ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


รายการชีวิต
 

 

            "ยายอ่อน  ยายอ่อน"
เสียงเรียกของหญิงวัยกลางคนจากตีนบันไดชั้นล่าง เธอยืนห่างจากกลุ่มคน 5
คน ผู้ยืนดูเธอเรียกเจ้าของบ้าน  สักพัก ชายวัยกลางคนก็เดินลงจากบันไดมา
ยกมือไหว้ทุกคนผู้มาเยือน ข้างบนบ้านบริเวณระเบียงมีเด็กชายวัยราว 10
ขวบสองคน มองลงมาอย่างสนอกสนใจ
ที่หน้าต่างห้องบนชั้นสองก็มีเด็กสาวสองคนที่โผล่หน้าลอบมองจากหน้าต่าง
มองกลุ่มคนและรถตู้สีขาว พร้อมกับรถเก๋งป้ายแดงคันหนึ่ง
ที่จอดอยู่ข้างแคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นมะม่วงในบริเวณบ้านแบบชนบทที่มีความร่มรื่นด้วยต้นไม้
ภายในเนื้อที่กว้างขวาง
มีรั้วไม้ที่ถูกเกาะเต็มด้วยพืชไม้เลื้อยที่เก็บกินได้สารพัน

          หญิงวัยกลางคนคุยกับชายลูกเจ้าของบ้านอยู่พักหนึ่ง กลุ่มคน 5
คน แต่งกายไม่เหมือนชาวบ้านบริเวณนี้
ชายหนึ่งและหญิงหนึ่งกำลังยืนอยู่ห่างคนอื่นๆ
เพราะกำลังคุยโทรศัพท์มือถืออยู่
ชายไว้หนวดกำลังนั่งอยู่บนแคร่ไม้ไผ่โดยไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าของบ้าน
กำลังสูบบุหรี่พร้อมกับกดดูข้อความในโทรศัพท์มือถือ
ส่วนชายสองคนที่ยืนอยู่หลังหญิงวัยกลางคนมีใบหน้ายิ้มแย้มดี
ทั้งสองพูดจาพลางยกไม้ยกมือประกอบ ทำให้ชายวัยกลางคนรู้สึกตื่นเต้นไปด้วย

      "เชิญทุกคนขึ้นไปบนเรือนก่อนครับ"
ชายวัยกลางคนผายมือชวนทุกคนขึ้นไปบนบ้าน
แต่หญิงวัยกลางคนขอตัวไปทำธุระที่อื่นต่อ
"เอกคุยเรื่องรายละเอียดกับทีมงานรายการทีวีต่อละกัน
แล้วพรุ่งนี้พี่จะแวะเข้ามาอีกรอบ"
     "ได้ครับ  พี่แดง" ชายวัยกลางคน พร้อมกับชายสองคนยกมือไหว้
หญิงชื่อแดง หันแวบไปเจอทีมงานชายหนึ่ง  หญิงหนึ่งที่หันหน้าไปทางอื่น
ยืนห่างออกไปเพราะกำลังคุยโทรศัพท์มือถืออยู่ จึงตัดสินใจไม่บอกลา
ขณะเดินผ่านแคร่ไม้ไผ่ ทีมงานรายการทีวีชาย
ที่กำลังสูบบุหรี่จวนจะหมดแล้ว รีบทิ้งบุหรี่แล้วยกมือไหว้อย่างเร็ว

       "ขอบคุณพี่ อสม. มากครับที่อำนวยความสะดวกให้รายการของเรา"
หญิงชื่อแดง ผู้เป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน
หยุดยืนหน้าแคร่พูดแนะนำสองสามประโยค
ก่อนเดินไปที่มอเตอร์ไซค์ที่จอดไว้ไม่ห่างจากรถเก๋งป้ายแดง แล้วขี่ออกไป

