ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


โจรปริญญา(ตี)
 

 

เชื่อไหมผมเคยเป็นโจรมาก่อน พูดไปแล้วมันเป็นความอับอายที่เกิดขึ้นกับชีวิตในวัยหนุ่ม เป็นประสบการณ์ที่หาซื้อไม่ได้ แต่หากมันมีขายจริงๆก็ไม่ควรซื้อมาเด็ดขาด เป็นความรู้สึกที่ดูเหมือนว่า เราต้องเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา ต้องมีสติทุกขณะในเวลาที่ทำงาน ผมคิดว่ามันเป็นอาชีพที่ต้องใช้สมาธิและไหวพริบปฏิภาณมากกว่าอาชีพอื่นๆด้วยซ้ำไป มันช่วยไม่ได้จริงๆที่ต้องทำอาชีพนี้ จริงๆแล้วสาเหตุมีอยู่หลายข้อที่ต้องมาเป็นโจร คนเรานี่ก็แปลกเวลาทำอะไรผิดทีก็มีเหตุผลกันทั้งนั้นเลย ผมก็เป็นคนหนึ่งที่หนีเหตุผลของตัวเองไม่พ้น และในที่สุดผมก็ทำอาชีพที่ใช้ต้นทุนน้อยที่สุดนี้

             ผมเป็นเด็กที่มาจากต่างจังหวัด ที่มาก็เหมือนโจรทั่วไป แต่ผมจบสูงกว่าโจรทั่วไป ผมจบปริญญาตรีเชียวนา พูดแล้วจะหาว่าโม้ แม่ส่งไปเรียนอยู่หลายปี จบมาอย่างเต็มภาคภูมิและเป็นความภาคภูมิใจที่สุดของแม่ แม้ว่าตอนผมเรียนจะเกเรเทครัวไปบ้างก็เป็นธรรมดาของวัยหนุ่ม คติประจำใจตอนเรียนที่ฮิตติดใจก็เห็นจะเป็น แรงเงินคือแม่ แรงแท้ๆต้องที่เธอ ซึ่งเราดูเท่ห์ที่สุดในตอนที่จบมาใหม่ๆ จะเดินเหินไปไหนก็ดูดีไปหมด แต่พอนานเข้าก็ชักจะเดินไม่ค่อยออก เพราะเดินทีไรก็มักมีคนถามไถ่เอาใจดูแล แคร์จนกลายเป็นการดูถูกกันในที่สุด “เอ็งทำงานอะไรว่ะ ได้เงินเดือนเท่าไหร่” ชาวบ้านนี่ช่างถามไถ่สนใจเรื่องคนอื่นดีจริงๆและยึดติดกับเรื่องหน้าตาในการอยู่ร่วมสังคมเอามากๆ  ก็เพราะคนเราต้องอยู่รวมกันเป็นหมู่มาก ปัจจัยบางอย่างไม่ได้จำเป็นอะไร แต่ดูเหมือนว่าจะขาดมันเสียก็มิได้ เหตุผลเหล่านี้เองทำให้ผมต้องตัดสินใจที่จะออกจากบ้านไปทำงานในเมือง ผมก็คิดเหมือนคนทั่วไป ที่ว่าเมืองหลวงมีโอกาสให้เราได้สร้างเนื้อสร้างตัว เก็บเงินเก็บทอง พอถึงวันหยุดทีก็กลับบ้าน มันคงจะเท่ห์เหลือหลายที่หายไปเป็นปีๆ กลับมาทีก็มีเงินมีทองมาฝากพ่อฝากแม่ ซื้อของมาฝากสาวๆ ผมฝันไว้ไกลโข โครงการมีเยอะจนจำไม่ไหว ทีแรกนัดไปพักกับเพื่อนสมัยเรียนมัธยมปลายด้วยกัน เพื่อนผมก็ดี๋ดีรู้ว่าผมจะไปก็ยินดีต้อนรับ อ้ายเพื่อนคนนี้รู้จักกันสมัยต่อยกับเด็กเทคนิค มันสุดยอดจริงๆ นักเลงและใจถึงสุดๆ หนึ่งต่อสามมันไม่กลัว ในรุ่นผมยอมรับมันที่สุด วันแรกที่เจอกันมันถามอะไรหลายๆอย่าง ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยเป็นไงบ้าง......,...,โอ๊ยคุยกันหลายเรื่อง สุดท้ายมันก็ถามว่า “มีเงินมาเท่าไหร่” “มีไม่มากแม่กู้มาจากกองทุนหมู่บ้าน 3,000 บาท”  “เออแล้วเอ็งจะทำงานอะไรว่ะ” “ยังไม่รู้เหมือนกัน” “ไม่เป็นไรหรอกอยู่ที่นี่ไปก่อน แต่เอ็งช่วยจ่ายค่าห้องหน่อยนะ เดือนที่แล้วยังไม่จ่ายเลยว่ะ”  การสนทนดำเนินไปอย่างไม่รู้จบ ผมก็ได้แต่คิดแปลกใจในความดีของเพื่อนแต่เพราะเราเป็นคนมาอาศัยอยู่ด้วยช่วยอะไรได้ก็ควรจะช่วยกันหน่อยคงไม่เป็นไร เดี๋ยวมีงานก็มีเงิน

