ผมเกิดมาในยุคที่ตำรวจใหญ่เบ่อเร่อ และอธิบดีกรมตำรวจใหญ่เบ่อเริ่ม พอเอ่ยคำว่า ม้าต๋า ทั้งคนจีนคนไทยรวมถึงลูกเด็กเล็กแดงก็พากันตัวลีบ อธิบดีกรมตำรวจในยุคนั้น คือ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เป็นบุตรเขยจอมพลผิน ชุณหะวัณ อดีตผู้บัญชาการทหารบก ที่ทำการปฏิวัติใน พ.ศ.2492 เพื่อนำจอมพล ป.พิบูลสงคราม กลับมาสู่อำนาจอีกครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พล.ต.อ.เผ่า นั้น ถือว่าเป็นคู่บุญของจอมพล ป. และเป็นเสาหลักที่ค้ำยันบัลลังก์นายกรัฐมนตรีของท่านจอมพล คู่กับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดังนั้น กรมตำรวจจึงเป็นเสมือนกองทัพย่อย ๆ ซึ่งมีตำรวจหน่วยต่าง ๆ มากมาย อาทิ ตำรวจน้ำตำรวจพลร่ม และตำรวจรถถัง เป็นต้น ตัว พล.ต.อ.เผ่าเอง มีนายตำรวจระดับอัศวินแหวนเพชรที่เป็นมือปราบระดับพระกาฬ ห้อมล้อม จนมีคำกล่าวในยุคสมัยนั้นว่า ไม่มีอะไรภายใต้ดวงอาทิตย์ ที่ตำรวจไทยทำไม่ได้ และเพลงมาร์ชตำรวจ เนื้อร้องโดยครูแก้ว อัจฉะริยกุล ทำนองโดยครูนาถ ถาวรบุตร ที่ขึ้นต้นว่า เกียรติตำรวจของไทย เกียรติวินัยกล้าหาญมั่นคง ต่างซื่อตรง พิทักษ์สันติราษฎร์นั้น... ก็ได้ยินกันจนเจนหู
เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการปฏิวัติยึดอำนาจจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในปี พ.ศ.2500 และส่ง พล.ต.อ.เผ่า ไปดำรงตำแหน่งปรึกษา สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แล้ว ได้ให้ พล.ต.อ.ไสว ไสวแสนยากร มาเป็นอธิบดีกรมตำรวจอยู่ 2 ปี เมื่อจอมพลสฤษดิ์ปฏิวัติหลอก ๆ จอมพลถนอม กิตติขจร ในปี พ.ศ.2502 ก็ขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจควบคู่ไปกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการทหารบก จนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรม ในปี พ.ศ.2506 พล.ต.อ.ประเสริฐ รุจิรวงศ์ จึงดำรงตำแหน่งต่อมา จนเกษียณอายุราชการในปี พ.ศ.2515 หลังจากนั้น จอมพลประภาส จารุเสถียร รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทวงมหาดไทย และรองผู้บัญชาการทหารบก จึงเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจสืบแทน แต่ก็อยู่ได้ถึงเดือนตุลาคม 2516 เกิดเหตุการณ์วันวิปโยค จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี และจอพลประภาส ต้องเดินทางออกนอกประเทศ แล้วก็มีอธิบดีกรมตำรวจเปลี่ยนหน้ากันเข้ามาจนจำชื่อไม่หวาดไม่ไหว ก่อนที่กรมตำรวจจะเปลี่ยนโฉมเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในปี พ.ศ.2541 โดยมี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจคนสุดท้าย และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนแรก
จากประวัติที่ผ่านมา ก็คงจะเห็นกันแล้วนะครับ ว่ากรมตำรวจหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับอธิบดีกรมตำรวจหรือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นหน่วยงานและตำแหน่งที่มีความใกล้ชิดตัดพันกับการเมืองอย่างแยกออกได้ยาก และอธิบดีหรือผู้บัญชาการตำรวจส่วนหนึ่งก็มักจะมาด้วยเหตุผลกลนัยทางการเมือง และมีอันต้องออกจากตำแหน่งก็ด้วยเหตุผลกลเดียวกัน ทั้งนี้ไม่ว่าตัวของท่านผู้นั้นจะเล่นการเมืองหรือไม่ แต่การเมืองก็เล่นงานผู้ที่อยู่ในตำแหน่งนี้อย่างเต็มเหนี่ยวเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลแบบสุดขั้ว
ผมเชื่อว่า พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ย่อมไม่ใช่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนสุดท้ายที่ต้องพ้นจากตำแหน่งไปตามวิถีแห่งการเมือง เช่นเดียวกับที่เคยเชื่อทำนองเดียวกันนี้กับกรณีของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ แต่ใครก็ตามที่ทำอะไรลงไปนั้น ควรสังวรณ์ถึงสุภาษิตจีนประเภท ลูกผู้ชายฆ่าได้หยามไม่ได้ ไว้บ้าง
รวมทั้งเรื่องของเกียรติตำรวจไทย ที่ใครบางคนก็เคยสวมเครื่องแบบตำรวจอันทรงเกียรตินั้นมาแล้วในอดีต