     สักพักหญิงชรา นุ่งชุดขาว มีผ้าคล้ายสไบเฉียงพาดบนบ่า
ซ้อนรถซาเล้งพ่วงมอเตอร์ไซค์ เดินเข้ามา ชายชื่อเอก
ลูกเจ้าของบ้านกล่าวกับทีมงานชาย 4 คน
ที่ทยอยมานั่งบนเสื่อรับรองที่เขาปูไว้
    "แม่ผมครับ เพิ่งกลับมาจากวัด คนนี้แหละครับ อายุ 86 ปี
ชนะเลิศเทพีผู้สูงอายุประจำจังหวัด ที่พวกคุณติดต่อให้ออกทีวี"
เขาพูดแบบชาวบ้าน ทำเอาทีมงานทั้งสี่ชีวิตอดอมยิ้มไม่ได้
ชายไว้หนวดมองไปที่ยายอ่อนแล้วยิ้ม

   "ยายแกดูแข็งแรงเหมือนคนหกสิบกว่าๆ เลย อย่างงี้ตามคอนเซ็ปต์ของรายการเลย"

     หนึ่งในสี่คนตะโกนลงไปที่ชั้นล่าง
     "สุดา ยายมาแล้ว   ทำงานหน่อยน้อง   คุยโทรศัพท์อยู่นั่นแหละ
พระเอกเขาไม่หนีไปไหนหรอก"
แล้วเขาหันมาอมยิ้มพูดให้เพื่อนที่มาด้วยกันได้ยินอย่างแผ่วเบา
"อย่างน้อยก็พักหนึ่งล่ะ จนกว่าจะเบื่อ"

      หญิงสาวพูดอีกสองสามคำ แล้วปิดฝาโทรศัพท์ลง เธอสูดหายใจเร็วๆ
แล้วรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปที่ยายอ่อน ผู้ที่ทางรายการของเธอ
ซึ่งเป็นรายการเกี่ยวกับสุขภาพและอาหาร
ได้ติดต่อมาขอนำเสนอเรื่องชีวิตและเป็นอยู่
ทางรายการได้จัดฉากเป็นแบบเรียลลิตี้โชว์
สุดาเป็นผู้ดำเนินรายการในช่วงนี้ เธอจะต้องพักอยู่กับยายอ่อนเป็นเวลา 2
วัน 1 คืน โดยวันสุดท้ายจะใช้เวลาเพียงครึ่งวันเก็บรายละเอียดงานที่เหลือแล้วทุกอย่างก็จะสิ้นสุดลง

      ยายอ่อนมองสุดาอย่างคนแก่ใจดีคนหนึ่ง ยายมีรูปร่างผอมบาง
ท่าทางแข็งแรงกระฉับกระเฉง
สุดายิ้มให้ยายอ่อนอย่างชื่นชมแล้วยกมือไหว้อย่างนอบน้อม
พร้อมกับรีบกุลีกุจอดึงตะกร้าเปล่าใบใหญ่ออกจากมือยายมาช่วยถือให้
ยายอ่อนขึ้นไปบนเรือนพร้อมกับนั่งฟังลูกชายกับทางทีมงานตกลงเรื่องที่จะถ่ายทำเรื่องราวของแก
ซึ่งทั้งหมดแกก็ไม่ขัดอะไร ทุกอย่างเป็นไปตามที่ลูกชายแกตกลงกับทีมงาน
สักพักลูกสะใภ้แกยกขนุนจานใหญ่พร้อมน้ำต้มดอกกระเจี๊ยบมารับรองทีมงาน
นางมานั่งล้อมวงคุยด้วย ลูกสะใภ้มองคนทั้งหมดแล้วอดถามไม่ได้

    "เวลาเขาถ่ายละครเขาใช้คน 5 คนเองหรือคะ"

