปีนี้ข้ามีลุ้นนะโว้ย ”

                “ไอ้คร มือข้ามันสั่น นี่ นี่ เอ็งเห็นไหม” พร้อมกับยื่นมือขวาออกไปข้างหน้า  ครูสาครมองมือขาวๆ ซีดเซียวที่สั่นกระตุกระริกนั้น ด้วยความหนักใจ หยุดนิ่งครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะร้องออกมา

                “โป๊ะเช๊ะ..ข้านึกออกแล้ว เดี๋ยวข้ากลับมา” จบคำพูดครูสาครก็ผลุนผลันกลับไปยังอาคารเรียน เป้าหมายคือห้องทำงานผู้บริหารที่อยู่ชั้นบนของอาคารหลังใหญ่

 

                “ไอ้หนุ่มสาครร่อนเร่หาปลา กลางท้องทุ่งนา มีน้ำกับฟ้าเป็นเพื่อน...ฮะฮ้า  อาจารย์ใหญ่ให้มาครึ่งขวดโว้ย  ข้าให้ภารโรงไปจัดการเรียบร้อยแล้ว  รับรองมือเอ็งหายสั่นแน่ๆ เป็นไงฝีมือข้า” ครูสาครรื่นเริงบันเทิงใจยิ่งกว่าตอนแรก  เช่นเดียวกับครูบุญสิน ที่แววตาวาวโรจน์ขึ้นมาทันที เมื่อสัมผัสพิเศษบอกให้รู้ว่า ความชื่นมื่นกระชุ่มกระชวยจะเข้ามาเยือนร่างกายในอีกไม่กี่นาทีนี้

                “อืมมม...เข้าท่าว่ะ  เอ็งไปพูดอีท่าไหน ถึงได้มาว่ะ”

                “ข้าก็บอกอาจารย์ใหญ่ว่า  เอ็งไปใส่เบ็ดมา ไม่ได้นอนทั้งคืน จนมือสั่นเขียนหนังสือไม่ได้  ต้องให้ครูสินได้ถอนสักครึ่งขวด ถึงจะหายสั่น ไม่งั้นรับรองป้ายไม่เสร็จ”

                “เฮ้ย..ไอ้ห่า เอ็งเอาหน้าข้าไป...”

                “เอ็งไม่ต้องทำหน้าเหมือนโดนผีหลอกหรอกว่ะ  สภาพอย่างเอ็งใครมองก็รู้ ข้าไม่บอกว่าเอ็งไปนั่งเฝ้าวงไฮโลมาทั้งคืน ก็บุญนักหนาแล้ว” ครูบุญสินทำหน้าผะอืดผะอมพูดไม่ออก ได้แต่นั่งเหยียดขากางแขนเอนตัวอิงลูกกรงบนเก้าอี้ในโรงฝึกงาน สายตาจ้องหน้าครูสาครด้วยความแค้นเคือง อีกฝ่ายกลับอมยิ้มกลั้นหัวเราะเต็มที่ ไม่นานภารโรงก็กำคอขวดเหล้าขาว ที่มีน้ำใสๆ อยู่ครึ่งขวดเข้ามา

                วงการครูในอำเภอเมืองหอมแดงต่างยอมรับว่า ตัวหนังสือของครูบุญสินนั้นหลากหลายลีลา ไม่ซ้ำแบบใคร ลวดลายสีสันเหมือนมีชีวิตจิตใจ ลายเส้นคมกริบ อ่อนช้อย พลิ้วไหว ราวกับตัวหนังสือกำลังเริงระบำ  ไม่ว่างานหลวงงานราษฎร์ เจ้าภาพแต่ละงานล้วนอยากได้ตัวหนังสือของครูบุญสินไปโชว์เป็นฉากกันทั้งนั้น   แต่ครูบุญสินก็มีข้อเสียที่ เป็นคนที่ชอบเครื่องดื่มเหล้าโดยไม่เลือกสีและยี่ห้อ ที่สำคัญก็คือไม่เลือกสถานที่และเวลา ลองถ้ามีใครมาชวนไปดื่มเหล้า จะใกล้ไกลขนาดไหน ครูบุญสินก็พร้อมจะบึ่งรถตามไปเมื่อนั้น  และที่โรงเรียนบ้านนาดอนแห่งนี้ นอกจากครูบุญสินแล้ว ก็ยังมีครูสาคร และภารโรงแอ๋งที่เป็นยอดนักดื่ม  ซึ่งถ้าวันไหนทั้งสามสหายได้อยู่พร้อมหน้ากันแล้วล่ะก้อ จะต้องมีเหตุให้ขวดเหล้าล้มกลิ้ง ไม่สองขวดก็สามขวดเป็นอย่างน้อย 

