| นักโทษประหาร
มีข่าวเล็ก ๆ เกี่ยวกับเวียดนามข่าวหนึ่งซึ่งบางคนอาจจะมองข้ามหรือเห็นเป็นเพียงเรื่องแปลก ๆ นั่นก็คือการที่ทางการเวียดนามสั่งเลื่อนการประหารชีวิตนักโทษออกไปไม่มีกำหนด เนื่องจากขาดแคลนยาพิษที่ใช้ในการฉีดเพื่อทำให้นักโทษเสียชีวิต ขณะนี้เวียดนามมีนักโทษที่รอการประหารชีวิตอยู่กว่า 400 ราย ซึ่งทั้งหมดจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำต่อไปจนกว่าทางการเวียดนามจะสามารถหายาพิษหรือวิธีการอื่นที่เหมาะสมได้
ตามรายงานข่าวกล่าวว่า ไม่ใช่มีเพียงเวียดนามประเทศเดียวที่ขาดแคลนยาพิษที่ใช้ในการประหารชีวิตนักโทษเพราะก่อนหน้านั้น เรือนจำในรัฐโอคลาโฮมา ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีการประหารชีวิตนักโทษมากที่สุดของสหรัฐฯ ก็เปิดเผยว่ามียาพิษดังกล่าวเหลืออยู่เพียงโดสเดียว เนื่องจากบริษัทของสหภาพยุโรปซึ่งเป็นผู้ผลิตยาพิษชนิดนี้ ได้ยุติการผลิตจำหน่าย เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนของสหภาพยุโรปที่ต่อต้านโทษประหารชีวิตในประเทศต่าง ๆ
โทษประหารชีวิตเป็นโทษสูงสุดที่กฎหมายของรัฐต่าง ๆ นับแต่อดีต บัญญัติให้ผู้กระทำผิดได้รับ เพื่อให้ประชาชนเกิดความยำเกรง โทษประหารชีวิตในสมันโบราณมีตั้งแต่ การตัดศีรษะ การฝังทั้งเป็น การเผาทั้งเป็น การให้ตกเป็นเหยื่อของงูพิษหรือสัตว์ร้าย การผ่าท้อง รวมทั้งการใช้ม้าแยกร่างกายออกจากกันของมองโกล การตรึงไม้กางเขนของชาวโรมัน การแล่เนื้อของจีน เป็นต้น ในยุคต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีความเจริญขึ้น โทษประหารชีวิต ได้ถูกเปลี่ยนไปสู่การแขวนคอ การรมก๊าซพิษ การยิงเป้า การนั่งเก้าอี้ไฟฟ้า และการฉีดยาพิษเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งมีการกล่าวว่าเป็นวิธีที่มีความสยดสยองน้อยที่สุด เพราะเรือนจำบางแห่งในสหรัฐฯ ต้องดำเนินการถึง 3 ขั้นตอน คือขั้นแรกฉีดสารให้นักโทษหมดสติ ขั้นที่สองฉีดสารให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย และขั้นสุดท้ายฉีดสารให้หัวใจหยุดทำงาน
เวียดนามแต่เดิมใช้วิธีประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า โดยแต่ละปีจะมีการยิงเป้านักโทษประมาณ 100 คน แต่ได้เปลี่ยนเป็นการฉีดยาพิษเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 ด้วยเหตุผลประการหนึ่งว่าขาดแคลนผู้ทำหน้าที่เพชฌฆาต โทษประหารชีวิตของเวียดนามใช้สำหรับคดีอาญา 22 ประเภท ซึ่งคดีที่มีมากที่สุดได้แก่ฆาตกรรม และค้ายาเสพติด แต่เมื่อไม่นานมานี้รัฐสภาเวียดนามได้มีมติให้แก้ไขกฎหมายอาญาเพื่อยกเลิกโทษประหารชีวิต ในคดีต่าง ๆ 7 ประเภท ได้แก่คดีลักลอบเข้าเมือง คดีให้สินบนเจ้าพนักงาน คดีปลอมแปลงเงินตราและพันธบัตร คดีโจรสลัดและสลัดอากาศ คดีทำลายอาวุธและอุปกรณ์ทางทหาร คดียักยอกฉ้อโกงทรัพย์ และคดีข่มขืน
สัตยาบันพิธีสารฉบับที่ 13 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรป กำหนดให้มีการยกเลิกโทษประหารชีวิตในทุกกรณี ซึ่งในปี 2554 มี 33 ประเทศ ได้เปลี่ยนจากโทษประหารชีวิตเป็นโทษอื่น หรือการให้อภัยโทษ อย่างไรก็ตามในปีที่แล้วมีข้อมูลว่ามีผู้ได้รับการตัดสินลงโทษประหารชีวิต อย่างน้อย 1,923 คน ใน 63 ประเทศทั่วโลก
ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีจำนวนผู้ถูกประหารชีวิตมากกว่าภูมิภาคอื่น ๆ ในโลกรวมกัน และการถูกประหารนั้นก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นจากการไต่สวนคดีอย่างไม่เป็นธรรม รวมทั้งความผิดพลาดของกระบวนการยุติธรรม ทำให้ประชากรร้อยละ 95 อยู่ในรัฐที่มีกฎหมายและโทษประหารชีวิต ดังนั้น เครือข่ายต่อต้านโทษประหารชีวิตแห่งเอเชียและแปซิฟิก จึงได้ให้ข้อเสนอแนะสำหรับรัฐที่ยังมีโทษประหารชีวิตอยู่ ไว้ 4 ประการ คือ
1.จัดทำความตกลงชั่วคราวเพื่อยุติการใช้โทษประหารชีวิต ทั้งนี้เป็นไปตามมติสมัชชาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
2.เปลี่ยนโทษจากการประหารชีวิตเป็นโทษอื่น
3.แก้ไข กฎหมาย นโยบาย และการปฏิบัติ เพื่อประกันให้เกิดการไต่สวนคดีอย่างเป็นธรรม ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะการส่งเสริมหลักการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ สิทธิการเข้าถึงทนายความ และการคุ้มครองจากการบังคับให้สารภาพและการเลือกปฏิบัติ
4.ในระหว่างการรอยกเลิกโทษประหารชีวิต ต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลที่จำกัดการใช้โทษประหารชีวิตอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะให้นำมาใช้ในกรณีที่เป็นความผิดทางอาญาขั้นร้ายแรงที่สุด และให้ยกเลิกระวางโทษประหารชีวิตสถานเดียว
ครับ บางทีข้อเสนอแนะดังกล่าว อาจเป็นหนทางที่ดีในการแก้ไขการขาดแคลนยาพิษที่ใช้ในการประหารชีวิตนักโทษก็ได้
.....................................
ลงพิมพ์ในนสพ.คม ชัด ลึก วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2555
|