    หนึ่งในทีมงานยิ้มให้เจ้าของบ้าน "นี่ไม่ใช่ละครครับ
จะใช้คนทำงานน้อยหน่อย แต่พรุ่งนี้ก็จะมากันครบทีมมากกว่านี้
ตอนนี้ทีมงานที่เหลือต่างคนก็มีงานต้องทำครับ ยุ่งๆ หน่อย"
     เจ้าของบ้านพยักหน้ารับทราบ
แล้วก้มหน้าลงอ่านกระดาษรายการที่ทีมงานนำมาให้เขาดู
     "เอ  ตรงนี้เห็นจะไม่ได้นะคุณ
ที่คุณจะให้แม่ผมไปพายเรือกับหนูสุดา แม่ผมแกเป็นโรคกลัวน้ำ"
ลูกชายยายอ่อนพูดท้วง
พร้อมกับชี้มือไปที่กระดาษบอกรายการที่จะต้องถ่ายทำในวันพรุ่งนี้
   "งั้นเราตัดพายเรือออกก็ได้ครับ
แต่ตรงที่ไปวัดที่ต้องขึ้นบันไดนาคไปไหว้พระเจดีย์บนวัด
บันไดเกือบหกร้อยขั้น"
หนึ่งในทีมงานหน้าม่อยลงเพราะกลัวยายอ่อนทำไม่ได้อีก
     "อ๋อ แม่ผมเดินขึ้นบ่อยๆ ครับ วัดนั้นแม่ผมไปไหว้พระประจำ"
คำพูดนี้ ทำให้ทีมงานหลายคนยิ้มอย่างโล่งอก"

   "งั้นเอาตามนี้นะครับ พรุ่งนี้เราเริ่มถ่ายทำกันเลย"

    วันรุ่งขึ้น รายการได้ถูกถ่ายทำอย่างที่ได้ตระเตรียมไว้ ภาพของ สุดา
หญิงสาววัยรุ่นผู้ดำเนินรายการที่ยายอ่อนเห็นวันแรก หายไปหมดทั้งสิ้น
จากหญิงผมยาว ผมถูกรวบมัดอย่างเรียบร้อย เธอเปลี่ยนเป็นนุ่งผ้าถุง
ใส่เสื้อพื้นบ้านตามยายอ่อน
แม้ว่ายายอ่อนจะเห็นว่าเธอดูไม่ค่อยชินกับผ้าถุงก็ตาม
แต่เธอก็เดินเหินได้อย่างทะมัดทะแมง สีแดงบนริมฝีปาก
สีชมพูบนแก้มขาวใสถูกลบออกจนเกลี้ยง สร้อยกำไลและแหวนก็ถูกถอดออกเช่นกัน
ยายอ่อนได้ยินว่า
เป็นไปตามคอนเซ็ปต์ของรายการที่ต้องทำให้สุดาดูเหมือนหลานของยายอ่อนมากที่สุด

      สุดากับยายอ่อนเริ่มทำกิจกรรมด้วยกันตั้งแต่เช้ามืด ไก่เริ่มขัน
ทั้งคู่ใส่บาตรพระในหมู่บ้าน ไหว้พระทำวัตรเช้าในห้องพระของบ้าน
ซึ่งลูกหลานคนอื่นๆ ได้ย้ายออกเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะถ่ายทำเสร็จ
ทำให้สุดาต้องอยู่กับยายอ่อนตลอดหนึ่งวันและหนึ่งคืนเต็ม
สุดาชวนยายอ่อนคุยตลอดเวลา เวลาเดินไปไหนด้วยกันก็จะจับมือยายอ่อนตลอด
แม้แต่นอกการเข้าฉากถ่ายทำก็ตาม ทำให้ยายอ่อนรู้สึกพอใจสุดาอย่างรวดเร็ว
สุดาต่างจากหลานคนอื่นๆ ของแก ตรงที่เอาใจเก่งคุยเก่ง
มีหน้าตาที่สวยงามน้องๆ นางเอกที่ยายชอบดูในละคร
และยายอ่อนยังจำคลับคล้ายคลับคลาได้ว่า สุดาเคยเล่นละครสั้นเป็นตอนๆ
ทางทีวีช่องหนึ่ง สุดายังบอกอีกว่า
เธอได้รับการติดต่อให้ไปแสดงไปเป็นตัวประกอบอยู่เรื่อย
อีกไม่นานเธออาจจะได้เล่นเป็นนางเอกภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง
ซึ่งเธอไปทดสอบหน้ากล้องแล้ว  และคงถูกเรียกตัวเร็วๆ นี้