                วันนี้ก็เช่นกัน  เมื่อครูบุญสินและครูสาครได้รับภาระให้เขียนตัวหนังสือทำฉากวันแม่แห่งชาติ ภารโรงก็จะต้องประจวบเหมาะมีภารกิจนำโต๊ะเก้าอี้ที่ชำรุดมาซ่อมแซมอยู่ใกล้ๆ  ภายในโรงฝึกงานเช่นกัน  เวลาอาจารย์ใหญ่หรือครูคนอื่นๆ  เดินผ่านมา  ภารโรงก็จะหันไปเอาค้อนตอกตะปูเสียงดังโป๊กเป๊ก  แต่พอลับตาจากครูคนอื่นๆ  ก็จะขยับมานั่งรินเหล้าบริการครูบุญสินและครูสาครอยู่ใกล้ๆ  โดยไม่ลืมเด็ดขาดที่จะต้องรินให้ตัวเองด้วยทุกครั้งไป 

แต่การดื่มเหล้าก็ใช่ว่าจะประเจิดประเจ้อหรือท้าทายผู้ใด ทั้งสามจะแอบรินกินกันเงียบๆ ขวดเหล้าก็เอาไปซุกซ่อนไว้ในห้องครัว แล้วให้ภารโรงเดินเข้าไปริน แล้วใช้นิ้วมือห้านิ้วขยุ้มปากแก้วถือแนบชิดลำตัว แอบยื่นส่งให้แก่กัน ดังนั้น หากไม่สังเกตสังกาจริงๆ แล้ว จะไม่มีใครรู้เลยว่าแก๊งสามช่าเขากำลังดื่มสุราในขณะปฏิบัติราชการ  นอกจากจะคอยจับน้ำเสียงพูดคุยที่เริ่มดังขึ้นๆ

จวนเที่ยงอาจารย์ใหญ่กลิ้งร่างกลมๆ มาที่โรงฝึกงาน ครูสาครรีบหันไปคว้าไม้บรรทัด จับดินสอดำมาขีดมาวัดแผ่นโฟม ครูบุญสินก้มหน้าบรรจงลากพู่กันตวัดตัวหนังสืออย่างอ่อนช้อย ลายเส้นแต่ละตัวคมกริบสม่ำเสมอ ภารโรงวิ่งไปปีนเก้าอี้ตอกตะปูขึงผ้าฉากบนเวที อาจารย์ใหญ่จ้องพินิจตัวหนังสือสีชมพูหวานแหววขนาดความสูงเกือบศอก...วันแม่...บนแผ่นโฟมด้วยความพึงพอใจ

“อืมมม...สวยจริงๆ เยี่ยมมาก เร่งๆ มือหน่อยนะคุณบุญสิน ”

“แต่..อาจารย์ใหญ่ครับ มันหมดแล้วครับ”

“อะไรอีกล่ะ อะไรหมด”

“แขนครับ แขนไม่มีแรงลากพู่กันแล้วครับ”

“แขนไม่มีกำลัง  แล้วจะให้ทำยังไงดีล่ะ”

“เหล้ามันหมดครับอาจารย์ใหญ่ มันอยากได้อีก เอามาให้มันอีกหน่อยเถอะครับไม่งั้นไม่เสร็จแน่ๆ” ครูสาครอดรนทนไม่ได้ เลยโพล่งออกมาตรงๆ

“อ๋อ..ได้ซี งั้นไปเอามาอีกสักครึ่งไป๊..”

