สิ่งที่เห็นได้เด่นชัดในการหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 3 กรกฎาคม ศกนี้ ก็คือการที่พรรคการเมืองต่าง ๆ แข่งขันกันชูนโยบายประชานิยม ซึ่งแต่ละพรรคนอกจากจะสรรหาแคมเปญที่โน้มน้าวใจผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว ยังเกทับบลั๊ฟแหลกกันเต็มที่ ไม่ผิดอะไรกับการลดแหลกแจกแถมของสินค้าในช่วงโปรโมชั่น
นโยบายประชานิยมมีทั้งเรื่องที่เคยใช้กันมาแล้ว เช่นเรื่องการศึกษาฟรี การดำเนินการเรื่องที่อยู่อาศัย การส่งเสริมอาชีพ การให้เงินสงเคราะห์คนชรา ไปจนถึงเรื่องการแปลงหนี้ การเพิ่มเงินเดือนข้าราชการให้เท่ากับเอกชน การมีบ้านมีรถยนต์ ลดภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การขยายสาธารณูปโภค และคมนาคม ฯลฯ ซึ่งหากคำนวณอย่างคร่าว ๆ แล้ว ถ้าพรรคที่เข้ามาเป็นรัฐบาลหรือร่วมรัฐบาลลงมือทำตามนโยบายที่ใช้ในการหาเสียง ก็คงต้องใช้เงิน งบประมาณแผ่นดินไม่ต่ำกว่า 3 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากมายมโหฬาร และยังขาดรายได้แผ่นดินอีกจำนวนมหาศาล อันจะก่อปัญหาที่รุนแรงและเรื้อรังแก่ระบบการเงินการคลังของประเทศจนน่าเป็นห่วง นอกเหนือไปจากนั้น นโยบายประเภทนี้บางเรื่องยังเป็นการสร้างลักษณะนิสัยที่ขาดวินัยทางการเงิน และการตกเป็นเหยื่อของวัตถุนิยมแก่ประชาชน
คำว่าประชานิยมนั้น ก็คือการดำเนินนโยบายที่สนองตอบความต้องการของประชาชน ซึ่งบางครั้งก็ถูกใช้อย่างเกินเลยเพื่อสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง และเมื่อตอนที่พรรคไทยรักไทยนำนโยบายนี้มาใช้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ก็ได้รับการโจมตีและตั้งข้อรังเกียจจากพรรคการเมืองคู่แข่งเป็นอย่างมาก ก่อนที่จะเป็นที่ยอมรับและกลายเป็นนโยบายหลักของแทบทุกพรรคการเมืองในการ หาเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้ และรัฐบาลที่รักษาการอยู่ในปัจจุบัน ก็ได้ใช้เงินถึง 2 ล้านล้านบาท ไปกับโครงการประชานิยมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการอัดฉีดรากหญ้า โครงการประชาภิวัฒน์ โครงการไทยเข้มแข็ง ฯ ภายในชั่วเวลาเพียง 2 ปี
อย่างไรก็ตาม นโยบายประชานิยมของพรรคการเมืองไทยได้สร้างความกังวลใจแก่ธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในด้านการเงินของประเทศ โดยคุณประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กล่าวเตือนว่าประเทศซึ่งประสบปัญหาวิกฤตการเงินในขณะนี้ล้วนแล้วแต่มีสาเหตุมาจากปัญหาหนี้สิน และการขาดวินัยทางการคลังอันเป็นประเด็นที่ควรถือเป็นบทเรียนและน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่นักการธนาคารส่วนใหญ่ค่อนข้างจะวิตกเรื่องเงินเฟ้อ และดร.กิราฏา เภาวิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลก ประจำประเทศไทย กล่าวถึงการที่พรรคการเมืองหาเสียงด้วยนโยบายเพิ่มรายได้ และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการใช้เงิน และเร่งให้เกิดเงินเฟ้อเร็วขึ้น ส่วน ดร.ฮานส์ ทิมเมอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาของธนาคารโลกแสดงทัศนะว่า การที่พรรคการเมืองหาเสียงด้วยการสัญญาว่าจะให้สิ่งต่าง ๆ และทุ่มเงินเพื่อเอาชนะกัน จะไม่เป็นผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
จากตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอาร์เจนตินา ในปี พ.ศ.2459 เมื่อฮิโปลิโต อิริโกเยน ชนะการเลือกตั้ง และนำเงินงบประมาณมาใช้จ่ายในการซื้อความนิยมจากประชาชนอย่างไม่อั้น อันถือเป็นต้นตำรับของนโยบายประชานิยมในปัจจุบัน ผลก็คือเงินสำรองหมดประเทศ ต้องไปกู้ยืมมาจากต่างประเทศ หนักเข้าก็ไม่มีประเทศไหนยอมให้กู้ จึงหันมาออกพันธบัตรจำนวนมหาศาล ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง และประเทศอาร์เจนตินาต้องตกอยู่ในสภาพล้มละลายเป็นเวลาถึง 40 ปี นั้น น่าจะเป็นเครื่องเตือนใจพี่น้องชาวไทย ไม่ให้ลุ่มหลงไปกับนโยบายประชานิยมที่พรรคการเมืองต่าง ๆ กำลังพากันประเคนให้ในเวลานี้ เพราะคนที่จะต้องรับภาระหากเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจขึ้นกับประเทศไทยในอนาคต ก็คือประชาชนตาดำ ๆ และลูกหลานของพวกเรา ไม่ใช่นักการเมืองหรือพรรคการเมืองพวกนั้นหรอกครับ
ดังนั้น ถ้าพรรคไหนเสนอขายนโยบายประชานิยมที่เลิศหรูอลังการ นอกจากจะตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนว่า ถ้าไม่ใช่ประเภทดีแต่ปาก ก็เป็นพวกไม่มีทางที่จะทำได้อย่างที่พูด แล้ว ก็คงต้องจับตา เรื่องการใช้เงินงบประมาณในโครงการประชานิยมต่าง ๆ อย่างใกล้ชิดด้วยครับ
.....................................