       ทั้งคู่เดินไปตลาดด้วยกัน สุดาโอบกอดยายอ่อนเป็นพักๆ
เธอหอมแก้มยายอ่อนฟอดใหญ่
เมื่อยายอ่อนซื้อสายบัวกับปลาทูและบอกว่าจะไปแกงให้เธอกินตามบท
ทั้งคู่กลับมาพักกลางวันที่บ้านของยายอ่อน สุดากับยายเข้าครัว
หยิบจับข้าวของที่ซื้อมาจากตลาด สุดาหยิบกระทะ
ส่วนยายอ่อนหยิบครกกับสากมาโขลกน้ำพริกตั้งใจจะทำอาหารเลี้ยงทีมงานแต่สักพัก
พอผู้กำกับสั่งคัท   ยายอ่อนก็ถูกเชิญให้ไปนั่งรอที่ชานเรือน
ลูกชายแกบอกว่า อาหารถูกเตรียมมาแล้ว แม่ไม่ต้องทำหรอก
แต่แม่ต้องทำเป็นว่า
ต้องกินอาหารที่ตัวเองกับหนูสุดาช่วยกันทำอย่างเอร็ดอร่อย

      แกงสายบัวใส่ปลาทู ไข่ทอดชะอม ต้มโคล้งปลากรอบใส่ใบมะขามอ่อน
น้ำพริกกะปิ พร้อมผักลวกจานใหญ่ ถูกทีมงานยกมา
ยายอ่อนมองอาหารที่แกโปรดปรานแล้วรู้ทันทีว่าลูกชายแกต้องบอกทางทีมงานแน่ๆ
ว่าแม่ชอบกินอะไร แกเห็นสุดากินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย
แกจึงตักแกงให้อย่างเอ็นดู สุดายกมือไหว้ยิ้มรับอย่างอ่อนหวาน
พอยายอ่อนตักข้าวเพิ่มให้สุดายกมือไหว้อย่างเคย
พร้อมกับยิ้มให้กล้องแล้วเอ่ยว่า
      "อาหารพื้นบ้านนี่ดีต่อสุขภาพจริงๆ นะคะ
นี่เองเป็นเคล็ดลัดที่ทำให้คุณยายมีร่างกายที่แข็งแรงกระฉับกระเฉง
ดูอ่อนวัยได้ถึงขนาดนี้"  พอผู้กำกับสั่งคัท สุดาก็อิ่มพอดี
ข้าวที่ยายอ่อนตักให้ สุดาปฏิเสธอย่างนุ่มนวลว่า เธอเป็นโรคกระเพาะ
กินมากไป หรือน้อยไปไม่ได้

     หลังจากนั้นทั้งคู่พากันไปเก็บมะม่วง ที่สวน สุดาใช้ไม้ยาวๆ
สอยมะม่วงอย่างคล่องแคล่ว พอตกบ่าย แดดไม่แรง ทั้งคู่จึงพากันไปที่วัด
เดินขึ้นบันไดนาคราวหกร้อยขั้น  สุดาออกอาการเหนื่อยหอบกว่ายายอ่อนมาก
ยายต้องคอยรอเธอเป็นระยะๆ เสียงผู้กำกับตะโกนบอกขณะที่ทั้งคู่เดินอยู่

  "นั่นแหละดี  ดีแล้ว  สุดา  เทคหน้าเหนื่อยมากๆ หน่อย
ยายแกจะได้ดูแข็งแรงกระชุ่มกระชวย ไม่เหนื่อยง่ายๆ  ยายครับ
เทคหน้ายายขยับแกว่งแขนมากๆ นะ จะได้ดูกระฉับกระเฉง
สุดามือน้องต้องตกกว่านี้นะ  เข้าใจมั้ย"