“เอามาขวดหนึ่งเลยครับ เดี๋ยวพอขึ้นป้ายเสร็จ พวกผมก็จะได้จัดสถานที่ต่อเลย” ครูสาครต่อรอง“เอ้า ! ขวดก็ขวด” พูดเสร็จอาจารย์ใหญ่ก็ล้วงกระเป๋าควักเงินให้ภารโรงขี่รถมอเตอร์ไซค์เข้าไปซื้อในหมู่บ้าน  พออาจารย์ใหญ่หันหลังเดินออกจากโรงฝึกงาน ทั้งสามก็หันมายักคิ้วหลิ่วตาให้แก่กัน  

                   เกือบสี่โมงเย็นจวนเวลาโรงเรียนเลิก อาจารย์ใหญ่ก็เข้ามาตรวจผลงานอีกครั้ง มาถึงสายตาก็สัมผัสตัวหนังสือที่จะสร้างความโดดเด่นของงาน..วันแม่แห่ง...อะไรกันตั้งสองชั่วโมงกว่าได้ตัวหนังสือเพิ่มมาแค่คำเดียว แล้วคำอื่นๆ อีกเยอะแยะเมื่อไหร่ถึงจะเสร็จกัน โอย...ถ้าเกิดไม่เสร็จ ฉากไม่สวย แล้วจะให้ข้าเอาหน้าไปไว้ที่ไหนหนอ...พลันอารมณ์อาจารย์ใหญ่ก็สับสนวุ่นวายทำอะไรไม่ถูก

                “เป็นไงคุณบุญสิน  เมื่อไหร่จะเสร็จเสียที แล้วนี่นั่งเฉยอยู่ทำไม ทำไมถึงไม่รีบเขียนต่อ ” น้ำเสียงอาจารย์ใหญ่เริ่มมีอารมณ์

                “ผมเขียนไม่ได้แล้วล่ะครับ” ครูบุญสินหลุดคำพูดออกมาด้วยความลำบากยากเย็น จากท่านั่งกางขาเหยียดยาวบนพื้นปูน สองแขนเหยียดตรงประคองตัวเอนไปข้างหลัง คอง่อกแง่กไปมา

                “ทำไมอีกล่ะ อาจารย์ใหญ่ตาเหลือกงงงวย

                “เมาครับ ผมเมาเหล้าครับ ผมเขียนไม่ได้อีกแล้ว”

                “เมาเหล้า โอย..กูจะบ้าตาย แล้วทำไมถึงกินให้เมาหือ...” อาจารย์ใหญ่ทำหน้าเหมือนจะบ้าจริงๆ

                “ครูครครับ ครูครรินเหล้าให้ผมมากไปหน่อย มันเลยเมาครับ”

                “เฮ้ย...”ครูสาครเต้นผางเหมือนโดนผีหลอก “อาจารย์ใหญ่อย่าไปเชื่อมันนะครับ ผมไม่รินมันก็บอกให้ผมริน มันนั่นแหละอยากกินเมาเอง”

                “เออ เออ ใครจะรินใครจะกินใครจะเมาก็ช่างเหอะ แต่ป้ายต้องเสร็จภายในวันนี้ เข้าใจไหม ป้ายต้องเสร็จ” สิ้นเสียงที่ปะทุด้วยอารมณ์ร่างกลมๆ ก็กลิ้งออกไปอย่างฉุนเฉียว

