วันเด็กซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม นับเป็นกิจกรรมระดับชาติกิจกรรมแรกในศกใหม่ของไทย ด้วยการที่ตระหนักถึงความสำคัญของเด็กและเยาวชนซึ่งจะเป็นอนาคตของชาติ หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนจึงพากันจัดงานวันเด็ก เพื่อให้เด็กได้รื่นเริงสนุกสนานไปพร้อม ๆ กับการที่มีโอกาสสัมผัสงานต่าง ๆ ที่ผู้ใหญ่ทำอยู่ในปัจจุบัน เพื่อเป็นแรงบันดาลใจแก่เด็กและเยาวชนในการที่จะเข้ามามีบทบาทในด้านต่าง ๆ แทนที่คนรุ่นนี้ในวันหนึ่งข้างหน้าเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น
และสถานที่ที่พวกเด็ก ๆมักจะชอบไปกัน ก็ได้แก่ค่ายทหาร สนามบินของกองทัพอากาศ และเรือรบที่จอดทอดสมอ โดยพากันปีนเข้าไปในรถถัง ขึ้นไปนั่งบนเครื่องบิน หรือลงไปในเรือ ด้วยความใฝ่ฝันที่จะทำหน้าที่เป็นนักรบ นักบิน หรือประจำการในเรือรบ เพื่อปกป้องชาติบ้านเมือง ขณะที่ทำเนียบรัฐบาลก็ได้รับความสนใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน โดยเฉพาะเก้าอี้ประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งซึ่งเด็กหลายคนอยากจะขอไปลองนั่งสักครั้งหนึ่งในชีวิต
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ทำเนียบรัฐบาลได้จัดกิจกรรมที่แปลกใหม่ไปกว่าทุกปี ซึ่งเรียกว่า จิ๋วเรนเจอร์ นั่นคือการคัดเลือกเด็ก ๆ จำนวนหนึ่งในโครงการของ กทม.มารับการฝึกหัดจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและความเรียบร้อยภายในทำเนียบรัฐบาล โดยเฉพาะการที่เด็ก ๆ ทั่วไปจะไปนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังได้คัดเลือกเด็กที่ผ่านการฝึกจำนวน 6 คน มาทำหน้าที่เป็นองครักษ์พิทักษ์นายกฯ คอยอารักขานายกรัฐมนตรีในช่วงที่มาปฏิบัติราชการในงานวันเด็กปีนี้ด้วย
ถ้ามองผ่าน ๆ เราท่านก็อาจจะเห็นว่าโครงการ จิ๋วเรนเจอร์ นี้ เป็นโครงการแบบเด็ก ๆ ที่น่ารักน่าเอ็นดูดี แต่หากคิดอะไรให้ลึกไปกว่านั้น ก็อาจจะเกิดคำถามตามมาหลายประเด็นด้วยกัน ประเด็นแรกก็คือ นอกจากการปลูกฝังจิตใจเด็กและเยาวชนให้ปกป้องชาติบ้านเมืองเช่นที่ผ่านมาแล้ว เดี๋ยวนี้เรามีการปลูกฝังจิตใจเด็ก ๆ ให้ปกป้องนายกรัฐมนตรีด้วยหรือ?
คำถามประเด็นที่สองก็คือ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำลังบ่มเพาะความรู้สึกบางอย่างในใจของเด็ก ๆ หรือเปล่า เช่นความรู้สึกที่เป็นปฏิปักษ์กับคนบางกลุ่มที่มีความคิดเห็นแตกตางไปจากรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้เพราะเด็กยังด้อยประสบการณ์และวิจารณญาณ พวกเขาจะสร้างมโนทัศน์ของตนเองจากคำพูดที่ได้ยินและภาพที่ได้เห็น ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาเหตุการณ์การชุมนุมและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ย่อมจะเป็นสิ่งติดหูตาของเด็ก ๆ และเยาวชน เมื่อมาผสมกับการฝึกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็อาจทำให้เด็ก ๆ เกิดความรู้สึกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย และนิยมการใช้กำลังในการแก้ไขปัญหาโดยปริยาย
เด็กและเยาวชนนั้นเหมือนแผ่นกระดาษเปล่า ที่เราอาจพับให้เป็นปืน หรือเป็นนกพิราบก็ได้แต่ต่างกันที่การพับกระดาษนั้น เป็นการประดิษฐ์ที่เราทำเล่นเอง และสนุกเอง ไม่ได้มีผลอะไรต่อใคร แต่การประดิษฐ์เด็กให้เป็นโน่นเป็นนี่นั้น มีผลอย่างมากมายในอนาคตทั้งต่อตัวเด็กเอง สังคม และประเทศชาติ
ในสมัยที่พรรคนาซีปกครองเยอรมัน ก็เคยใช้เด็กและเยาวชนเป็นเครื่องมือด้วยการจัดตั้งยุวนาซีขึ้นมาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยทหารและตำรวจในด้านต่าง ๆ รวมทั้งการปกป้องฮิตเล่อร์ และสอดส่องพฤติกรรมของประชาชน
ผมไม่อยากคิดเลยเถิดไปถึงว่า หาก จิ๋วเรนเจอร์ ในงานวันเด็กปีนี้ ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี เผลอ ๆ เมืองไทยในยุคนี้ ก็อาจมี ยุว อะไรสักอย่างทำหน้าที่แบบเดียวกันยุวนาซีในสมัยนั้นก็ได้นะครับ