     ยายอ่อนทำตามผู้กำกับอย่างว่าง่ายในฐานะดาราจำเป็น
ส่วนสุดานั้นเธอทำหน้าที่ได้อย่างเป็นธรรมชาติมาก
หลังจากที่ทั้งคู่ไหว้พระเจดีย์แล้ว ก็กลับมาที่บ้าน พี่แดง อ.ส.ม.
แวะเข้ามาเข้ากล้อง
โดยพูดถึงรายละเอียดที่ยายอ่อนได้รางวัลเทพีผู้สูงอายุประจำจังหวัด
ซึ่งคัดเลือกจากผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ
ไม่เป็นเบาหวาน ไม่เป็นความดันสูง หรือโรคประจำตัวอื่นๆ
ซึ่งหลังจากนั้นทั้งคู่ได้กินข้าวเย็นที่ร่วมกันแบบง่ายๆ
และยายอ่อนได้กางมุ้งให้สุดา พร้อมสุดาได้ส่งยายอ่อนเข้านอนในมุ้ง

     "คัท" เสียงผู้กำกับตะโกนลั่น
     "โอเคจบแล้ว ดีมาก สุดา ดีมากน้อง มีแววนางเอกนะเนี่ย จบแล้ว
ขอบคุณมากครับยาย  ยายแสดงอารมณ์ได้ดีมากเลย"

       สุดากับทีมงานไหว้ลายายอ่อนและครอบครัว ยายอ่อนงงมาก
นึกว่าสุดาจะนอนค้างด้วยจริงๆ แต่อย่าไรก็ตาม
ยายอ่อนได้ให้ลูกชายขนเอาผลไม้จากสวนที่ได้เตรียมไว้แล้วให้ทีมงานเป็นของฝาก
ยายอ่อนสวมกอดสุดาอย่างรักใคร่ มือพลางลูบหัวและอวยพรให้ไม่ขาดปาก
     "ยายขอให้หนูได้เป็นนางเอกมีชื่อเสียงนะลูกนะ"
    "ค่ะยาย  ขอให้ยายอายุยืนๆ มีสุภาพแข็งแรงนะคะ"

        ตั้งแต่วันที่สุดาจากไป ยายอ่อนก็มักติดตามข่าวคราวของเธอไม่ขาด
มีข่าวว่าเธอได้แฟนใหม่เป็นนักร้องนำวงดนตรีชื่อดัง
และทั้งรายการและละครทีวีที่สุดาแสดง ยายอ่อนก็ตามดูไม่ขาด

        6 เดือนต่อมา
ยายอ่อนถูกชวนให้ไปปฏิบัติธรรมที่สำนักแม่ชีที่สิงห์บุรี จริงๆ
ตอนแรกยายอ่อนก็ไม่อยากไป เพราะต้องนั่งรถนานกลัวปวดเข่า
แต่ได้ข่าวมานานแล้วว่า แม่ชีท่านนี้มีชื่อเสียงด้านวิปัสสนากรรมฐาน
ซึ่งยายอ่อนก็สนใจฝักใฝ่เรื่องนี้อยู่แล้ว จึงได้ตัดสินใจไป
พอไปถึงได้พักหนึ่งแล้ว มีคนรู้จักที่มาปฏิบัติธรรมในสำนักนี้
เล่าให้ฟังว่า ได้มีรายการทีวีมาถ่ายทำการปฏิบัติธรรมของแม่ชีเจ้าสำนัก
ยายอ่อนแลเห็นชายไว้หนวดที่เป็นหนึ่งในทีมงานที่เคยไปบ้านของแก
จึงรีบไปถามหาสุดา ชายไว้หนวดบอกว่า ทางรายการถ่ายทำเสร็จแล้ว
สุดาไม่ได้กลับกับรถตู้ แต่เอารถมาเองโดยมีแฟนหนุ่มขับรถมาส่งและรอรับ

      ยายอ่อนดีใจมาก กึ่งวิ่งกึ่งเดินฝ่าแดดค่อนข้างร้อนในยามบ่าย
พอเดินมาได้กลางทางก็พลันนึกถึงชะลอมใส่มะม่วงกวนที่จะเอามาฝากคนรู้จัก
แต่ลืมทิ้งไว้ที่รถตู้  "เดี๋ยวสักพักข้าจะย้อนกลับมาเอาไปฝากหนูสุดา
แต่ตอนนี้ต้องรีบหน่อย เดี๋ยวคลาดกัน" ยายอ่อนคิดในใจ