                เมื่อก้าวเข้ามาในห้องผู้บริหาร อาจารย์ใหญ่ก็โยนร่างกลมๆ ลงบนเก้าอี้บุนวมแทบพัง พร้อมกับถอนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เวรกรรมอะไรของข้าหนอ มีลูกน้องแต่ละคนล้วนแต่ร้ายๆ ทั้งนั้น ไอ้คนที่ชอบกินเหล้าก็ชอบเป็นชีวิตจิตใจ มาโรงเรียนไม่มีวันไหนที่ไม่ได้กลิ่นเหล้า มิหนำซ้ำเวลาสอนหนังสือนักเรียน ยังแอบนำซุกซ่อนเข้าไปกินถึงในห้องเรียนก็มี  ให้ทำงานทำการอะไรก็เอาแต่เหล้านำหน้า ถ้าจะเอาเรื่องการดื่มเหล้าในเวลาราชการ ก็เหมือนกับฆ่ากันทั้งเป็น  ครูหนุ่มๆ ก็ยังงี้  ความรับผิดชอบไม่ค่อยมี ถ้าไม่สงสารพ่อแม่ของมัน  อาจจะเอาเรื่องไปนานแล้วส่วนคนที่เห็นแก่ตัวก็เห็นแก่ตัวจนมองไม่เห็นหัวอกคนอื่น งานการให้ทำแค่ไหน ก็ทำอยู่แค่นั้น  น้ำจิตน้ำใจจะช่วยเหลือเพื่อนครูด้วยกันไม่มีเอาเสียเลย ไม่ช่วยงานเฉยๆ ยังไม่พอ ยังเทียวมาโจมตี ด่าคนนั้นคนนี้ให้ได้ยินได้ฟังอยู่เรื่อยๆ  รอแต่จังหวะที่จะกระหน่ำซ้ำเติมเพื่อนครูด้วยกัน ส่วนไอ้คนที่ชอบประจบประแจงเอาใจ ก็เทียวเข้ามายุแยงตะแคงรั่วเสียจนเวียนหัว  ส่วนตัวเองนั้นก็ยกก้นเสียเลิศลอย ถ้าคนที่เป็นครู ซึ่งมีหน้าที่สอนเด็กนักเรียนซึ่งจะเป็นเยาวชนของชาติ  มีจิตใจที่คับแคบ เห็นแก่ตัว เอาแต่สนุกสนานสนองตัณหาตัวเองไปวันๆ แบบนี้  ประเทศชาติจะเจริญไปได้อย่างไร

                พรุ่งนี้ก็จะเป็นงานวันแม่แห่งชาติ โรงเรียนอุตส่าห์ไปเชิญหัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอ มาเป็นประธาน หวังจะให้ท่านเห็นผลงานในยกสุดท้ายของรอบปีงบประมาณสักหน่อย คำปราศรัยที่จะกล่าวทักทายและล้วงเงินจากกระเป๋าจากคุณแม่ทั้งหลาย  เพื่อโชว์ความสามารถให้หัวหน้าการประจักษ์ในฝีมือก็เรียบร้อยแล้ว  ไอ้ลูกน้องเวรตะไลก็ดั๊นไม่รักษาหน้าเอาเสียเลย  ป้ายฉากที่คิดว่าจะสวยสดงดงามนั้นเลิกฝันได้  สองขั้นปีนี้ อาจจะอดอีกตามเคย ปีหน้าก็จะเกษียณอายุราชการแล้ว ถ้าปีนี้ไม่ได้ ปีหน้าก็คงไม่มีโอกาสลุ้นอีกแล้ว คิดคำนึงวุ่นวายใจอยู่พักใหญ่ แกก็ลุกออกจากโต๊ะลงบันไดตรงไปโรงฝึกงาน เดินเข้าไปยืนชิดครูบุญสินที่นั่งกางแขนกางขาคออ่อนโงกเงกอยู่ท่ามกลาง อุปกรณ์เขียนป้ายต่างๆ โดยมีครูสาครนั่งทำตาปรืออยู่ใกล้ๆ