          เรื่องบางเรื่องจะทำมันก็ไม่ยากแต่ถ้าจะทำมันให้ได้ดีมันยากจริงๆ  ผมเดินหางานอยู่อาทิตย์หนึ่ง งานมีเยอะแต่ที่ถูกใจ เหมาะกับผมมันหายากมาก บางที่ก็บอก“วุฒิปริญญาตรีไม่มีตำแหน่งว่างค่ะ มีแต่ตำแหน่งของวุฒิ ม.6” เอ๊ะยังไงอยู่ อุตส่าห์ร่ำเรียนมา ใจจริงๆก็อยากลองทำ แต่กลัวไม่เท่ห์ไม่สมศักดิ์ศรีที่จบมาสูง สุดท้ายก็หางานไม่ได้ ว่างงานอยู่ประมาณครึ่งเดือน เงินที่นำติดตัวมาจากบ้านก็เริ่มหมดไป นับจากที่ช่วยจ่ายค่าห้องเพื่อน ซึ่งนับวันเพื่อนที่ดีก็เริ่มจะเป็นที่พึ่งพาไม่ได้ แต่ก่อนคุยกันสนุกสนาน แต่วันนี้มองหน้ากันแทบไม่ได้ คุยกันทีก็บ่นให้ฟัง “มึงไม่คิดที่จะทำงานทำการบ้างหรือวะ เรียนก็สูงจบตั้งปริญญาตรี มึงดูกูสิจบแค่ม.6ยังมีปัญญาหางานได้”คนเรามันไม่เหมือนกันจริงๆทั้งความคิดและการกระทำบางครั้งโชคดีบางทีโชคร้ายเอาแน่นอนไม่ได้ ซึ่งจริงๆแล้วผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันทำงานอะไร เห็นเอาแต่นอนกลางวันพอค่ำก็ออกจากบ้านไป เห็นมันบอกว่าทำงานที่ร้านอาหารที่ไหนสักแห่งนี้แหละคงเป็นเด็กเสริฟ เมื่อเป็นอย่างนี้ใครจะไปทนอยู่ได้ ปัญหาที่ทำให้เราลำบากกายยังพอทน แต่ที่ทำให้หนักใจ คับแค้นใจ มันยากจะทนจริงๆ แต่ผมกลับต้องทนอยู่ต่อไปอีก ที่ทนอยู่ก็เพราะไม่มีที่ไปและในใจก็มีแผนที่จะทำงานชิ้นหนึ่ง ให้มีเงินสักก้อนก่อนค่อยไป