      รถเก๋งป้ายแดง
ที่ยายอ่อนพอจำสีและยี่ห้อได้ว่าเคยจอดภายในรั้วบ้านแก จอดอยู่ข้างหน้า
สุดา หญิงสาวผู้น่ารัก อ่อนน้อมถ่อมตนนั่งถือพวงมาลัยอยู่ในรถ
มีหนุ่มผมชี้หน้าตาดี นั่งอยู่ด้วยกันที่เบาะหน้า
สุดาใส่ชุดขาวราวกับแม่ชี เกล้าผมมวย
แต่เธอดึงยางรัดให้ผมสลายออกและขยับตัวเหมือนอยากสลัดชุดที่ใส่ออกไปให้พ้นตัว
เธอมองตรงมาข้างหน้าพร้อมกับรถที่เคลื่อนตัวออกจากลานจอดรถมาอย่างเชื่องช้า
ยายอ่อนยืนขวางหน้ารถอย่างไม่รู้ตัว สบสายตากับสุดาอย่างจัง
ยายอ่อนยิ้มให้เธอ แต่สุดามีสีหน้าเรียบเฉย ยายอ่อนยืนเก้กังสักพัก
จนสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงแตรรถดังลั่น แล้วขยับตัวให้ยืนชิดข้างทาง
รถเก๋งป้ายแดงโอ่อ่าค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านยายอ่อนอย่างช้าๆ
ชายหนุ่มผมชี้เอานิ้วจิ้มแขนสุดาแล้วชี้มาทางยายอ่อน กระจกรถค่อยๆ
เลื่อนตัวลงอย่างช้าๆ แล้วหยุดลงเมื่อเลื่อนลงเพียงกึ่งเดียว
ยายอ่อนรู้สึกถึงไอเย็นพุ่งพวยออกมาจากกระจกที่เลื่อนเปิด

     สุดาจ้องมาทางยายอ่อนอีกครั้ง  ขมวดคิ้วเหมือนนึกอะไรออก
    "อ๋อ ยายที่อยู่สกล ที่อายุยืนๆ นั่นเอง"
    ยายอ่อนเผลอผงกหน้ารับอย่างลืมตัว  แล้วรถเก๋งคันใหญ่ก็แล่นออกไป

 

 

 

 
 
 

คลินิกเรื่องสั้น 60

รายการชีวิต โดย จุฑา จิรชีวะ

 

            ในโลกปัจจุบันนี้ บางครั้งเป็นเรื่องยากในการแยกแยะความจริงกับความลวง โดยเฉพาะในบางสิ่งที่มีความเสมือนจริงเช่นในดินแดนของไซเบอร์ หรือรายการบันเทิงประเภทเรียลิตี้โชว์  จนบางครั้งเราเองก็ไม่สามารถหาคำตอบให้ตัวเองได้ว่า สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่นั้น มันคือสิ่งที่เท็จ-แท้ หรือจริง-ลวง

            เรื่องสั้น “รายการชีวิต” ของคุณจุฑาได้หยิบยกเอาเรื่องความจริงกับความลวงดังกล่าวมาเขียนได้อย่างน่าสนใจ ผ่านลีลาของพิธีกรสาวอย่างสุดาที่สามารถพลิกผันตัวไปเองไปตามบทต่าง ๆ ตามรายการกำหนด และยายอ่อนผู้หลงเข้าไปในโลกของความลวงด้วยความเชื่อว่ามันคือโลกแห่งความจริง

            กล่าวโดยภาพรวมแล้ว คุณจุฑาใช้กลวิธีการเขียนแบบเรียบ ๆ และสื่อสารกับผู้อ่านอย่างตรงไปตรงมา แต่ในเส้นที่เรียบและตรงนั้นก็แฝงไว้ด้วยความรู้สึกเย้ยหยัน เสียดสี และเจ็บปวดอยู่ลึก ๆ โดยเฉพาะในส่วนของความรู้สึกผูกพันที่คนบ้านนอกวัย 80 เศษคนหนึ่งมีต่อหญิงสาวที่เข้ามาแสดงความใกล้ชิดสนิทสนมด้วย และความเฉยเมยปราศจากความรู้สึกใด ๆ ที่หญิงสาวคนนั้นมีต่อแก เมื่อรายการของเธอจบลงแล้ว