                “ทั้งสองคนขยับถอยไปสิ เดี๋ยวอาจารย์ใหญ่จัดการเอง” ในใจนั้นอยากจะไล่ทั้งครูบุญสินและครูสาครให้ไปลงนรกตกเหวด้วยซ้ำ  หรือไม่ก็เตะให้กระเด็นสักสามสี่วา แต่ก็ไม่กล้าพูดและไม่กล้าทำ  เมื่อครูบุญสินและครูสาครขยับถอยห่าง  ร่างกลมๆ ก็หย่อนแหมะลงนั่งขัดสมาธิลงบนพื้นปูน  มือคว้าพู่กัน ตาจ้องเล็งแผ่นโฟมสีขาวแน่วนิ่ง  สมัยเป็นเด็กนักเรียนประถมคัดลายมือก็ได้คะแนนเต็ม ซ้ำยังเป็นตัวแทนโรงเรียนไปคัดลายมือประกวด  และได้รางวัลชนะเลิศมาแล้ว  กะอีแค่จับพู่กันเขียนตัวหนังสือ มันจะต่างกันแค่ไหน  สองขั้นไม่ได้ก็ไม่เห็นจะต้องแคร์  ขอเพียงให้ได้ทำหน้าที่ที่รับผิดชอบจนสุดความสามารถ ก็ภูมิใจนักหนาแล้ว  ทำไมกะอีแค่เขียนตัวหนังสือบนแผ่นโฟม  จะต้องอาศัยแต่ลูกน้องขี้เมา   เป็นอาจารย์ใหญ่หรือผู้บริหาร จะเอาแต่นั่งสั่งงานอยู่ที่โต๊ะ  ไม่หัดหยิบหัดจับ  สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เพราะกลัวเสียบุคลิก กลัวเสียศักดิ์ศรี หรือกลัวผู้บริหารด้วยกัน สบประมาทปรามาสนินทาค่อนแคะ ว่าบริหารงานไม่เป็นก็ช่างหัวใครเขาปะไร อะไรที่พอจะจับช่วยลูกน้องได้  ก็น่าจะทำ  น่าจะลงมือเองได้  

รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนแก้มอูมๆ มืออวบอ้วนจับพู่กันจุ่มสีในขวด  ดวงตาฉายแววบรรเจิด  เมื่อค้นพบหนทางแห่งความสุขในการทำงาน  โดยเฉพาะการหายใจด้วยจมูกของตัวเอง..

..จมูกของอาจารย์ใหญ่ซี ๗.....  

 

 

 

 
 

คลินิกเรื่องสั้น 58

“มือศิลป์” โดย “รณบุตร”

 

            เรื่องราวของชีวิตครูต่างจังหวัดเป็นสิ่งที่เรามักได้ยินได้ฟังกันมาเสมอ ทั้งที่ผ่านคำบอกเล่า  ตัวหนังสือ หรือภาพบนจอหนัง และปัญหาส่วนใหญ่ของพ่อพิมพ์แม่พิมพ์ของชาติก็มักจะไม่พ้นเรื่องของระบบราชการ ทั้งการประเมินผล การเลื่อนขั้น และการปูนบำเหน็จความดีความชอบ ซึ่งบ่อยครั้งที่กฏเกณฑ์และหลักการเป็นสิ่งที่ถูกเก็บไว้ในลิ้นชัก แต่ถือเอาความพอใจส่วนตัวของผู้บริหารเป็นตัวกำหนดวัด

            ปัญหาอีกประการหนึ่งของครูซึ่งเป็นปัญหาที่เชื่อมโยงมาถึงการศึกษาโดยตรง ก็คือมาตรฐานของการเรียนการสอน ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพของการศึกษา การเรียนของนักเรียน หรือการสอนของครูเอง เราต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่าครูในต่างจังหวัดหรือในชนบทมีวิถีชีวิตที่แตกต่างไปจากครูในเมืองใหญ่หรือในเมืองหลวง วิถีชีวิตที่ว่านี้มีตั้งแต่การกินอยู่ การใช้ชีวิต การปฏิสัมพันธ์กับสังคม แม้กระทั่งเรื่องของรายรับ-รายจ่าย ดังนั้น สภาวะของครูในพื้นที่ที่ต่างกันจึงไม่ได้เหมือนกันไปเสียทั้งหมด และครูบุญสิน ครูสาคร รวมทั้งครูใหญ่ ในเรื่องสั้น “มือศิลป์” ของ “รณบุตร” ก็เป็นเช่นนั้น

            “รณบุตร” สร้างตัวละครอย่างครูบุญสินให้เป็นตัวแทนของครูชนบทบางคนได้อย่างมีชีวิตจิตใจ ด้วยความเป็นครูขี้เมาที่มีฝีไม้ลายมือในทางศิลปะ แต่ถึงจะเมาขนาดไหนก็ไม่เคยมีเรื่องมีราวกับใครและไม่เคยละเลยงานในหน้าที่ของครู และที่สำคัญคือเป็นคนที่มีจิตใจดีงามพร้อมที่จะใช้ความสามารถที่ตนเองมีอยู่ช่วยเหลือชาวบ้านได้ทุกเมื่อ แต่เมื่อถึงคราวที่จะต้องใช้ความสามารถนั้นเพื่อช่วยงานของโรงเรียน ครูบุญสินก็กลับทำไม่ได้

