ยาเสพติดเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมาช้านานแล้ว อย่างน้อยที่สุดก็ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทองปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งทรงมีประกาศห้ามการซื้อ ขาย และเสพฝิ่น โดยผู้ที่ฝ่าฝืนจะได้รับโทษอย่างหนักถึงขั้น ริบราชบาท คือยึดทรัพย์แถมประจานด้วยการตระเวนบกตระเวนน้ำ และจำคุกจนกว่าจะเลิกเสพฝิ่นได้ แต่ก่อนจะปล่อยตัวไปก็ยังต้องให้ญาติมาทำทัณฑ์บนไว้อีกชั้นหนึ่ง แต่ก็ปรากฏว่ายังคงมีการลักลอบค้าและเสพฝิ่นตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยา
ล่วงมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ก็ทรงมีประกาศห้ามการขายและการเสพฝิ่น ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงกำหนดโทษผู้ทำความผิดเกี่ยวกับฝิ่นไว้อย่างรุนแรง คือนอกจากจะตระเวนบกตะเวนน้ำแล้ว ยังให้ริบทรัพย์และลูกเมีย เฆี่ยน 3 ยก แล้วให้เอาตัวไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง มีหน้าที่ตัดหญ้ามาให้ช้างกิน นอกจากนี้ยังลงโทษผู้รู้เห็นเป็นใจด้วยการเฆี่ยน 60 ที
สถานการณ์ฝิ่นมาหนักขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่ออังกฤษซึ่งปกครองอินเดียอยู่เริ่มรุกคืบเข้าไปในจีน อังกฤษนำฝิ่นที่ปลูกในอินเดียเข้าไปแลกซื้อชาจากจีน ส่งผลให้คนจีนติดฝิ่นกันงอมแงม ประกอบกับในช่วงนั้นมีคนจีนอพยพเข้ามาในเมืองไทยเป็นจำนวนมาก จึงเกิดการลักลอบขนฝิ่นเข้ามากับเรือสินค้า ทำให้ฝิ่นแพร่ระบาดทั่วไป และมีอั้งยี่ที่หาประโยชน์จากการค้าฝิ่น จนทางการต้องใช้กำลังเข้าปราบปราม แต่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าเป็นการยากที่จะกำจัดฝิ่นให้หมดสิ้นไปจากประเทศ จึงทรงหันมาใช้วิธียินยอมให้คนจีนเสพและค้าฝิ่นได้อย่างถูกกฎหมายผ่านระบบเจ้าภาษี มีการผูกขาดเสียภาษีฝิ่นแก่ทางราชการเป็นรายปี ขณะเดียวกันก็หาทางควบคุมไม่ให้คนไทยเสพฝิ่นด้วย
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนำระบบภาษีอากรเข้ามาใช้แทนระบบนายอากรแต่เดิม และทรงหาวิธีแก้ไขปัญหาเรื่องฝิ่นในประเทศ ด้วยมาตรการเรียกเก็บภาษีฝิ่นในอัตราที่สูง ทำให้มีผู้เสพลดลงโดยลำดับ จนถึง พ.ศ.2501 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หัวหน้าคณะปฏิวัติ มีนโยบายเลิกการเสพและจำหน่ายฝิ่นในประเทศไทยโดยเด็ดขาด โดยมีการเผาทำลายฝิ่นที่ท้องสนามหลวง และตามจังหวัดต่าง ๆ ในเวลา 01.00 น. ของวันที่ 1 กรกฎาคม 2502 อย่างไรก็ตาม ยาเสพติดก็ได้เปลี่ยนรูปจากฝิ่นไปสู่เฮโรอีน ซึ่งมีฤทธิ์สูงกว่า แต่เสพง่ายกว่า และพัฒนาไปสู่ยาเสพติดทั้งที่มาจากธรรมชาติ เช่น ฝิ่น มอร์ฟีน กระท่อม กัญชา โคเคน เห็ดเบื่อเมา ฯลฯ และสารสังเคราะห์ เช่น เฮโรอีน แอมเฟตามีน(ยาบ้า) เอ๊คตาซี ยาอี ยาเลิฟสารระเหย ฯลฯ
ยาเสพติดส่งผลกระทบทั้งทางร่างกาย จิตใจ รวมทั้งอนาคต ต่อตัวผู้เสพ ขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดผลร้ายแก่ครอบครัว ชุมชน และสังคม ซึ่งต้องรับภาระในการดูแลหรือตกเป็นเหยื่อของผู้ติดยาเสพติด ปัญหายาเสพติดยังมีผลต่อระบบเศรษฐกิจและการคลังของประเทศ เพราะการค้ายาเสพติดเป็นธุรกิจนอกกฎหมายซึ่งสร้างความร่ำรวยบนความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชน แต่ก็ทิ้งภาระแก่ทางการในการติดตามปราบปรามผู้ค้า และรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด เป็นงบประมาณจำนวนมหาศาล ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งก็คือปัจจุบันมีเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติจำนวนมากตกเป็นเหยื่อของยาเสพติดในรูปต่าง ๆ ซึ่งนับเป็นการบั่นทอนคุณภาพและศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ของชาติ อันจะส่งผลไปถึงความสามารถของไทยในการแข่งขันกับประชาคมโลก รวมทั้งบ่อนทำลายเศรษฐกิจและความมั่นคงของบ้านเมืองในที่สุด
ดังนั้น ยาเสพติดจึงเป็นปัญหาสำคัญและเร่งด่วนของรัฐบาลนี้ที่จะต้องดำเนินการปราบปรามและแก้ไขให้เกิดผลอย่างจริงจัง ซึ่งจะเป็นการพิสูจน์ฝีมือของรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ ไปพร้อม ๆ กันด้วย