เคยคิดไหมครับว่า ปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชาที่เกิดขึ้นในเวลานี้ มีสาเหตุสำคัญมาจากบาดแผลในใจของคนไทยและคนกัมพูชา และเป็นบาดแผลที่แต่ละฝ่ายต่างก็ไม่ยอมให้เกิดขึ้นอีกและไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องแผลของตนเป็นอันขาด
ถ้าเรามองปราสาทหินบนเขาพระวิหารด้วยสายตาของคนทั่ว ๆ ไป ก็คงจะเห็นว่าเป็นเพียงโบราณสถานแห่งหนึ่ง แต่สำหรับคนกัมพูชาคงไม่ได้คิดเช่นนั้น เพราะเขารู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมและอารยธรรมของดินแดนที่เป็นประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน ขณะที่คนไทยส่วนใหญ่ก็คงไม่ได้มีความรู้สึกผูกพันอะไรกับปราสาทหินมากมายเท่าไหร่นัก หากแต่เรานึกถึงเรื่องการสูญเสียอาณาเขตที่เคยขึ้นอยู่กับเราให้แก่ฝรั่งเศสในยุคของการล่าอาณานิคมมากกว่า
หากพูดกันตามความเป็นจริงแล้ว ในประเทศไทยก็มีปราสาทหินสมัยขอมอยู่หลายแห่ง เช่น ปราสาทหินพิมาย ที่นครราชสีมา ปราสาทหินพนมรุ้ง ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ปราสาทหินศีขรภูมิ ที่สุรินทร์ ปราสาทหินโดนตวน ที่ศรีสะเกษ เป็นต้น ซึ่งหลายแห่งคนไทยก็อาจจะไม่รู้จักหรือสนใจที่จะไปชมเลยด้วยซ้ำ และประเทศไทยเองก็มีความไม่ชัดเจนเรื่องพรมแดนกับกัมพูชา รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ อยู่หลายจุด แต่ก็ไม่เป็นประเด็นเท่ากับพื้นที่ทับซ้อนบริเวณเขาพระวิหาร
ขณะที่คนไทยมีบาดแผลในใจเรื่องการเสียดินแดนหลายครั้งหลายคราว กัมพูชาเองก็มีบาดแผลในใจเรื่องการเสียบ้านเสียเมือง ตั้งแต่สมัยโบร่ำโบราณ จนถึงการตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส และเหตุการณ์บ้านแตกสาแหรกขาด รวมทั้งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในสมัยเขมรแดง ซึ่งทั้งการเสียดินแดน และการเสียบ้านเมือง เป็นเสมือนภาพหลอนในกระจกเงา ที่ทุกครั้งที่ไทยและกัมพูชามองดูเงาของตัวเองในกระจกเมื่อไหร่ก็จะต้องเห็นภาพหลอนและบาดแผลดังกล่าวทุกครั้งไป
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะมองเห็นได้ลาง ๆ ว่า จริง ๆ แล้วไทยไม่ได้มีความต้องการปราสาทหินบนเขาพระวิหารสักเท่าไหร่ แต่ไม่ต้องการที่จะเสียดินแดนที่ปราสาทหินตั้งอยู่ต่างหาก และกัมพูชาเองก็อาจจะไม่อยากได้พื้นที่ 4.6 ตน.กม.จากไทยอย่างจริงจัง หากแต่ต้องการเพียงตัวปราสาทหินเท่านั้น แต่ไทยจะยกปราสาทหินให้กัมพูชา โดยไม่ให้เอาแผ่นดินไปด้วย แบบเพลง แบ่งสมบัติ ของไวพจน์ เพชรสุพรรณ ก็คงเป็นไปไม่ได้
มีนักวิชาการหลายท่านได้พยายามที่จะอธิบายให้เห็นว่าการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก มิได้มีผลผูกพันถึงเรื่องเขตแดนของไทยและกัมพูชา ซึ่งทั้งสองฝ่ายสามารถไปเจรจาหาทางตกลงเรื่องเขตแดนกันได้ในภายหลังและถึงแม้ไทยจะเป็นผู้เสนอเรื่องการขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกับกัมพูชา ก็อาจจะกำหนดเรื่องเขตแดนเป็นข้อสงวนไว้ก่อนได้เช่นกัน
ปราสาทหินเขาพระวิหารนั้น กล่าวตามจริงแล้วก็ไม่ใช่ทั้งของไทยและของกัมพูชา ทั้งคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมและอารยธรรมนั้น ก็สูงส่งเกินกว่าชาติใดชาติหนึ่งจะเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัว แต่ควรเป็นมรดกของมนุษยชาติทั้งมวล ที่คนทั้งโลกสามารถมีสิทธิมาชื่นชมได้โดยเสรี หากไทยและกัมพูชาร่วมกันบริหารจัดการและแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเหมาะสม ก็น่าจะเป็นผลดีต่อทุก ๆ ฝ่าย หรือถ้าหากไทยและกัมพูชายังไม่อาจหาข้อยุติในเรื่องต่าง ๆ ได้ ก็อาจให้องค์กรกลางเข้ามาดูแลไปพลางก่อน ซึ่งองค์กรกลางที่ว่านี้อาจมาจากอาเซียน หรือสหประชาชาติ ก็ได้ครับ เพราะถึงอย่างไรการทำให้เขาพระวิหารเป็นดินแดนแห่งสันติภาพ มิตรภาพ และความร่วมมือ ก็ย่อมจะดีกว่าการทำให้บริเวณนี้เป็นเขตสงคราม และการสู้รบ อย่างแน่นอน
การที่ไทยและกัมพูชาเข้าใจถึงบาดแผลที่อยู่ในใจของกันและกัน จะทำให้เกิดความเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น เพราะทั้งไทยและกัมพูชาต่างก็เป็นเหยื่อของชะตากรรม
และบางทีคนไทยก็จะเลิกคาดเดาว่า เหตุการณ์การปะทะกันที่แนวชายแดน เป็นเพราะกัมพูชาต้องการสร้างปัญหาภายนอกเพื่อเบี่ยงเบนปัญหาภายในประเทศ หรือฮุน เซน กำลังทำตัวเป็น ป๋าดัน เพื่อผลักดันลูกชายให้สืบทอดอำนาจแทนตน
และกัมพูชาเองก็จะได้เลิกมองไทยว่าเป็นชาติกระหายสงคราม หรือชอบทำตัวเป็นปลาใหญ่กินปลาเล็กเสียที
.....................................