            ส่วนครูใหญ่ที่ฝากอนาคตและความหวังก่อนเกษียณไว้กับการจัดงานวันแม่ ผู้เขียนก็ให้น้ำหนักและแรงขับดันแก่ตัวละครตัวนี้ได้ในระดับที่ดี และมีพลังส่งไปถึงตอนจบของเรื่อง เมื่อครูใหญ่ตัดสินใจจะหายใจด้วยจมูกของตัวเอง

            สิ่งที่เด่นของเรื่องสั้นเรื่องนี้ คือการที่ผู้เขียนดึงคนอ่านให้อยู่กับครูบุญสิน และพลอยลุ้นว่าครูบุญสินจะทำงานชิ้นเอกนี้สำเร็จหรือไม่ ก่อนจะจบลงอย่างคาดไม่ถึง สำหรับในส่วนของภาษา สีสัน และอารมณ์ของเรื่อง ก็สอดคล้องกับเนื้อเรื่องเป็นอย่างดี  

            ครับ ก็หวังว่าคุณ “รณบุตร” จะมีผลงานมาให้ได้อ่านกันอีกนะครับ

 

ประภัสสร เสวิกุล/ 27 กรกฏาคม 2552






คลีนิกเรื่องสั้น

รายการชีวิต
โจรปริญญา(ตี)
Love is....
อกแกก็อกฉัน...อกฉันก็อกแก article
ร่วมกินโต๊ะ
ภาพของฉัน article
คืนข้ามปี article
เหรียญบาทกับโบสถ์กลางน้ำ article
ใส...ซื่อ...บริสุทธิ์ (ใจ) article
นิยายรัก ฉบับป้าหมู article
สายน้ำที่ขาดหาย article
อรุณรุ่ง article
บ้านนั้นเขามีงานศพ article
หีบเชี่ยนหมากของอ้ายแก้ว article
การผ่านพ้นแห่งยุคสมัย article
แม่น้ำเจ้าพระยา article
เธอสุขได้อย่างไรเมื่อผองชนทุกข์ยากลำเค็ญ article
เมื่อโลกนี้ไร้สีสัน... article
ลั่น article
เสมือนรังดักแด้ที่เฝ้าฟูมฟักผีเสื้อให้โบยบิน article
แหว่ง article
รุ้งกินน้ำของปานวาด article
กล่องความทรงจำเก่า...และเงารัก article
จอมโจรหนอนหนังสือ article
มาลัยวรรณกรรม article
ห้องแห่งมิติอนันต์ article
ครูจันทร์ผ่อง ของแม่ article
จุกน้ำปลา...พาโชค article
เวลาของพ่อ article
การค้นพบตัวเองที่ไม่ใช่ตัวเอง article
เพียงภาพในวัยเยาว์ article
น้ำตาลทราย article
การเดินทางของชายชรา article
พันธะพรหมลิขิต article
บทเรียนน้ำตา article
กลางเมืองหลวง article
ประตูที่ถูกเลือก article
ร้องเรือ: ลำนำที่ผันแปร article
ดาวน์ความสำเร็จ article
ไอ้หมา article
คุณย่ากับคุณป้าข้างบ้าน article
ข้างหลังภาพนั้น article
วัฏพินาศแห่งสยามประเทศ article
คลีนิกเรื่องสั้น 16 article
หรือฉันเองที่แตกต่าง article
เด็กชายวิสรุจณ์...ซุกซน article
ใบไม้เปลี่ยนสี article
มรดกพ่อ article
ก้าวแรกของนักล่าดวงจันทร์ article
เพื่อนตาย article
หุ่นยนต์สังกะสี article
คิดถึงพ่อ article
สาวหน้าใสกับหัวใจน้องเหมียว article
แดร๊กคิวล่ากระหายเลือด...ของคุณ article
ก็เพราะว่า...เรารักนาย article
อ้อมกอดทะเล article
เรือของพ่อ article
ไม่โกรธใช่ไหม article
ในความทรงจำ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