วันที่ 1 กันยายน เมื่อปี พ.ศ.2512 เป็นวันที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศลิเบีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อชีวิตของโมอัมาร์ กัดดฟี เพราะเป็นวันที่เขากับเพื่อนนายทหารหนุ่มทำการปฏิวัติยึดอำนาจจากกษัตริย์ไอดริสซึ่งเสด็จไปต่างประเทศ และประกาศตั้งสภาปฏิวัติทำหน้าที่บริหารประเทศ กับไม่ยินยอมให้สหรัฐฯ กับอังกฤษ ตั้งฐานทัพ
ในลิเบียอีกต่อไป และดึงการผลิตน้ำมันจากบริษัทธุรกิจต่างประเทศมาเป็นของรัฐ ซึ่งทำให้ลิเบียกลายเป็นประเทศผู้นำในการผลิตน้ำมันของโลก และเป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดประเทศหนึ่งในตะวันออกกลาง
โดยที่กัดดาฟีเป็นมุสลิมที่เคร่งศาสนา เขาจึงนำหลักการต่าง ๆ ในพระคัมภีร์อัล กุรอ่าน มาเป็นแม่บทและแนวทางของการปฏิวัติ หนังสือซึ่งแสดงความคิดของกัดดาฟีซึ่งเรียกกันว่า Gree Book หรือสมุดปกเขียว ที่ปฏิเสธทั้งทุนนิยมและสังคมนิยม แต่ยึดมั่นในศาสนาอิสลาม ตามความเชื่อของกัดดฟี เป็นธรรมนูญสูงสุดในการปกครองลิเบียตลอดระยะเวลาเกือบ42 ปี ของกัดดาฟี
ถ้าย้อนกลับไปดูประเทศลิเบีย เมื่อ 42 ปีที่แล้ว เราก็จะมองเห็นภาพของประเทศที่เพิ่งได้รับเอกราชมาไม่นาน บ้านเมืองยังยากจนและเต็มไปด้วยความวุ่นวาย แต่จากการค้นพบแหล่งน้ำมันมูลค่ามหาศาล ทำให้มหาอำนาจตะวันตกเข้ามาแทรกแซง เพื่อผูกขาดสัมปทานการขุดเจาะน้ำมันดิบ ซึ่งสร้างความมั่งคั่งให้แก่ผู้มีอำนาจทางการเมืองเพียงไม่กี่คน ตามมาด้วยการคอรัปชั่น ความฟุ้งเฟ้อ และช่องว่างระหว่างคนที่ร่ำรวยกับคนยากจนที่แผ่กระจายทั่วประเทศ ดังนั้น การปฏิวัติของกัดดาฟี ในครั้งนั้น จึงได้รับการสนับสนุนจากชาวลิเบียโดยทั่วไป เพราะเป็นสิ่งที่ตรงกับความคับแค้นใจของประชาชน ขณะเดียวกันแนวคิดและมาตรการต่าง ๆ ที่กัดดาฟีนำมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการกวาดล้างอิทธิพลของผู้ที่มีอำนาจเดิม การขับไล่ฐานทัพของต่างชาติ การยึดบ่อน้ำมันกลับมาเป็นของรัฐ การยึดทรัพย์สมบัติของนักการเมืองที่ฉ้อโกง รวมทั้งการวางตนแบบ
เคร่งศาสนาของกัดดาฟีและเพื่อนพ้อง ก็สร้างความศรัทธาแก่ประชาชนเป็นอย่างสูง
แต่โลกในวันนี้ แตกต่างไปจากโลกเมื่อ 42 ปีที่แล้ว คนลิเบียในวันนี้ก็เป็นคนละรุ่นกับเมื่อ 42 ปีก่อนเช่นกัน แต่กัดดาฟียังคงเป็นกัดดาฟีคนเดิม ที่ยึดถือ สมุดปกเขียว อย่างเหนียวแน่น เขากลายเป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ที่ตกรุ่น เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ใหญ่โตเทอะทะเกะกะล้าสมัย และเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่สิ้นเปลืองค่าบำรุงรักษาเกินไป และการอยู่ในอำนาจนานเกินไปนั้นก็ส่งผลร้ายต่อสายตาและประสาทหู เพราะมักทำให้กลายเป็นคนที่ตาบอดและหูหนวก ไม่เห็นและไม่ได้ยินการเรียกร้องของประชาชน ดังนั้น วันที่ 1 กันยายน ปีนี้ โมอัมมาร์ กัดดาฟี จึงหมดโอกาที่จะฉลองวาระครบรอบ 42 ปี แห่งการปฏิวัติลิเบีย และถูกเปลี่ยนคำเรียกขานจากวีบุรุษเป็นทรราชย์ จากเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญเป็นคำสาปแช่ง และสูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเคยครอบครองมาค่อนชีวิต
บางที วันที่ 1 กันยายน ปีหน้า อาจเป็นวันครบรอบ 1 ปี แห่งการปฏิวัติ และชัยชนะของประชาชนลิเบีย และไม่ว่าในวันนั้นจะมีกัดดาฟีอยู่ในโลกหรือไม่ก็ตาม สถานการณ์ในลิเบียตอนนั้นจะราบคาบหรือวุ่นวายเพียงไร และไม่ว่าอนาคตของดินแดนแห่งนั้นจะเป็นเช่นไร ผมก็คิดว่าโลกได้หมุนผ่านเลยวันเวลาของกัดดาฟีไปแล้ว
แต่สำหรับอีกหลายต่อหลายคนที่ยังมีวันเวลาแห่งอำนาจอยู่ในตอนนี้ ควรจะต้องเริ่มคิดล่ะแล้วครับ ว่าจะปล่อยให้ถูกโลกหมุนผ่านเลยไปเช่นเดียวกับกัดดาฟีหรือไม่?