            ผมสังเกตเห็นบ้านหลังหนึ่งในซอยเดียวกันตั้งอยู่หลังท้ายๆ มียายแก่ๆเฝ้าบ้านคนเดียวและมีผู้หญิงอีกคนหนึ่งคงเป็นลูกสาวแต่เธอชอบออกไปเที่ยวกลางคืน กลับมาทีก็เกือบจะตีสาม แรกๆก็คิดจะจีบอยู่เหมือนกัน แต่เห็นเธอทำหยิ่ง ผมก็เลยเปลี่ยนใจเลือกที่จะปฏิเสธเธอก่อนๆที่เธอจะปฏิเสธผม กะว่าขโมยคราวนี้จะประชดเธอด้วย ทำให้เห็นท่าอ้ายหนุ่มจนๆอย่างเรา แผนของผมมีอยู่ว่า ในคืนวันศุกร์คนแถวนี้ ไม่ค่อยอยู่บ้าน จะบอกเพื่อนว่าออกไปข้างนอกและใส่ชุดให้ดูปกติที่สุดเหมือนไปเที่ยวธรรมดา หยิบฉวยเอาของมีค่าแต่สมควร ไม่โลภจนเกินไป และที่สำคัญในใจต้องมีสมาธิ คิดว่าจะทำสมาธิก่อนทำงานสักห้านาที ทำไงได้ก็ผมจบมาสูงจะทำอะไรทั้งทีต้องมีแผนที่รอบคอบหน่อยสิ แผนที่วางไว้ หัวใจสำคัญคือความนิ่ง นิ่งสงบสยบความร่ำรวยของคนอื่น ยิ่งคิดก็ยิ่งภาคภูมิใจ ในแผนการระดับปริญญา

            ในคืนค่ำที่เป็นวันของผม บรรยากาศช่างเป็นใจเหมาะกับการเป็นโจรอย่างยิ่ง คนส่วนมากออกไปเที่ยว ผมแอบดูพฤติกรรมของผู้คนอยู่นาน “คนพวกนี้ทำไมชอบเที่ยวกันจัง ทิ้งบ้านทิ้งช่อง มิน่าละไอ้โจรผู้ร้ายจึงมีเยอะขึ้นทุกวันเพราะมันมีโอกาสขโมย เออ..เอาเป็นว่ากูจะเอาเงินไปช่วยใช้นะ” ผมได้แต่คิดด่าไอ้พวกชอบหนีเมียหนีลูกไปเที่ยวในขณะที่รั้งรอ ผมดำรงสติอย่างมั่นเหมาะ อาจเป็นเพราะได้ทำสมาธิก่อนออกมาทำงาน “การทำสมาธิเนี่ยดีจริงๆทำให้ใจสงบขึ้นเยอะ มิน่าละพระจึงนั่งเฉยๆได้นานเพราะท่านมีสมาธิ” ลมที่พัดก็พัดไปอยู่อย่างนั้นเวลาล่วงเข้ามาจนถึงกฤษ์งามยามดี ผมก็ค่อยๆย่องเข้าหลังบ้านทันที ตามสูตรขโมยที่ต้องเข้าข้างหลัง คงไม่มีโจรบ้าที่ไหนเข้าด้านหน้าเป็นแน่แท้