            สิ่งเดียวที่อาจจะเป็นปัญหาสำหรับคนอ่าน ก็คือฉากเริ่มต้นของเรื่องที่ค่อนข้างจะชุลมุน เนื่องจากมีตัวละครโผล่ออกมาในเวลาเดียวกันประมาณ 10 คน ทั้งทีมงานของรายการ คนนำทาง และคนในบ้านของยายอ่อน ซึ่งการให้รายละเอียดแก่กลุ่มคนจำนวนมากเช่นนี้เป็นเรื่องที่ทำได้ลำบาก และคนอ่านก็จะรู้สึกงง ๆ เพราะยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ซึ่งวิธีหนึ่งที่จะแก้ไขได้ คือการลดจำนวนตัวละครลง หรือไม่ต้องให้รายละเอียดมากนัก

            นอกเหนือจากความชุลมุนในตอนต้นเรื่องแล้ว คุณจุฑาเขียนเรื่อง “รายการชีวิต” ได้ดีทีเดียวครับ

 

ประภัสสร เสวิกุล

5 มีนาคม 2554

               






คลีนิกเรื่องสั้น

โจรปริญญา(ตี)
มือศิลป์ article
Love is....
อกแกก็อกฉัน...อกฉันก็อกแก article
ร่วมกินโต๊ะ
ภาพของฉัน article
คืนข้ามปี article
เหรียญบาทกับโบสถ์กลางน้ำ article
ใส...ซื่อ...บริสุทธิ์ (ใจ) article
นิยายรัก ฉบับป้าหมู article
สายน้ำที่ขาดหาย article
อรุณรุ่ง article
บ้านนั้นเขามีงานศพ article
หีบเชี่ยนหมากของอ้ายแก้ว article
การผ่านพ้นแห่งยุคสมัย article
แม่น้ำเจ้าพระยา article
เธอสุขได้อย่างไรเมื่อผองชนทุกข์ยากลำเค็ญ article
เมื่อโลกนี้ไร้สีสัน... article
ลั่น article
เสมือนรังดักแด้ที่เฝ้าฟูมฟักผีเสื้อให้โบยบิน article
แหว่ง article
รุ้งกินน้ำของปานวาด article
กล่องความทรงจำเก่า...และเงารัก article
จอมโจรหนอนหนังสือ article
มาลัยวรรณกรรม article
ห้องแห่งมิติอนันต์ article
ครูจันทร์ผ่อง ของแม่ article
จุกน้ำปลา...พาโชค article
เวลาของพ่อ article
การค้นพบตัวเองที่ไม่ใช่ตัวเอง article
เพียงภาพในวัยเยาว์ article
น้ำตาลทราย article
การเดินทางของชายชรา article
พันธะพรหมลิขิต article
บทเรียนน้ำตา article
กลางเมืองหลวง article
ประตูที่ถูกเลือก article
ร้องเรือ: ลำนำที่ผันแปร article
ดาวน์ความสำเร็จ article
ไอ้หมา article
คุณย่ากับคุณป้าข้างบ้าน article
ข้างหลังภาพนั้น article
วัฏพินาศแห่งสยามประเทศ article
คลีนิกเรื่องสั้น 16 article
หรือฉันเองที่แตกต่าง article
เด็กชายวิสรุจณ์...ซุกซน article
ใบไม้เปลี่ยนสี article
มรดกพ่อ article
ก้าวแรกของนักล่าดวงจันทร์ article
เพื่อนตาย article
หุ่นยนต์สังกะสี article
คิดถึงพ่อ article
สาวหน้าใสกับหัวใจน้องเหมียว article
แดร๊กคิวล่ากระหายเลือด...ของคุณ article
ก็เพราะว่า...เรารักนาย article
อ้อมกอดทะเล article
เรือของพ่อ article
ไม่โกรธใช่ไหม article
ในความทรงจำ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