            “ เฮ้ย!ประตูหลังไม่ได้ล็อคหรอก ยายแก่คงลืมล็อค เป็นบุญกูแท้ๆ ทำครั้งแรกก็ไม่ต้องลำบากมาก ยังงี้แหละคนมีความตั้งใจ มักทำสำเร็จได้โดยไม่ยากเกินไป” ผมได้แต่คิดดีใจในขณะที่พยายามเข้าไปเอาตังค์เพื่อนบ้านมาใช้ ในความมืดที่ฉาบทาทุกสรรพสิ่งให้อยู่ในความมืดมิด สายตาที่แหลมคมก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่าง มันไม่ใช่สิ่งของที่มีค่าอะไร แต่มันเป็นโจรอีกคนที่มาขโมยของเหมือนกับผม “ ไอ้ห่าเอ๋ย เสือกมาตัดหน้ากู............กูทำสมาธินานเกินไปเป็นหรือเปล่าวะ” ในขณะที่โจรอีกคนกำลังกวาดเก็บของมีค่าอยู่นั้น มีเสียงรถคันหนึ่งวิ่งมาจอดที่หน้าบ้าน “ ตายห่าล่ะว่ะ เจ้าของบ้านอีกคนมา มันทำไมเสือกกลับมาเร็วยังงี้วะ ปกติมันกลับดึกนี่หว่า” โจรอีกคนพึมพำ แต่ผมกลับไม่มีเวลาแม้แต่จะเอาของมีค่าอะไรมาได้ ในใจคิดแต่จะเผ่นหนี บังเอิญจริงๆตอนนั้นสมาธิที่ฝึกมาดีกลับตอกย่ำให้เสียดายผลประโยชน์ที่อุตส่าห์วางแผนมา ผมจึงตัดสินใจพุ่งตัวไปอย่างแรงที่ไอ้โจรคนแรกกะว่าจะแย่งเอาของมีค่าจากมันบ้างแล้วค่อยวิ่งหนีไป  ในขณะที่พุ่งตัวไปอวัยวะน้อยใหญ่ก็ได้ใช้งานไปด้วย เสียงดังตามจังหวะหมัดตีนอยู่เป็นระยะๆ ของแตกกระจาย สักพักไฟชั้นบนก็เปิดสว่าง เสียงของแม่สาวข้างนอกก็ดังขึ้นทุกขณะ เป็นเสียงที่ร้องให้เพื่อนบ้านมาช่วยจับขโมย ซึ่งได้ยินไม่ถนัดนัก  แต่ไอ้โจรคนนี้มันหมัดหนักจริงๆ ผมโดนเข้าหมัดหนึ่งทำเอาสลบจากนั้นก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย................

            ผมมารู้สึกตัวอีกทีอยู่ที่โรงพยาบาล มีตำรวจมาเฝ้าผมถึงสองคน ทำเอาใจคอไม่ค่อยดีคิดไปต่างนานา “กูซวยแล้วเงินก็ไม่ได้ซ้ำต้องมาโดนจับคดีลักทรัพย์อีก” ผมได้แต่คิดหาทางเพื่อจะหนี หน้าต่างก็เปิดอยู่ การควบคุมดูแลก็ไม่เข้มงวดอะไร อีกอย่างผมก็ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรนักหนา ทำทีลืมตาทำทีหลับหาทางหนีไปด้วย แต่มันช่างน่ากลัวอะไรอย่างนี้ แววตาของตำรวจอีกนายที่เฝ้ามองผมอยู่ มือข้างหนึ่งวางอย่างเรียบง่าย แต่อีกข้างสอดอยู่ในเสื้อมันคงเป็นปืนแน่แท้ ปืนที่พร้อมยิงตลอดเวลาเมื่อมีนักโทษหลบหนี “แม่จะเป็นอย่างไรหนอหากพรุ่งนี้ดูข่าวทางทีวีแล้วเห็นหน้าไอ้ลูกชายถูกวิสามัญคดีลักทรัพย์ แม่ต้องเศร้าที่ใจสุด เมื่อรู้ว่าลูกมาเป็นโจรและจากไปอย่างเงียบงัน หากต้องตายจริงๆ อยากบอกแม่ว่าที่ทำไปเพราะมีความจำเป็น ชาตินี้ไม่มีโอกาสตอบแทนค่าน้ำนมแม่ ชาติหน้าฉันใดขอให้เกิดเป็นลูกแม่อีกครั้งแล้วจะตอบแทน” ในนาทีนี้เองความกลัวเปลี่ยนเป็นความอาลัยและความสำนึกผิดมันหลั่งล้นจนเต็มหัวใจได้แต่หักห้ามน้ำตาที่จะบ่าไหล ความจริงของชีวิตหวนกลับมาอีกหนภาพความหลังหมุนมาและผ่านไปอย่างช้าๆ.............. ตำรวจอีกนายมองเห็นผมในนาทีที่เศร้าที่สุดของชีวิต และเดินตรงมาหาอย่างเอาจริงเอาจัง คุณคงจะพอรู้จิตใจของโจรอาสาสมัครอย่างผมได้ว่าเป็นอย่างไร สมาธิที่ว่าดีๆ ไม่รู้ขจรขยายไปไหนหมด ทำเอาเหงื่อออกไม่หยุด ตัวสั่นเป็นคนทรงเจ้าไปเลย

“คุณรู้สึกเป็นยังไงบ้างครับ”

“เออ.....เออ ดีแล้วครับ”

“ผมเป็นตำรวจประจำเขตนี้นะครับ ต้องขอบคุณแทนเจ้าของบ้านและประชาชนในเขตพื้นที่นี้ด้วยนะครับ ที่คุณช่วยจับผู้ร้ายคนนี้ มันก่อคดีลักขโมยประมาณ 10 คดีแล้วนะครับ ซึ่งทางตำรวจเองก็ตามตัวอยู่ จนวันนี้คุณทำได้ดีมากครับ”

 “??????????” 

พอผมได้ยินอย่างนี้ก็เริ่มจะเป็นผู้เป็นคนอีกหน ชีวิตตอนนี้เป็นสุขยิ่งกว่าขึ้นชิงช้าสวรรค์เสียอีก

“คุณไปทำอะไรแถวนั้นหรือครับ” ตำรวจหน้าเข้มอีกคนถามอย่างเอาจริงเอาจัง

“อ๋อ ผมไปเดินเล่นนะครับ”

“ตอนเที่ยงคืนเนี่ยนะ”

 “ครับ คือว่า ผมไม่มีอะไรทำ”

 “แล้วคุณเข้าไปในบ้านผู้เสียหายได้ไงครับ”

“จริงๆแล้วผมเห็นชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในซอยอย่างมีพิรุธนะครับ ผมสงสัยก็เลยแอบย่องตามไปดู..........แล้วโจรโดนจับได้อย่างไรครับ”

 “หลังจากที่มันทำร้ายคุณแล้วมันก็วิ่งออกมาและถูกพลเมืองดีช่วยกันจับไว้ได้ แต่โจรคนนี้มันชำนาญมากเลยนะครับ ทำงานแต่ละที่ไม่มีร่องรอยให้ตามจับได้เลย”

 “สงสัยมันคงซวยนะครับ ที่เจอผม...............มันเป็นใครครับคุณตำรวจ”

 “มันจะเป็นใครได้ละคุณพลเมืองดีเป็น........มันก็เป็นเพื่อนรักของคุณนั่นแหละ ตอนนี้ทางเรากำลังสืบว่า คุณเกี่ยวข้องด้วยหรือเปล่า......” ตำรวจตอบพร้อมกับจ้องหน้าเขาเหมือนจะเอาเรื่องให้ได้

 “.......................” ฯ.

 

 

 

 
 

คลินิกเรื่องสั้น 59

โจรปริญญา (ตี) โดย สุพรรณ์ ก้อนคำ

 

ตามจริงแล้ว คุณสุพรรณ์เป็นคนที่มีความสามารถในการเล่าเรื่อง คุณเขียนหนังสือได้ลื่นไหลและอ่านสนุก หากแต่เรื่องสั้นเรื่องนี้ของคุณพล๊อตค่อนข้างเก่าไปหน่อย จึงทำให้คุณไม่อาจแสดงความสามารถได้เท่าที่ควร เพราะคนอ่านคาดเดาตอนจบของเรื่องได้ อยากแนะนำให้คุณลองหาพล๊อตเรื่องที่แปลกใหม่ออกไป

            สิ่งที่เป็นปัญหาของคุณในเรื่องนี้ก็คือบทสนทนาของ “ผม” กับเพื่อนในตอนต้นเรื่อง ซึ่งไม่ได้ย่อหน้าในคำพูดของแต่ละคน หากแต่ใส่เพียงเครื่องหมายคำพูดแล้วพิมพ์ต่อกันทั้งย่อหน้า ทำให้อ่านยาก หากแบ่งเป็นคำพูดคนละบรรทัดอย่างในตอนท้าย (ควรจะย่อหน้าทุกคำพูดด้วย) จะช่วยให้อ่านง่ายขึ้น

            คุณสุพรรณ์มาดีตลอดเรื่องแล้ว แต่มาหลุดในบรรทัดสุดท้ายอยู่คำหนึ่ง ตรง ตำรวจ... “จ้องหน้าเขา” เพราะที่ถูกต้องเป็น ตำรวจ... “จ้องหน้าผม”  ต่อไปคงต้องอ่านทวนให้มากรอบขึ้นครับ เพื่อจะได้ไม่หลุดอีก

            อย่างไรก็ตาม คุณมีแววว่าจะเป็นนักเขียนเรื่องสั้นที่ดี ขอให้ตั้งใจฝึกฝนต่อไปนะครับ

 

ประภัสสร เสวิกุล

26 พฤศจิกายน 2553






คลีนิกเรื่องสั้น

รายการชีวิต
มือศิลป์ article
Love is....
อกแกก็อกฉัน...อกฉันก็อกแก article
ร่วมกินโต๊ะ
ภาพของฉัน article
คืนข้ามปี article
เหรียญบาทกับโบสถ์กลางน้ำ article
ใส...ซื่อ...บริสุทธิ์ (ใจ) article
นิยายรัก ฉบับป้าหมู article
สายน้ำที่ขาดหาย article
อรุณรุ่ง article
บ้านนั้นเขามีงานศพ article
หีบเชี่ยนหมากของอ้ายแก้ว article
การผ่านพ้นแห่งยุคสมัย article
แม่น้ำเจ้าพระยา article
เธอสุขได้อย่างไรเมื่อผองชนทุกข์ยากลำเค็ญ article
เมื่อโลกนี้ไร้สีสัน... article
ลั่น article
เสมือนรังดักแด้ที่เฝ้าฟูมฟักผีเสื้อให้โบยบิน article
แหว่ง article
รุ้งกินน้ำของปานวาด article
กล่องความทรงจำเก่า...และเงารัก article
จอมโจรหนอนหนังสือ article
มาลัยวรรณกรรม article
ห้องแห่งมิติอนันต์ article
ครูจันทร์ผ่อง ของแม่ article
จุกน้ำปลา...พาโชค article
เวลาของพ่อ article
การค้นพบตัวเองที่ไม่ใช่ตัวเอง article
เพียงภาพในวัยเยาว์ article
น้ำตาลทราย article
การเดินทางของชายชรา article
พันธะพรหมลิขิต article
บทเรียนน้ำตา article
กลางเมืองหลวง article
ประตูที่ถูกเลือก article
ร้องเรือ: ลำนำที่ผันแปร article
ดาวน์ความสำเร็จ article
ไอ้หมา article
คุณย่ากับคุณป้าข้างบ้าน article
ข้างหลังภาพนั้น article
วัฏพินาศแห่งสยามประเทศ article
คลีนิกเรื่องสั้น 16 article
หรือฉันเองที่แตกต่าง article
เด็กชายวิสรุจณ์...ซุกซน article
ใบไม้เปลี่ยนสี article
มรดกพ่อ article
ก้าวแรกของนักล่าดวงจันทร์ article
เพื่อนตาย article
หุ่นยนต์สังกะสี article
คิดถึงพ่อ article
สาวหน้าใสกับหัวใจน้องเหมียว article
แดร๊กคิวล่ากระหายเลือด...ของคุณ article
ก็เพราะว่า...เรารักนาย article
อ้อมกอดทะเล article
เรือของพ่อ article
ไม่โกรธใช่ไหม article
ในความทรงจำ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